เสียงฝีเท้าหลายสิบคู่กำลังไล่ลงมาจากภูเขา ขณะที่ฉันกอดแขนหญิงชราแน่นและพาเธอวิ่งไปยังรถกระบะคันเดียวที่จอดอยู่ริมถนนดิน เสื้อผ้าของเราขาดเปื้อนโคลน แต่สิ่งที่ทำให้ฉันกลัวที่สุดไม่ใช่ความเจ็บที่ข้อเท้า หากเป็นชายคนหนึ่งที่กำลังตะโกนอยู่ด้านหลังว่า ถ้าจับเราได้ เขาจะหักขาเราทั้งสองคนแล้วขังไว้ในคอกหมู
หญิงชราหอบจนแทบพูดไม่ออก เธอสะดุดรากไม้และล้มลง ฉันรีบประคองเธอขึ้นมา แม้รู้ว่าการหยุดเพียงไม่กี่วินาทีอาจทำให้เราถูกจับได้
“ไปเถอะหนานหนาน อย่าห่วงฉัน” เธอกระซิบ “เธอหนีไปคนเดียวก็ได้”
“ไม่ได้ค่ะ” ฉันตอบ “ฉันสัญญาแล้วว่าจะพาคุณไปหาลูกสาว”
คำสัญญานั้นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันยังมีแรงวิ่ง ทั้งที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ฉันยังถูกมัดมืออยู่ในห้องครัวของบ้านหลังหนึ่งบนเขา และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดออกมาหรือไม่
ฉันชื่อหลินเยว่ อายุยี่สิบแปดปี ทำงานเป็นผู้ช่วยบัญชีอยู่ในเมืองทางใต้ ก่อนถูกชายที่คบกันมาสองปีหลอกให้ขึ้นรถไปดูบ้านของครอบครัวเขา เขาบอกว่าแม่ของเขาป่วยและอยากพบฉัน หากเราผ่านด่านตรวจได้ เขาจะพาฉันไปจดทะเบียนสมรสในวันรุ่งขึ้น
แต่รถไม่ได้ไปที่สำนักงานเขต และไม่มีบ้านหลังไหนรอฉันอยู่ สิ่งที่รออยู่คือหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขา ถนนคดเคี้ยวไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และผู้ชายหลายคนที่เรียกฉันว่า “เจ้าสาวคนใหม่”
เมื่อฉันถามว่าพวกเขาหมายความว่าอย่างไร ชายที่พาฉันมา—เฉินเหว่ย—กลับตบหน้าฉันต่อหน้าทุกคน เขาบอกว่าพ่อแม่ของเขาจ่ายเงินให้ครอบครัวฉันแล้ว และฉันไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่หรือไป
ฉันไม่เคยพบครอบครัวของเฉินเหว่ยมาก่อน ไม่เคยรับเงินจากใคร และไม่เคยมีพ่อแม่ที่จะขายฉันให้เขาได้ แต่ในหมู่บ้านนั้น ไม่มีใครสนใจความจริง ทุกคนสนใจเพียงว่าเงินถูกจ่ายไปแล้วหรือยัง
หญิงชราคนหนึ่งเป็นคนแรกที่เข้ามาช่วยฉัน เธอชื่อจ้าวซิ่วหลาน ชาวบ้านเรียกเธอว่า “ย่าจ้าว” เธอเดินหลังค่อม ผมขาวเกือบทั้งศีรษะ และมักถูกเรียกว่าเป็นหญิงบ้าที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ไม่มีใครยอมให้เธอนั่งร่วมโต๊ะอาหาร เพราะเธอเอาแต่ถามหาลูกสาวชื่อหนานหนานอยู่ทุกวัน
คืนนั้นเธอแอบนำชามข้าวมาให้ฉัน เมื่อเห็นรอยช้ำบนแก้ม เธอใช้ผ้าชุบน้ำประคบให้โดยไม่ถามว่าฉันไปทำอะไรมา
“หนานหนานก็ถูกพามาที่นี่เหมือนกัน” เธอบอก “ลูกสาวฉันหายไปสิบปีแล้ว พวกเขาบอกว่าเธอหนีตามผู้ชายไป แต่ฉันไม่เชื่อ”
ก่อนจากไป เธอวางช้อนเงินเก่า ๆ ไว้บนโต๊ะ ช้อนนั้นมีตัวอักษรเล็ก ๆ สลักอยู่ตรงด้าม เป็นคำว่า “หนาน” และวันที่หนึ่งในฤดูหนาวเมื่อสิบปีก่อน
“ถ้าเจอลูกสาวฉัน ฝากบอกเธอว่าแม่ยังรออยู่”
วันต่อมา ฉันพยายามหนีเป็นครั้งแรก แต่ถูกจับได้ที่ประตูหมู่บ้าน เฉินเหว่ยลากฉันกลับมาต่อหน้าคนอื่น เขาบอกว่าถ้าหนีอีกจะขายฉันให้กับหมู่บ้านที่อยู่ไกลกว่าเดิม เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังต่อรองราคาสัตว์ตัวหนึ่ง
ฉันไม่ได้ร้องไห้ต่อหน้าเขา แต่คืนนั้นฉันใช้เศษลวดแกะเชือกที่ผูกข้อมือ แล้วแอบเข้าไปในห้องเก็บของของครอบครัวเฉิน ฉันตั้งใจจะหาโทรศัพท์หรือเอกสารสักอย่างที่ใช้ยืนยันตัวตนของฉัน ทว่ากลับพบสมุดบัญชีเก่าและรูปถ่ายหลายใบซ่อนอยู่ใต้พื้นไม้
รูปหนึ่งเป็นภาพหญิงสาวอายุราวสิบแปดปี เธอยืนอยู่ข้างย่าจ้าวและชายวัยกลางคนที่ฉันไม่รู้จัก ด้านหลังเขียนวันที่เดียวกับตัวเลขบนช้อนเงิน
หญิงสาวคนนั้นคือหนานหนาน
ในสมุดบัญชีมีรายชื่อผู้หญิงหลายคน ข้างชื่อแต่ละคนมีจำนวนเงินและวันที่กำกับ บางคนถูกพาไปอยู่กับครอบครัวต่างหมู่บ้าน บางคนมีคำว่า “ป่วย” หรือ “หนีไม่สำเร็จ” เขียนไว้ข้างชื่อ หนึ่งในหน้าสุดท้ายมีชื่อของฉันอยู่ด้วย พร้อมจำนวนเงินที่เฉินเหว่ยอ้างว่าเป็นสินสอด
ฉันถ่ายรูปหน้าสมุดด้วยโทรศัพท์ที่ซ่อนไว้ในเสื้อ แต่ยังไม่ทันออกจากห้อง เสียงประตูก็เปิดขึ้น
ย่าจ้าวยืนอยู่ตรงนั้น เธอไม่ได้ตกใจที่เห็นฉันถือสมุดบัญชี กลับมองไปทางหน้าต่างแล้วดึงฉันเข้าไปหลบหลังตู้
“อย่าส่งเสียง” เธอพูด “คนพวกนี้ไม่ได้ขายแค่ผู้หญิง พวกมันขายเด็กด้วย”
เรารอจนคนเฝ้ายามเดินผ่านไป ย่าจ้าวจึงเล่าเรื่องที่เธอเก็บไว้ในใจนานสิบปี หนานหนานเคยทำงานในโรงงานสิ่งทอของเมือง เธอรู้ว่าครอบครัวเฉินใช้บริษัทรับสมัครงานบังหน้าเพื่อพาผู้หญิงยากจนขึ้นเขา เมื่อหนานหนานพยายามแจ้งตำรวจ เธอก็ถูกจับตัวกลับมาที่หมู่บ้าน
ย่าจ้าวตามมาช่วยลูกสาว แต่ถูกคนในหมู่บ้านขังไว้ เธอถูกบังคับให้แต่งงานกับชายที่อายุมากกว่า และถูกพรากลูกสาวไปต่อหน้าต่อตา หลังจากนั้นเธอถูกขังอยู่ในบ้านท้ายหมู่บ้านเป็นเวลาหลายปี จนคนอื่นเริ่มเรียกเธอว่าบ้าเพื่อไม่มีใครเชื่อคำพูดของเธอ
“หนานหนานยังอยู่หรือคะ” ฉันถาม
ย่าจ้าวกำช้อนเงินในมือ “อยู่ที่นี่ หรือไม่ก็เคยอยู่ที่นี่ ฉันไม่รู้แน่ แต่ผู้หญิงคนหนึ่งเคยบอกฉันว่า เธอถูกพาไปทางภูเขาด้านเหนือ”
เราตัดสินใจหนีด้วยกันในคืนนั้น ฉันใช้หม้อแกงใบใหญ่ทำให้ชายเฝ้าครัวหมดสติ หลังจากแอบใส่ยานอนหลับที่ฉันพบในตู้ยา ย่าจ้าวปลดกลอนประตูจากด้านในได้ เพราะเธอจำทางลับใต้บ้านได้
เราเกือบถึงปากหมู่บ้านแล้ว แต่เฉินเหว่ยกลับรออยู่ที่นั่น เขาไม่ได้ขึ้นเขาไปค้นหาเหมือนคนอื่น เพราะรู้ว่าทุกคนมักหนีผ่านทางเดียวกัน
“ในที่สุดก็เจอ” เขาพูดพลางยิ้ม “คราวนี้ฉันจะไม่ปล่อยให้พวกเธอวิ่งได้อีก”
เขาสั่งให้ลูกน้องจับฉันกับย่าจ้าวไปมัดไว้หน้าศาลาประจำหมู่บ้าน ขณะที่คนอื่นช่วยกันขึ้นภูเขาเพื่อค้นหา “ผู้หญิงบ้า” ที่กล้าใส่ยาลงในซุปของพวกเขา
ย่าจ้าวก้มหน้ารับผิดแทนฉัน เธอบอกว่าทั้งหมดเป็นแผนของเธอและขอให้พวกเขาปล่อยฉันไป เพราะเธอแก่แล้วและคงหนีไม่รอดอยู่ดี
“ฉันติดอยู่ที่นี่สิบปีแล้ว” เธอบอกกับฉันตอนที่คนอื่นเผลอ “ถ้าพวกเธอออกไปได้ ช่วยตามหาครอบครัวของฉันด้วย”
ฉันมองรอยแผลเป็นบนข้อมือของเธอ แล้วตอบว่า “ฉันจะพาคุณออกไป เราจะตามหาหนานหนานด้วยกัน”
ก่อนที่ลูกน้องของเฉินเหว่ยจะกลับมา ชายคนหนึ่งชื่อจ้าวไห่ก็ปรากฏตัว เขาเป็นช่างซ่อมรถของหมู่บ้านและเป็นคนเดียวที่ไม่เคยร่วมงานกับครอบครัวเฉิน เขาทำทีเป็นจะขนของออกจากหมู่บ้าน แล้วใช้จังหวะที่คนกำลังวุ่นวายพาเราขึ้นรถ
“ผมไม่รู้ว่าจะช่วยได้นานแค่ไหน” เขาพูด “แต่ถ้าพวกคุณไปถึงตัวเมือง ให้ไปสถานีตำรวจ อย่าไว้ใจคนที่บอกว่าจะพากลับบ้าน”
รถของเขาแล่นออกจากหมู่บ้านได้ไม่ถึงห้านาที รถอีกคันก็ตามมา เฉินเหว่ยใช้ปืนข่มขู่จ้าวไห่ให้จอด แต่จ้าวไห่กลับเร่งเครื่องพุ่งผ่านรั้วไม้จนรถเสียหลักตกลงไปข้างทาง
ฉันคลานออกจากรถพร้อมย่าจ้าว ขณะเสียงคนตะโกนดังไล่หลัง เราวิ่งไปตามถนนจนเห็นร้านขายของชำริมทาง ฉันผลักประตูเข้าไปและร้องขอความช่วยเหลือ แต่เฉินเหว่ยกับชายอีกสองคนตามมาทัน
เจ้าของร้านเป็นชายสูงวัย เขายืนขวางประตูและถามว่าพวกเรามาจากไหน
เฉินเหว่ยรีบตอบว่าเราสองคนเป็นภรรยาของเขากับแม่ยายที่มีอาการทางจิต เขาบอกว่าเราขโมยเงินจากบ้านและหนีออกมาเอง
“เธอเป็นภรรยาคุณหรือ” เจ้าของร้านถามฉัน
ฉันส่ายหน้า “ฉันถูกลักพาตัวมาขาย”
เฉินเหว่ยตะโกนด่าฉันและพยายามเข้ามากระชากแขน แต่เจ้าของร้านหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแจ้งตำรวจ เขาไม่ได้เชื่อคำพูดของฝ่ายใดทันที เพียงบอกให้ทุกคนออกไปยืนรอด้านนอกจนเจ้าหน้าที่มาถึง
ความกลัวทำให้เฉินเหว่ยถอย เขาขู่เจ้าของร้านว่าจะทำลายกิจการและบอกว่าครอบครัวของตนมีคนรู้จักในเมือง จากนั้นเขาก็ลากลูกน้องขึ้นรถหนีไปก่อนตำรวจจะมาถึง
เจ้าของร้านพาเราซ่อนอยู่ในห้องเก็บของด้านหลัง และส่งข้อความหาเจ้าหน้าที่ที่ไว้ใจได้ ชื่อร้อยตำรวจตรีหลิวเหวิน เขาเป็นตำรวจหนุ่มที่เคยตามคดีผู้หญิงหายจากเขตภูเขา แต่คดีถูกสั่งให้ปิดเพราะไม่มีพยานและไม่มีครอบครัวผู้เสียหายกล้าให้ปากคำ
เมื่อร้อยตำรวจตรีหลิวมาถึง ฉันยื่นรูปในโทรศัพท์ให้เขาดู พร้อมเล่าเรื่องสมุดบัญชีและช้อนเงิน ย่าจ้าวนั่งเงียบอยู่นาน ก่อนวางช้อนลงบนโต๊ะ
“ลูกสาวของฉันชื่อจ้าวหนานหนาน” เธอพูด “เธอหายไปวันที่สิบสองเดือนสิบเอ็ดเมื่อสิบปีก่อน แต่ในเอกสารของหมู่บ้านเขียนว่าเธอออกไปทำงานวันที่สิบห้า นั่นเป็นไปไม่ได้ เพราะสามวันนั้นเธอถูกขังอยู่กับฉัน”
หลิวเหวินไม่รับปากว่าจะช่วยทันที เขาบอกว่ารูปถ่ายจากโทรศัพท์อาจยังไม่เพียงพอ สมุดบัญชีต้องนำมาเป็นหลักฐาน และต้องพิสูจน์ว่าผู้หญิงในรายชื่อถูกบังคับหรือถูกขายจริง
“ถ้ากลับไปเอาสมุด เราอาจถูกฆ่า” ฉันพูด
“ถ้าไม่เอามา” เขาตอบ “คดีนี้จะกลายเป็นเพียงคำกล่าวหาของผู้หญิงสองคนที่หนีออกจากหมู่บ้าน”
คืนนั้น เราถูกพาไปพักที่สถานีตำรวจชั่วคราว ย่าจ้าวนอนไม่หลับ เธอนั่งลูบช้อนเงินซ้ำไปซ้ำมา ฉันจึงถามว่าทำไมถึงยังเชื่อว่าหนานหนานมีชีวิตอยู่
“เพราะก่อนหายตัวไป ลูกสาวบอกฉันว่าจะกลับมารับ” เธอตอบ “คนที่ตายไปแล้วอาจทิ้งคำลา แต่หนานหนานไม่เคยได้ลา”
เช้าวันถัดมา หลิวเหวินได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมือง มีหญิงสาวไม่ทราบชื่อเข้ารับการรักษาเมื่อเก้าปีก่อน หลังประสบอุบัติเหตุบนถนนภูเขา เธอไม่มีเอกสารและสูญเสียความทรงจำบางส่วน เจ้าหน้าที่เรียกเธอว่า “เสี่ยวหนาน” เพราะพบช้อนเงินที่สลักคำว่า “หนาน” อยู่ในกระเป๋า
ฉันกับย่าจ้าวรีบไปโรงพยาบาล แต่หญิงสาวคนนั้นไม่ใช่หนานหนาน เธอชื่อหลัวอิง และเคยถูกขายให้หมู่บ้านเดียวกัน ก่อนหนีออกมาได้ เธอจำได้ว่าหนานหนานยังอยู่ในหมู่บ้านตอนที่เธอหลบหนี
หลัวอิงยอมให้ปากคำ เธอเล่าว่าครอบครัวเฉินมีคนช่วยในสำนักงานท้องถิ่น พวกเขาเปลี่ยนข้อมูลประจำตัวของผู้หญิงหลายคน บางคนถูกบังคับให้แต่งงาน บางคนถูกขังไว้จนมีลูก เพื่อให้ไม่สามารถกลับบ้านได้
คำให้การของเธอทำให้ตำรวจเปิดแฟ้มคดีเก่าอีกครั้ง แต่ก่อนที่หมายค้นจะออก เฉินเหว่ยกลับมาที่สถานีตำรวจพร้อมทนายและชายที่อ้างตัวว่าเป็นพ่อของฉัน
ฉันจำชายคนนั้นไม่ได้ เขาสวมเสื้อดีและถือบัตรประชาชนของฉัน เขาบอกตำรวจว่าฉันมีอาการทางจิตและหนีออกจากบ้านหลายครั้ง ครอบครัวจึงพาฉันไปแต่งงานเพื่อให้มีคนดูแล
ฉันตัวชาเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เพราะในเอกสารมีชื่อและเลขประจำตัวของฉันถูกต้องทุกอย่าง แม้แต่ลายเซ็นก็เหมือนลายเซ็นของฉันจนแทบแยกไม่ออก
เฉินเหว่ยยิ้มอย่างมั่นใจ “เห็นไหมครับ เธอเป็นภรรยาของผม เราแต่งงานกันแล้ว ครอบครัวเธอรับเงินไปแล้ว”
ฉันเกือบยอมแพ้ แต่ย่าจ้าวกลับลุกขึ้นและเดินไปหาชายคนนั้น เธอมองใบหน้าของเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามว่า
“คุณเป็นพ่อของหลินเยว่ แล้วทำไมถึงมีแผลเป็นตรงคางอยู่ข้างขวา ในขณะที่รูปถ่ายครอบครัวของเธอมีชายที่เป็นพ่ออยู่ข้างซ้าย”
ชายคนนั้นนิ่งไป
ฉันนึกขึ้นได้ว่าพ่อของฉันเสียชีวิตตั้งแต่ฉันอายุสิบสอง และแม่ก็เสียชีวิตอีกหลายปีต่อมา ไม่มีใครในครอบครัวเหลืออยู่แล้ว นอกจากน้าสาวที่อยู่ต่างจังหวัด และน้าสาวไม่เคยอนุญาตให้ฉันแต่งงานกับใคร
หลิวเหวินตรวจสอบบัตรประชาชนของชายคนนั้น แล้วพบว่าภาพถ่ายถูกเปลี่ยนใหม่ แต่ข้อมูลยังเชื่อมโยงกับบัตรของคนตาย เขาถูกควบคุมตัวทันที แม้เฉินเหว่ยจะพยายามโทรศัพท์หาใครบางคนหลายครั้ง
จากโทรศัพท์ของชายปลอมตัว ตำรวจพบข้อความติดต่อกับผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ทะเบียนในอำเภอ ข้อความเหล่านั้นพูดถึง “สินค้าใหม่” “ราคาตามอายุ” และ “เอกสารพร้อมแล้ว”
หลักฐานชิ้นนั้นทำให้คดีเปลี่ยนจากข้อพิพาทในครอบครัวเป็นคดีค้ามนุษย์ แต่ตำรวจยังต้องช่วยผู้หญิงที่อาจถูกขังอยู่บนภูเขาอีกหลายคน
หลิวเหวินเตรียมทีมเข้าตรวจค้นหมู่บ้านในวันรุ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ฉันตัดสินใจกลับไปด้วย ฉันรู้ทางไปยังบ้านเก็บของ และรู้ว่าสมุดบัญชีอยู่ที่ไหน
ย่าจ้าวพยายามห้ามฉัน “เธอเพิ่งหนีออกมา ทำไมต้องกลับไปเสี่ยงอีก”
“เพราะหนานหนานยังอยู่ที่นั่น” ฉันตอบ “และผู้หญิงคนอื่นก็รอให้ใครสักคนเปิดประตู”
การตรวจค้นเริ่มก่อนฟ้าสาง ตำรวจเข้าไปทางถนนหลัก ขณะที่ฉันกับหลิวเหวินและเจ้าหน้าที่อีกสองคนใช้ทางน้ำด้านหลังภูเขา เมื่อไปถึงห้องเก็บของ เราพบผู้หญิงสามคนกับเด็กสองคนถูกขังอยู่ พวกเธอถูกบอกว่าหากร้องจะไม่มีวันได้กลับบ้าน
หนึ่งในผู้หญิงนั้นคือหนานหนาน
เธอผอมจนแทบจำไม่ได้ ผมยาวถูกตัดไม่เท่ากัน และมีรอยแผลเป็นที่ข้อเท้าจากโซ่ตรวน แต่ทันทีที่เห็นย่าจ้าว เธอก็หยุดนิ่งเหมือนคนที่กำลังฝัน
“แม่”
ย่าจ้าวเดินเข้าไปกอดลูกสาว ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรอีกนาน มีเพียงเสียงร้องไห้ที่ดังอยู่ในห้องมืด ฉันยืนอยู่ข้างประตูและรู้ว่าไม่มีคำขอโทษใดสามารถคืนเวลาสิบปีให้พวกเธอได้
ด้านนอก เสียงคนตะโกนดังขึ้น เฉินเหว่ยพยายามหลบหนีผ่านทางลาดหลังบ้าน แต่จ้าวไห่ขับรถมาขวางไว้ เขาได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุก่อนหน้านี้ แต่ยังกลับมาช่วยเป็นพยาน
เฉินเหว่ยไม่ได้ยอมรับความผิด เขาอ้างว่าทุกคนในหมู่บ้านทำเพราะความจน และผู้หญิงเหล่านั้นก็ได้รับอาหารกับที่พัก เขาบอกว่าครอบครัวตนเพียงทำหน้าที่จัดหาคู่ครองให้คนที่ไม่มีทางเลือก
หนานหนานเดินออกจากห้องขัง เธอมองเขาโดยไม่ร้องไห้
“ถ้าคุณเรียกการถูกมัด การถูกพรากเอกสาร และการถูกขังไว้สิบปีว่าการดูแล” เธอพูด “งั้นคุณก็คงเรียกกรงว่าเป็นบ้านได้เหมือนกัน”
คำพูดของเธอถูกบันทึกไว้ในกล้องของตำรวจ พร้อมหลักฐานจากสมุดบัญชี ข้อความในโทรศัพท์ คำให้การของผู้เสียหาย และเอกสารปลอม เฉินเหว่ย ผู้ใหญ่บ้าน และผู้เกี่ยวข้องหลายคนถูกดำเนินคดี แต่คดีไม่ได้จบลงในวันเดียว ผู้เสียหายต้องขึ้นศาลหลายครั้ง ต้องเล่าเรื่องเดิมซ้ำ และต้องเผชิญกับญาติของผู้ต้องหาที่พยายามบอกว่าพวกเธอทำลายชื่อเสียงของหมู่บ้าน
ฉันเองก็ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะนอนหลับได้โดยไม่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงประตูเปิด บางครั้งเมื่อเห็นรถจอดขวางทาง ฉันยังรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในหุบเขาแห่งนั้น
น้าสาวของฉันเดินทางมาจากต่างจังหวัดและกอดฉันโดยไม่ถามว่าเหตุใดฉันจึงไม่ขัดขืนตั้งแต่แรก ฉันบอกเธอว่าคนที่ถูกขังไม่ได้มีอิสระพอจะเลือกการต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบ ทุกวินาทีในหมู่บ้านนั้น ฉันเพียงพยายามมีชีวิตอยู่จนถึงวันถัดไป
ย่าจ้าวกับหนานหนานย้ายมาอยู่ในเมืองชั่วคราว หนานหนานต้องเข้ารับการรักษาและฝึกใช้ชีวิตใหม่ เธอไม่สามารถกลับไปเป็นหญิงสาวอายุสิบแปดคนเดิมได้ และย่าจ้าวก็ไม่พยายามทำให้เธอลืมสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเธอเริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ เช่น กินข้าวพร้อมกัน ไปตลาด และเลือกผ้าม่านให้ห้องใหม่
ช้อนเงินยังอยู่กับย่าจ้าว เธอทำความสะอาดมันจนเงาวับแล้วแขวนไว้ข้างหน้าต่าง หนานหนานบอกว่าไม่อยากเห็นมันอีก แต่หลายเดือนต่อมา เธอเป็นคนเจาะรูเล็ก ๆ บนด้ามช้อนเพื่อร้อยเชือกแขวนเอง
“มันไม่ใช่ของที่พวกเขาใช้ขังเรา” เธอบอกฉัน “มันเป็นของที่แม่เก็บฉันไว้จนกว่าจะได้กลับบ้าน”
หลิวเหวินยังทำงานติดตามผู้หญิงที่หายไปจากหมู่บ้านอื่น คดีขยายไปถึงบริษัทจัดหางานและนายหน้าหลายจังหวัด เขาไม่เคยสัญญาว่าจะช่วยได้ทุกคน แต่ทุกครั้งที่พบชื่อใหม่ เขาจะส่งข้อความมาบอกว่าเจ้าหน้าที่กำลังตามหา
ส่วนฉันลาออกจากงานเดิมและเข้าร่วมกลุ่มช่วยเหลือผู้เสียหาย ฉันช่วยตรวจเอกสารให้ผู้หญิงที่ถูกหลอกไปทำงาน และสอนพวกเธอเก็บสำเนาบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลสถานที่ไว้กับคนที่ไว้ใจได้ สิ่งเหล่านี้ดูเล็กน้อย แต่ครั้งหนึ่งการมีรูปถ่ายในโทรศัพท์เพียงไม่กี่รูปก็ช่วยให้ฉันพิสูจน์ได้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นภรรยาของใคร
หนึ่งปีหลังจากการช่วยเหลือ หนานหนานกลับไปที่หมู่บ้านพร้อมเจ้าหน้าที่เพื่อชี้จุดที่เคยถูกขัง เธอยืนหน้าบ้านหลังเก่าอยู่นาน ก่อนหันกลับมาหาย่าจ้าว
“แม่ เรากลับกันเถอะ”
ย่าจ้าวพยักหน้า เธอไม่ได้มองบ้านหลังนั้นอีก
เมื่อเราลงจากภูเขา ฉันหยิบช้อนเงินออกจากกระเป๋าและส่งให้หนานหนาน เธอมองตัวอักษรบนด้ามช้อน แล้วกำมือรอบมันอย่างระมัดระวัง
ครั้งหนึ่งช้อนเล็ก ๆ นี้เคยเป็นหลักฐานเดียวที่บอกว่าผู้หญิงคนหนึ่งมีชื่อ มีครอบครัว และยังมีคนรอเธอกลับบ้าน แต่ในวันที่หนานหนานถือมันไว้ด้วยตัวเอง มันไม่ใช่สัญญาณของการรอคอยอีกต่อไป
มันคือหลักฐานว่าเธอรอดมาแล้ว และไม่มีใครมีสิทธิ์ขายชีวิตของเธอให้ใครอีก