เสียงประตูไม้เก่าแก่แตกกระจายดังลั่นไปทั่วลานฝึก ก่อนที่ฝุ่นสีขาวจะลอยคลุ้งจนบดบังป้ายชื่อสำนักตระกูลซูซึ่งแขวนอยู่เหนือซุ้มประตูมานานกว่าร้อยปี
ชายชราซูหยวนยืนอยู่ท่ามกลางเศษไม้ มือข้างหนึ่งกำไม้เท้าแน่น ส่วนอีกข้างกั้นร่างของซูชิงจู ลูกสาวเพียงคนเดียวเอาไว้ด้านหลัง ขบวนชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำเกือบยี่สิบคนก้าวเข้ามาในสำนักราวกับที่นี่เป็นทรัพย์สินของพวกเขาเอง
ชายหนุ่มที่เดินนำหน้าสุดปัดฝุ่นจากแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ เขาอายุไม่ถึงสามสิบ ใบหน้าหล่อเหลาแต่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ด้านหลังมีชายร่างกำยำถือกระบองเหล็ก และคนสนิทอีกคนกำแฟ้มเอกสารหนาไว้แนบอก
“คุณชายหงครับ คนที่ขัดขวางการซื้อกิจการของกลุ่มเราอยู่ตรงนั้นครับ” คนถือแฟ้มชี้ไปยังซูหยวน “ชายชราคนนี้กับคนของสำนักเป็นคนปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมด แถมยังทำร้ายอาเปียวของเราเมื่อเช้า”
หงเจิ้นหัวเราะเบา ๆ แล้วมองไปรอบลานฝึกอย่างดูถูก
“ที่ดินผืนนี้ทำเลดีเกินกว่าจะปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่งเอาไว้ฝึกต่อสู้เล่น ๆ กลุ่มหงไหวจะสร้างศูนย์การค้า โรงแรม และอาคารสำนักงานที่นี่ เมื่อถึงเวลานั้น สำนักเก่า ๆ แบบนี้ก็จะกลายเป็นเพียงเศษซากที่ไม่มีใครจำได้”
“นี่ไม่ใช่เศษซาก” ซูหยวนตอบเสียงสั่นด้วยความโกรธ “ที่นี่คือมรดกของบรรพบุรุษตระกูลซู คนในสำนักฝึกวิชากันมาหลายชั่วอายุคน พวกแกไม่มีสิทธิ์บุกเข้ามาพังประตู”
“สิทธิ์?” หงเจิ้นยกคางขึ้น “ในโลกธุรกิจ คนแข็งแกร่งกินคนอ่อนแอ ที่ดินที่กลุ่มหงไหวหมายตาไว้ ต่อให้แข็งเหมือนหินก็ต้องถูกทำให้ราบเพื่อเปิดทางให้เรา ผมยืนอยู่ตรงนี้ และคำพูดของผมก็คือกฎ”
ชิงจูก้าวออกมาข้างหน้า แม้บิดาจะยกมือห้ามไว้
“ถ้าคิดว่ามีสิทธิ์ ก็เอาเอกสารคำสั่งศาลมาแสดง อย่าเอาคนถืออาวุธมาข่มขู่ชาวบ้าน”
หงเจิ้นมองเธอตั้งแต่ศีรษะจดเท้า แววตาที่ทำให้ชิงจูรู้สึกคลื่นไส้มากกว่าความโกรธ
“เอกสารอยู่ในแฟ้ม คุณเพียงต้องเซ็นสัญญาส่งมอบที่ดินให้เรียบร้อย ส่วนคุณหนูซู…” เขาเปิดแฟ้มช้า ๆ “ไปกับผมสักระยะ เราจะพูดคุยเรื่องความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต ถ้าคุณยอม ผมจะถือว่าเรื่องที่คนของพวกคุณทำร้ายอาเปียวเป็นอันยุติ”
“ฝันไปเถอะ” ซูหยวนกระแทกไม้เท้าลงพื้น “ตระกูลซูยอมหัก ไม่ยอมงอ ต่อให้กระดูกของข้าต้องแหลกอยู่ที่นี่ก็ไม่มีวันขายที่ดิน และไม่มีวันปล่อยให้ลูกสาวไปกับคนอย่างแก”
รอยยิ้มของหงเจิ้นหายไป
“พูดดี ๆ ไม่ชอบ ก็อยากลองกำลังสินะ”
เขายกมือขึ้น ชายร่างกำยำด้านหลังจึงก้าวออกมา กระบองเหล็กในมือกระแทกพื้นจนเกิดเสียงดัง
“สั่งสอนพวกเขาให้รู้หน่อยว่า โลกจริงเป็นอย่างไร”
ศิษย์ในสำนักหลายคนตั้งท่าพร้อมกัน แต่ชายร่างกำยำหัวเราะเยาะ
“เข้ามาพร้อมกันเลยก็ได้ พวกที่เอาแต่ทำท่าสวย ๆ จะได้ไม่เสียเวลา”
เขาชื่อหงลี่ เป็นรองหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของกลุ่มหงไหว และเป็นนักต่อสู้ที่เคยชนะการแข่งขันใต้ดินมาหลายครั้ง คนของสำนักซูรู้ดีว่าฝีมือของเขาไม่ธรรมดา แต่ไม่มีใครคิดว่าเขาจะกล้าบุกเข้ามาถึงลานบรรพชนเช่นนี้
ศิษย์รุ่นพี่สามคนพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน หงลี่กวาดกระบองเพียงครั้งเดียว ชายคนแรกถูกฟาดจนกระเด็นไปชนเสาฝึก อีกสองคนถูกเตะล้มลงแทบพร้อมกัน เสียงเชียร์จากลูกน้องกลุ่มหงไหวดังขึ้นรอบลาน
“พี่รองสุดยอดไปเลย!”
“สำนักตระกูลซูมีดีแค่นี้เองหรือ”
“อยากให้พวกมันจำไว้ว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้!”
หงลี่เดินเข้าหาศิษย์ที่ล้มอยู่ กระบองในมือยกขึ้นหมายจะฟาดซ้ำ
แต่ก่อนที่กระบองจะลงถึงตัว ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินผ่านกลุ่มคนออกมา
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาธรรมดา แขนเสื้อพับถึงข้อศอก ใบหน้าสงบจนแทบดูไม่เข้ากับสถานการณ์ เขาไม่ได้ถืออาวุธ ไม่มีเครื่องประดับราคาแพง และไม่มีใครในสำนักจำได้ว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร
“พอได้แล้ว” เขาพูด
หงลี่หันไปมองแล้วหัวเราะ
“เด็กใหม่หรือ คนที่นี่หมดปัญญาจนต้องส่งคนตัวผอมออกมาหรือไง”
ชายหนุ่มไม่ตอบ เขาเพียงก้าวไปยืนขวางหน้าศิษย์ที่บาดเจ็บ
“ถ้าจะสู้ ก็สู้กับคนที่ยังยืนอยู่ อย่าทำร้ายคนที่ลุกไม่ขึ้น”
“ทำเป็นมีคุณธรรมต่อหน้าฉัน?” หงลี่ฟาดกระบองลงมาเต็มแรง
ชายหนุ่มยกแขนขึ้นรับ เสียงโลหะกระแทกกระดูกดังจนทุกคนสะดุ้ง ทว่าเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม มีเพียงฝุ่นใต้เท้าที่กระจายออกเป็นวง
หงลี่เบิกตากว้าง เขาดึงกระบองกลับแล้วฟาดซ้ำสองครั้ง ชายหนุ่มหลบเพียงเล็กน้อย ก่อนใช้ฝ่ามือแตะเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่าย
ร่างของหงลี่ถอยไปสามก้าว ใบหน้าซีดลง
“เป็นไปไม่ได้” คนของสำนักคนหนึ่งพึมพำ “เขาฝึกวิชากำลังถ่ายเทจนถึงขั้นนั้นแล้วหรือ”
ชายหนุ่มชื่อเยี่ยตง เขาปรากฏตัวที่สำนักซูเมื่อสองวันก่อนโดยบอกเพียงว่าต้องการมาขอพักชั่วคราว ซูหยวนให้เขาอยู่ในห้องเก็บอาวุธเก่า เพราะเห็นว่าเยี่ยตงมีบาดแผลที่ไหล่และไม่อยากถามถึงอดีตมากนัก ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงเขาเคยเป็นผู้สืบทอดวิชาป้องกันตัวของตระกูลเยี่ย และหายตัวไปจากวงการต่อสู้หลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อสิบปีก่อน
ชิงจูเคยเห็นเขาซ้อมเพียงครั้งเดียว เขาไม่เคยใช้กำลังเกินจำเป็น และทุกครั้งที่หมัดของเขาแตะหุ่นไม้ หุ่นจะสั่นสะเทือนจากด้านในโดยแทบไม่ปรากฏรอยภายนอก นั่นเป็นเหตุผลที่เธอรู้ว่า คนตรงหน้าไม่ได้เป็นเพียงชายหนุ่มพเนจรธรรมดา
หงเจิ้นขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบคนที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้
“หงลี่ ถอยมา”
หงลี่เช็ดเลือดที่มุมปากแล้วส่ายหน้า
“ผมยังไม่แพ้”
เขาพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง คราวนี้ใช้กระบองแทงตรงไปยังลำคอ เยี่ยตงเบี่ยงตัว ปล่อยให้ปลายกระบองผ่านข้างแก้ม จากนั้นจับข้อมือของหงลี่บิดลงจนอีกฝ่ายคุกเข่า
“แกคิดว่ากำลังแค่นี้จะเอาชนะฉันได้หรือ” หงลี่กัดฟัน
เยี่ยตงปล่อยมือ
“ฉันไม่ได้ต้องการชนะ แค่ต้องการให้พวกแกหยุด”
คำพูดนั้นกลับทำให้หงลี่โกรธกว่าเดิม เขาคว้ากระบองด้วยสองมือแล้วฟาดลงจากด้านบน เยี่ยตงยกฝ่ามือรับ กระบองเหล็กงอเล็กน้อยจากแรงปะทะ ขณะที่หงลี่กระเด็นไปชนแท่นหินหน้าศาลบรรพชน
ลานฝึกเงียบกริบ
หงเจิ้นมองกระบองที่บิดเบี้ยว แล้วมองชายหนุ่มซึ่งยังยืนหายใจเป็นปกติ สีหน้าเขาเปลี่ยนจากดูแคลนเป็นระแวดระวัง
“แกเป็นใคร”
“คนที่บอกให้พวกแกออกไป”
“อย่าคิดว่าเอาชนะหงลี่ได้แล้วจะทำอะไรตามใจได้” หงเจิ้นยกมือ “สามคน ออกไปพร้อมกัน”
นักสู้สามคนจากกลุ่มหงไหวก้าวออกมา คนหนึ่งตัวเตี้ยแต่แขนหนาเหมือนค้อน อีกคนมีรอยแผลยาวบนคิ้ว ส่วนคนสุดท้ายผอมสูงและเคลื่อนไหวเงียบราวกับเงา
ซูหยวนมองทั้งสามคนแล้วหน้าเปลี่ยนสี
“เยี่ยตง อย่าปะทะตรง ๆ พวกมันเป็นนักสู้ระดับแนวหน้า”
ชิงจูรีบคว้าแขนบิดา
“พ่อ บาดแผลภายในของพ่อยังไม่หาย ถ้าเข้าไปช่วยตอนนี้จะยิ่งทำให้แย่ลง”
“แต่เขาจะถูกล้อม”
“เยี่ยตงไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ” ชิงจูกระซิบ “เราต้องคิดทางอื่น”
ทั้งสามคนไม่ปล่อยให้เยี่ยตงตั้งตัว คนตัวเตี้ยเข้าประชิดตรงกลาง อีกสองคนโจมตีจากด้านบนและด้านล่างอย่างประสานกัน ทุกครั้งที่เยี่ยตงถอยไปหนึ่งก้าว ทางหนีอีกด้านจะถูกปิดราวกับพวกเขาซ้อมแผนนี้มานับร้อยครั้ง
“ค่ายสังหารสามทิศ” ศิษย์อาวุโสของสำนักซูพูดด้วยความตกใจ “คนกลางควบคุมระยะประชิด ส่วนอีกสองคนปิดจุดสูงกับจุดต่ำ ถ้าถูกบีบเข้ามุมจะไม่มีทางหลบ”
เยี่ยตงถูกหมัดกระแทกเข้าชายโครง เขาถอยไปชนชั้นวางอาวุธ แล้วลูกเตะจากด้านข้างก็พุ่งตามมา เขาก้มหลบ แต่คมมีดสั้นของชายรอยแผลเฉือนแขนเสื้อจนเลือดซึม
เสียงหัวเราะของหงเจิ้นดังขึ้น
“เมื่อครู่ยังทำเป็นเก่งอยู่เลย ตอนนี้ทำไมถึงได้แต่ถอย”
เยี่ยตงไม่ตอบ เขามองจังหวะก้าวของทั้งสามคนอย่างตั้งใจ ชายตัวเตี้ยจะยกส้นเท้าขวาก่อนออกหมัด ชายมีแผลจะกลั้นหายใจทุกครั้งก่อนแทง ส่วนคนผอมสูงจะหันไหล่ซ้ายก่อนกระโดดโจมตีจากด้านบน
สามคนนี้แข็งแกร่ง แต่ความมั่นใจทำให้พวกเขาใช้รูปแบบเดิมซ้ำ ๆ
เยี่ยตงแสร้งปล่อยให้หมัดหนึ่งพุ่งเข้าชายโครง เมื่อคนตัวเตี้ยคิดว่าเขาเสียสมดุล เขากลับใช้แรงหมุนของอีกฝ่ายเหวี่ยงร่างนั้นไปขวางชายมีแผล คมมีดจึงเฉือนแขนของพวกเดียวกันเอง ชายผอมสูงกระโดดลงมา เยี่ยตงยกชั้นวางไม้ขึ้นรับและใช้ปลายเท้าถีบเข้ากลางอก
ชายทั้งสามล้มลงในเวลาเดียวกัน
แต่เยี่ยตงก็ทรุดลงข้างหนึ่ง เลือดไหลจากมุมปาก รอยบาดที่แขนลึกกว่าที่ชิงจูคิด
หงเจิ้นกำหมัดแน่น ก่อนหันไปมองหงลี่
“อาเปียว ยังยืนไหวไหม”
ชายร่างผอมที่ถือแฟ้มสะดุ้ง เพราะเดิมทีทุกคนเรียกเขาว่าอาเปียว เขารีบพยักหน้า
“ไหวครับคุณชาย”
“ดี ไปเอาเอกสารต้นฉบับมา เราจะไม่เสียเวลาคุยกับคนพวกนี้อีก”
ชิงจูสังเกตเห็นบางอย่าง เธอเคยเห็นแฟ้มเอกสารนั้นตอนหงเจิ้นเปิดให้บิดาดู ตรงมุมกระดาษมีตราประทับของสำนักงานที่ดิน แต่วันที่ในเอกสารเป็นวันที่สามเดือนก่อน ขณะที่ตรารับรองกลับระบุวันที่เมื่อวาน นอกจากนี้ ลายเซ็นของบิดายังเหมือนถูกคัดลอกมากกว่าจะเซ็นด้วยมือ
เธอเดินเข้าไปใกล้เยี่ยตงแล้วกระซิบ
“เอกสารอาจเป็นของปลอม”
“คุณแน่ใจหรือ”
“พ่อไม่เคยเซ็นชื่อแบบนั้น และตราประทับก็ผิดตำแหน่ง ฉันเคยดูเอกสารสิทธิ์ของสำนักทุกฉบับ”
เยี่ยตงมองเธอครู่หนึ่ง
“ถ้าอย่างนั้นอย่าพยายามเอาชนะพวกเขาด้วยกำลัง ให้หาหลักฐานว่าพวกเขากลัวอะไร”
ชิงจูพยักหน้า ก่อนวิ่งไปยังห้องเก็บเอกสารด้านหลังศาลบรรพชน
ซูหยวนคว้าแขนเธอไว้
“อย่าไปคนเดียว”
“พ่ออยู่ดูเยี่ยตงเถอะค่ะ หนูจะเอาทะเบียนที่ดินฉบับเก่าออกมา ถ้าหงเจิ้นกล้าปลอมเอกสาร เราต้องรู้ว่าเขาต้องการปิดบังอะไร”
ห้องเก็บเอกสารเต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นกระดาษเก่า ชิงจูเปิดตู้ไม้ทีละช่อง จนพบกล่องเหล็กใบหนึ่งอยู่หลังตำราฝึกวิชา เธอจำได้ว่าปู่เคยบอกว่า หากวันหนึ่งมีคนมาทวงที่ดิน ให้เปิดกล่องนี้ต่อหน้าเจ้าหน้าที่เท่านั้น
กุญแจถูกซ่อนอยู่ในด้ามไม้เท้าของซูหยวน แต่บิดาไม่ได้พกมันติดตัวอีกแล้วหลังจากล้มป่วย ชิงจูจึงลองกดพื้นไม้ใต้โต๊ะ กลไกเล็ก ๆ ส่งเสียงคลิก และกุญแจทองเหลืองก็หล่นลงมาจากช่องลับ
เธอเปิดกล่อง ภายในมีโฉนดฉบับดั้งเดิม สมุดบันทึกการก่อตั้งสำนัก และจดหมายหนึ่งฉบับที่ไม่มีผู้ส่ง
ชิงจูคลี่จดหมายออกอ่าน บรรทัดแรกทำให้มือของเธอสั่น
“ถึงผู้ที่จะปกป้องสำนักตระกูลซู หากกลุ่มหงไหวกลับมา พวกเขาจะไม่ได้ต้องการเพียงที่ดิน แต่กำลังตามหาหลักฐานการยักยอกทรัพย์ของตระกูลหงเมื่อสิบห้าปีก่อน”
เธออ่านต่ออย่างรวดเร็ว บิดาของหงเจิ้นเคยเป็นหุ้นส่วนของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อที่ดินรอบสำนัก แต่โครงการล้มเหลวเพราะเงินก้อนใหญ่ถูกโอนผ่านบริษัทเปลือกหลายแห่ง เงินส่วนหนึ่งหายไปในบัญชีของผู้บริหาร และเอกสารต้นทางถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินของสำนักซู เนื่องจากเจ้าของที่ดินคนเดิมเป็นผู้สอบบัญชีที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ
หากเอกสารนั้นยังอยู่ กลุ่มหงไหวอาจถูกเปิดโปง
ชิงจูไม่ทันได้อ่านต่อ เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากหน้าประตู เธอรีบเก็บจดหมายกับโฉนดไว้ในเสื้อ แล้วปิดกล่อง
อาเปียวยืนอยู่ตรงนั้น
“คุณหนูหงบอกให้ผมเอาเอกสารทั้งหมดไป”
“ที่นี่ไม่มีอะไรให้เอา”
“อย่าทำให้ผมต้องใช้กำลัง”
ชิงจูมองชายตรงหน้า เธอเคยเห็นเขาที่ลานฝึกตอนเช้าและจำได้ว่าอาเปียวเป็นคนที่ถูกศิษย์สำนักซูทำร้าย ทว่าอาการของเขาเมื่อเช้าไม่ได้หนักถึงขั้นที่หงเจิ้นกล่าวอ้าง ที่ข้อมือของเขามีรอยเชือก และด้านข้างคอมีรอยช้ำเป็นรูปนิ้วมือ
“หงเจิ้นทำร้ายนายใช่ไหม”
อาเปียวชะงัก
“ถ้าฉันเปิดประตูให้ นายจะได้ออกไปจากที่นี่และได้รับการรักษา แต่ถ้านายยังช่วยเขา นายจะเป็นคนรับผิดแทนเมื่อเรื่องทั้งหมดถูกเปิดเผย”
อาเปียวหัวเราะแห้ง ๆ
“คุณคิดว่าคนอย่างผมมีทางเลือกหรือ ผมกู้เงินจากบริษัท เขายึดบ้านผมไว้ ถ้าผมไม่ทำตาม แม่ผมจะไม่มีที่อยู่”
ชิงจูหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพรอยช้ำบนคอเขา
“งั้นช่วยฉันหาหลักฐาน แล้วฉันจะพานายไปหาทนาย ไม่ใช่สัญญาว่าทุกอย่างจะหายไป แต่จะไม่ปล่อยให้นายถูกใช้เป็นแพะ”
อาเปียวมองเธออยู่นาน ในที่สุดเขาก็ลดมือลง
“ห้องใต้ดินอยู่ใต้ศาลบรรพชน ประตูทางเข้าถูกปิดด้วยพื้นไม้แผ่นที่สามจากแท่นบูชา แต่คุณชายหงไม่รู้ ผมได้ยินพ่อของเขาพูดกับทนายเมื่อคืน เขาบอกว่าต้องเอาเอกสารให้ได้ก่อนเจ้าหน้าที่จะมาตรวจพรุ่งนี้เช้า”
ชิงจูเข้าใจทันทีว่าทำไมพวกเขาจึงเร่งบุกในวันนี้
ทั้งสองกลับออกมาอย่างเงียบ ๆ แต่หงเจิ้นยืนอยู่หน้าศาลบรรพชนแล้ว สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
“ห้องเก็บของมีอะไรสำคัญนักหรือ คุณหนูซูถึงได้หายไปนาน”
“ฉันไปเอาผ้าพันแผล”
“ผ้าพันแผลอยู่ตรงนั้น” หงเจิ้นชี้ไปยังโต๊ะด้านข้าง “อย่าคิดว่าผมไม่รู้ว่าตระกูลซูซ่อนอะไรไว้”
เขาส่งสายตาให้ลูกน้อง ชายสองคนจึงเริ่มค้นลานฝึก ศิษย์ของสำนักพยายามขัดขวาง แต่ซูหยวนยกมือห้าม
“อย่าให้พวกเขาใช้ข้ออ้างว่าพวกเราทำร้ายคน”
หงเจิ้นหัวเราะ
“ในที่สุดก็รู้จักกลัวกฎหมายแล้วหรือ”
“ฉันไม่ได้กลัวกฎหมาย” ซูหยวนตอบ “ฉันกลัวว่ากฎหมายจะถูกคนอย่างแกซื้อไปใช้เป็นอาวุธ”
คำพูดนั้นทำให้หงเจิ้นหน้าตึง เขาหันไปหาเยี่ยตง
“แกเป็นคนสุดท้ายที่ผมจะจัดการ”
เยี่ยตงยืนนิ่ง แขนซ้ายยังมีเลือดไหล แต่สายตากลับจับอยู่ที่รองเท้าของหงเจิ้น รอยดินสีแดงติดอยู่ตามพื้นรองเท้าแบบเดียวกับดินใต้ศาลบรรพชน ไม่ใช่ดินจากทางเข้าหลัก
หงเจิ้นเคยลงไปในห้องใต้ดินแล้ว หรืออย่างน้อยก็รู้ทางเข้า
“ถ้าพวกแกต้องการเอกสาร ทำไมไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอน” เยี่ยตงถาม
“เพราะผมไม่จำเป็นต้องอธิบายกับคนที่กำลังจะหมดสิทธิ์ในที่ดิน”
“หรือเพราะเอกสารของแกยังไม่ผ่านการตรวจสอบ”
หงเจิ้นนิ่งไปชั่วขณะ
เยี่ยตงพูดต่อ “สัญญาซื้อขายลงวันที่สามเดือนก่อน แต่ตรารับรองออกเมื่อวาน ลายเซ็นของซูหยวนถูกคัดลอก และคนที่ถือเอกสารต้นฉบับกลับไม่กล้าให้เจ้าหน้าที่ตรวจทันที ถ้าทุกอย่างถูกต้องจริง แกจะรีบร้อนพังประตูทำไม”
สีหน้าของคนในกลุ่มหงไหวเปลี่ยนไป บางคนมองหน้ากันเอง
หงเจิ้นตวาด “จับมัน!”
คนทั้งสามที่เพิ่งล้มลงพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง เยี่ยตงสูดลมหายใจลึก ความเจ็บแล่นจากชายโครงไปถึงหัวไหล่ เขารู้ว่าบาดแผลภายในกำเริบ หากฝืนใช้พลังมากกว่านี้อาจหมดสติ แต่ชิงจูยังอยู่ใกล้ศาลบรรพชน และอีกฝ่ายกำลังค้นห้องใต้ดิน
เขาไม่สามารถถอยได้
การต่อสู้เริ่มขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เยี่ยตงไม่พยายามเอาชนะด้วยแรง เขาใช้พื้นที่รอบตัวแทน ทั้งชั้นวางอาวุธ เสาฝึก และพื้นหินที่แตกร้าว เขาหลอกให้คนตัวเตี้ยเหยียบรอยแยก แล้วใช้ไหล่ผลักอีกฝ่ายชนเสา ชายมีแผลกวัดแกว่งมีดใส่เขา เยี่ยตงคว้าผ้าคาดเอวของตนพันรอบข้อมืออีกฝ่าย ดึงให้เสียจังหวะ และทำให้มีดปักลงบนพื้น
ชายผอมสูงโจมตีจากด้านหลัง เยี่ยตงก้มลง ชายคนนั้นจึงพุ่งผ่านไปตรงหน้าซูหยวน ผู้เฒ่ากระแทกไม้เท้าเข้าที่ข้อเท้าอย่างแม่นยำจนเขาล้มลง
“อย่าคิดว่าคนแก่จะไม่มีแรง” ซูหยวนพูด
ชิงจูรีบเข้ามาประคองบิดา
“พ่อไหวไหม”
“ถ้ายังถาม แปลว่ายังไหว”
ทันใดนั้นเสียงระเบิดเล็ก ๆ ดังมาจากศาลบรรพชน เปลวไฟลุกขึ้นใต้ชายคา กลุ่มหงไหวคนหนึ่งโยนขวดน้ำมันเข้าไปในห้องด้านใน
“พวกมันจะเผาหลักฐาน!” ชิงจูร้อง
หงเจิ้นหน้าซีดเล็กน้อย ก่อนตะโกน “อย่าให้ใครออกไป!”
เยี่ยตงเข้าใจทันทีว่าแผนของอีกฝ่ายคือทำลายเอกสารทั้งหมด แล้วใช้ความวุ่นวายกล่าวหาสำนักซูว่าเป็นฝ่ายทำร้ายผู้บุกรุก
เขาพุ่งเข้าไปในศาลบรรพชนโดยไม่สนใจไฟที่กำลังลาม ซูหยวนตะโกนห้าม แต่ชิงจูวิ่งตามเข้าไป
“เยี่ยตง ห้องใต้ดินอยู่ด้านหลังแท่นบูชา!”
“คุณออกไป!”
“ฉันรู้ทาง”
ควันหนาทำให้มองเห็นได้เพียงเงาราง ๆ ชิงจูยกผ้าคลุมจมูก แล้วลากแท่นบูชาออกจากผนัง พื้นไม้แผ่นที่สามเผยช่องลับ แต่ประตูเหล็กด้านล่างถูกล็อกจากภายนอก
เยี่ยตงใช้ท่อนเหล็กงัดกุญแจ ขณะเดียวกันคานไม้ที่ถูกไฟไหม้เริ่มร่วงลงมา
“ถอยไป!” เขาตะโกน
คานขนาดใหญ่ตกลงตรงหน้า ชิงจูสะดุ้ง เยี่ยตงใช้ไหล่ดันคานไว้เพื่อเปิดทางให้เธอผ่าน แรงกดทำให้เลือดไหลจากปากมากขึ้น
“ปล่อยเถอะ!”
“ลงไปเอาเอกสาร”
“แล้วคุณล่ะ”
“ฉันตามไปทีหลัง”
ชิงจูไม่เชื่อ แต่รู้ว่าหากเสียเวลา ทุกอย่างจะถูกเผา เธอจึงลงบันไดไปยังห้องใต้ดิน ประตูด้านในเปิดค้างอยู่ ที่สุดห้องมีตู้เหล็กเก่าและกล่องเอกสารหลายใบ
เธอพบแฟ้มสีดำซ่อนอยู่ใต้พื้นกระดาน ข้างในมีสำเนาการโอนเงิน รายชื่อบริษัทที่ไม่มีธุรกิจจริง และบันทึกเสียงจากเครื่องบันทึกเทปเก่า เนื้อหาเป็นการสนทนาของพ่อหงเจิ้นกับอดีตผู้สอบบัญชี
เสียงในเทปยืนยันว่ากลุ่มหงไหวตั้งใจทำให้บริษัทเดิมล้มละลาย โอนทรัพย์สินออกไป แล้วใช้หนี้ปลอมบังคับซื้อที่ดินราคาต่ำ เจ้าของที่ดินปฏิเสธจึงถูกข่มขู่ ก่อนเสียชีวิตในอุบัติเหตุที่ไม่เคยมีการสอบสวนอย่างจริงจัง
ชิงจูหยิบเทปกับแฟ้มขึ้นมา แต่เสียงฝีเท้าดังจากบันได
หงเจิ้นยืนอยู่ด้านบน ในมือมีปืนสั้น
“ส่งแฟ้มมา”
ชิงจูถอยหลัง
“ถ้านายยิง คนข้างนอกจะเห็น”
“ไฟกำลังไหม้ ไม่มีใครเห็นอะไรทั้งนั้น”
“นายคิดว่าฉันลงมาคนเดียวหรือ”
หงเจิ้นชะงัก ชิงจูยกโทรศัพท์ขึ้น หน้าจอแสดงว่ากำลังบันทึกเสียงและถ่ายทอดข้อมูลไปยังหมายเลขฉุกเฉินที่เธอตั้งไว้ก่อนลงมา
“อาเปียวเป็นคนบอกทาง นายคิดว่าเขาจะยอมรับผิดแทนนายไปตลอดหรือ”
“ผู้ชายคนนั้นไม่มีหลักฐาน”
“แต่ฉันมี ทั้งภาพรอยช้ำของเขา เอกสารปลอม และเทปนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ไฟล์ทั้งหมดจะถูกส่งไปหานักข่าวกับตำรวจ”
หงเจิ้นก้าวลงมาสองขั้น
“เธอคิดว่าคนอย่างฉันจะกลัวข่าวหรือ”
“ไม่กลัวข่าวหรอก นายกลัวพ่อของนายรู้ว่าเรื่องนี้ถูกเปิดเผยก่อนที่เขาจะย้ายเงินทั้งหมดออกนอกประเทศมากกว่า”
มือที่ถือปืนของเขากระตุก
ชิงจูไม่รู้ว่าคำพูดนั้นถูกหรือไม่ แต่จากท่าทีของเขา เธอเดาว่าหงเจิ้นไม่เคยได้รับความไว้วางใจจากบิดา เขาถูกใช้เป็นคนลงมือ แล้วจะถูกโยนความผิดเมื่อทุกอย่างล้มเหลว
“พ่อของนายจะทิ้งนายทันทีที่แฟ้มนี้หายไป” เธอพูดต่อ “นายเป็นแค่คนที่เขาส่งมารับความเสี่ยง”
หงเจิ้นยกปืนขึ้น
เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด แต่กระสุนไม่ได้ถูกยิงออกจากลำกล้อง ปืนในมือของเขาถูกเยี่ยตงกระแทกจนหลุดออกไป ชายหนุ่มพุ่งลงมาจากช่องทางอีกด้าน เสื้อด้านหลังไหม้เป็นแถบ ใบหน้าเต็มไปด้วยเขม่าควัน
“ฉันบอกให้เธอออกไป” เขาพูดกับชิงจู
“ฉันไม่เคยรับคำสั่งจากคนแปลกหน้า”
หงเจิ้นคว้าท่อนเหล็กขึ้นฟาด เยี่ยตงรับไว้ แต่เข่าทรุดลงจากบาดแผล หงเจิ้นเห็นโอกาสจึงเตะเข้าที่แผลเดิม ชิงจูคว้ากระบอกน้ำมันจากพื้นสาดใส่รองเท้าของเขา ทำให้อีกฝ่ายเสียหลัก เยี่ยตงใช้จังหวะนั้นบิดแขนหงเจิ้นไปด้านหลังและกดเขาลงกับพื้น
“อย่าขยับ”
“แกคิดว่าชนะแล้วหรือ” หงเจิ้นคำราม “ต่อให้จับฉัน พ่อของฉันก็จะทำให้สำนักนี้หายไปได้อยู่ดี”
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาพยายามต่อหน้าหลักฐานทั้งหมด”
เยี่ยตงดึงสายรัดจากชั้นวางมัดข้อมือหงเจิ้นไว้ ก่อนช่วยชิงจูนำแฟ้มออกจากห้องใต้ดิน ทั้งคู่ขึ้นมาถึงลานด้านบนในเวลาที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและตำรวจมาถึง
อาเปียวยืนอยู่ข้างรถตำรวจ เขาเป็นคนโทรแจ้งเหตุครั้งที่สองหลังจากเห็นไฟลุก และมอบโทรศัพท์ของตนให้เจ้าหน้าที่พร้อมภาพข้อความสั่งการจากหงเจิ้น ลูกน้องหลายคนยอมทิ้งอาวุธทันทีเมื่อรู้ว่าการบันทึกเสียงถูกส่งออกไปแล้ว
หงเจิ้นถูกพาตัวออกมาในสภาพเสื้อผ้าเปื้อนเขม่า เขาหันไปมองชิงจู
“เธอคิดว่าเรื่องนี้จบแล้วหรือ”
“สำหรับที่ดินผืนนี้ ยังไม่จบ” เธอตอบ “แต่สำหรับการข่มขู่คนอื่นของนาย จบแล้ว”
หลายสัปดาห์ต่อมา การตรวจสอบเอกสารเปิดเผยว่ากลุ่มหงไหวใช้สัญญาปลอมและบริษัทตัวแทนเพื่อกดราคาที่ดินจริง ตำรวจยังต้องใช้เวลาไต่สวนเส้นทางเงินและตรวจสอบความเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุเมื่อสิบห้าปีก่อน แต่หลักฐานจากห้องใต้ดินเพียงพอให้ศาลมีคำสั่งระงับการโอนที่ดิน
หงเจิ้นถูกตั้งข้อหาบุกรุก ทำลายทรัพย์สิน ข่มขู่ และครอบครองอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนหงเว่ย ผู้เป็นบิดา ถูกเรียกสอบสวนเรื่องการฉ้อโกงและการฟอกเงิน เขายังพยายามใช้เส้นสาย แต่เมื่อบัญชีธนาคารหลายแห่งถูกอายัดและอดีตพนักงานเริ่มทยอยให้การ อำนาจที่เคยดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุดก็เริ่มแตกออกทีละส่วน
อาเปียวไม่ได้กลายเป็นวีรบุรุษในชั่วข้ามคืน เขายังคงต้องชดใช้ความเสียหายบางส่วนจากการร่วมบุก แต่ความร่วมมือและคำให้การของเขาทำให้ศาลพิจารณาโทษอย่างเหมาะสม ชิงจูช่วยจัดหาทนายให้เขา และแม่ของอาเปียวก็ได้รับบ้านคืนหลังสัญญาหนี้ผิดกฎหมายถูกเพิกถอน
สำนักตระกูลซูเสียประตูใหญ่และศาลบรรพชนได้รับความเสียหายจากไฟ แต่ไม่มีใครยอมให้กลุ่มหงไหวซื้อซากปรักหักพังไป พวกศิษย์ช่วยกันซ่อมประตูด้วยไม้เก่าที่เหลืออยู่ ขณะที่ชิงจูยืนยันว่าจะไม่สร้างอาคารหรูทับลานฝึก
ซูหยวนใช้เวลาหลายเดือนรักษาบาดแผลภายใน เขายังเดินช้าและต้องใช้ไม้เท้า แต่ทุกเย็นจะออกมานั่งดูศิษย์ฝึกวิชา เขาไม่เคยถามเยี่ยตงตรง ๆ ว่ามาจากไหน จนกระทั่งคืนหนึ่ง ชายหนุ่มนำจดหมายเก่าฉบับหนึ่งมาวางตรงหน้า
“คุณรู้จักลายมือในจดหมายหรือ” เยี่ยตงถาม
ซูหยวนอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น
“นี่เป็นลายมือของพ่อเจ้า”
เยี่ยตงกำมือแน่น
“เขาเป็นผู้สอบบัญชีที่พบการยักยอกเงินของตระกูลหงใช่ไหม”
“ใช่ เขาเคยมาขอให้ข้าช่วยเก็บเอกสาร แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดอุบัติเหตุรถยนต์”
“ผมอยู่ในรถคันนั้นด้วย” เยี่ยตงพูด “ตอนนั้นผมอายุสิบหก พ่อเสียชีวิต ส่วนผมถูกส่งไปรักษาและหายไปจากเมืองนี้ ผมกลับมาเพราะได้ยินข่าวว่ากลุ่มหงไหวจะซื้อที่ดินของคุณ”
ซูหยวนมองเขานานก่อนพูด
“ข้าควรบอกเจ้าตั้งแต่แรก แต่ข้ากลัวว่าความแค้นจะทำให้เจ้ากลายเป็นเหมือนพวกมัน”
“ผมก็กลัวเหมือนกัน”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
เยี่ยตงมองไปยังศิษย์ที่กำลังช่วยกันยกเสาไม้ต้นใหม่
“ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าการหยุดพวกมันสำคัญกว่าการแก้แค้นให้พ่อ”
ชิงจูได้ยินบทสนทนานั้นจากระเบียง เธอไม่เดินเข้าไปขัด เพียงวางกล่องยาสมุนไพรไว้ข้างเสาแล้วหันกลับไปดูรายการค่าใช้จ่ายซ่อมแซมสำนัก
เยี่ยตงเข้ามาหาในตอนค่ำ
“ค่ารักษาแผลของคุณ ผมจะจ่ายคืน”
“คุณช่วยยกคานที่กำลังไหม้จนไหล่เกือบหลุด แล้วคิดว่าจะชดใช้ด้วยเงินไม่กี่พันหรือ”
“งั้นให้ผมช่วยซ่อมประตูจนกว่าจะครบ”
ชิงจูเงยหน้าจากสมุด
“คุณจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน”
เยี่ยตงมองไปยังซุ้มประตูที่ยังไม่เสร็จ
“จนกว่าประตูจะเปิดได้”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
“ยังไม่รู้”
ชิงจูพยักหน้า ไม่ได้ถามต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนเป็นคำสัญญาหวาน ๆ ในวันเดียว เธอยังไม่ลืมว่าเยี่ยตงปิดบังอดีตมานาน และเขายังต้องเรียนรู้ว่าการไว้ใจคนอื่นไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่ทั้งคู่เริ่มกินข้าวโต๊ะเดียวกัน เริ่มพูดคุยเรื่องงานซ่อม และเริ่มยอมให้ความเงียบระหว่างกันไม่ใช่กำแพงอีกต่อไป
สามเดือนหลังเหตุการณ์นั้น ประตูไม้บานใหม่ถูกติดตั้งแทนที่บานเดิม ช่างใช้ไม้จากต้นสักเก่าที่ซูหยวนเก็บไว้ตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม รอยไหม้บนเสาศาลบรรพชนยังคงอยู่ ไม่มีใครพยายามขัดออก เพราะชิงจูบอกว่ามันควรเป็นเครื่องเตือนใจว่าสำนักเกือบสูญเสียทุกอย่างเพราะความโลภของคนอื่น
วันเปิดประตูอีกครั้ง ซูหยวนเป็นคนแขวนป้ายสำนักด้วยตัวเอง เขาต้องหยุดพักถึงสองครั้ง แต่เมื่อป้ายเข้าที่ เขากลับยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
เยี่ยตงยืนอยู่ข้างเสา มือข้างหนึ่งยังมีผ้าพันแผล ส่วนชิงจูถือทะเบียนที่ดินฉบับใหม่ซึ่งศาลรับรองว่าสำนักตระกูลซูเป็นทรัพย์สินของชุมชนและไม่อาจถูกขายโดยพลการ
“คราวนี้คงไม่มีใครมาพังประตูได้ง่าย ๆ แล้ว” ศิษย์คนหนึ่งพูด
เยี่ยตงมองรอยต่อของไม้ใหม่กับไม้เก่า
“ประตูที่แข็งแรงไม่ได้ป้องกันทุกอย่าง”
ชิงจูหันมาถาม “แล้วอะไรป้องกันได้”
“คนที่ไม่ยอมยืนดูตอนมันกำลังถูกพัง”
ซูหยวนได้ยินก็หัวเราะเบา ๆ
“พูดเหมือนคนแก่เข้าไปทุกวันแล้วนะ”
เยี่ยตงไม่ได้ตอบ เขาเพียงช่วยชิงจูผลักประตูให้เปิดออก แสงยามเช้าส่องผ่านลานฝึกที่ถูกเผาไหม้และซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
บนพื้นยังมีรอยแตกจากวันที่คนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาพร้อมอาวุธ แต่รอยเหล่านั้นไม่ได้ทำให้สำนักอ่อนแอลง ตรงกันข้าม ทุกคนจำได้ว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยถูกบอกว่าโลกมีกฎเพียงข้อเดียว คือคนแข็งแกร่งกินคนอ่อนแอ
พวกเขาจึงเลือกสร้างกฎของตัวเองขึ้นมาใหม่—ไม่ใช่ด้วยกำปั้นหรือเงินทอง แต่ด้วยการยืนเคียงข้างกันในวันที่ประตูถูกพัง
และทุกเช้า เมื่อประตูไม้บานนั้นเปิดออก เสียงฝึกวิชาจะดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับบอกคนทั้งเมืองว่าสิ่งที่เกือบถูกยึดครองในวันนั้น ไม่ใช่แค่ที่ดินผืนหนึ่ง แต่คือสิทธิ์ของผู้คนที่จะปกป้องบ้านของตนเอง