“ในเมื่อคุณอยากรู้ทุกอย่าง งั้นเริ่มจากตรงนี้เถอะ”
หลินเจียงเยว่วางกล่องเหล็กใบเล็กลงบนโต๊ะตรงหน้าจางจิ่นเซิน ภายในนั้นมีใบรับรองแพทย์เก่า ๆ สมุดบัญชีที่ขอบกระดาษเปื่อยยุ่ย และรูปถ่ายเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนกอดตุ๊กตากระต่ายอยู่หน้าห้องเช่าแคบ ๆ
จิ่นเซินไม่ได้แตะต้องของเหล่านั้น เขาจ้องเพียงรูปถ่ายใบนั้น ราวกับกลัวว่าถ้าเอื้อมมือไปแตะ ภาพของเด็กจะหายไปพร้อมกับความทรงจำทั้งหมดที่เขาไม่เคยมี
“นี่คือลูกสาวของคุณ” เจียงเยว่พูด “และผู้หญิงที่เลี้ยงเธอมาตลอดเจ็ดปี คือคนที่คุณเคยบอกว่าไม่อยากเห็นหน้าอีก”
จิ่นเซินเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สีหน้าของชายหนุ่มที่เพิ่งกลับจากโรงพยาบาลยังซีดอยู่ เขาเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดใหญ่และยังเดินได้ไม่มั่นคง แต่คำพูดนั้นทำให้ความเจ็บปวดในร่างกายกลายเป็นเรื่องเล็กไปทันที
“เจียงเนี่ยนอีอยู่ที่ไหน”
ไม่มีคำตอบในทันที มีเพียงเสียงฝนกระทบหน้าต่าง และเสียงเด็กหญิงที่กำลังหัวเราะอยู่ในห้องด้านข้าง
เสียงนั้นเหมือนเสียงของใครบางคนที่เขาเคยรักจนยอมมอบชีวิตให้ แต่กลับเป็นเสียงที่เขาไม่เคยได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว
เจียงเยว่หลบตา “เธอไม่อยู่แล้ว”
จิ่นเซินกำหมัดแน่น “ไม่อยู่ หมายความว่าอะไร”
“หมายความว่าเธอจากไปเมื่อสามปีก่อน”
ความทรงจำของจิ่นเซินย้อนกลับไปในคืนหนึ่งเมื่อเจ็ดปีก่อน เขายังจำได้ว่าเจียงเนี่ยนอียืนอยู่ตรงประตูห้องเช่า ดวงตาแดงก่ำ แต่ริมฝีปากกลับแข็งกร้าว เธอบอกเขาว่าไม่ต้องกลับมาอีก ไม่ต้องถามเรื่องของเธอ และไม่ต้องพยายามติดต่อเธออีก
ตอนนั้นเขาเชื่อว่าเธอทอดทิ้งเขาในวันที่เขาตกต่ำที่สุด
ในเวลานั้นเขาป่วยด้วยโรคหัวใจรุนแรง ต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าคนธรรมดาจะรับไหว เขาไม่มีครอบครัวให้พึ่งพา ไม่มีแม้แต่เงินจะจ่ายค่าห้องเช่า จนกระทั่งวันหนึ่งมีชายชราคนหนึ่งมาพบเขาและบอกว่าเขาคือทายาทที่หายสาบสูญของตระกูลจาง
จิ่นเซินคิดว่าอย่างน้อยชีวิตของเขาก็ยังมีทางรอด แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เจียงเนี่ยนอีเริ่มมีอาการป่วยหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เธอไม่เคยบอกเขา
เธอเพียงทำงานมากขึ้น จากหนึ่งงานเป็นสองงาน จากสองงานเป็นสามงาน กลางวันเธอช่วยยกของในร้านสะดวกซื้อ ตอนเย็นทำความสะอาดอาคารสำนักงาน และกลางคืนรับงานแพ็กสินค้าในโกดังเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
ทุกครั้งที่จิ่นเซินถามว่าเงินมาจากไหน เธอจะตอบสั้น ๆ ว่า “ฉันยืมจากเพื่อน”
แต่ความจริงคือเงินก้อนนั้นมาจากการขายของทุกอย่างที่เธอมี รวมถึงเงินเก็บที่ตั้งใจใช้รักษาโรคของตัวเอง
หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่จิ่นเซินจะเข้ารับการผ่าตัด เจียงเนี่ยนอีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะกลาง แพทย์บอกเธอว่าหากรักษาทันที ยังมีโอกาสควบคุมโรคได้ แต่ต้องใช้เงินจำนวนมากและต้องพักฟื้นอย่างจริงจัง
เธอนั่งอยู่ในห้องตรวจนานกว่าสิบนาทีโดยไม่ร้องไห้ จากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โทรหาจิ่นเซินที่กำลังรอการผ่าตัดอยู่ในโรงพยาบาลอีกแห่ง
“หมอบอกว่าอาการของฉันไม่ร้ายแรง” เธอโกหก
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะถามว่า “แน่ใจนะ”
“แน่สิ คุณต่างหากที่ต้องรีบผ่าตัด ฉันไม่อยากให้คุณกังวล”
คืนนั้นเธออาเจียนจนแทบหมดแรง แต่ยังฝืนลุกขึ้นมาเตรียมข้าวต้มใส่กล่องให้เขา เธอใส่เงินทั้งหมดที่มีลงในซอง แล้วฝากเจียงเยว่เอาไปให้เขา
จิ่นเซินไม่เคยรู้เลยว่าเงินค่าผ่าตัดของเขามาจากอะไร
เขารู้เพียงว่าในคืนก่อนผ่าตัด เจียงเนี่ยนอีมาหาเขาและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เราเลิกกันเถอะ”
“เพราะอะไร”
“ฉันเบื่อแล้ว”
“เบื่อการดูแลคนป่วยอย่างฉัน หรือเบื่อที่ฉันไม่มีเงิน”
เธอกัดริมฝีปากจนมีเลือดซึม แต่ยังทำเป็นไม่รู้สึก “ทั้งสองอย่าง”
คำพูดนั้นแทงเขาเจ็บกว่าความเจ็บป่วยเสียอีก เขาปฏิเสธไม่ให้เธอเข้าใกล้ ไม่ถามต่อ และไม่รู้ว่าในวินาทีที่เดินออกจากห้อง เจียงเนี่ยอีทรุดลงกับพื้น ใช้มือกดท้องที่ปวดจนตัวสั่น
เธอไม่ต้องการให้เขารู้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์
เพราะชายชราจากตระกูลจางกำลังจะพาเขากลับบ้านเพื่อสืบทอดกิจการและทรัพย์สินของครอบครัว หากเขารู้ว่าเธอตั้งครรภ์ เขาจะต้องทิ้งโอกาสนั้นเพื่ออยู่กับเธอ และเธอไม่ยอมให้เขาทำเช่นนั้น
เจียงเนี่ยอีคิดว่าการให้เขาเกลียดเธอ คือวิธีเดียวที่จะผลักเขาไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น
หลังจากจิ่นเซินเข้ารับการผ่าตัด เธอไม่ได้ไปหาเขาอีก แม้แต่ครั้งเดียว
เจียงเยว่เคยพยายามลากเธอไปโรงพยาบาล แต่เธอกลับส่ายหน้า
“เขาเพิ่งผ่าตัดเสร็จ ถ้าเห็นฉัน เขาจะต้องเครียด ฉันไม่อยากทำให้เขาฟื้นตัวช้าลง”
“แล้วคุณล่ะ คุณจะทำยังไง”
“ฉันยังทนไหว”
“คุณกำลังท้องและเป็นมะเร็งนะ!”
เจียงเนี่ยอียิ้มบาง ๆ พลางลูบท้องที่ยังไม่ใหญ่ “ฉันจะรักษาลูกไว้ให้ได้ เด็กคนนี้คือความหวังเดียวของฉัน”
เธอไม่เคยเรียกลูกว่าเป็นภาระเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในสมุดบันทึกเล่มนั้นมีข้อความเขียนไว้ทุกวัน ตั้งแต่วันที่รู้ว่าตั้งครรภ์จนถึงวันที่เด็กคลอด
“วันนี้ลูกดิ้นแรงมาก แม่คิดว่าหนูต้องเป็นเด็กผู้หญิงที่เข้มแข็งเหมือนพ่อของหนู”
“วันนี้แม่เกือบล้มตอนยกของ เจ้านายให้แม่หยุดพัก แต่แม่หยุดไม่ได้ ต้องเก็บเงินซื้อผงนมกับผ้าสวย ๆ ให้หนู”
“วันนี้แม่เห็นพ่อของหนูในข่าว เขากลับไปที่ตระกูลจางแล้ว ดูเหมือนเขาจะสบายดี แม่ดีใจนะ ถึงเขาจะไม่รู้ว่าเรายังอยู่ก็ตาม”
จิ่นเซินอ่านมาถึงตรงนั้นแล้วต้องวางสมุดลง มือของเขาสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้
เจียงเยว่ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง เธอเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้น แต่เคยสัญญากับเจียงเนี่ยอีว่าจะไม่บอกจิ่นเซิน จนกว่าเด็กจะโตพอจะดูแลตัวเองได้
“ทำไมคุณไม่บอกผม” จิ่นเซินถามเสียงแหบ “ทำไมทุกคนถึงคิดว่าผมไม่ควรมีสิทธิ์รู้เรื่องลูกของตัวเอง”
“เพราะตอนนั้นคุณไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะปกป้องใครได้”
“ผมป่วย ไม่ได้แปลว่าผมไม่มีหัวใจ”
“แต่คุณก็ไม่เคยถามว่าคนที่คุณทิ้งไว้ข้างหลังเป็นอย่างไร”
คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งงัน
หลังผ่าตัด เขาถูกพากลับไปอยู่ในคฤหาสน์ของตระกูลจาง เขาต้องทำกายภาพ ต้องเรียนรู้งานบริษัท และต้องระวังทุกอย่างเพราะหัวใจยังไม่แข็งแรงพอ ช่วงหลายเดือนแรก เขาโทรหาเจียงเนี่ยอีหลายครั้ง แต่เธอเปลี่ยนเบอร์และย้ายออกจากห้องเช่า
เขาคิดว่าเธอตั้งใจตัดขาด
เขาจึงหยุดตามหา
ส่วนเจียงเนี่ยอีตั้งครรภ์เพียงลำพัง คลอดลูกสาวในโรงพยาบาลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งโดยไม่มีญาติอยู่ข้างกาย หลังคลอดเธอเสียเลือดมากและต้องพักรักษาตัวหลายวัน แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องของทารก เธอก็ยิ้มออกมา
“ขอบคุณนะที่เลือกเป็นลูกของแม่” เธอกระซิบ “แม่จะตั้งชื่อหนูว่าเนี่ยนเนี่ยน เพราะในใจแม่มีคนที่คิดถึงอยู่เสมอ”
เด็กหญิงจางเนี่ยนเนี่ยนมีดวงตาเหมือนจิ่นเซินอย่างชัดเจน
นั่นเป็นเหตุผลที่เจียงเนี่ยอีไม่เคยพาเธอไปพบตระกูลจาง เธอกลัวว่าความจริงจะถูกพบก่อนที่จิ่นเซินจะฟื้นตัว และกลัวว่าคนในตระกูลจางจะพรากลูกไปจากเธอ
เธอทำงานเท่าที่ร่างกายจะทำได้ เลี้ยงลูกด้วยนมผงราคาถูก และเก็บเงินทุกเหรียญเพื่อซื้อยาของตัวเอง แต่เงินที่ควรใช้รักษากลับถูกนำไปจ่ายค่าผ่าตัดของจิ่นเซินจนเกือบหมด
เมื่อโรคลุกลาม เธอก็เริ่มกินอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ และอาเจียนจนไม่มีแรงอุ้มลูก
เจียงเยว่เป็นคนพาเธอไปโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย
“คราวนี้ให้ฉันโทรหาจิ่นเซินเถอะ” เจียงเยว่ร้องไห้ “เขาควรรู้ว่าแม่ของลูกเขากำลังจะตาย”
เจียงเนี่ยอีจับมือเธอไว้แน่น
“อย่าโทร”
“คุณยังจะปกป้องเขาอีกหรือ”
“เขาเพิ่งเริ่มมีชีวิตใหม่ อย่าให้ฉันกลายเป็นเงาที่ตามหลอกหลอนเขา”
“แล้วเนี่ยนเนี่ยนล่ะ”
เจียงเนี่ยอีมองลูกสาวที่หลับอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง ก่อนจะหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากใต้หมอน
“ถ้าฉันไม่กลับมา ฝากเธอไว้กับจิ่นเซิน แต่ต้องรอจนกว่าเขาจะพร้อม”
ในจดหมายมีเพียงข้อความสั้น ๆ
“จิ่นเซิน ถ้าคุณได้อ่านจดหมายนี้ แปลว่าฉันคงไม่มีโอกาสอธิบายอะไรอีกแล้ว ฉันไม่เคยเลิกรักคุณ และไม่เคยคิดว่าคุณไม่มีเงินหรือไม่มีอนาคต ฉันเพียงอยากให้คุณมีชีวิตรอด ส่วนเรื่องลูก ฉันขอโทษที่ปิดบังเธอไว้ ฉันกลัวว่าจะมีใครพรากเธอไปจากฉัน แต่ถ้าวันหนึ่งฉันไม่อยู่แล้ว ขอให้คุณอย่าโทษตัวเองนานเกินไป ลูกของเราชื่อเนี่ยนเนี่ยน ขอให้คุณรักเธอแทนส่วนที่ฉันไม่มีโอกาสได้รักจนถึงวันสุดท้าย”
เจียงเนี่ยอีจากไปในอีกสามวันต่อมา
เธอไม่มีงานศพใหญ่โต ไม่มีญาติผู้ใหญ่ ไม่มีแม้แต่ดอกไม้ราคาแพง เจียงเยว่จัดพิธีเล็ก ๆ ให้เธอในสุสานชานเมือง และเลี้ยงเนี่ยนเนี่ยนด้วยเงินของตัวเองมาตลอดสามปี
จิ่นเซินได้ฟังเรื่องทั้งหมดโดยไม่พูดอะไร เขานั่งอยู่ตรงนั้นจนฝนหยุดตก แล้วจึงเดินเข้าไปในห้องที่เด็กหญิงกำลังนั่งวาดรูป
เนี่ยนเนี่ยนเงยหน้าขึ้นมองเขา “คุณคือคนที่แม่พูดถึงหรือคะ”
เขาคุกเข่าลง แม้แผลผ่าตัดจะยังเจ็บรั้งอยู่ใต้เสื้อ
“แม่พูดถึงฉันว่าอย่างไร”
“แม่บอกว่าพ่อเป็นคนใจแข็ง แต่จริง ๆ ใจดีมาก แค่ไม่ค่อยรู้วิธีพูด”
จิ่นเซินหัวเราะทั้งน้ำตา “แม่พูดถูกแค่ครึ่งเดียว”
“คุณเป็นพ่อของหนูหรือเปล่า”
คำถามง่าย ๆ กลับทำให้เขาเจ็บจนพูดไม่ออก เขามองเด็กหญิงที่มีดวงตาเหมือนตัวเอง แล้วพยักหน้า
“ใช่ ฉันเป็นพ่อของหนู”
เนี่ยนเนี่ยนไม่ร้องไห้ ไม่วิ่งเข้ามากอด และไม่ได้เรียกเขาว่าพ่อในทันที เธอเพียงมองเขาอย่างระมัดระวัง
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมพ่อไม่มาหาเราตั้งนานแล้ว”
จิ่นเซินก้มหน้าลง
เขาอาจอธิบายว่าตัวเองป่วย อธิบายว่าไม่รู้เรื่องการตั้งครรภ์ อธิบายว่าเคยพยายามโทรหาแม่ของเธอ แต่คำอธิบายเหล่านั้นไม่อาจคืนเวลาที่หายไปได้
“เพราะพ่อโง่” เขาตอบในที่สุด “และเพราะพ่อเข้าใจผิด พ่อคิดว่าแม่ไม่ต้องการพ่อแล้ว”
“แม่ไม่เคยพูดแบบนั้น”
“พ่อรู้แล้ว”
เด็กหญิงก้มมองรูปวาดในมือ เป็นภาพบ้านหลังหนึ่ง มีผู้หญิงยืนอยู่ข้างเด็ก และมีผู้ชายตัวสูงอยู่ไกลออกไปหลังรั้ว
“แม่บอกว่าถ้าวันหนึ่งพ่อกลับมา หนูไม่จำเป็นต้องรักพ่อทันที”
จิ่นเซินรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ
“แม่ยังบอกอะไรอีก”
“แม่บอกว่าถ้าพ่อไม่กลับมา หนูก็ต้องโตขึ้นให้ดี อย่าเสียเวลาเกลียดใครนาน ๆ เพราะชีวิตสั้นมาก”
เขาหลับตา ความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมา วันก่อนผ่าตัด เจียงเนี่ยอีเคยยืนอยู่หน้าห้องเขา มือข้างหนึ่งถือถุงข้าวต้ม อีกข้างกำซองเงินไว้แน่น เขาจำได้ว่าเธอมีสีหน้าซีดมาก แต่ตอนนั้นเขาโกรธเกินกว่าจะสังเกต
เขาเคยถามเธอว่า “เธอจะทิ้งฉันจริง ๆ หรือ”
เธอตอบว่า “คุณต้องอยู่ต่อให้ได้ แม้ไม่มีฉัน”
เขาเคยคิดว่านั่นเป็นคำพูดของคนที่หมดรัก
ตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจว่าเป็นคำสัญญาของคนที่กำลังสละชีวิตตัวเองให้เขา
หลังจากวันนั้น จิ่นเซินไม่ได้พาเนี่ยนเนี่ยนกลับคฤหาสน์ทันที เขาไม่ต้องการให้เด็กหญิงถูกโยนเข้าไปในบ้านที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้า เขาจ้างพี่เลี้ยงที่เจียงเยว่ไว้ใจ และย้ายมาอยู่บ้านหลังเล็กใกล้โรงเรียนของเนี่ยนเนี่ยน
ตระกูลจางไม่เห็นด้วย
จางหมิงเหอ ผู้เป็นปู่ของเขา ต้องการตรวจดีเอ็นเอและพาเด็กกลับไปอยู่ในบ้านใหญ่โดยเร็ว เขาพูดอย่างเย็นชาว่าเด็กเป็นทายาทของตระกูล ไม่ควรเติบโตในห้องเช่าเก่า ๆ
จิ่นเซินวางเอกสารลงบนโต๊ะ
“เธอไม่ใช่ทรัพย์สินของตระกูล”
“เธอเป็นหลานของฉัน”
“และเป็นลูกของผม”
“ถ้าแกยังอ่อนแอจนดูแลตัวเองไม่ได้ จะดูแลเด็กได้อย่างไร”
จิ่นเซินมองมือของตัวเองที่ยังสั่นเล็กน้อยหลังการผ่าตัด ก่อนจะตอบว่า “ผมอาจยังแข็งแรงไม่พอ แต่ผมจะไม่ใช้ความร่ำรวยของเราเป็นข้ออ้างแย่งเธอจากคนที่เลี้ยงเธอมา”
นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาขัดคำสั่งของตระกูลอย่างเปิดเผย
เขาให้ทนายตรวจสอบเอกสารทุกฉบับเกี่ยวกับเงินค่าผ่าตัด พบว่าซองเงินที่เจียงเยว่ส่งให้เขามาจากบัญชีของเจียงเนี่ยอีทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีหลักฐานการโอนเงินหลายรายการที่เธอจ่ายให้โรงพยาบาลของเขาโดยใช้ชื่อปลอม
ตระกูลจางเคยบอกเขาว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินช่วยเหลือจากครอบครัว
ความจริงคือชายชราผู้พบเขาเพียงช่วยจัดการเรื่องโรงพยาบาล ส่วนเงินก้อนใหญ่ที่ทำให้เขาได้รับการผ่าตัด มาจากผู้หญิงที่เขาเคยกล่าวหาว่าทอดทิ้งเขา
ยิ่งค้นมากเท่าไร เขาก็ยิ่งพบความจริงที่เจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น
เจียงเนี่ยอีขายแหวนที่เขาเคยให้ ขายโทรศัพท์เครื่องเก่า และกู้เงินจากสหกรณ์ในที่ทำงาน เธอยังทำสัญญารับงานล่วงหน้าจนถึงวันที่ร่างกายไม่ไหว เพียงเพื่อให้เขาได้เข้าห้องผ่าตัดตรงเวลา
แต่เอกสารที่ทำให้จิ่นเซินหยุดหายใจ คือแบบฟอร์มยินยอมการรักษาของเธอเอง
แพทย์เขียนไว้ว่า หากเริ่มการรักษาในเดือนนั้น เธอยังมีโอกาสอยู่ต่อได้อีกหลายปี แต่เธอปฏิเสธการผ่าตัดเพราะไม่มีเงิน และไม่ต้องการใช้เงินที่เก็บไว้กับการรักษาของจิ่นเซิน
เธอเซ็นชื่อด้วยลายมือที่สั่นมาก
เจียงเนี่ยอี
ชื่อนั้นทำให้เขารู้ว่าเธอไม่ได้จากไปเพราะโรคเพียงอย่างเดียว แต่จากไปเพราะทุกคน รวมถึงตัวเขาเอง ปล่อยให้เธอแบกรับทุกอย่างตามลำพัง
จิ่นเซินตัดสินใจคืนเงินทั้งหมดที่เธอเคยจ่ายให้เขาเข้าบัญชีของเนี่ยนเนี่ยน แม้เงินจะไม่สามารถซื้อชีวิตแม่กลับคืนมาได้ แต่เขาต้องการให้ลูกไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยความขาดแคลนแบบที่แม่เคยเผชิญ
เขายังตั้งกองทุนรักษาผู้ป่วยยากไร้ในชื่อของเจียงเนี่ยอี โดยเริ่มจากโรงพยาบาลเล็ก ๆ ที่เธอเคยรักษา แต่เขาปฏิเสธการติดป้ายชื่อใหญ่โตบนอาคาร
“ถ้าแม่ของเนี่ยนเนี่ยนรู้ เธอคงไม่ต้องการให้ใครพูดถึงเธอทุกครั้งที่มารับการรักษา” เขาบอกแพทย์ “ช่วยให้คนไข้มีโอกาสเลือกชีวิตของตัวเองก็พอ”
เรื่องราวการเสียสละของเจียงเนี่ยอีไม่ได้ถูกเผยแพร่ในข่าว จิ่นเซินไม่ยอมให้ตระกูลใช้ความตายของเธอสร้างภาพลักษณ์ และไม่ยอมให้ใครเรียกเธอว่าอดีตคนรักที่น่าสงสาร
เธอเป็นแม่ของลูกเขา เป็นคนที่ช่วยชีวิตเขา และเป็นผู้หญิงที่ควรได้รับการรักษาเช่นเดียวกับคนอื่น
เนี่ยนเนี่ยนใช้เวลานานกว่าจะยอมเรียกเขาว่าพ่อ ในช่วงแรกเธอจะเรียกเขาว่าคุณจาง และวางกระเป๋าไว้ระหว่างตัวเองกับเขาทุกครั้งที่นั่งรถด้วยกัน
จิ่นเซินไม่เร่งรัด เขาพาเธอไปกินบะหมี่ร้านที่แม่เคยทำงานอยู่ พาไปดูห้องเช่าหลังเก่า และเก็บของของเจียงเนี่ยอีทุกชิ้นไว้ในกล่องเดิม เขาไม่ลบรูปถ่าย ไม่ทิ้งเสื้อผ้า และไม่เปลี่ยนกุญแจห้อง เพราะเนี่ยนเนี่ยนบอกว่าแม่อาจกลับมาแล้วหาไม่เจอ
คืนหนึ่ง เด็กหญิงถามเขาว่า “แม่จะกลับมาไหมคะ”
จิ่นเซินนั่งลงข้างเตียงและตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่กลับมาแล้ว”
เนี่ยนเนี่ยนกำผ้าห่มแน่น
“เพราะหนูดื้อหรือเปล่า”
“ไม่ใช่เลย”
“เพราะแม่ไม่รักหนูหรือเปล่า”
จิ่นเซินส่ายหน้า “แม่รักหนูมากเกินไปต่างหาก มากจนลืมรักตัวเอง”
“แล้วพ่อรักหนูไหม”
เขานิ่งไป ก่อนจะตอบว่า “พ่อรักหนู และพ่อเสียใจที่ใช้เวลานานเกินไปกว่าจะได้รู้ว่าหนูมีตัวตน”
เนี่ยนเนี่ยนไม่ได้กอดเขา เธอเพียงเลื่อนมือเล็ก ๆ มาจับนิ้วของเขาไว้
สำหรับจิ่นเซิน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
หลายเดือนต่อมา อาการของเขาดีขึ้น เขากลับไปทำงานบางส่วน แต่ลดเวลาลงและไม่ยอมให้ใครพาเขาใช้ชีวิตแบบเดิมอีก เขาเริ่มไปรับเนี่ยนเนี่ยนที่โรงเรียนด้วยตัวเอง แม้บางวันจะมีการประชุมสำคัญก็ตาม
เมื่อเนี่ยนเนี่ยนถามว่าเหตุใดเขาไม่ให้คนขับรถไปรับ เขาตอบว่า “เพราะพ่ออยากเห็นหน้าลูกตอนเลิกเรียน”
เขาไม่อยากพลาดอีกแม้แต่วันเดียว
ในวันเกิดครบรอบแปดขวบของเนี่ยนเนี่ยน เด็กหญิงขอเพียงของขวัญชิ้นเดียว คือไปที่หลุมศพของแม่พร้อมกัน
จิ่นเซินซื้อดอกไม้สีขาวช่อเล็ก ๆ ไม่ใช่ช่อใหญ่ที่สุดในร้าน และนำกล่องเหล็กใบนั้นไปด้วย
เขานั่งลงหน้าหลุมศพ เปิดสมุดบันทึกทีละหน้า แล้วอ่านให้เจียงเนี่ยอีฟัง แม้รู้ว่าไม่มีใครตอบกลับ
“วันนี้เนี่ยนเนี่ยนสอบได้ที่สาม เธอบอกว่าอยากได้ที่หนึ่ง แต่ก็ยังแบ่งขนมให้เพื่อนอยู่ดี”
“วันนี้เธอถามว่าคุณชอบกินข้าวต้มไหม ผมตอบว่าชอบ แต่จริง ๆ แล้วผมอยากรู้ว่าคุณทำให้ผมกินบ่อย ๆ เพราะอะไร”
“ผมรู้แล้วว่าคุณโกหกเรื่องป่วยเพื่อให้ผมไม่กังวล แต่ผมยังโกรธคุณอยู่ โกรธที่คุณไม่ให้ผมมีโอกาสเลือกช่วยคุณ โกรธที่คุณคิดว่าชีวิตของคุณมีค่าน้อยกว่าชีวิตของผม”
ลมพัดผ่านกิ่งไม้เหนือหลุมศพ เนี่ยนเนี่ยนวางกระต่ายผ้าตัวเล็กลงข้างดอกไม้
“แม่คะ หนูมีพ่อแล้วนะ”
จิ่นเซินก้มหน้าลง น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนปกสมุด
เนี่ยนเนี่ยนหันมามองเขา “พ่อร้องไห้ทำไม”
“เพราะพ่อคิดถึงแม่ของหนู”
“พ่อรักแม่มากไหม”
เขามองชื่อบนแผ่นหินอยู่นาน ก่อนตอบว่า “มากพอที่จะเสียใจไปตลอดชีวิต แต่ไม่มากพอที่จะรู้ทันเธอในตอนที่ยังมีเวลา”
เด็กหญิงจับมือเขาแน่นขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นต่อไปพ่ออย่าปล่อยให้คนที่พ่อรักต้องอยู่คนเดียวอีกนะคะ”
จิ่นเซินพยักหน้า “พ่อสัญญา”
หลายปีผ่านไป เนี่ยนเนี่ยนเติบโตขึ้นเป็นเด็กสาวที่เรียนเก่งและชอบวาดรูป เธอวาดภาพแม่ในความทรงจำจากเรื่องเล่าของเจียงเยว่ วาดมือของแม่ที่กำลังลูบท้อง วาดร้านสะดวกซื้อที่แม่เคยทำงาน และวาดผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าห้องเช่าอย่างลังเล
ภาพนั้นไม่มีใบหน้าของเขาในตอนแรก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เนี่ยนเนี่ยนค่อย ๆ เติมใบหน้าให้ชายคนนั้น
“หนูวาดพ่อให้เหมือนที่แม่เล่าไว้” เธอบอก
“แม่เล่าว่าพ่อเป็นอย่างไร”
“แม่บอกว่าพ่อใจแข็ง ไม่ค่อยพูด แต่เวลาไม่สบายจะดื้อกว่าเด็กเสียอีก”
จิ่นเซินยิ้ม “แม่ของหนูรู้จักพ่อดีจริง ๆ”
“หนูคิดว่าแม่ก็รู้ว่าพ่อจะกลับมา”
เขาหันไปมองเธอ
“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น”
เนี่ยนเนี่ยนหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก เป็นจดหมายอีกฉบับที่จิ่นเซินไม่เคยเห็นมาก่อน กระดาษมีรอยพับหลายชั้นและเขียนวันที่ไว้ก่อนเจียงเนี่ยอีเสียชีวิตไม่กี่วัน
“แม่บอกว่าอย่าให้พ่ออ่านจนกว่าหนูจะโตพอ”
จิ่นเซินรับจดหมายมาด้วยมือที่สั่นอีกครั้ง
ข้อความด้านในมีเพียงไม่กี่ย่อหน้า
“จิ่นเซิน ถ้าคุณได้อ่านฉบับนี้ แสดงว่าเนี่ยนเนี่ยนโตพอที่จะเข้าใจว่าเราทุกคนเคยผิดพลาด ฉันไม่อยากให้ลูกเกลียดคุณ และไม่อยากให้คุณใช้ความรู้สึกผิดแทนความรักที่ควรมอบให้เธอ อย่าพยายามชดใช้ให้ฉันด้วยการทำร้ายตัวเอง อย่าทำให้ลูกต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาของคนตาย ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ ก็จงใช้มันให้ดี ใช้มือที่เคยช่วยฉันถือมือลูกให้แน่น และวันหนึ่ง ถ้าลูกถามถึงฉัน ให้บอกเธอว่าฉันไม่ได้หายไปไหน ฉันอยู่ในทุกสิ่งที่เธอกล้าทำเพื่อชีวิตของตัวเอง”
จิ่นเซินอ่านจบแล้วพับจดหมายกลับอย่างทะนุถนอม
เขาเคยคิดว่าการมีชีวิตรอดจากการผ่าตัดคือปาฏิหาริย์ แต่ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา เขาเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตที่เขาได้รับนั้นมีราคาสูงกว่าที่ใครเคยบอกเขา
เขาไม่สามารถคืนเวลาให้เจียงเนี่ยอี ไม่สามารถทำให้เธอเห็นลูกเติบโต และไม่สามารถเปลี่ยนคำพูดใจร้ายที่เคยทำให้เธอเดินจากไปได้
สิ่งเดียวที่เขาทำได้ คือไม่ปล่อยให้ความเสียสละของเธอจบลงด้วยการที่ทุกคนยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม
เขาดูแลเนี่ยนเนี่ยนโดยไม่บังคับให้เธอลืมแม่ เขาพาเธอกลับไปยังห้องเช่าเก่าทุกปีในวันเกิด และซื้อผงนมหนึ่งกระป๋องวางไว้ที่หน้าประตู แม้เด็กหญิงจะโตเกินกว่าจะใช้มันแล้วก็ตาม
“ทำไมต้องซื้อทุกปีคะ” เนี่ยนเนี่ยนถาม
“เพราะแม่ของหนูเคยกลัวว่าจะไม่มีเงินซื้อให้ลูก”
“แต่ตอนนี้หนูไม่ต้องกลัวแล้ว”
“พ่อรู้”
เนี่ยนเนี่ยนยิ้มและวางมือทับมือของเขา “แม่ก็คงรู้เหมือนกันค่ะ”
คืนนั้น เมื่อกลับถึงบ้าน จิ่นเซินเปิดหน้าต่างห้องที่เจียงเนี่ยอีเคยอยู่ ฝุ่นถูกปัดออกไปนานแล้ว แต่เขายังคงเก็บโต๊ะไม้ตัวเดิมไว้ บนโต๊ะมีรูปถ่ายของแม่และลูก และใบรับรองแพทย์ที่ทำให้เขาได้รู้ความจริงช้าเกินไป
เขาไม่ซ่อนมันอีกต่อไป
เพราะบางความจริงไม่ได้มีไว้เพื่อทำร้ายคนที่ยังอยู่ แต่มีไว้เตือนว่า ครั้งหนึ่งเคยมีใครคนหนึ่งยอมมอบทั้งชีวิตให้พวกเขา
ด้านนอก เนี่ยนเนี่ยนกำลังเรียกเขาให้ไปช่วยผูกเชือกรองเท้า จิ่นเซินปิดกล่องเหล็ก ลุกขึ้น และเดินออกจากห้อง
บนโต๊ะเหลือเพียงรูปถ่ายใบเดิม เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ กอดตุ๊กตากระต่ายไว้แน่น และข้างหลังเธอคือประตูบ้านที่เปิดอยู่
คราวนี้ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกแล้ว