“อย่าแตะภรรยาของผม”
ชายที่ทุกคนเรียกว่าคนปัญญาอ่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะยืนขวางหน้าถังเยียนหรันที่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากแขนออกจากห้องฉุกเฉิน
ไม่มีใครสนใจคำพูดของเขา ทุกคนยังคงเห็นเฉินว่านหลี่เป็นเพียงสามีไร้ประโยชน์ของหมอหญิงผู้มีชื่อเสียง เป็นคนที่พูดจาไม่รู้เรื่อง ชอบยิ้มอยู่คนเดียว และมักทำเรื่องประหลาดจนคนในตระกูลถังต้องคอยตามเก็บกวาด
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งผลักอกเขาอย่างแรง
“แกเป็นใครถึงกล้ามาขวางทาง ถอยไปเดี๋ยวนี้!”
ว่านหลี่ก้มมองมือที่ผลักตนเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาที่เคยว่างเปล่ากลับเย็นจัดจนคนตรงหน้าขนลุก
“ถอยไป”
“ถ้าไม่ถอยแล้วจะทำไม?”
ฝ่ามือเดียวกระแทกออกไป ชายคนนั้นกระเด็นชนประตูกระจกจนร้าวทั้งบาน เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วชั้นผู้ป่วย แต่คนที่ถูกช่วยไว้กลับไม่หันไปมอง เขารีบจับมือภรรยาแน่นแล้วพาเธอเดินออกจากโรงพยาบาล
ถังเยียนหรันมองเขาด้วยความตกใจ “ว่านหลี่ นาย…รู้ไหมว่าเมื่อกี้ทำอะไรลงไป?”
“รู้สิ” เขาตอบ พร้อมรอยยิ้มแบบเด็ก ๆ ที่เธอคุ้นเคยมาตลอดสามปี “ผมช่วยเธอไว้ไง”
ถังเยียนหรันอยากจะโกรธ แต่ก่อนจะพูดอะไร น้ำตากลับไหลลงมาเสียก่อน
เมื่อครู่หัวใจของคุณหนูซ่งหย่าหยุดเต้นต่อหน้าทุกคน เครื่องกระตุ้นหัวใจถูกเข็นเข้ามาแล้ว แต่เฉินว่านหลี่กลับบอกว่า การช็อกไฟฟ้าจะทำให้หญิงสาวเสียชีวิตทันที เขาเดินเข้าไปในห้องดับจิต ใช้นิ้วแตะอากาศเหนือร่างไร้ลมหายใจ แล้วปักเข็มที่ไม่มีใครมองเห็นลงไปทีละเล่ม
สามนาทีต่อมา หัวใจของซ่งหย่าก็กลับมาเต้นอีกครั้ง
ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นฝีมือของเขา แม้แต่ถังเยียนหรันเองก็ยังคิดว่าเขาแค่พูดจาเพ้อเจ้อเหมือนทุกวัน แต่เมื่อเธอเห็นแพทย์อาวุโสหลินคุกเข่าลงต่อหน้าเขาและเรียกเขาว่า “ท่านอาจารย์” ความเชื่อทั้งหมดที่มีต่อสามีของตนก็เริ่มสั่นคลอน
และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวันที่ความจริงซึ่งถูกฝังไว้สามปี กำลังจะถูกเปิดเผย
สามปีก่อน ตระกูลเฉินถูกศัตรูทางธุรกิจเล่นงานจนบริษัทล้มละลาย พ่อแม่ของว่านหลี่เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ที่ไม่มีใครรู้สาเหตุ ส่วนตัวเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการฝึกวิชาประจำตระกูลเพื่อปกป้องคนในครอบครัว
วิชานั้นชื่อว่าเข็มสวรรค์คืนชีพ เป็นวิชาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษของตระกูลเฉิน ผู้ฝึกสามารถใช้พลังปราณควบคุมเข็มที่อยู่ในอากาศได้ แต่หากฝืนใช้ก่อนที่ร่างกายจะพร้อม เส้นลมปราณจะฉีกขาดและพลังจะย้อนกลับเข้าทำลายสมอง
คืนนั้นว่านหลี่ฝืนฝึกจนสำเร็จครึ่งหนึ่ง เขาช่วยชีวิตน้องสาวไว้ได้ แต่ตัวเองกลับสูญเสียความทรงจำทั้งหมด พ่อบ้านของตระกูลพาเขาหลบหนีออกมา ก่อนจะฝากเขาไว้กับครอบครัวถังซึ่งเคยได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเฉิน
ถังจิ่นซาน ผู้เป็นปู่ของเยียนหรัน ตัดสินใจให้หลานสาวแต่งงานกับชายหนุ่มที่กลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ เพื่อชดใช้บุญคุณครั้งนั้น
ตลอดสามปี ถังเยียนหรันต้องรับสายตาดูถูกจากคนรอบข้าง เธอทำงานเป็นหมอ หาเงินเลี้ยงดูสามี และคอยปกป้องเขาจากญาติที่มองว่าเขาเป็นภาระ แม้เธอจะไม่เคยพูดว่ารักเขา แต่เธอก็ไม่เคยทอดทิ้งเขาเช่นกัน
สำหรับคนอื่น ว่านหลี่เป็นตัวตลกของบ้านถัง
สำหรับเขา เยียนหรันคือคนเดียวที่ยังจับมือเขาไว้ในวันที่โลกทั้งใบหันหลังให้
“เราต้องกลับบ้านไปงานวันเกิดคุณปู่” เยียนหรันเช็ดน้ำตาแล้วพูดเบา ๆ “วันนี้ฉันเพิ่งถูกพักงานด้วย ถ้ากลับช้า ทุกคนต้องด่าฉันแน่”
“ใครด่าเธอ ผมจะตีเขา”
“ห้ามตีใครทั้งนั้น”
“งั้นผมจะยิ้มให้เขา”
เธอหลุดหัวเราะทั้งที่ยังมีน้ำตาคลอ “นายจะยิ้มให้คนที่กำลังด่านายเนี่ยนะ?”
ว่านหลี่พยักหน้า “เธอบอกว่าผมยิ้มแล้วดูดี”
คำพูดธรรมดา ๆ ทำให้หัวใจของเธอเจ็บขึ้นมาอย่างประหลาด ตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอเคยคิดว่าตัวเองแต่งงานกับคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ในวันที่เธอถูกกล่าวหาว่ารักษาคนไข้ผิดพลาด เขากลับเป็นคนเดียวที่ยืนข้างเธอโดยไม่ลังเล
ที่โรงพยาบาล หลินจื้อเหวิน แพทย์อาวุโสซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายฉุกเฉิน กำลังเผชิญหน้ากับจางเต๋อเปียว ผู้อำนวยการโรงพยาบาล
“คุณหนูซ่งหย่าถูกส่งตัวเข้าห้องดับจิตเพราะหมอถังวินิจฉัยว่าหัวใจหยุดเต้น” จางเต๋อเปียวตะคอก “เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ!”
“หัวใจของเธอหยุดเต้นจริง” หลินจื้อเหวินตอบ “แต่ยังไม่ถึงแก่ความตายอย่างสมบูรณ์”
“อย่ามาเล่นคำกับผม!”
“คนที่ช่วยเธอไว้ไม่ใช่หมอถัง แต่เป็นสามีของเธอ”
ทั้งห้องเงียบกริบ
จางเต๋อเปียวหัวเราะเยาะ “คนปัญญาอ่อนคนนั้นน่ะหรือ? คุณกำลังปกป้องหมอถังใช่ไหม?”
หลินจื้อเหวินวางภาพจากกล้องวงจรปิดลงบนโต๊ะ ภาพนั้นแสดงให้เห็นว่านหลี่ยืนอยู่ข้างเตียงในห้องดับจิต มือของเขาไม่ได้แตะร่างผู้ป่วยแม้แต่น้อย แต่เครื่องตรวจคลื่นหัวใจกลับเริ่มส่งเสียงขึ้นทีละจังหวะ
“เขาใช้เข็มสวรรค์คืนชีพ” หลินจื้อเหวินกล่าว “วิชาที่หายสาบสูญไปกว่าพันปี”
คนอื่นหัวเราะ แต่หลินจื้อเหวินไม่หัวเราะด้วย เขาเคยใช้เวลาครึ่งชีวิตศึกษาตำราแพทย์โบราณ และรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
“ถ้าเชิญเขากลับมาไม่ได้ ผมจะเป็นคนรับผิดชอบเอง” เขาพูด “แต่ถ้าคุณหนูซ่งเสียชีวิตเพราะพวกคุณขัดขวางเขา โรงพยาบาลแห่งนี้จะไม่มีใครช่วยได้”
ในเวลาเดียวกัน รถของถังเยียนหรันแล่นเข้าสู่บ้านตระกูลถัง ญาติพี่น้องหลายคนยืนรออยู่หน้าประตู พวกเขาแต่งตัวหรูหราเพื่อร่วมงานวันเกิดของถังจิ่นซาน แต่ทันทีที่เห็นว่านหลี่เดินลงจากรถ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้น
“เยียนหรันยังพาสามีคนปัญญาอ่อนมาด้วยจริง ๆ”
“ได้ข่าวว่าเขาทะเลาะกับหมอในโรงพยาบาลอีกแล้ว”
“ครอบครัวเรากำลังมีงานมงคล ทำไมต้องพาคนบ้ามาสร้างความอับอาย?”
เยียนหรันกำหมัดแน่น แต่ยังไม่ทันตอบ หวังซิ่วหลาน ป้าสะใภ้ของเธอ ก็เดินเข้ามาหา
“วันนี้เป็นวันเกิดคุณปู่ อย่าก่อเรื่องให้วุ่นวาย ถ้าอยากอยู่ในบ้านนี้ก็หัดดูแลสามีตัวเองให้ดี”
ว่านหลี่มองถังเยียนหรัน “เธอหิวไหม?”
เธอชะงัก ก่อนส่ายหน้า “ยังไม่หิว”
“แต่เธอไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้า”
ประโยคเดียวทำให้คนรอบข้างเงียบลงเล็กน้อย ไม่มีใครเคยสนใจว่าเธอกินข้าวหรือยัง ทุกคนสนใจเพียงว่าความผิดพลาดของเธอจะทำให้ตระกูลเสียชื่อเสียงหรือไม่
ว่านหลี่ยื่นขนมชิ้นเล็ก ๆ ให้เธอ “ผมเก็บไว้ให้”
เยียนหรันรับมันมาโดยไม่พูดอะไร เธอเพิ่งสังเกตว่ามือของเขามีรอยแผลเป็นจาง ๆ หลายเส้นพาดผ่านข้อมือ รอยแผลเหล่านั้นไม่เหมือนแผลจากอุบัติเหตุธรรมดา แต่คล้ายรอยไหม้ที่เกิดจากบางสิ่งร้อนจัดพุ่งผ่านเส้นเลือด
ก่อนที่เธอจะถาม เสียงรถสปอร์ตสีแดงก็ดังขึ้นหน้าประตู
ถังหมิง ลูกพี่ลูกน้องของเยียนหรันลงจากรถเฟอร์รารีคันใหม่ เขาสวมเสื้อสูทราคาแพงและเดินเข้ามาพร้อมแฟนสาว ทุกคนพากันล้อมหน้าล้อมหลังเขา
“เยียนหรัน เธอยังขับรถเก่า ๆ คันนั้นอยู่อีกหรือ?” เขาถาม พลางมองว่านหลี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า “สามีเธอคงไม่มีปัญญาซื้อให้สินะ”
ว่านหลี่หันไปมองรถสีแดงอย่างสนใจ
“รถคันนั้นมีพลังแปลก ๆ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
“เขาคิดว่ารถมีพลังปราณด้วยหรือไง?”
ถังหมิงขับรถเข้ามาจอดใกล้ประตูทางเข้าโดยไม่ดับเครื่องยนต์ ว่านหลี่เดินไปยืนขวางหน้า ทำให้ทุกคนตกใจ
“หลีกไป!” ถังหมิงตะโกน “อยากตายหรือไง?”
“มันกำลังจะระเบิด” ว่านหลี่พูด
“แกแตะรถฉันสักนิดเดียว ฉันจะให้แกชดใช้ทั้งชีวิต!”
ว่านหลี่เหลือบมองใต้ฝากระโปรง แม้ไม่มีใครเห็นสิ่งใด แต่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำมันที่รั่วและเสียงสั่นผิดปกติของเครื่องยนต์
“ผมบอกให้ดับเครื่อง”
“ไอ้บ้า!” ถังหมิงลงจากรถแล้วผลักไหล่เขา “ถ้าแกไม่ไสหัวไป ฉันจะให้คนลากแกออกไป!”
ว่านหลี่ไม่ได้ตอบ เขาเพียงยกฝ่ามือแตะฝากระโปรงเบา ๆ
เสียงโลหะดังสนั่น ฝากระโปรงยุบตัวลงทันที เครื่องยนต์ดับกะทันหัน และรถทั้งคันทรุดลงกับพื้นราวกับถูกแรงมหาศาลกดทับ
ทุกคนยืนแข็งค้าง
ว่านหลี่มองรอยบุบบนรถแล้วถอนหายใจ “วัสดุคุณภาพต่ำจริง ๆ ฝ่ามือเดียวก็พังแล้ว”
ถังหมิงหน้าเปลี่ยนสี “แกทำรถฉันพัง!”
“ถ้าไม่ทำ มันจะระเบิด”
ไม่กี่วินาทีต่อมา น้ำมันที่รั่วจากใต้รถหยดลงบนพื้นและเกิดประกายไฟจากสายไฟที่ชำรุด เปลวเพลิงลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนพากันถอยหนี ถังหมิงหน้าซีดจนพูดไม่ออก
ถังเยียนหรันมองว่านหลี่ด้วยสายตาเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เขารู้ได้อย่างไร?
และเหตุใดคนที่ถูกเรียกว่าคนปัญญาอ่อนจึงสามารถทำลายโลหะหนาได้ด้วยฝ่ามือเดียว?
คืนนั้น หลังงานเลี้ยงจบลง หลินจื้อเหวินเดินทางมาถึงบ้านตระกูลถังพร้อมทีมแพทย์ เขาไม่ได้มาหาถังเยียนหรัน แต่กำลังตามหาว่านหลี่
“คุณหนูซ่งหย่าอาการทรุดลงอีกแล้ว” เขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เธอมีชีวิตอยู่ได้เพราะพลังที่คุณใช้ประคองไว้ แต่ตอนนี้พลังนั้นกำลังสลาย”
“ผมต้องไปดูเธอ” ว่านหลี่ตอบ
เยียนหรันรีบคว้าแขนเขา “ไม่ได้ นายเพิ่งก่อเรื่องที่โรงพยาบาล พวกเขาจะจับนาย”
“เธอช่วยผมมาตลอดสามปี” ว่านหลี่มองเธอ “ตอนนี้ผมช่วยเธอบ้างไม่ได้หรือ?”
เยียนหรันนิ่งเงียบ ในที่สุดเธอก็พาเขากลับไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง
ระหว่างทาง ความทรงจำบางอย่างเริ่มไหลกลับมาเป็นภาพขาด ๆ หาย ๆ เสียงไฟไหม้ เสียงคนตะโกน และตราประจำตระกูลที่ถูกเผาอยู่บนพื้น
เขาเห็นชายคนหนึ่งสวมแหวนหยกสีดำยืนอยู่หน้าบ้านเฉิน ชายคนนั้นพูดกับใครบางคนว่า
“ฆ่าทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่าให้วิชาเข็มสวรรค์ตกไปอยู่ในมือคนอื่น”
ว่านหลี่ลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน
เยียนหรันหันมามอง “นายเป็นอะไร?”
“ผมจำแหวนวงนั้นได้”
“แหวนอะไร?”
“ของคนที่ฆ่าครอบครัวผม”
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ซ่งหย่านอนอยู่ในห้องปลอดเชื้อ เครื่องวัดสัญญาณชีพส่งเสียงแผ่วเบา หลินจื้อเหวินอธิบายว่าหญิงสาวถูกวางยาพิษชนิดหนึ่งที่ทำลายการทำงานของหัวใจอย่างช้า ๆ การหยุดเต้นครั้งแรกไม่ใช่โรคหัวใจ แต่เป็นผลจากพิษ
ว่านหลี่มองเข็มที่ถูกเก็บในกล่องหลักฐาน แล้วรู้ทันทีว่าพิษไม่ได้ถูกป้อนผ่านอาหาร
“เธอถูกฉีด” เขาพูด “ตรงข้อมือด้านใน”
หลินจื้อเหวินตรวจดูแล้วพบรอยเข็มเล็ก ๆ ที่ถูกแต่งหน้าปกปิดไว้
การรักษาครั้งนี้ใช้เวลานานกว่าครั้งแรก ว่านหลี่ต้องใช้พลังของตนดึงพิษออกจากเส้นลมปราณของซ่งหย่า ขณะเดียวกันหลินจื้อเหวินต้องคอยควบคุมความดันและการเต้นของหัวใจ ทุกคนทำงานร่วมกันจนถึงเช้า
ในที่สุด ซ่งหย่าก็ลืมตา
คำแรกที่เธอพูดคือ “คนที่ช่วยฉัน…เป็นผู้ชายที่ทุกคนเรียกว่าคนบ้าหรือเปล่า?”
ไม่มีใครตอบทันที
แต่คำตอบนั้นทำให้ตระกูลซ่งเริ่มสืบสวนเหตุการณ์ทั้งหมด พวกเขาพบว่าก่อนซ่งหย่าจะหมดสติ เธอได้เปลี่ยนพินัยกรรมฉบับใหม่ และคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการเสียชีวิตของเธอไม่ใช่ญาติห่าง ๆ แต่เป็นซ่งเจิ้นอวี่ ลุงผู้ดูแลบริษัทของตระกูล
ซ่งเจิ้นอวี่เป็นคนที่ยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องฉุกเฉินตลอดทั้งคืน เป็นคนที่รีบกล่าวหาถังเยียนหรันว่าเป็นต้นเหตุ และเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์สั่งให้เจ้าหน้าที่นำร่างของซ่งหย่าไปยังห้องดับจิตก่อนที่แพทย์จะยืนยันการเสียชีวิต
หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะจับกุมเขา แต่เพียงพอให้ตระกูลซ่งระงับอำนาจในบริษัทและตรวจสอบบัญชีทั้งหมด
ในคืนเดียวกันนั้น มีคนบุกเข้าไปในบ้านตระกูลถัง
เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่เงินหรือเครื่องประดับ แต่เป็นว่านหลี่
เขาได้ยินเสียงประตูถูกเปิดจากชั้นล่าง จึงพาเยียนหรันซ่อนตัวในห้องเก็บของ ก่อนเดินออกไปเผชิญหน้ากับชายสามคน หนึ่งในนั้นสวมแหวนหยกสีดำ
ความทรงจำของเขากลับมาเกือบทั้งหมด
ชายคนนั้นเป็นหัวหน้าคนคุ้มกันของเฉินอวี้เฟิง อดีตหุ้นส่วนธุรกิจของบิดาเขา ผู้วางแผนให้บริษัทตระกูลเฉินล้มละลายและจุดไฟเผาบ้านเพื่อแย่งตำราเข็มสวรรค์
“ในที่สุดแกก็ฟื้น” ชายคนนั้นกล่าว “นายท่านต้องการตำราและพลังของแก”
“แล้วครอบครัวของผมล่ะ?”
“คนตายไม่มีสิทธิ์ถาม”
ว่านหลี่ก้าวไปข้างหน้า เขาไม่ได้โกรธจนเสียการควบคุมเหมือนเมื่อสามปีก่อน คราวนี้เขารู้ว่าความแค้นไม่อาจทำให้คนตายกลับมา และการฆ่าคนตรงหน้าก็อาจทำให้เยียนหรันต้องสูญเสียทุกอย่าง
เขาจึงเลือกจับเป็น
การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ชายทั้งสามไม่ใช่คนธรรมดา พวกเขาใช้มีดสั้นและเข็มพิษ แต่ทุกครั้งที่โจมตี ว่านหลี่กลับเห็นการเคลื่อนไหวล่วงหน้า ราวกับร่างกายจดจำวิชาที่สมองเพิ่งนึกออก
เขาปัดมีดออกจากมือคนแรก ทำลายเส้นลมปราณของคนที่สอง และกดคนสวมแหวนลงกับพื้นโดยไม่ปลิดชีวิต
ถังเยียนหรันโทรแจ้งตำรวจพร้อมส่งภาพจากกล้องรักษาความปลอดภัยให้ตระกูลซ่ง ผู้บุกรุกทั้งสามถูกควบคุมตัว ส่วนแหวนหยกสีดำถูกเก็บเป็นหลักฐานเชื่อมโยงกับคดีไฟไหม้เมื่อสามปีก่อน
แต่ความจริงยังไม่จบเพียงนั้น
ในห้องทำงานของถังจิ่นซาน ว่านหลี่พบกล่องไม้เก่าที่ปู่ของเยียนหรันเก็บไว้ ภายในมีจดหมายจากพ่อของเขา เขียนขึ้นก่อนเกิดเหตุเพียงสองวัน
จดหมายระบุว่า ตระกูลถังไม่ได้รับเขาเข้าบ้านเพราะความเมตตาเพียงอย่างเดียว ถังจิ่นซานรู้ว่าคนที่โจมตีตระกูลเฉินกำลังตามหาเขา จึงใช้การแต่งงานระหว่างว่านหลี่กับเยียนหรันเป็นเกราะกำบัง เพื่อซ่อนทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเฉินไว้ในที่ที่ศัตรูคาดไม่ถึง
เยียนหรันอ่านจดหมายแล้วเงยหน้าขึ้น “คุณปู่รู้ว่านายไม่ได้ปัญญาอ่อนหรือ?”
“รู้” ว่านหลี่ตอบ “แต่เขาไม่รู้ว่าผมจะฟื้นเมื่อไร”
“แล้วฉันล่ะ? ฉันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของแผนหรือ?”
ว่านหลี่ไม่สามารถตอบได้ทันที
นั่นคือบาดแผลที่ลึกที่สุดของเธอ ตลอดสามปี เธอดูแลเขาเพราะบุญคุณของครอบครัว หรือเพราะเธอเลือกที่จะดูแลเขาด้วยตัวเองกันแน่?
ถังเยียนหรันเดินออกจากห้องโดยไม่ฟังคำอธิบาย เธอไม่กลับบ้านในคืนนั้น แต่ไปพักที่คลินิกของเพื่อน ว่านหลี่ไม่ได้ตามไปบังคับให้เธอกลับ เขาเพียงฝากกล่องขนมไว้หน้าประตูพร้อมกระดาษแผ่นหนึ่ง
“ผมไม่รู้ว่าคุณปู่พาเรามาพบกันเพราะอะไร แต่สามปีที่เธออยู่กับผม เป็นการตัดสินใจของเธอทุกวัน ผมจำได้ทุกวัน แม้ตอนนั้นผมจะจำเรื่องอื่นไม่ได้ก็ตาม”
เยียนหรันเก็บกระดาษใบนั้นไว้นานหลายวัน
ระหว่างนั้น หลินจื้อเหวินช่วยตรวจสอบบันทึกการรักษาของว่านหลี่ เขาพบว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ว่านหลี่ไม่ได้ไร้ความสามารถ เพียงแต่สมองของเขาปิดกั้นความทรงจำและพลังบางส่วนเพื่อป้องกันร่างกายจากการถูกทำลาย เขาอาจดูเหมือนเด็กในบางเวลา แต่ความเข้าใจและสัญชาตญาณของเขายังไม่เคยหายไป
ในวันที่ซ่งหย่าออกจากโรงพยาบาล เธอให้การกับเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจนว่า ก่อนหมดสติ เธอเห็นลุงของตนยืนอยู่ข้างเตียงพร้อมเข็มฉีดยา
ซ่งเจิ้นอวี่ถูกสอบสวนเรื่องการยักยอกเงินและพยายามฆ่า ขณะที่เฉินอวี้เฟิงถูกจับจากหลักฐานที่ผู้บุกรุกนำไปเชื่อมโยงถึงเขา คดีตระกูลเฉินถูกเปิดขึ้นใหม่ และพบว่าบริษัทของเขาใช้บัญชีลับโอนเงินจำนวนมหาศาลในคืนที่บ้านตระกูลเฉินถูกเผา
ความยุติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว ครอบครัวของว่านหลี่ไม่ได้ฟื้นคืนมา บริษัทไม่ได้กลับคืนมาในทันที และคนตายยังคงเป็นคนตาย
แต่ในที่สุดชื่อของเขาก็ไม่ใช่ชื่อของคนปัญญาอ่อนอีกต่อไป
สื่อรายงานว่าเขาเป็นผู้สืบทอดวิชาแพทย์โบราณและเป็นพยานสำคัญของคดีตระกูลเฉิน ผู้คนที่เคยหัวเราะใส่เขารีบเปลี่ยนท่าที หลายคนมาขอโทษ แต่เขาไม่ได้สนใจคำขอโทษที่เกิดขึ้นเพราะความกลัว
เขาสนใจเพียงคนเดียวที่ยังไม่ยอมเรียกเขาด้วยชื่อเดิม
ถังเยียนหรันกลับมาที่บ้านในเย็นวันหนึ่ง เธอวางกุญแจลงบนโต๊ะและมองเขานานมาก
“ฉันยังโกรธคุณปู่” เธอพูด “ยังโกรธนายด้วยที่ปิดบังเรื่องทั้งหมด”
ว่านหลี่พยักหน้า “ผมรู้”
“ฉันไม่รู้ว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ไหม”
“ไม่ต้องเหมือนเดิมก็ได้”
เธอเงยหน้าขึ้น
“ถ้าจะอยู่ด้วยกัน เราค่อยเริ่มใหม่” เขาพูด “ครั้งนี้ไม่มีใครใช้บุญคุณบังคับเรา”
เยียนหรันมองมือของเขา มือที่ครั้งหนึ่งเคยสั่นจนถือช้อนไม่ได้ และวันนี้กลับช่วยชีวิตคนที่หัวใจหยุดเต้นได้ถึงสองครั้ง เธอเดินเข้าไปจับมือเขา แต่ยังไม่ยิ้ม
“เริ่มใหม่ไม่ได้แปลว่าฉันให้อภัยทั้งหมดนะ”
“ผมจะรอ”
“นายรอเก่งอยู่แล้วนี่”
“เพราะเธอคุ้มค่าที่จะรอ”
คราวนี้เธอไม่ได้ร้องไห้ เพียงบีบมือเขาเบา ๆ แล้วพาเขาไปกินข้าว เธอยังคงไม่เรียกเขาว่าสามีต่อหน้าคนอื่น และยังคงทำงานหนักเหมือนเดิม แต่เมื่อมีใครพูดดูถูกว่านหลี่ เธอจะเป็นคนแรกที่หันไปมองด้วยสายตาเย็นชา
หลายเดือนต่อมา โรงพยาบาลเปิดศูนย์แพทย์ฉุกเฉินแห่งใหม่ หลินจื้อเหวินเชิญว่านหลี่มาช่วยฝึกแพทย์รุ่นเยาว์ เขาไม่รับตำแหน่งใหญ่ ไม่รับเงินจำนวนมาก และไม่ยอมให้ใครเรียกตัวเองว่าอาจารย์ต่อหน้าสื่อ
เขาเพียงบอกว่า วิชาที่ช่วยชีวิตคนไม่ควรเป็นสมบัติของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง
ซ่งหย่าฟื้นตัวได้ดีและกลับไปบริหารกิจการของครอบครัวด้วยตัวเอง เธอปลดลุงออกจากทุกตำแหน่งและใช้เงินส่วนหนึ่งตั้งกองทุนรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน ไม่ใช่เพราะต้องการทำบุญลบความกลัว แต่เพราะเธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งชีวิตของเธอถูกตัดสินให้จบลงเพียงเพราะคนบางคนคิดว่าความตายของเธอมีประโยชน์กว่าเสียงของเธอ
ส่วนตระกูลถังยังคงอยู่ แต่ไม่มีใครใช้ชื่อของว่านหลี่เพื่อสร้างภาพความกตัญญูอีก ถังจิ่นซานยอมรับความผิดและโอนทรัพย์สินส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลว่านหลี่คืนให้เขา ว่านหลี่ไม่เก็บไว้ทั้งหมด เขานำเงินไปสร้างกองทุนช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ตระกูลเฉิน
สิ่งเดียวที่เขาเก็บไว้คือกล่องไม้เก่าของบิดา และเข็มเล่มหนึ่งที่หลินจื้อเหวินค้นพบในซากบ้าน
หนึ่งปีหลังจากนั้น เยียนหรันพาเขากลับไปยังที่ดินซึ่งเคยเป็นบ้านตระกูลเฉิน ต้นไม้ใหญ่ถูกไฟไหม้จนเหลือเพียงลำต้นดำ แต่มีใบอ่อนแตกออกมาตรงกิ่งที่ยังไม่ตาย
ว่านหลี่วางกล่องไม้ลงบนพื้น
“ผมเคยคิดว่าถ้าจำทุกอย่างได้ ผมจะต้องแก้แค้นให้สำเร็จ”
“แล้วตอนนี้ล่ะ?”
เขามองเธอ “ตอนนี้ผมอยากจำให้ได้ว่าใครเป็นคนยื่นมือให้ผมในวันที่ผมไม่เหลืออะไร”
เยียนหรันไม่ได้ตอบ เธอเพียงยื่นมือไปหาเขา
ว่านหลี่จับมือเธอไว้แน่น ทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางซากบ้านที่เคยพรากทุกอย่างไปจากเขา แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวอีกแล้ว
ที่หน้าบ้านหลังใหม่ของพวกเขา เฟอร์รารีคันสีแดงของถังหมิงยังคงจอดอยู่ในอู่ แม้ตัวรถจะซ่อมกลับมาได้เกือบสมบูรณ์ แต่รอยบุบบนฝากระโปรงยังถูกเก็บไว้เหมือนเดิม
เยียนหรันเคยถามว่าทำไมไม่เปลี่ยนฝากระโปรงใหม่
ว่านหลี่ตอบว่า “มันทำให้ผมจำได้ว่า ก่อนที่คนทั้งโลกจะรู้ว่าผมเป็นใคร มีคนหนึ่งเชื่อว่าผมไม่ใช่คนไร้ค่า”
เยียนหรันมองเขาแล้วส่ายหน้า “ฉันไม่เคยบอกว่านายไม่ไร้ค่านะ ฉันแค่ไม่เคยคิดว่านายจะทำรถคนอื่นพังด้วยฝ่ามือ”
เขาหัวเราะออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เสียงหัวเราะนั้นไม่เหมือนเสียงหัวเราะของคนที่แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอีกต่อไป
และเป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่ถังเยียนหรันหัวเราะตามโดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะมองพวกเขาอย่างไร
บนโต๊ะในบ้าน กล่องไม้เก่ายังคงปิดสนิท ข้าง ๆ กันมีเข็มเล่มเล็กวางอยู่ใต้แสงแดด ส่วนมือของว่านหลี่ยังคงจับมือภรรยาไว้ ไม่แน่นจนเธอหนีไม่ได้ และไม่หลวมจนเธอต้องสงสัยว่าเขาจะปล่อยมือเมื่อไร
คราวนี้พวกเขาเลือกกันเอง
และไม่มีใครพรากการเลือกนั้นไปจากพวกเขาได้อีก