เธอถูกกล่าวหาว่าขโมยน้ำหอมต่อหน้าทั้งวงการ แต่ชายที่จำเธอไม่ได้กลับเปิดตู้เซฟเผยความจริงของอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน

เสียงแก้วน้ำหอมแตกกระจายกลางเวที ก่อนที่ผู้ชายคนหนึ่งจะกระชากเด็กชายออกจากอ้อมแขนของฉันต่อหน้าคนทั้งห้อง

“เฉินเฉินเป็นลูกของผม คุณไม่มีสิทธิ์พาเขาหนีไปอีกแล้ว”

ฉันล้มลงกับพื้น ฝ่ามือถูกเศษแก้วบาดจนเลือดไหล แต่สิ่งที่ทำให้เจ็บยิ่งกว่าคือเด็กชายวัยห้าขวบกำลังร้องเรียกฉัน ขณะที่ชายคนนั้นยืนมองด้วยดวงตาเย็นชา ดวงตาคู่เดียวกับในรูปถ่ายที่ฉันเก็บไว้ใต้พื้นกระเป๋ามานานห้าปี

เขาคือเย่มู่ซิง สามีที่หายตัวไปในคืนเกิดอุบัติเหตุ และเป็นพ่อของเฉินเฉิน แต่เขาจำฉันไม่ได้เลย

“แม่ครับ อย่าปล่อยผม!” เฉินเฉินดิ้นสุดแรง

ฉันลุกขึ้นพยายามคว้ามือเขา ทว่าชายชุดดำสองคนเข้ามาขวาง พวกเขาจับแขนฉันไว้แน่นจนไหล่แทบหลุด ส่วนมู่ซิงยื่นเอกสารชุดหนึ่งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

“เธอพาเด็กของตระกูลเย่ออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อห้าปีก่อน วันนี้ผมมารับเขากลับบ้าน”

คนในงานเริ่มซุบซิบกัน บางคนมองฉันด้วยความสงสาร บางคนมองเหมือนฉันเป็นผู้หญิงที่ลักพาตัวลูกของคนร่ำรวยมาเลี้ยง

ฉันฝืนกลืนความอับอายแล้วตะโกนกลับไป “เขาไม่เคยเลี้ยงเฉินเฉินแม้แต่วันเดียว! ตอนที่ลูกไม่สบาย ฉันเป็นคนพาเขาไปโรงพยาบาล ตอนที่ไม่มีเงินซื้อยา ฉันเป็นคนทำงานทั้งคืน คุณจะมาพูดว่าเขาเป็นลูกของคุณแล้วพรากเขาไปไม่ได้!”

มู่ซิงไม่สะทกสะท้าน “ตรวจดีเอ็นเอภายในหนึ่งชั่วโมง”

คำสั่งสั้น ๆ ของเขาทำให้ทั้งห้องเงียบลง

ฉันรู้ว่าผลตรวจจะยืนยันว่าเขาเป็นพ่อของเฉินเฉิน แต่ฉันไม่ยอมให้ความจริงเพียงครึ่งเดียวกลายเป็นอาวุธทำร้ายลูก ฉันจึงกอดเฉินเฉินไว้แน่น แม้จะถูกลากออกจากงานพร้อมกับเขา

ทว่าเมื่อรถของตระกูลเย่ออกไปจากลานจอดรถ ฉันกลับถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง เฉินเฉินถูกพาไปแล้ว และฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาจะพาเขาไปที่ไหน

ฉันโทรหาพี่ชายของมู่ซิงทันที คนที่เคยช่วยฉันในคืนที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ปลายสายกลับมีเสียงหัวเราะเย็นชา

“คุณหนีไปห้าปี แล้วยังคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรอีกหรือครับ”

“ฉันไม่ได้หนี เขาเป็นคนไล่ฉันออกจากบ้าน”

“นั่นไม่สำคัญ หลักฐานทุกอย่างอยู่ที่คุณพาเด็กออกไปเอง ถ้ายังขัดขืน คุณจะไม่ได้เจอเฉินเฉินอีกตลอดชีวิต”

สายถูกตัดไปก่อนที่ฉันจะตอบได้

ฉันยืนอยู่ใต้ฝนหน้าสถานีตำรวจ มือที่ถูกแก้วบาดยังมีเลือดซึม แต่ฉันไม่มีเวลารักษาแผล สิ่งเดียวที่คิดอยู่คือรอยยิ้มหวาดกลัวของลูกตอนถูกพรากออกไป

คืนนั้นฉันไปที่คฤหาสน์ตระกูลเย่อ เฝ้ารออยู่หน้าประตูจนเกือบเช้า เมื่อรถของมู่ซิงมาถึง ฉันรีบวิ่งเข้าไปขวาง

“ขอฉันเจอเฉินเฉินแค่ห้านาที”

เขาลดกระจกลง ใบหน้าของเขาซีดกว่าที่เห็นในงานเล็กน้อย แต่ยังคงจำฉันไม่ได้

“กลับไปเถอะ”

“คุณจะพรากเขาไปจริง ๆ เหรอ”

“ผมกำลังพาเขากลับบ้าน”

ฉันหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา “บ้านที่คุณไม่เคยอยู่ บ้านที่ไม่มีรูปของเขาสักใบ หรือบ้านที่คุณจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าฉันเคยนอนอยู่ห้องไหน?”

คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ราวกับคำพูดของฉันไปแตะบางสิ่งในความทรงจำ แต่เพียงชั่วครู่เขาก็กลับมาเย็นชาเหมือนเดิม

“พรุ่งนี้ไปพบผมที่สำนักงาน เราจะทำข้อตกลงเรื่องการดูแลเด็ก”

“ฉันไม่เซ็น”

“ถ้าไม่เซ็น ผมจะดำเนินคดีเรื่องกีดกันสิทธิ์ผู้ปกครอง และแจ้งความว่าคุณพาเด็กหลบหนี”

ฉันมองผู้ชายที่เคยสัญญาว่าจะปกป้องฉันจากทุกอย่าง แล้วนึกถึงคืนที่เขานอนหลับอยู่ข้างเตียงในโรงพยาบาล ขณะที่มือของฉันสั่นเทาจากความกลัวว่าจะเสียเขาไปตลอดชีวิต

ห้าปีก่อน มู่ซิงประสบอุบัติเหตุรถชนระหว่างเดินทางไปจดทะเบียนน้ำหอมสูตรใหม่กับสมาคมน้ำหอมนานาชาติ เขาได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและสูญเสียความทรงจำบางส่วน ส่วนฉันในเวลานั้นกำลังตั้งครรภ์ได้สามเดือน

ครอบครัวของเขากล่าวหาว่าฉันแต่งงานกับเขาเพราะเงิน พ่อของเขาบอกว่าถ้ามู่ซิงฟื้นขึ้นมาแล้วจำฉันไม่ได้ ฉันต้องออกไปจากตระกูลเย่อทันที

ฉันไม่ยอมไป เพราะมู่ซิงยังไม่ฟื้น และเขายังต้องมีคนดูแล แต่ในคืนหนึ่ง เอกสารหย่าที่ไม่มีลายเซ็นของเขาถูกนำมาวางตรงหน้า พร้อมกับคำขู่ว่าถ้าฉันไม่ออกไป พวกเขาจะทำให้ฉันแท้งลูก

คืนนั้นฉันถูกคนของครอบครัวพาออกจากโรงพยาบาล ฉันพยายามกลับไปหามู่ซิง แต่เกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง รถของฉันตกลงข้างถนน โชคดีที่ฉันรอดชีวิตและคลอดเฉินเฉินในอีกหลายเดือนต่อมา

หลังจากนั้น ฉันทำงานเป็นผู้ช่วยในบริษัทน้ำหอมเล็ก ๆ ใช้ความรู้ที่มู่ซิงเคยสอนให้เลี้ยงลูก แม้ทุกคืนฉันจะบอกตัวเองว่าเขาอาจไม่เคยรักฉันเลย แต่ฉันก็ยังเก็บแหวนแต่งงานเอาไว้ในกล่องไม้ใบเดิม

ฉันไม่เคยรู้ว่าหลังอุบัติเหตุ มู่ซิงฟื้นขึ้นมาเมื่อใด ไม่เคยรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ จนกระทั่งวันนี้ เขากลับมาปรากฏตัวพร้อมผู้คุ้มกันและคำกล่าวหาว่าฉันขโมยลูกของเขา

วันต่อมา ผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่าเฉินเฉินเป็นบุตรของมู่ซิงจริง ศาลชั่วคราวจึงอนุญาตให้เด็กอยู่กับพ่อ โดยกำหนดให้ฉันเข้าเยี่ยมได้ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่

ฉันต้องย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเย่ตามข้อตกลงชั่วคราว มู่ซิงอ้างว่าเพื่อให้เฉินเฉินปรับตัวได้ง่าย แต่ฉันรู้ดีว่าเขาต้องการควบคุมทุกการเคลื่อนไหวของฉัน

ห้องของฉันอยู่ชั้นล่าง ติดกับห้องรับแขก และมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าทางเดินตลอดเวลา ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องของมู่ซิงหรือออกจากบ้านโดยไม่มีคนติดตาม

เฉินเฉินร้องไห้คืนแรกจนเสียงแหบ เขาไม่ยอมกินอาหารและเอาแต่ถามว่าพรุ่งนี้เราจะกลับบ้านหรือไม่

“ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเราเหรอครับ”

ฉันกอดเขาไว้ “บ้านอยู่ที่ที่เรายังจับมือกันได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน”

ประตูห้องเปิดออก มู่ซิงยืนอยู่ด้านนอก เขามองเด็กชายที่หลับคาอกฉัน ก่อนจะหันหน้าหนี

“หมอจะมาตรวจคุณพรุ่งนี้”

“ฉันไม่ได้ป่วย”

“คุณมีอาการปวดหัวและแผลที่มือ”

ฉันชะงัก “คุณจำได้ด้วยเหรอว่าฉันบาดเจ็บ?”

เขานิ่งไป “ผมเห็นในรายงาน”

แต่รายงานนั้นยังไม่ถูกส่งให้เขาในเวลานั้น ฉันเห็นเจ้าหน้าที่ถือแฟ้มอยู่ไกลเกินกว่าจะอ่านรายละเอียดได้ ความผิดปกติเล็ก ๆ นั้นทำให้ฉันเริ่มสงสัยว่า การสูญเสียความทรงจำของเขาอาจไม่ได้สมบูรณ์อย่างที่ทุกคนบอก

วันรุ่งขึ้น ฉันถูกเรียกไปยังห้องทำงานของบริษัท มู่ซิงต้องเข้าร่วมงานเปิดตัวน้ำหอมรุ่นใหม่ชื่อ “ซิงเหอ” ซึ่งเป็นผลงานที่เขาอ้างว่าพัฒนามาตลอดห้าปี

ฉันแทบหยุดหายใจเมื่อได้กลิ่นตัวอย่างแรก กลิ่นดอกบัวสีน้ำเงินจาง ๆ ผสมไม้แห้งและเปลือกส้ม เป็นสูตรที่ฉันกับมู่ซิงคิดขึ้นด้วยกันในคืนก่อนเกิดอุบัติเหตุ

แต่สูตรนี้ยังไม่เคยถูกเปิดเผยให้ใครรู้

“กลิ่นนี้เป็นผลงานของฉัน” ฉันพูด

ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างมู่ซิงหัวเราะ เธอชื่อหลินเหยา เป็นหัวหน้านักปรุงน้ำหอมของบริษัท และเป็นคู่หมั้นที่ครอบครัวของเขาประกาศให้ทุกคนรับรู้หลังอุบัติเหตุ

“ผู้ช่วยตัวเล็ก ๆ อย่างคุณกล้ากล่าวหาฉันว่าขโมยผลงานหรือ”

ฉันมองเธอ “ฉันไม่ใช่ผู้ช่วยของคุณ”

“เมื่อห้าปีก่อนคุณเป็นแค่พนักงานฝึกงานที่คอยชงกาแฟให้มู่ซิง วันนี้กลับอ้างว่าเป็นเจ้าของสูตรที่มีมูลค่าหลายสิบล้าน”

หลินเหยาสั่งให้เจ้าหน้าที่ค้นกระเป๋าของฉัน ก่อนจะหยิบแฟลชไดรฟ์ออกมาแล้วโยนลงบนโต๊ะ

“นี่คือข้อมูลสูตรที่คุณพยายามขโมยจากบริษัท”

ฉันจำแฟลชไดรฟ์นั้นได้ มันไม่ใช่ของฉัน และฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อน

“คอมพิวเตอร์ของฉันถูกฟอร์แมตไปแล้ว คุณคิดว่าฉันจะพิสูจน์ได้อย่างไร”

หลินเหยากอดอก “วันนี้ฉันจะทำให้คุณขายหน้าต่อหน้าคนทั้งวงการ”

งานเปิดตัวจัดขึ้นในห้องโถงใหญ่ มีนักข่าว ผู้จัดจำหน่าย และผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำหอมจากหลายประเทศเข้าร่วม เมื่อหลินเหยาเล่าเรื่องว่าฉันพยายามขโมยสูตรของบริษัท กล้องทุกตัวก็หันมาทางฉัน

“เธอใช้สถานะภรรยาที่ไม่มีใครยอมรับเข้าถึงเอกสารลับ แล้วพยายามนำไปขายให้คู่แข่ง” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

ฉันเห็นมู่ซิงนั่งอยู่แถวหน้า เขาไม่ได้พูดอะไร แต่กำมือแน่นจนเส้นเลือดขึ้น

“ถ้าฉันเป็นขโมย แล้วทำไมสูตรซิงเหอถึงมีกลิ่นเดียวกับสูตรที่จดทะเบียนในชื่อของฉันเมื่อห้าปีก่อน”

ฉันเปิดภาพเอกสารการจดทะเบียนบนหน้าจอสำรองที่เตรียมไว้เมื่อคืน โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าชื่อเสี่ยวอัน เอกสารระบุชื่อผู้ปรุงคือ “เฉินพิม” ซึ่งเป็นชื่อของฉันในวงการน้ำหอม และลงทะเบียนก่อนวันที่เกิดอุบัติเหตุหนึ่งวัน

เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที

หลินเหยาหน้าซีด แต่ยังฝืนหัวเราะ “เอกสารปลอม คุณไม่มีต้นฉบับ”

“ต้นฉบับอยู่ในตู้เซฟของมู่ซิง” ฉันตอบ

มู่ซิงเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

ฉันไม่เคยบอกใครเรื่องตู้เซฟนั้น เพราะในคืนก่อนเกิดอุบัติเหตุ มู่ซิงเคยพูดกับฉันว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับเขา ให้ฉันเปิดมันด้วยรหัสวันแรกที่เราพบกัน

ฉันไม่เคยมีโอกาสเปิด เพราะหลังจากนั้นครอบครัวเขาพาฉันออกจากโรงพยาบาล และฉันไม่รู้ว่าตู้เซฟอยู่ที่ไหน จนกระทั่งเมื่อเช้า ฉันเห็นรอยขีดสามเส้นบนกรอบรูปในห้องทำงาน เป็นสัญลักษณ์ที่มู่ซิงใช้บอกฉันเสมอว่า “ของสำคัญอยู่ใกล้ความทรงจำ”

มู่ซิงลุกขึ้น “พาตัวเธอออกไป”

“คุณกลัวอะไร” ฉันถาม

“ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังเล่นเกมอะไร”

“หรือคุณรู้ดีว่าฉันกำลังพูดถึงอะไร”

คืนนั้น ฉันกลับไปยังคฤหาสน์พร้อมความรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังปิดบังอยู่ มู่ซิงไม่พูดกับฉัน แต่เขาเดินวนอยู่หน้าห้องทำงานนานกว่าครึ่งชั่วโมง

ช่วงดึก ฉันได้ยินเสียงของหลินเหยาจากห้องรับแขก

“คุณต้องเอาเธอออกไปก่อนที่เธอจะเปิดตู้เซฟได้”

“ผมจำอะไรไม่ได้” มู่ซิงตอบ

“คุณไม่จำเป็นต้องจำ แค่เซ็นเอกสารโอนสิทธิ์บริษัทก็พอ”

ฉันยกโทรศัพท์ขึ้นบันทึกเสียง แต่เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ ฉันรีบหลบหลังม่าน ก่อนจะได้ยินมู่ซิงถามเบา ๆ

“ทำไมคุณถึงรู้เรื่องตู้เซฟ”

หลินเหยาเงียบไปนาน “เพราะฉันอยู่กับคุณมาตลอดห้าปี”

“แต่ผมไม่เคยบอกคุณว่ามันอยู่ที่ไหน”

ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงแก้วถูกวางแรง ๆ บนโต๊ะ

วันต่อมา มู่ซิงพาฉันไปพบแพทย์ด้านระบบประสาทที่ดีที่สุดในเมือง ตามข้อตกลง เขาจะให้เวลาสามเดือนเพื่อรักษาความทรงจำของฉัน—หรือความทรงจำของเขา ฉันยังไม่แน่ใจว่าเขาตั้งใจพูดถึงใคร

หมอพบว่ามู่ซิงมีความทรงจำบางช่วงถูกปิดกั้นจากการบาดเจ็บ และอาการของเขาอาจถูกทำให้ซับซ้อนขึ้นจากยาที่กินต่อเนื่องมาหลายปี ยาบางชนิดไม่เหมาะกับอาการของเขา และอาจทำให้เกิดความสับสนหรือภาพจำที่คลาดเคลื่อน

เมื่อฉันถามว่าใครเป็นคนจัดยา พยาบาลบอกว่าเป็นหลินเหยา

มู่ซิงได้ยินคำตอบนั้น แต่ไม่แสดงสีหน้า เขากลับขอให้หมอเริ่มการรักษาทันที

หลังจากวันนั้น เขาเริ่มมีอาการปวดหัวเมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง เช่น เสียงฝนกระทบกระจก เสียงเบรกกะทันหัน หรือเสียงเพลงที่ฉันเคยเปิดตอนปรุงน้ำหอม เราไม่ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ทุกครั้งที่เขาเจ็บ เขาจะมองมาที่ฉันเหมือนกำลังพยายามนึกว่าฉันเป็นใคร

ครั้งหนึ่ง เฉินเฉินทำขวดน้ำหอมเล็ก ๆ ตกแตกบนพื้น มู่ซิงรีบคว้าตัวเด็กออกมาแล้วใช้มือเปล่ากวาดเศษแก้วจนเลือดออก

“พ่อครับ มือพ่อเลือดออก”

คำเรียกนั้นทำให้เขาชะงัก ฉันหยิบผ้าพันแผลเข้าไปพันมือให้ เขาไม่ได้ดึงหนีเหมือนก่อน

“คุณเคยทำแบบนี้ให้ผมใช่ไหม” เขาถาม

ฉันตอบโดยไม่มองหน้า “คุณเคยทำให้ฉันมากกว่า”

เขาเงียบไป ขณะที่เฉินเฉินแอบเอานิ้วก้อยเกี่ยวกับนิ้วของเขา

เป็นครั้งแรกที่มู่ซิงไม่ปล่อยมือเด็ก

แต่ความสงบอยู่ได้ไม่นาน เช้าวันหนึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงบริษัทพร้อมหมายเรียก ฉันถูกกล่าวหาว่ายักยอกข้อมูลทางการค้าและพยายามขายสูตรน้ำหอมให้คู่แข่ง หลินเหยานำบันทึกจากกล้องวงจรปิดมาแสดง เป็นภาพฉันเข้าไปในห้องเก็บเอกสารช่วงกลางคืน

ภาพนั้นดูเหมือนชัดเจนจนฉันแทบหมดทางสู้

ทว่าเสี่ยวอันสังเกตว่าภาพจากกล้องกระโดดข้ามเวลาไปเกือบสิบเจ็ดนาที และนาฬิกาดิจิทัลบนผนังแสดงวันที่ไม่ตรงกับไฟล์เสียงในระบบรักษาความปลอดภัย

“มีคนตัดต่อภาพ” เธอบอก

“แต่เราต้องพิสูจน์ว่าใครทำ”

ฉันจึงขอเข้าถึงบันทึกการซ่อมระบบของบริษัท และพบว่ากล้องถูกปิดเพื่อ “เปลี่ยนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล” ในคืนเดียวกับที่มีคนเอาแฟลชไดรฟ์ใส่กระเป๋าฉัน ผู้อนุมัติการซ่อมคือหลินเหยา แต่ลายเซ็นผู้อนุมัติขั้นสุดท้ายเป็นของมู่ซิง

เขาเซ็นในวันที่ยังอยู่ระหว่างพักฟื้น และตามคำบอกเล่าของครอบครัว เขายังไม่สามารถเขียนชื่อของตัวเองได้ด้วยซ้ำ

ฉันเริ่มเข้าใจว่าอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อนอาจไม่ใช่อุบัติเหตุ และคนที่ได้ประโยชน์จากการหายตัวไปของมู่ซิงคือคนที่กำลังพยายามลบชื่อฉันออกจากทุกผลงานของบริษัท

ฉันตัดสินใจบอกมู่ซิงทุกอย่าง เขาฟังจนจบโดยไม่ขัดจังหวะ จากนั้นเปิดลิ้นชักและหยิบแหวนแต่งงานของฉันออกมา

“มันอยู่ในห้องผม” เขาพูด

ฉันจำได้ว่าหายไปในคืนที่ฉันถูกพาออกจากโรงพยาบาล

“คุณเก็บมันไว้ทำไม”

มู่ซิงมองแหวนอยู่นาน “ผมไม่รู้ แต่ทุกครั้งที่เห็นมัน ผมจะฝันถึงผู้หญิงคนหนึ่ง เธอยืนอยู่ริมถนนและตะโกนให้ผมหยุดรถ”

“ผู้หญิงคนนั้นคือฉัน”

เขาหลับตาแน่น ภาพความทรงจำบางส่วนพุ่งกลับมาอย่างรุนแรง เขาทรุดลงกับพื้นและกุมศีรษะ เสียงเบรก เสียงฝน และเสียงของหลินเหยาที่ตะโกนว่า “อย่าเอาสูตรไปให้เธอ” ดังสลับกันในหัว

เมื่อฟื้นขึ้นมา มู่ซิงจำได้เพียงว่าหลินเหยาอยู่ในรถคืนนั้น แต่ยังไม่อาจจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากรถชน

เขาไม่กล่าวหาเธอทันที เราต่างรู้ว่าความทรงจำที่เพิ่งกลับมาไม่ใช่หลักฐานเพียงพอ แต่เขาเริ่มตรวจสอบบัญชีบริษัทอย่างลับ ๆ และพบการโอนเงินจำนวนมหาศาลไปยังบริษัทบังหน้าที่จดทะเบียนในชื่อญาติของหลินเหยา

เงินจำนวนหนึ่งถูกโอนไปในวันที่ฉันกับเฉินเฉินออกจากโรงพยาบาล

เงินอีกก้อนถูกโอนไปในวันที่มู่ซิงเซ็นเอกสารแต่งตั้งหลินเหยาเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของเขา ทั้งที่เขาไม่สามารถจำได้ว่าเคยเซ็นเอกสารนั้น

ในเวลาเดียวกัน ฉันได้รับจดหมายจากพยาบาลเก่าที่ดูแลมู่ซิงหลังเกิดอุบัติเหตุ เธอเขียนว่าคืนหนึ่งมีผู้ชายสองคนเข้าไปในห้องพักฟื้นและถอดกล้องวงจรปิดออก ก่อนจะบังคับให้เธอเซ็นเอกสารรับรองว่าฉันเป็นคนพาเด็กหลบหนี

พยาบาลไม่กล้าให้ข้อมูลในตอนนั้น เพราะลูกชายของเธอได้รับการข่มขู่ แต่ตอนนี้เธอพร้อมเป็นพยานแล้ว

ชิ้นส่วนทุกอย่างเริ่มต่อกันเป็นภาพเดียวกัน หลินเหยาต้องการบริษัทและสูตรน้ำหอม เธอใช้ช่วงที่มู่ซิงสูญเสียความทรงจำสร้างเรื่องว่าเป็นคู่หมั้นของเขา จากนั้นลบชื่อฉันออกจากเอกสารทั้งหมด และทำให้ทุกคนเชื่อว่าฉันหนีไปพร้อมลูก

แต่ยังมีคำถามหนึ่งที่ไม่มีใครตอบได้—ทำไมครอบครัวของมู่ซิงจึงยอมช่วยเธอ

คำตอบอยู่ในตู้เซฟ

มู่ซิงพาฉันไปยังห้องเก็บของหลังห้องทำงาน เขาเลื่อนตู้หนังสือออก เผยแผ่นเหล็กบนพื้นและแป้นตัวเลขเก่า ๆ ฉันลองใส่วันที่ที่เราพบกันครั้งแรก ตู้เซฟเปิดออกช้า ๆ

ข้างในมีสมุดบันทึก กล่องตัวอย่างน้ำหอม ภาพถ่ายหลายใบ และโทรศัพท์เครื่องหนึ่งที่แบตเตอรี่หมดไปนานแล้ว

สมุดบันทึกเป็นลายมือของมู่ซิง เขาจดรายละเอียดการทดลองน้ำหอมทุกวัน รวมถึงบันทึกว่าเขาตั้งใจจะประกาศชื่อฉันเป็นผู้ร่วมพัฒนาสูตรซิงเหอในงานประชุมระดับนานาชาติ

ในหน้าสุดท้าย เขาเขียนไว้ว่า “ถ้าฉันเกิดอะไรขึ้น อย่าเชื่อคนที่บอกว่าเฉินพิมเป็นเพียงผู้ช่วย เธอคือคนที่ทำให้ซิงเหอมีชีวิต”

ฉันต้องหันหน้าหนี เพราะไม่อยากให้เขาเห็นว่าฉันร้องไห้

ใต้สมุดบันทึกมีโทรศัพท์เครื่องเก่า มู่ซิงนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญกู้ข้อมูล ภายในนั้นมีวิดีโอที่บันทึกก่อนเกิดอุบัติเหตุไม่กี่ชั่วโมง

ในวิดีโอ มู่ซิงกำลังทะเลาะกับพ่อของเขา

“ผมจะไม่ยกบริษัทให้คุณพ่อ และจะไม่แต่งงานกับหลินเหยา ผมจะจดทะเบียนกับพิมหลังงานประชุม”

ชายชราตบโต๊ะ “ผู้หญิงคนนั้นไม่มีอะไรคู่ควรกับตระกูลเย่!”

“เธอมีสิ่งที่บริษัทต้องการ นั่นคือความสามารถของเธอ”

“ถ้าแกไม่ยอมเซ็นโอนหุ้น ฉันจะทำให้เธอหายไปจากชีวิตแก”

วิดีโอจบลงตรงเสียงประตูปิด ตามด้วยภาพจากกล้องหน้ารถที่แสดงรถคันหนึ่งขับตามมู่ซิงไปตลอดทาง คันนั้นเป็นรถของหลินเหยา

หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าเธอเป็นคนชนรถ แต่เพียงพอให้ตำรวจเปิดการสอบสวนเรื่องการปลอมแปลงเอกสารและยักยอกทรัพย์สินบริษัท

เมื่อหลินเหยารู้ว่าตู้เซฟถูกเปิด เธอพยายามพาเฉินเฉินออกจากคฤหาสน์โดยอ้างว่าจะพาไปพบครู เด็กชายไม่ยอมขึ้นรถและวิ่งหนีไปยังสวนด้านหลัง

ฉันตามไปพบเขาซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้เก่า มือเล็ก ๆ กอดกล่องไม้ที่ฉันเคยให้ไว้

“แม่ครับ ป้าคนนั้นบอกว่าพ่อไม่ต้องการเราแล้ว”

“พ่อยังจำอะไรไม่ได้ทั้งหมด แต่เขากำลังพยายาม”

“ถ้าพ่อจำแม่ไม่ได้ แม่จะทิ้งพ่อไหมครับ”

คำถามของลูกทำให้ฉันนิ่งไป ฉันเคยคิดว่าการกลับมาของมู่ซิงคือโอกาสให้ฉันได้ทวงคืนทุกสิ่ง แต่ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันเห็นเขาต่อสู้กับความว่างเปล่าในหัว เห็นเขากลัวว่าจะเป็นคนที่ทำร้ายคนที่รักโดยไม่รู้ตัว

“แม่จะไม่อยู่กับคนที่ไม่เลือกแม่” ฉันตอบตามความจริง “แต่แม่จะช่วยพ่อค้นหาความจริง เพราะเขาควรได้รู้ว่าตัวเองเคยเป็นใคร”

คืนนั้นมู่ซิงมาหาเราในสวน เขานั่งลงข้างเฉินเฉินอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แล้วหยิบขวดน้ำหอมตัวอย่างออกมา

“นี่เป็นกลิ่นที่แม่ของลูกทำ”

เฉินเฉินรับขวดไปดม “เหมือนกลิ่นเสื้อของแม่เลยครับ”

มู่ซิงยิ้มเป็นครั้งแรก “พ่อก็คิดอย่างนั้น”

เขาหันมาหาฉัน “ผมยังจำทุกอย่างไม่ได้ และผมไม่มีสิทธิ์ขอให้คุณกลับมาเป็นภรรยาของผมเหมือนเดิม แต่ผมจะไม่พรากเฉินเฉินไปจากคุณอีก”

ฉันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง “คำพูดของคุณยังไม่พอ”

“ผมรู้”

“ถ้าจะเป็นพ่อของลูก ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ ไม่ใช่ชื่อในผลตรวจ”

“ผมจะพิสูจน์”

การสอบสวนกินเวลาหลายสัปดาห์ หลินเหยาถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสารและยักยอกเงินของบริษัท ส่วนเรื่องอุบัติเหตุยังต้องตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตำรวจพบว่ารถของเธอถูกนำไปซ่อมในอู่ลับหลังเกิดเหตุ และมีร่องรอยการเปลี่ยนกันชนก่อนส่งคืนบริษัท

พ่อของมู่ซิงยอมรับว่าเคยรู้เรื่องการข่มขู่ฉัน แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้สั่งให้ใครทำร้ายรถ เขาถูกถอดจากตำแหน่งประธานและต้องรับผิดชอบต่อคดีการโอนหุ้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

บริษัทเย่ไม่ได้ล่มสลาย เพราะมู่ซิงเลือกเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดต่อคณะกรรมการ แม้จะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเสียหาย เขายกเลิกการเปิดตัวน้ำหอมซิงเหอในชื่อของตนเอง และจัดทำเอกสารใหม่ให้ฉันเป็นผู้ร่วมสร้างอย่างถูกต้อง

ในวันที่มีการประกาศสิทธิ์ของสูตรต่อสาธารณะ หลินเหยานั่งอยู่ในห้องสอบสวน ไม่ได้ถูกลากขึ้นเวทีให้สารภาพเหมือนในละคร เธอเพียงส่งข้อความผ่านทนายว่าเธอทำทุกอย่างเพราะเชื่อว่าถ้าไม่มีฉัน มู่ซิงจะยอมแต่งงานกับเธอและมอบบริษัทให้ครอบครัวของเธอ

ฉันไม่รู้ว่าเธอเสียใจจริงหรือเสียใจที่แพ้ แต่ฉันไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเพื่อเดินต่อ

สามเดือนหลังจากวันที่มู่ซิงกลับมา เขาเริ่มจำความทรงจำสำคัญได้ทีละน้อย เขาจำคืนที่เราพบกันในห้องทดลองเล็ก ๆ จำวันที่เฉินเฉินเกิด และจำได้ว่าฉันเคยยืนร้องไห้อยู่ข้างเตียงของเขาหลังอุบัติเหตุ

แต่เขายังจำช่วงเวลาห้าปีที่หายไปไม่ได้ทั้งหมด

วันหนึ่งเขาเอ่ยขอโทษฉันตรงระเบียง

“ผมขอโทษที่เชื่อคนอื่นมากกว่าคุณ ขอโทษที่ใช้กฎหมายข่มขู่คุณ และขอโทษที่ทำให้เฉินเฉินคิดว่าตัวเองถูกทิ้ง”

ฉันไม่ได้ตอบทันที

“ฉันให้อภัยคุณได้บางส่วน” ฉันพูดในที่สุด “แต่การให้อภัยไม่ใช่การกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม”

“ผมเข้าใจ”

“ฉันจะไม่ย้ายกลับเข้าห้องของคุณ และเราจะยังทำข้อตกลงเรื่องการดูแลลูกต่อไปจนกว่าเขาจะโตพอจะตัดสินใจเอง”

มู่ซิงพยักหน้า “ผมจะเคารพทุกข้อ”

เขาไม่ได้ขอร้อง ไม่ได้ใช้เงินหรืออำนาจบีบบังคับฉันเหมือนในวันแรก นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันเชื่อว่าเขาอาจกำลังกลายเป็นคนเดิมที่ฉันเคยรัก ไม่ใช่เพราะความทรงจำกลับมา แต่เพราะเขาเริ่มเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเอง

ฉันกลับไปทำงานที่ห้องทดลองเดิม เปิดบริษัทเล็ก ๆ ร่วมกับเสี่ยวอัน และจดทะเบียนสูตรน้ำหอมในชื่อของฉันอย่างสมบูรณ์ รายได้ส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นกองทุนช่วยเหลือพนักงานที่ถูกขโมยผลงาน โดยไม่ตั้งชื่อกองทุนตามตระกูลเย่หรือชื่อของมู่ซิง

เฉินเฉินไปโรงเรียนใกล้บ้านใหม่ เขายังไปหาพ่อทุกสุดสัปดาห์ และบางครั้งมู่ซิงก็มารับเขาด้วยตัวเองโดยไม่มีผู้คุ้มกัน

พวกเขาใช้เวลาทำการบ้าน เล่นเครื่องบินกระดาษ และทดลองกลิ่นต่าง ๆ ในห้องทดลองเล็ก ๆ มู่ซิงยังแยกกลิ่นได้ไม่ดีนัก แต่เฉินเฉินจะหัวเราะทุกครั้งที่พ่อเรียกกลิ่นมะนาวว่า “กลิ่นหญ้า”

หลายเดือนต่อมา มู่ซิงจำคืนเกิดอุบัติเหตุได้เกือบทั้งหมด เขาจำได้ว่าหลินเหยาขับรถตามเขาไปและพยายามแย่งแฟ้มเอกสาร แต่เขายังยืนยันไม่ได้ว่าเธอเป็นคนทำให้รถชนหรือไม่ เพราะตอนเกิดเหตุมีรถบรรทุกอีกคันปาดเข้ามา

คดีจึงจบลงด้วยความผิดที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ทุกข้อกล่าวหาที่เราอยากให้เป็นจริง หลินเหยาถูกจำคุกจากการปลอมแปลงเอกสารและยักยอกทรัพย์สิน ส่วนเรื่องอุบัติเหตุถูกบันทึกเป็นคดีที่ยังไม่มีคำตอบสมบูรณ์

สำหรับฉัน นั่นเพียงพอแล้ว ความจริงไม่จำเป็นต้องถูกแต่งเติมเพื่อทำให้ความเจ็บปวดของฉันมีค่า

หนึ่งปีหลังจากวันเปิดตัวที่ล้มเหลว น้ำหอมซิงเหอถูกเปิดตัวอีกครั้งในชื่อของฉันและมู่ซิง คราวนี้ไม่มีคำกล่าวหาหรือเสียงหัวเราะเยาะ มีเพียงขวดแก้วสีฟ้าวางอยู่กลางเวที และคำอธิบายสั้น ๆ ว่าแรงบันดาลใจของกลิ่นนี้มาจากคนสองคนที่เคยหลงทาง แล้วเลือกกลับมาเผชิญหน้ากับความจริง

มู่ซิงไม่ได้ขอฉันแต่งงานใหม่ เขาเพียงยื่นกุญแจบ้านหลังเล็กให้

“บ้านนี้เป็นชื่อของคุณกับเฉินเฉิน ถ้าวันไหนคุณอยากให้ผมเข้าไป ผมจะรอให้คุณเป็นคนเปิดประตู”

ฉันรับกุญแจไว้ แต่ไม่ได้ให้คำตอบในทันที

เย็นวันนั้น เฉินเฉินถือขวดน้ำหอมวิ่งมาหาเรา กลิ่นดอกบัวสีน้ำเงินลอยบาง ๆ ไปตามลม เขาคว้ามือฉันข้างหนึ่งและมือของมู่ซิงอีกข้างหนึ่ง แล้วลากเราไปดูเครื่องบินกระดาษที่เขาพับไว้บนสนามหญ้า

ฉันยังไม่ได้กลับไปเป็นภรรยาของมู่ซิง และเขายังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะชดเชยห้าปีที่หายไป แต่บ้านหลังใหม่มีประตูที่ไม่มีใครล็อกจากด้านนอกอีกแล้ว

ส่วนแหวนแต่งงานที่เคยซ่อนอยู่ในกล่องไม้ ฉันไม่ได้สวมมันกลับไป ฉันวางมันไว้ข้างขวดซิงเหอ เพื่อเตือนตัวเองว่าความรักที่แท้จริงไม่ใช่การจำชื่อของใครได้ในวันหนึ่ง

มันคือการเลือกจะไม่ทำร้ายกันอีก แม้ในวันที่ความทรงจำยังไม่กลับคืนมาทั้งหมด

Leave a Comment