“พ่อจะมาหาหนูเมื่อไรคะ หนูหิวแล้ว…”
เสียงเล็ก ๆ ดังลอดมาจากโทรศัพท์ในมือของเยี่ยนชิง ขณะที่เขากำลังจะลงนามในเอกสารส่งมอบอำนาจบริหารโรงงานของตระกูลเสิ่นให้กับลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง
เขาไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร ไม่รู้ว่าเธอได้เบอร์โทรศัพท์ของเขามาจากไหน และยิ่งไม่รู้ว่าเหตุใดคำว่า “พ่อ” จึงทำให้มือที่ถือปากกาของเขานิ่งค้างอยู่เหนือกระดาษ
“หนูชื่ออะไร” เขาถาม ทั้งที่ในใจเริ่มเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล
“หยวนหยวนค่ะ แม่บอกว่าถ้าหิวให้โทรหาพ่อ พ่อจะมาส่งข้าวให้หนู”
“แม่ของหนูชื่ออะไร”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
“กูซิ้วเหอค่ะ”
ชื่อที่เขาพยายามลืมมานานสามปี กลับถูกเด็กหญิงวัยประมาณห้าขวบเอ่ยออกมาอย่างง่ายดาย ราวกับมันไม่ใช่ชื่อของผู้หญิงที่หายไปจากชีวิตเขาโดยไม่ทิ้งคำอธิบายแม้แต่คำเดียว
กูซิ้วเหอ แฟนเก่าของเขา ผู้หญิงที่ครอบครัวเสิ่นดูถูกว่าไม่คู่ควร ผู้หญิงที่ทุกคนกล่าวหาว่าคบกับเขาเพราะเงิน และเป็นคนเดียวที่เยี่ยนชิงยังคงตามหาอยู่เงียบ ๆ แม้ปากจะบอกใครว่าเธอเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีความหมาย
“ตอนนี้หนูอยู่ที่ไหน”
“หน้าบ้านพ่อค่ะ แม่อยู่ข้างนอก แต่แม่เข้าไปไม่ได้ หนูเลยมาหาพ่อเอง”
เยี่ยนชิงลุกขึ้นทันทีจนเก้าอี้เลื่อนครูดกับพื้น ห้องรับรองที่เต็มไปด้วยผู้ใหญ่ของตระกูลหันมามองเขาเป็นตาเดียว
“มีอะไรหรือ” เสิ่นหรง ผู้เป็นปู่ถามเสียงเข้ม
เยี่ยนชิงไม่ได้ตอบ เขาคว้าเสื้อคลุมแล้วเดินออกจากห้อง ท่ามกลางเสียงเรียกของเลขาและสายตาไม่พอใจของอาสะใภ้ที่กำลังรอให้เขาเซ็นเอกสารสำคัญ
เมื่อประตูใหญ่เปิดออก เขาเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ริมถนนในชุดบาง ๆ ที่เปียกฝนจนแนบติดตัว มือเล็กกอดกระเป๋าผ้าสีซีดใบหนึ่งไว้แน่น รองเท้าข้างหนึ่งหลุดไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ส่วนอีกข้างเต็มไปด้วยโคลน
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตากลมคู่นั้นคุ้นจนเขาไม่กล้าสบตานานเกินไป
“พ่อใช่ไหมคะ”
คำถามสั้น ๆ ทำให้เสียงฝนรอบตัวเหมือนหายไปหมด
“หนูชื่อหยวนหยวนจริง ๆ เหรอ”
เด็กหญิงพยักหน้า แล้วชี้ไปยังตรอกแคบ ๆ ข้างกำแพง
“แม่อยู่ตรงนั้นค่ะ แม่ลุกไม่ไหว หนูโทรหาพ่อแล้ว แต่พ่อไม่มาสักที แม่เลยบอกให้หนูมาคนเดียว”
เยี่ยนชิงมองไปทางตรอกด้วยความโกรธ ความทรงจำเก่าผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง กูซิ้วเหอเคยทำแบบนี้เสมอ เธอหายไปโดยไม่บอกกล่าว ทิ้งให้เขารออยู่หน้าสถานีรถไฟตลอดทั้งคืน แล้วหลังจากนั้นก็ไม่รับสายอีกเลย
“แม่ของหนูให้เด็กมายืนขวางถนนเพื่อเรียกร้องเงินจากฉันหรือ” เขาพูดเสียงเย็น “ถ้าอยากได้เงิน ก็ให้แม่ออกมาคุยเอง”
หยวนหยวนก้มหน้า แต่ยังไม่ยอมปล่อยกระเป๋า
“แม่ออกมาไม่ได้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้เงินจากฉันแม้แต่หยวนเดียว”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ใบหน้าเปียกฝนและน้ำตา
“พ่อกำลังพูดกับหนูเหรอคะ”
เยี่ยนชิงชะงัก เขาไม่เคยถูกใครมองด้วยความเชื่อใจเช่นนี้มาก่อน และไม่รู้จะตอบอย่างไรเมื่อเด็กคนหนึ่งยื่นมือมาให้เขาอย่างไร้การป้องกัน
ในที่สุดเขาก็ถอดเสื้อคลุมคลุมไหล่เธอ แล้วอุ้มขึ้นรถ
“พรุ่งนี้เราจะตรวจดีเอ็นเอ” เขาบอก “ถ้าหนูไม่ใช่ลูกของฉัน ฉันจะส่งหนูกลับไปหาแม่ทันที”
หยวนหยวนกอดคอเขาแน่น แม้ตัวจะสั่นจากความหนาว
“ถ้าหนูเป็นลูกพ่อ พ่อจะอยู่กับหนูไหมคะ”
เยี่ยนชิงไม่ตอบ เขาเพียงหันหน้าไปมองกระจกหน้าต่าง ขณะที่รถแล่นผ่านตรอกนั้นอย่างช้า ๆ และเห็นเงาร่างผู้หญิงคนหนึ่งนอนพิงกำแพงอยู่ใต้ชายคา
เขาเห็นเพียงใบหน้าซีดเซียวกับเส้นผมยาวที่เปียกฝน แต่แค่นั้นก็เพียงพอให้หัวใจของเขาบีบรัด
เป็นกูซิ้วเหอจริง ๆ
และก่อนที่เขาจะเปิดประตูลงไป เธอก็หมดสติไปแล้ว
คืนนั้น บ้านตระกูลเสิ่นที่ไม่เคยเปิดประตูรับคนนอก กลับมีเด็กหญิงตัวเล็กนอนตัวสั่นอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก คนรับใช้รีบนำผ้าห่มมาให้ แต่เสียงกระซิบของสมาชิกในบ้านกลับดังยิ่งกว่าเสียงฝน
“นี่มันอะไรกัน บ้านเรากลายเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่เมื่อไร” อาสะใภ้หลินกล่าวพลางมองหยวนหยวนตั้งแต่หัวจรดเท้า “แม่ของเด็กอยู่ที่ไหน”
“เธอมีธุระ เลยจะพักอยู่แถวนี้สองสามวัน” เยี่ยนชิงตอบ
“บ้านตระกูลเสิ่นไม่ใช่ที่ที่ใครจะพาเด็กมาทิ้งไว้ได้”
หยวนหยวนที่กำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดโซฟาเงยหน้าขึ้น
“หนูไม่ได้ถูกทิ้งค่ะ หนูเป็นลูกของพ่อ”
ความเงียบตกลงกลางห้อง
เสิ่นหรงขมวดคิ้ว “ลูกของใคร”
“พ่อชื่อเยี่ยนชิง แม่ชื่อกูซิ้วเหอค่ะ”
คำพูดของเด็กทำให้คนทั้งบ้านมองเยี่ยนชิงเหมือนเขาเพิ่งนำระเบิดเข้ามาวางไว้กลางโต๊ะอาหาร
หลินหัวเราะเบา ๆ “กูซิ้วเหอ? ผู้หญิงคนนั้นกลับมาเพื่อขอเงินจากตระกูลเราอีกแล้วสินะ เด็กคนนี้อาจเป็นลูกของผู้ชายคนอื่นก็ได้ ใครจะไปรู้”
“หนูเป็นลูกพ่อจริง ๆ” หยวนหยวนพูดซ้ำ คราวนี้น้ำเสียงสั่นแต่ไม่ถอย “แม่บอกว่า ถ้าพ่อไม่เชื่อ ให้ดูสิ่งนี้”
เธอเปิดกระเป๋าผ้า หยิบสร้อยคอเส้นเล็กออกมา จี้เงินรูปดวงจันทร์ห้อยอยู่ปลายสร้อย ด้านหลังจี้มีตัวอักษรแกะสลักว่า “Y.Q.”
เยี่ยนชิงจำมันได้ทันที
เขาเป็นคนซื้อสร้อยเส้นนั้นให้กูซิ้วเหอในวันเกิดของเธอเมื่อหกปีก่อน และสลักอักษรย่อของตัวเองไว้ด้านหลังโดยไม่บอกเธอ เขาเคยคิดว่ากูซิ้วเหอคงโยนมันทิ้งไปพร้อมกับความสัมพันธ์ของพวกเขา
“แม่บอกว่าอย่าทำหาย” เด็กหญิงพูด “แม่บอกว่านี่เป็นของเดียวที่พ่อจะจำได้”
มือของเยี่ยนชิงสั่นขณะรับสร้อยมา
อาสะใภ้หลินเดินเข้ามาจะดึงสร้อยไปดู แต่เยี่ยนชิงขยับหลบ
“พอแล้ว” เขาพูด “อย่าแตะต้องของของเธอ”
นั่นเป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่เขาปกป้องชื่อของกูซิ้วเหอต่อหน้าครอบครัว
หลังจากนั้นเขาให้หมอเวิน ซึ่งเป็นแพทย์ประจำครอบครัวมาตรวจหยวนหยวน เด็กหญิงมีไข้สูงและมีรอยช้ำหลายแห่งตามแขน หมอเวินถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เธอเพียงบอกว่าเดินทางไกลกับแม่ และแม่ล้มลงก่อนถึงบ้าน
“ต้องตรวจเลือดกับตรวจดีเอ็นเอให้เร็วที่สุด” เยี่ยนชิงสั่ง “ถ้าเธอมีโรคประจำตัว เราจะได้รู้ทันที”
หยวนหยวนหน้าซีดเมื่อเห็นเข็ม
“เจ็บมากไหมคะ”
“เจ็บนิดเดียว” เยี่ยนชิงตอบ แม้เขาไม่เคยปลอบเด็กมาก่อน
“ถ้าหนูไม่ร้องไห้ พ่อจะซื้อขนมให้ไหม”
“อยากกินอะไร”
“ลูกอมสองเม็ดก็พอค่ะ แพงมากไหม”
คำถามนั้นทำให้หมอเวินหันไปมองเขา เยี่ยนชิงรู้สึกเหมือนมีใครกดแผลเก่าลงบนหัวใจ
เด็กคนหนึ่งไม่ควรต้องถามว่าลูกอมสองเม็ดแพงเกินไปหรือไม่
“ไม่แพง” เขาตอบ “หนูจะได้มากกว่าสองเม็ด”
หยวนหยวนยิ้มเป็นครั้งแรก
หลังการตรวจ เธอไม่ยอมให้คนรับใช้พาไปนอนคนเดียว แต่เกาะแขนเสื้อของเยี่ยนชิงไว้ตลอด เขาจึงนั่งอยู่ข้างเตียงจนเธอหลับ และได้ยินเธอพึมพำในความฝัน
“แม่บอกว่าของของคนอื่นห้ามยุ่ง…แต่บ้านพ่อไม่ใช่บ้านคนอื่นใช่ไหมคะ”
เยี่ยนชิงมองใบหน้าเล็ก ๆ นั้นอยู่เนิ่นนาน ก่อนใช้นิ้วเกี่ยวก้อยกับนิ้วของเธอ
“ใช่ บ้านนี้ไม่ใช่บ้านคนอื่น”
หยวนหยวนลืมตาขึ้นครึ่งหนึ่ง “พรุ่งนี้พ่อยังอยู่ที่นี่ไหมคะ”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง เพราะรู้ว่าคำสัญญาเป็นสิ่งที่เขาไม่กล้าให้ใครอีกแล้ว
แต่เด็กหญิงยังคงรอคำตอบ
“อยู่” เขาพูดในที่สุด
“เกี่ยวก้อยนะคะ สิ่งที่พ่อพูดต้องรักษาคำพูด ห้ามเปลี่ยนใจ”
เยี่ยนชิงเกี่ยวก้อยกับเธอ
“เราจะอยู่ด้วยกัน…จนกว่าหนูจะไม่ต้องการพ่อแล้ว”
“ไม่ใช่ค่ะ ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป”
เขาไม่กล้าสัญญาถึงตลอดไป จึงเพียงบีบนิ้วเล็ก ๆ นั้นเบา ๆ แต่หยวนหยวนถือว่ามันเป็นคำสัญญาแล้ว และหลับไปพร้อมรอยยิ้ม
เช้าวันต่อมา ผลตรวจดีเอ็นเอถูกนำมาวางบนโต๊ะอาหาร
เสิ่นหรง หลิน และอาของเยี่ยนชิงนั่งอยู่พร้อมหน้า ไม่มีใครแตะอาหาร ทุกคนรอเพียงคำตอบเดียว
หมอเวินเปิดซองเอกสาร สีหน้าของเขาเคร่งเครียด
“ผลตรวจระบุว่า คุณเยี่ยนชิงไม่ใช่บิดาทางชีวภาพของเด็ก”
หลินถอนหายใจอย่างโล่งอก “เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าเธอคงหาทางเอาเงินจากเรา”
เยี่ยนชิงมองเอกสารโดยไม่พูด หยวนหยวนยืนอยู่หลังเก้าอี้ของเขา มือทั้งสองกำชายเสื้อไว้แน่น
“หนูไม่ใช่ลูกพ่อเหรอคะ”
เขาอยากตอบว่าใช่ อยากบอกว่าไม่ว่าเลือดจะเป็นอย่างไร เธอก็ยังเป็นเด็กที่เขาจะดูแล แต่คำตอบนั้นอาจทำให้เธอยิ่งเจ็บเมื่อความจริงพิสูจน์เป็นอย่างอื่น
“ผลตรวจบอกแบบนั้น” เขาพูดอย่างระมัดระวัง “แต่เรายังต้องตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลอื่น”
“พ่อไม่เชื่อผลตรวจเหรอ” หลินถาม
“ฉันไม่เชื่อสิ่งที่ออกมาเร็วเกินไป”
เขาเห็นรายละเอียดบางอย่างในรายงานที่ผิดปกติ วันที่เก็บตัวอย่างเลือดระบุว่าเป็นวันที่หยวนหยวนยังไม่มาถึงบ้าน และรหัสตัวอย่างของเขาก็ไม่ตรงกับรหัสที่พยาบาลจดไว้เมื่อคืน
เยี่ยนชิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาหมอเวินเป็นการส่วนตัว
“คุณเป็นคนส่งตัวอย่างไปตรวจเองหรือเปล่า”
หมอเวินเงียบอยู่นานเกินไป
“เลขาของคุณชายเป็นคนจัดการเรื่องเอกสารครับ ผมแค่รับผลมาอ่าน”
“เลขาคนไหน”
หมอเวินไม่ตอบทันที แต่สายตาของเยี่ยนชิงหันไปยังประตูห้องอาหาร ที่นั่นมีหลี่เจิ้ง เลขาคนสนิทของอาสะใภ้หลิน ยืนถือถาดกาแฟอยู่
สามปีก่อน วันที่กูซิ้วเหอหายไป หลี่เจิ้งเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเยี่ยนชิงนัดพบเธอที่สถานีรถไฟ
ในเวลานั้นเขาเคยคิดว่าเธอเปลี่ยนใจและหนีไปเอง แต่เมื่อกลับไปเปิดบันทึกการเดินทาง เขาพบว่าแท็กซี่ที่กูซิ้วเหอเรียกในคืนนั้นไม่ได้ไปสถานีรถไฟ มันไปโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งแทน
เยี่ยนชิงเริ่มค้นทุกอย่างด้วยตัวเอง เขาไม่บอกคนในบ้าน เพราะไม่รู้ว่าใครกำลังเฝ้าดูอยู่ เขาให้ผู้ช่วยตรวจสอบกล้องวงจรปิดเก่าจากสถานี และพบภาพกูซิ้วเหอเดินออกจากโรงพยาบาลในสภาพอุ้มท้อง มือข้างหนึ่งถือซองเอกสาร อีกข้างกุมท้องไว้แน่น
วันนั้นตรงกับวันที่เธอบอกเขาว่า “ถ้าคุณไม่เชื่อฉัน ก็อย่าตามหาฉันอีก”
เขาไม่เคยรู้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์
เมื่อกลับถึงบ้าน เยี่ยนชิงพบหยวนหยวนนั่งอยู่ใต้บันได เธอกำลังวาดรูปด้วยดินสอสี ภาพในกระดาษมีคนสามคนยืนจับมือกัน แต่ใบหน้าของผู้หญิงถูกระบายทับจนมองไม่เห็น
“ทำไมไม่วาดหน้าแม่ล่ะ” เขาถาม
“แม่บอกว่าเวลาคนป่วยมาก ๆ จะจำหน้าไม่ค่อยได้ค่ะ”
เยี่ยนชิงนั่งลงข้างเธอ
“แม่ป่วยมานานแล้วหรือ”
หยวนหยวนพยักหน้า “แม่เหนื่อยง่าย แล้วก็ไอเป็นเลือดบางครั้ง แม่บอกว่าไม่เป็นไร แค่ต้องไปนอนในที่สวย ๆ นานหน่อย”
ดินสอในมือของเยี่ยนชิงหักกลางแท่ง
เขาถามต่ออย่างพยายามควบคุมเสียง “แม่เคยพาหนูไปที่ไหน”
หยวนหยวนหยิบกระดาษอีกแผ่นจากกระเป๋า เป็นสำเนาใบรับรองการรักษาที่มีตราโรงพยาบาล แต่ชื่อผู้ป่วยถูกพับซ่อนไว้ เด็กหญิงจำได้เพียงว่าบนซองยามีรูปดอกบัวสีฟ้า
เยี่ยนชิงจำตรานั้นได้ โรงพยาบาลเดียวกับที่ตระกูลเสิ่นใช้รักษาผู้บริหารระดับสูง และเป็นโรงพยาบาลที่อาของเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ
คืนนั้นเขาพบกูซิ้วเหอในห้องพักราคาถูกเหนือร้านขายยา เธอผอมลงมากจนแทบไม่เหลือเค้าคนเดิม ใบหน้าซีดและริมฝีปากแห้งแตก แต่เมื่อเห็นเขา เธอกลับพยายามลุกขึ้นปิดประตู
“คุณมาทำไม”
“หยวนหยวนเป็นลูกของฉันหรือเปล่า”
เธอหลับตา “คุณรู้คำตอบอยู่แล้ว”
“ฉันรู้แค่ว่าผลตรวจถูกทำให้เป็นลบ”
กูซิ้วเหอเงียบไป ก่อนหัวเราะเบา ๆ อย่างเหนื่อยล้า
“คุณยังเหมือนเดิม เยี่ยนชิง เชื่อหลักฐานมากกว่าคน”
“แล้วสามปีที่ผ่านมา คุณอยากให้ฉันเชื่ออะไร ในเมื่อคุณหายไปโดยไม่พูดสักคำ”
ดวงตาของเธอแดงก่ำ แต่ไม่ได้ร้องไห้
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหายไป ฉันถูกบังคับ”
เธอเล่าว่าในคืนที่นัดพบเขา หลินมาหาที่โรงพยาบาลพร้อมหลักฐานการโอนเงินและคำขู่ หากกูซิ้วเหอไม่ออกจากชีวิตเยี่ยนชิง ครอบครัวของเธอจะถูกฟ้องล้มละลาย และเด็กในท้องจะไม่มีวันได้เข้าตระกูลเสิ่น
ตอนแรกกูซิ้วเหอคิดว่าจะบอกความจริงกับเยี่ยนชิง แต่หลินแสดงเอกสารการรักษาของเขาให้ดู เยี่ยนชิงในเวลานั้นกำลังจะเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ และแพทย์เตือนว่าความเครียดอาจทำให้อาการทรุดลง
“เธอบอกว่าคุณจะตายถ้าต้องรับรู้ว่าฉันท้อง” กูซิ้วเหอพูด “ฉันไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ฉันกลัว”
“แล้วทำไมไม่พาฉันหนีไปด้วยกัน”
“เพราะฉันไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ และมีคนเฝ้าดูฉันทุกวัน”
เยี่ยนชิงก้มมองมือของเธอ มีรอยเข็มและรอยช้ำจาง ๆ อยู่ตามข้อมือ
“ผลตรวจครั้งนี้ใครทำ”
“ฉันไม่รู้ แต่ฉันเดาว่าคนเดิมที่เคยทำให้คุณเกลียดฉัน”
กูซิ้วเหอไอจนตัวงอ เยี่ยนชิงรีบประคองเธอ เมื่อผ้าเช็ดหน้าถูกดึงออกจากริมฝีปาก เขาเห็นเลือดสีแดงสด
“คุณต้องไปโรงพยาบาล”
“ฉันไปไม่ได้”
“ทำไม”
“เพราะถ้าฉันเข้าโรงพยาบาลของตระกูลเสิ่น ฉันอาจไม่ได้ออกมาอีก”
เขาไม่อยากเชื่อ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผลตรวจและการหายตัวไปของเธอทำให้คำพูดนั้นหนักเกินกว่าจะปัดทิ้ง
เยี่ยนชิงพาเธอไปคลินิกอีกแห่งอย่างลับ ๆ ผลตรวจพบว่าเธอเป็นโรคปอดเรื้อรังและมีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ เธอต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ยาที่ได้รับตลอดสามปีไม่เพียงพอ เพราะเงินส่วนใหญ่ถูกส่งไปชำระหนี้ที่หลินสร้างขึ้นในชื่อของเธอ
กูซิ้วเหอไม่ใช่คนที่กลับมาเพื่อขอเงิน เธอกลับมาเพราะไม่เหลือแรงพอจะดูแลหยวนหยวนเพียงลำพัง
เยี่ยนชิงอยากพาเธอกลับบ้านทันที แต่เธอส่ายหน้า
“อย่าให้ฉันกลับไปในฐานะคนที่คุณสงสาร”
“ฉันไม่ได้สงสารคุณ”
“คุณโกรธฉันต่างหาก”
“ใช่” เขายอมรับ “แต่ฉันโกรธตัวเองมากกว่า ที่ปล่อยให้ทุกคนพูดแทนคุณ”
เขาพาหยวนหยวนกลับบ้านก่อน และบอกสมาชิกในตระกูลเพียงว่าเด็กต้องอยู่ในการดูแลของเขาจนกว่าการตรวจซ้ำจะเสร็จสิ้น หลินคัดค้านทันที
“ผลตรวจออกแล้ว เธอไม่ใช่ลูกของคุณ คุณกำลังทำให้คนทั้งตระกูลอับอาย”
“ถ้ากลัวอับอาย ก็ควรกลัวเอกสารปลอมมากกว่ากลัวเด็กคนหนึ่ง”
คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นจัดลง
เยี่ยนชิงให้ผู้ช่วยนำตัวอย่างดีเอ็นเอใหม่ไปตรวจที่ห้องแล็บของมหาวิทยาลัย โดยมีพยานจากทั้งสองฝ่ายร่วมลงชื่อ เขายังขอสำเนาบันทึกการรักษาของกูซิ้วเหอจากโรงพยาบาลเก่า และตรวจสอบบัญชีบริษัทในช่วงสามปีที่ผ่านมา
หลักฐานค่อย ๆ เชื่อมโยงกันทีละชิ้น
เงินจำนวนมากถูกโอนออกจากกองทุนการกุศลของตระกูลไปยังบริษัทกระดาษที่หลินเป็นผู้ถือหุ้นลับ ๆ หนึ่งในผู้รับเงินมีชื่อของกูซิ้วเหอ ทั้งที่เธอไม่เคยเซ็นเอกสารใด ๆ
ไฟล์วิดีโอจากกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลถูกลบไปหลายช่วง แต่ผู้ดูแลระบบคนหนึ่งเก็บสำเนาไว้ เพราะจำได้ว่าในคืนเดียวกันมีหญิงตั้งครรภ์ถูกพาตัวออกทางประตูด้านหลัง
และในสมุดบันทึกของพยาบาล มีข้อความสั้น ๆ เขียนด้วยลายมือว่า “เด็กหญิงเกิดเวลา 02.15 น. บิดารออยู่หน้าห้อง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า”
เยี่ยนชิงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน
เขานั่งอยู่ในรถนานเกือบชั่วโมงหลังอ่านบันทึกนั้น สามปีก่อนเขาไปถึงโรงพยาบาลจริง ๆ แต่หลี่เจิ้งบอกว่ากูซิ้วเหอออกไปแล้ว เขาจึงไปตามหาเธอที่สถานีรถไฟตามข้อความที่ได้รับจากโทรศัพท์ของเธอ
ข้อความนั้นอาจไม่ได้มาจากเธอ
เมื่อเยี่ยนชิงกลับถึงบ้าน หยวนหยวนกำลังรออยู่หน้าประตูพร้อมรองเท้าคู่ใหม่ที่เขาซื้อให้
“พ่อไปไหนมาคะ”
“ไปหาความจริง”
“เจอไหม”
เขาคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ “เจอแล้วบางส่วน แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่พ่ออยากถามหนู”
หยวนหยวนพยักหน้า
“วันเกิดหนู แม่เคยพาไปโรงพยาบาลใช่ไหม”
“ค่ะ แม่บอกว่าเราไปหาคุณหมอที่มีดอกบัวสีฟ้า”
“หนูจำอะไรได้อีก”
เด็กหญิงคิดอยู่นาน ก่อนล้วงกล่องพลาสติกเล็ก ๆ ออกจากกระเป๋า ข้างในมีเข็มกลัดรูปดอกบัวสีฟ้าและแฟลชไดรฟ์เก่าอันหนึ่ง
“แม่บอกว่าถ้าหนูเจอพ่อ ให้เอาให้พ่อค่ะ แม่บอกว่าในนี้มีเสียงของคนที่โกหก”
เยี่ยนชิงไม่เคยเห็นแฟลชไดรฟ์นี้มาก่อน เขาเปิดไฟล์ด้วยคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เสียงสนทนาเบา ๆ ดังขึ้นจากลำโพง
เป็นเสียงของหลิน
“ถ้าเธอไม่เซ็น เด็กคนนี้จะไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนของตระกูล และเยี่ยนชิงจะไม่มีวันเชื่อเธอ”
ตามด้วยเสียงของกูซิ้วเหอที่พยายามกลั้นสะอื้น
“ฉันจะเซ็น แต่ขอให้เขาปลอดภัย”
“เธอไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”
บทสนทนายังมีเสียงของหลี่เจิ้งและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล พวกเขาพูดถึงการเปลี่ยนหลอดเลือดตัวอย่างและการลบชื่อบิดาออกจากเอกสาร
แต่ไฟล์ถูกตัดไปก่อนจะจบ
เยี่ยนชิงไม่ได้นำหลักฐานไปเปิดโปงต่อหน้าครอบครัวทันที เขารู้ว่าการกล่าวหาเพียงอย่างเดียวไม่พอ และหากหลินรู้ว่าเขามีแฟลชไดรฟ์ เธออาจทำลายหลักฐานที่เหลือหรือทำร้ายกูซิ้วเหอ
เขาเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือขอความช่วยเหลือจากคนนอกตระกูล
ทนายหญิงชื่อหลัวอันช่วยตรวจสอบเอกสารการโอนเงิน เธอพบว่าลายเซ็นของกูซิ้วเหอถูกคัดลอกหลายครั้ง และเงินส่วนหนึ่งถูกใช้จ่ายค่ารักษาเยี่ยนชิงในช่วงที่เขาผ่าตัดหัวใจ
ความจริงที่เจ็บปวดก็คือ หลินไม่ได้เพียงขับไล่กูซิ้วเหอ เธอยังใช้เงินที่กูซิ้วเหอถูกบังคับให้สละ เพื่อรักษาเขาโดยที่เขาไม่เคยรู้
“เธออาจคิดว่าตัวเองกำลังปกป้องคุณ” ทนายหลัวกล่าว “แต่การข่มขู่ ปลอมเอกสาร และยักยอกเงินยังเป็นความผิดอยู่ดี”
เยี่ยนชิงรู้ดี เขาเองก็มีส่วนผิดที่เชื่อว่าความเงียบของกูซิ้วเหอคือการทอดทิ้ง
ผลตรวจดีเอ็นเอครั้งที่สองมาถึงในอีกห้าวันต่อมา
คราวนี้ผลระบุว่า เยี่ยนชิงเป็นบิดาของหยวนหยวนด้วยความเป็นไปได้สูงมาก
เขาอ่านผลอยู่หลายรอบ แต่ไม่รู้สึกดีใจอย่างที่คิด ความจริงทำให้เขาได้ลูกสาวกลับคืนมา ขณะเดียวกันมันก็ยืนยันว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาพลาดวันแรกที่เธอลืมตาดูโลก พลาดคำพูดแรก ก้าวแรก และคืนที่เธอต้องไออยู่ข้างแม่โดยไม่มีพ่ออยู่ใกล้ ๆ
เมื่อเขาบอกหยวนหยวน เด็กหญิงเพียงถามว่า
“ถ้าหนูเป็นลูกพ่อจริง ๆ หนูต้องย้ายออกจากบ้านนี้ไหมคะ”
“ทำไมถึงถามแบบนั้น”
“คุณป้าบอกว่าหนูเป็นเด็กขอเงิน ถ้าผลตรวจผิด หนูก็จะไม่มีบ้านอยู่”
เยี่ยนชิงกอดเธอแน่น
“หนูไม่ต้องพิสูจน์ว่าคู่ควรกับบ้านของพ่อ บ้านนี้เป็นของหนูเพราะหนูเป็นลูกของพ่อ แต่ต่อให้ผลตรวจเป็นอย่างไร พ่อก็จะไม่ทิ้งหนู”
หยวนหยวนกอดเขากลับ แล้วถามเบา ๆ ว่า “แม่จะได้เข้ามาอยู่ด้วยไหมคะ”
เขายังตอบไม่ได้ เพราะกูซิ้วเหอยืนยันว่าจะรักษาตัวเองในคลินิกเล็ก ๆ ที่ปลอดภัยกว่า จนกว่าคดีจะจบและเธอจะไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างว่ากำลังเกาะตระกูลเสิ่น
เยี่ยนชิงไปหาเธอทุกวัน เขาไม่เร่งรัดให้เธอกลับมา ไม่เรียกร้องคำให้อภัย และไม่ใช้หยวนหยวนเป็นสะพานบังคับให้ความสัมพันธ์กลับไปเหมือนเดิม
บางวันพวกเขาพูดกันเพียงไม่กี่คำ บางวันกูซิ้วเหอหลับไปก่อนที่เขาจะกลับ แต่การที่เธอยอมให้เขานั่งอยู่ปลายเตียง ก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นใหม่
การประชุมตระกูลเสิ่นเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เยี่ยนชิงนำรายงานการตรวจดีเอ็นเอทั้งสองฉบับ บันทึกโรงพยาบาล หลักฐานการโอนเงิน และไฟล์เสียงวางเรียงอยู่บนโต๊ะ
หลินยังพยายามปฏิเสธ
“ฉันทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคุณ ถ้าฉันไม่ขวาง ผู้หญิงคนนั้นคงเอาเด็กมาผูกมัดตระกูลเรา”
“คุณไม่ได้ปกป้องผม” เยี่ยนชิงตอบ “คุณปกป้องอำนาจของตัวเอง แล้วใช้ความเจ็บป่วยของผมเป็นข้ออ้าง”
เสิ่นหรงฟังหลักฐานทั้งหมดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาไม่ได้เข้าข้างหลิน แม้เธอจะเป็นคนที่ช่วยบริหารธุรกิจตระกูลมาหลายปี
คณะกรรมการมีมติถอดหลินออกจากตำแหน่งและส่งเรื่องการยักยอกเงินให้เจ้าหน้าที่สอบสวน ส่วนหลี่เจิ้งถูกเลิกจ้างและต้องรับผิดชอบต่อการปลอมแปลงข้อมูล การดำเนินคดีใช้เวลานานกว่าที่ทุกคนคาด หลินไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในคืนเดียว แต่เธอต้องคืนเงินบางส่วนและถูกห้ามยุ่งเกี่ยวกับบัญชีของตระกูลระหว่างการสอบสวน
เสิ่นหรงโอนกองทุนส่วนที่เหลือเข้าบัญชีทรัสต์เพื่อการรักษาของกูซิ้วเหอและการศึกษาของหยวนหยวน โดยระบุชื่อผู้ดูแลอย่างชัดเจน ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งถืออำนาจไว้ตามลำพัง
“เงินไม่อาจชดใช้สามปีที่หายไป” เขาพูดกับกูซิ้วเหอ “แต่ผมจะไม่ปล่อยให้คุณต้องจ่ายหนี้แทนความผิดของคนอื่นอีก”
กูซิ้วเหอไม่ได้ให้อภัยเขาทันที เธอเพียงพยักหน้าและบอกว่า “อย่างน้อยครั้งนี้ คุณพูดกับฉันต่อหน้า ไม่ได้ให้คนอื่นพูดแทน”
การรักษาของเธอเริ่มดีขึ้นอย่างช้า ๆ หลังได้รับยาที่เหมาะสม เธอยังเหนื่อยง่ายและต้องมาตรวจเป็นประจำ แต่ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีกต่อไป
หยวนหยวนย้ายมาอยู่บ้านตระกูลเสิ่นอย่างเป็นทางการ ห้องเล็กข้างห้องทำงานของเยี่ยนชิงถูกเปลี่ยนเป็นห้องของเธอ บนผนังมีภาพวาดสามคนจับมือกัน และคราวนี้ใบหน้าของผู้หญิงไม่ได้ถูกระบายทับ
เยี่ยนชิงพยายามเรียนรู้การเป็นพ่อ เขาเคยคิดว่าการให้ของราคาแพงคือการดูแล จนหยวนหยวนบอกว่าเธออยากให้เขามารับที่โรงเรียนมากกว่าตุ๊กตาตัวใหม่
เขาจึงยกเลิกการประชุมบางครั้งเพื่อไปนั่งรอหน้าโรงเรียน ทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ที่เขาไม่ถนัด และจำได้ว่าลูกสาวไม่ชอบนมรสช็อกโกแลต แม้จะชอบลูกอมรสมิ้นต์เพียงสองเม็ดก่อนนอน
ส่วนกูซิ้วเหอค่อย ๆ กลับมาทำงาน เธอใช้เงินที่ได้รับคืนเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ใกล้คลินิก ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าเธอหาเลี้ยงตัวเองได้ แต่เพื่อให้หยวนหยวนเห็นว่าแม่ของเธอไม่ได้เป็นเพียงผู้หญิงที่รอให้คนอื่นช่วย
เยี่ยนชิงไปที่ร้านในวันที่ฝนตก เขาช่วยยกกล่องวัตถุดิบเข้าหลังร้านโดยไม่ถามว่าเธอจะกลับไปเป็นแฟนของเขาเมื่อไร
กูซิ้วเหอมองเขาแล้วถาม “คุณยังโกรธฉันอยู่ไหม”
“อยู่”
“แล้วทำไมยังมา”
“เพราะผมยังรักคุณอยู่ด้วย และผมไม่อยากใช้ความรักเป็นข้ออ้างให้คุณต้องรีบให้อภัย”
เธอเงียบไปนาน ก่อนยื่นผ้ากันเปื้อนให้เขา
“ถ้าอย่างนั้นก็เช็ดโต๊ะให้สะอาด ลูกค้าจะมาแล้ว”
เยี่ยนชิงรับผ้ามาโดยไม่โต้เถียง
หลายเดือนต่อมา คดีของหลินยังไม่สิ้นสุด แต่เธอไม่ได้กลับมาในบ้านตระกูลเสิ่นอีก ความสัมพันธ์ระหว่างเยี่ยนชิงกับปู่ยังมีความระมัดระวังอยู่บ้าง ทว่าทั้งสองเริ่มตรวจสอบบัญชีและการตัดสินใจสำคัญร่วมกัน ไม่ปล่อยให้ความภักดีในครอบครัวกลายเป็นข้ออ้างสำหรับการปกปิดความผิด
วันเกิดครบหกขวบของหยวนหยวน เธอไม่ขอของขวัญราคาแพง เธอขอเพียงให้พ่อกับแม่มานั่งกินเค้กด้วยกันที่ร้านเล็ก ๆ
กูซิ้วเหอนั่งฝั่งหนึ่ง เยี่ยนชิงนั่งอีกฝั่ง เด็กหญิงอยู่ตรงกลาง มือข้างหนึ่งจับมือแม่ อีกข้างเกี่ยวก้อยกับพ่อ
“พ่อจำสัญญาได้ไหมคะ”
“สัญญาอะไร”
“เกี่ยวก้อยแล้วห้ามเปลี่ยนใจ หนึ่งร้อยปีห้ามเปลี่ยน”
เยี่ยนชิงมองกูซิ้วเหอ เธอยิ้มจาง ๆ แล้วส่ายหน้าเหมือนบอกว่าอย่ารับปากเกินกว่าที่ทำได้
เขาจึงตอบลูกสาวอย่างตรงไปตรงมา
“พ่อสัญญาไม่ได้ว่าจะอยู่ถึงร้อยปี แต่พ่อสัญญาว่า ตราบใดที่พ่อยังมีชีวิต พ่อจะไม่หายไปโดยไม่บอกหนูอีก”
หยวนหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเกี่ยวก้อยแน่นกว่าเดิม
“แค่นี้ก็พอค่ะ”
ข้างนอกฝนเริ่มตกเหมือนคืนแรกที่เธอมายืนหน้าบ้าน แต่คราวนี้ไม่มีเด็กคนไหนต้องเดินฝ่าความมืดเพียงลำพังอีก
สร้อยคอรูปดวงจันทร์ยังแขวนอยู่ที่คอของหยวนหยวน ตัวอักษรสองตัวด้านหลังไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานว่าเธอเป็นลูกใคร แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าความจริงอาจถูกซ่อนด้วยเอกสาร คำโกหก และความกลัวได้ชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อเค้กถูกตัดเป็นชิ้นแรก หยวนหยวนยื่นลูกอมให้พ่อสองเม็ดตามที่เคยขอในคืนที่พบกัน เยี่ยนชิงรับมันมาแล้ววางลงบนจาน ก่อนตัดแบ่งให้เธอครึ่งหนึ่ง
“พ่อบอกแล้วว่าจะได้มากกว่าสองเม็ด” เขาพูด
เด็กหญิงหัวเราะ ส่วนกูซิ้วเหอมองมือของพวกเขาที่เกี่ยวก้อยกันอยู่ใต้โต๊ะ
ครั้งนี้ไม่มีใครปล่อยมือก่อน