พี่เลี้ยงสาวช่วยเจ้าหญิงที่ไม่ยอมดื่มนม แต่คำพูดภาษาอังกฤษของเด็กกลับเปิดโปงความลับในวัง

ขวดนมราคาแพงถูกปาแตกลงบนพื้นหินอ่อนต่อหน้าคนทั้งห้อง ขณะที่เด็กหญิงตัวเล็กในอ้อมแขนของแม่นมหลวงเริ่มหน้าเขียวและหายใจติดขัด ไม่มีใครรู้ว่าเธอกลืนอะไรเข้าไป และอีกไม่กี่วินาทีต่อมา ทุกคนในตำหนักอาจถูกกล่าวหาว่าพยายามทำร้ายทายาทของตระกูล

“ถ้าใครทำให้คุณหนูซู่อานยอมดื่มนมได้ ฉันจะให้รางวัลหนึ่งล้านบาท” คุณหญิงหลินประกาศด้วยเสียงสั่น แม้คำพูดจะฟังเหมือนข้อเสนอ แต่แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

แม่นมสามคนยืนเรียงกันอยู่ข้างโต๊ะ แต่ละคนถือขวดนมสูตรพิเศษจากต่างประเทศ พวกเธอเคยดูแลเด็กในตระกูลใหญ่และมั่นใจว่านมของตัวเองดีที่สุด คนหนึ่งบอกว่าวัวทุกตัวในฟาร์มถูกเลี้ยงด้วยเสียงดนตรี อีกคนยืนยันว่าเป็นนมออร์แกนิกที่ผ่านการตรวจทุกขั้นตอน ส่วนคนที่สามอ้างว่าสูตรนี้เคยใช้กับเจ้าชายในราชสำนักมาก่อน

แต่ซู่อานไม่ยอมดื่มแม้แต่หยดเดียว

เด็กหญิงวัยสามขวบกอดคอคุณหญิงหลินแน่น ร้องไห้จนตัวสั่น ทุกครั้งที่มีคนยื่นขวดเข้าใกล้ เธอจะหันหน้าหนีและใช้มือเล็ก ๆ ผลักออก คุณหญิงหลินอุ้มหลานสาวมาหลายชั่วโมงแล้ว ดวงตาแดงก่ำจากการอดนอนและความกลัว เพราะซู่อานไม่ยอมกินอะไรตั้งแต่เช้า

เสี่ยวไปยืนอยู่ท้ายห้องในชุดเสื้อผ้าธรรมดา รองเท้าผ้าใบเก่าของเธอเปียกจากฝน เธอเพิ่งมาสมัครงานเป็นพี่เลี้ยงเมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อน และยังไม่มีใครจำชื่อเธอได้ด้วยซ้ำ

“ให้ฉันลองได้ไหมคะ” เธอพูด

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากกลุ่มคนรับใช้ด้านข้าง

“เด็กฝึกงานจะรู้มากกว่าแม่นมที่ทำงานมาสิบปีได้อย่างไร” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งพูดอย่างดูถูก “คุณหญิงคะ อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เด็กคนนี้ไม่เคยเลี้ยงเด็กในตระกูลใหญ่ด้วยซ้ำ”

เสี่ยวไปไม่ได้เถียง เธอมองซู่อานแทน เด็กหญิงไม่ได้กลัวขวดนมเท่านั้น แต่กำลังมองไปยังประตูด้านหลังด้วยแววตาหวาดระแวง มือของเธอกำเสื้อคุณหญิงหลินจนยับ

“คุณหนูไม่ได้แค่ไม่หิวค่ะ” เสี่ยวไปบอก “เธอกำลังกลัวบางอย่าง”

“เธอเพิ่งมาที่นี่ จะรู้ได้อย่างไร” หัวหน้าแม่นมถาม

“เพราะเด็กที่ไม่หิวจะร้องไห้ แต่เด็กที่กลัวจะคอยมองหาทางหนี”

คำพูดนั้นทำให้ห้องเงียบลง คุณหญิงหลินลังเล ก่อนจะพยักหน้าให้เธอเข้าไปใกล้

เสี่ยวไปวางขวดนมลงบนโต๊ะ ไม่ยื่นมันให้เด็กหญิง เธอนั่งลงบนพื้นให้มีระดับสายตาเท่ากับซู่อาน แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกจากกระเป๋า ผ้าผืนนั้นเป็นผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่เธอใช้พันแผลให้เด็กคนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน

ซู่อานหยุดร้องไห้ชั่วครู่ ดวงตาของเธอจับจ้องผ้าไหมผืนนั้น

“นุ่มใช่ไหมคะ” เสี่ยวไปพูดเบา ๆ “ลองจับดูได้ ไม่ต้องดื่มนมก็ได้ เราแค่นั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกัน”

เด็กหญิงค่อย ๆ เอื้อมมือมาแตะผ้า เสี่ยวไปไม่ได้รีบคว้ามือเธอ ไม่ได้ฝืนอุ้ม และไม่ทำเสียงแหลมเพื่อหลอกล่อเหมือนคนอื่น เธอเพียงปล่อยให้เด็กเป็นฝ่ายตัดสินใจ

ผ่านไปครู่หนึ่ง ซู่อานยอมรับขวดนมจากมือเธอ

ทุกคนกลั้นหายใจ

เด็กหญิงดื่มเพียงคำแรก แล้วคำต่อไปก็ไหลลงคออย่างช้า ๆ เสียงสะอื้นค่อย ๆ เบาลง ในที่สุดขวดทั้งขวดก็หมดลงต่อหน้าคนที่เคยหัวเราะเยาะเสี่ยวไป

คุณหญิงหลินยกมือปิดปาก น้ำตาไหลออกมาอย่างโล่งอก

“เธอทำได้อย่างไร”

“ไม่ได้มีวิธีพิเศษหรอกค่ะ เด็กไม่ใช่เครื่องจักร เราแค่ต้องให้เขารู้ว่าเขายังมีสิทธิ์ปฏิเสธ”

หัวหน้าแม่นมทำหน้าไม่พอใจ แต่คุณหญิงหลินกลับจับมือเสี่ยวไปไว้แน่น

“ขอบคุณมาก บอกมาว่าอยากได้อะไร”

“ไม่ต้องให้รางวัลก็ได้ค่ะ หน้าที่ของพี่เลี้ยงคือดูแลเด็ก”

“แต่เธอช่วยชีวิตความหวังของฉันไว้”

เสี่ยวไปมองซู่อานที่หลับพิงไหล่คุณหญิงหลิน แล้วส่ายหน้า “ถ้าอย่างนั้น ให้ฉันอยู่ดูแลเธอต่ออีกสองสามวันก็พอค่ะ”

คำขอนั้นทำให้ชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าต่างหันกลับมา เขาคือหลินเว่ย เจ้าของบ้านและบิดาของซู่อาน เขาสวมสูทสีเข้ม ใบหน้าเย็นชาเหมือนคนที่ไม่เชื่อใจใครง่าย ๆ

“ไม่จำเป็น” เขาพูด “เด็กยอมดื่มนมครั้งเดียว ไม่ได้แปลว่าเธอเหมาะจะเป็นพี่เลี้ยง”

“เว่ย” คุณหญิงหลินเตือน

“ผมจะจ้างคนที่มีประสบการณ์มากกว่านี้”

เสี่ยวไปก้มศีรษะ แม้คำพูดนั้นจะทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกตบต่อหน้าคนทั้งบ้าน เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอความสงสาร เธอต้องการงาน เพราะน้องชายที่ป่วยของเธอยังรอค่าผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาล

ก่อนที่เธอจะเดินออกไป ซู่อานกลับคว้าชายเสื้อของเธอไว้

เด็กหญิงไม่เคยยอมให้ใครอุ้ม แม้แต่พ่อของตัวเอง แต่ครั้งนี้เธอเงยหน้าขึ้นและกางแขนหาเสี่ยวไป

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

“อุ้มเธอสิ” คุณหญิงหลินพูด

เสี่ยวไปอุ้มเด็กหญิงขึ้นอย่างระมัดระวัง ซู่อานซบหน้าลงบนไหล่ของเธอเหมือนรู้จักกันมานาน หลินเว่ยมองภาพนั้นด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่าเขายังคงไม่พูดอะไร

คืนนั้น เสี่ยวไปได้รับอนุญาตให้พักในห้องเล็กข้างเรือนเด็ก เธอคิดว่างานคงไม่ยากไปกว่าการเลี้ยงเด็กทั่วไป แต่เมื่อเธอเปิดตู้เสื้อผ้าของซู่อาน เธอก็พบสิ่งผิดปกติ

เสื้อผ้าทั้งหมดเป็นชุดทางการ เนื้อผ้าแข็งและมีป้ายโลหะเล็ก ๆ เย็บอยู่ด้านใน แม้แต่ชุดนอนก็เป็นผ้าหนา เด็กหญิงจึงมักดิ้นและร้องไห้ทุกครั้งที่ถูกอุ้ม

เสี่ยวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าของซู่อานเป็นชุดผ้าไหมเนื้อนุ่มที่เธอพกติดกระเป๋ามา เมื่อเด็กหญิงตื่นขึ้นมา เธอก็ยอมให้เสี่ยวไปอุ้มทันที

คุณหญิงหลินเห็นเหตุการณ์นั้นแล้วถึงกับน้ำตาซึม

“ตั้งแต่แม่ของเธอเสียไป ซู่อานไม่ยอมให้ฉันอุ้มเลย”

เสี่ยวไปชะงัก “แม่ของเธอเสียชีวิตเมื่อไรคะ”

“แปดเดือนก่อน”

“ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ใช่ไหมคะ”

คุณหญิงหลินพยักหน้า แต่หลบตา “ทุกคนบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ”

คำนั้นฟังแปลกเกินไป เสี่ยวไปสังเกตเห็นว่าซู่อานมีรอยแผลบาง ๆ ตรงต้นแขน และทุกครั้งที่ได้ยินเสียงประตูเหล็กปิด เด็กหญิงจะสะดุ้งรุนแรง เธอไม่ถามต่อ เพราะรู้ว่าความลับของบ้านใหญ่ไม่ควรถูกแตะต้องโดยคนอย่างเธอ

เช้าวันต่อมา ซู่อานดื่มนมสองมื้อจนหมด คุณหญิงหลินดีใจมาก แต่หลินเว่ยกลับเรียกเสี่ยวไปไปพบในห้องทำงาน

“คุณพูดภาษาอังกฤษได้หรือเปล่า” เขาถาม

“พอได้ค่ะ ฉันสอบผ่านระดับหก แต่ยังไม่คล่องมาก”

“ซู่อานเรียนกับครูชาวอังกฤษ เธอต้องสื่อสารกับเด็กให้ได้”

“ฉันจะพยายามค่ะ”

“ผมไม่จ่ายเงินเพื่อความพยายาม”

เสี่ยวไปสบตาเขา “ถ้าคุณต้องการคนที่พูดภาษาอังกฤษได้สมบูรณ์ คุณก็ไม่ควรรับฉันตั้งแต่แรก แต่ถ้าคุณต้องการคนที่ทำให้ลูกสาวคุณกินข้าว นอนหลับ และไม่กลัวคน ฉันทำได้”

หลินเว่ยนิ่งไป เขาไม่คุ้นกับการถูกตอบกลับตรง ๆ จากคนรับใช้

“อย่าคิดว่าการทำให้เด็กดื่มนมจะทำให้คุณมีสิทธิ์พูดกับผมแบบนี้”

“ฉันไม่ได้ต้องการสิทธิ์ค่ะ ฉันต้องการให้คุณฟังว่าลูกสาวกำลังพยายามบอกอะไร”

คืนนั้น เสี่ยวไปสังเกตว่าซู่อานพูดภาษาอังกฤษคำหนึ่งซ้ำ ๆ ขณะนอนละเมอ

“Lily…”

ในตอนแรกเธอคิดว่าเด็กกำลังเรียกชื่อของเล่น แต่ซู่อานมีสีหน้าหวาดกลัวและกำผ้าห่มแน่น เสี่ยวไปจึงถามอย่างช้า ๆ

“Lily is stuck?”

เด็กหญิงลืมตาขึ้น พยักหน้าหลายครั้ง แล้วชี้ไปที่ลำคอของตัวเอง

เสี่ยวไปรีบเรียกคุณหญิงหลิน ทุกคนคิดว่าเด็กอาจมีสิ่งติดคอ แต่แพทย์ตรวจแล้วไม่พบอะไรผิดปกติ หมออธิบายว่าเด็กอาจจำเหตุการณ์บางอย่างจากความตกใจ หรือเพียงพูดตามคำที่เคยได้ยิน

ทว่าเสี่ยวไปไม่เชื่อ

“เธอไม่ได้พูดว่าเธอเจ็บคอ” เสี่ยวไปบอก “เธอพูดว่า Lily ติดอยู่ที่ไหนสักแห่ง”

“เด็กยังพูดไม่ชัดด้วยซ้ำ” หลินเว่ยตอบ “คุณกำลังตีความเกินจริง”

“ถ้าอย่างนั้น ทำไมเธอถึงกลัวเวลาคุณเดินเข้าใกล้”

หลินเว่ยหันไปมองลูกสาว ซู่อานรีบซ่อนตัวหลังเสี่ยวไป

คำถามนั้นทำให้บรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไป ตั้งแต่วันนั้นเสี่ยวไปเริ่มสังเกตทุกอย่าง เธอจดเวลาที่ซู่อานร้องไห้ เวลาที่เด็กยอมกินอาหาร และชื่อคนที่เข้าออกเรือนเด็ก เธอพบว่าทุกครั้งที่ซู่อานพูดถึงลิลี่ จะมีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ เสมอ

ผู้หญิงคนนั้นชื่อเมิ่งอวี้ เป็นภรรยาคนใหม่ของหลินเว่ยและเป็นแม่เลี้ยงของซู่อาน เธอสุภาพต่อหน้าคุณหญิงหลิน แต่ไม่เคยยิ้มให้เด็กหญิงเมื่อไม่มีใครมอง

“เด็กคนนี้เอาแต่ใจเกินไป” เมิ่งอวี้พูดวันหนึ่ง “ถ้าปล่อยให้พี่เลี้ยงตามใจ ต่อไปคงควบคุมไม่ได้”

เสี่ยวไปกอดซู่อานไว้ “เด็กไม่ได้เอาแต่ใจค่ะ เธอแค่ไม่ไว้ใจคนบางคน”

รอยยิ้มของเมิ่งอวี้หายไป “เธอเป็นแค่พี่เลี้ยง อย่าลืมฐานะของตัวเอง”

หลังจากนั้น เสื้อผ้าไหมของซู่อานถูกเก็บออกจากตู้ และมีคำสั่งห้ามเสี่ยวไปพาเด็กออกจากเรือนโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อเสี่ยวไปถามเหตุผล หัวหน้าแม่นมตอบว่าคุณหลินไม่ต้องการให้เด็กติดคนรับใช้มากเกินไป

แต่คืนเดียวกันนั้น ซู่อานเริ่มมีไข้และอาเจียนหลังดื่มนมจากขวดที่เมิ่งอวี้นำมาให้ เสี่ยวไปได้กลิ่นขมบาง ๆ จากจุกนม เธอเก็บขวดนั้นไว้ในตู้เย็นและส่งข้อความหาหมอประจำบ้านทันที

ผลตรวจไม่พบสารพิษร้ายแรง แต่พบยานอนหลับในปริมาณที่ไม่ควรอยู่ในอาหารของเด็ก

หลินเว่ยโกรธมาก เขาไล่พ่อครัวและแม่นมออกเกือบทั้งบ้าน แต่เมิ่งอวี้ร้องไห้บอกว่าเธอเพียงให้ยาสมุนไพรเพื่อช่วยให้เด็กนอนหลับ ไม่มีเจตนาทำร้าย

“ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมถึงเอาขวดออกจากห้องก่อนหมอมาถึง” เสี่ยวไปถาม

เมิ่งอวี้เงียบ

หลินเว่ยมองภรรยาของตัวเอง แต่ยังไม่แจ้งตำรวจ เขาเพียงสั่งให้ทุกคนเฝ้าระวังมากขึ้น เสี่ยวไปจึงรู้ว่าปัญหาของบ้านนี้ไม่ได้อยู่ที่คนคนเดียว และคนที่มีอำนาจกำลังปกป้องใครบางคน

วันต่อมา คุณหญิงหลินแอบนำกล่องไม้เก่ามาให้เสี่ยวไป ในนั้นมีเสื้อไหมสีฟ้าและรูปถ่ายของอาหลิง แม่ของซู่อาน

“นี่เป็นชุดที่อาหลิงใส่ในวันที่เกิดอุบัติเหตุ” คุณหญิงหลินพูด “หลังจากเธอเสียชีวิต ฉันเก็บมันไว้เพราะซู่อานร้องไห้ทุกครั้งที่เห็น”

เสี่ยวไปแตะผ้าไหมแล้วได้ยินเสียงเด็กหญิงจากด้านหลัง

“Lily… car.”

ซู่อานชี้ไปที่รูปถ่าย แล้วชี้ไปที่เสื้อผ้า

เสี่ยวไปถามซ้ำเป็นภาษาอังกฤษ “Lily was in the car?”

เด็กหญิงพยักหน้า น้ำตาไหลทันที

คุณหญิงหลินหน้าซีด “ลิลี่คือชื่อพี่เลี้ยงของเธอ เธอหายตัวไปในคืนที่อาหลิงเสียชีวิต”

ตอนแรกทุกคนบอกว่าลิลี่ลาออกและเดินทางกลับบ้าน แต่ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปที่ไหน หนังสือเดินทางของเธอหายไป โทรศัพท์ถูกปิด และครอบครัวของเธอได้รับเงินก้อนหนึ่งโดยไม่ทราบชื่อผู้โอน

เสี่ยวไปขอให้หลินเว่ยค้นแฟ้มคดีอุบัติเหตุ เขาปฏิเสธ เพราะคดีจบไปแล้วและการรื้อฟื้นจะทำให้ชื่อเสียงของครอบครัวเสียหาย

“ภรรยาคุณตาย ลูกสาวคุณเห็นบางอย่าง และพี่เลี้ยงหายตัวไป” เสี่ยวไปพูด “ถ้าคุณยังคิดว่าชื่อเสียงสำคัญกว่าความจริง ก็อย่าถามว่าทำไมซู่อานถึงไม่ไว้ใจคุณ”

หลินเว่ยตบโต๊ะ แต่ก่อนจะพูดอะไร ซู่อานก็ร้องออกมา เธอกุมลำคอตัวเองและพูดประโยคเดิม

“Lily is stuck.”

คราวนี้หลินเว่ยได้ยินชัดเจน

เขายอมเปิดแฟ้มคดีในที่สุด รายงานระบุว่ารถของอาหลิงเสียหลักชนราวกั้นบนถนนภูเขาเมื่อเวลาเกือบเที่ยงคืน แต่รูปถ่ายจากกล้องวงจรปิดของด่านเก็บเงินแสดงให้เห็นว่ารถคันนั้นผ่านด่านก่อนเวลาที่ระบุในรายงานถึงยี่สิบนาที และมีรถตู้สีดำขับตามหลังมา

อีกจุดหนึ่งทำให้เสี่ยวไปสะดุดใจ รายงานระบุว่าซู่อานอยู่ในบ้านตอนเกิดเหตุ แต่ในรูปถ่ายจากโรงพยาบาล เด็กหญิงสวมเสื้อไหมสีฟ้าตัวเดียวกับที่เธอสวมในรถ

“เธอไม่ได้อยู่ในบ้าน” เสี่ยวไปพูด “เธออยู่ในรถกับแม่และลิลี่”

หลินเว่ยกำมือแน่น เขาไม่เคยรู้รายละเอียดนี้ เพราะตอนเกิดเหตุเขาเดินทางไปต่างประเทศ และเมิ่งอวี้เป็นคนโทรแจ้งเขาเป็นคนแรก

หลักฐานในโทรศัพท์เก่าของอาหลิงถูกกู้คืนได้จากช่างซ่อมคนหนึ่ง เธอเคยส่งข้อความถึงน้องสาวก่อนเกิดเหตุว่าได้พบการโอนเงินผิดปกติจากบริษัทของหลินเว่ย และสงสัยว่ามีคนใช้ชื่อเธอปลอมแปลงเอกสาร

อาหลิงกำลังจะเปิดโปงการยักยอกเงินในบริษัท แต่เธอเสียชีวิตก่อน

ผู้ต้องสงสัยไม่ใช่เมิ่งอวี้โดยตรง หากเป็นเฉินกั๋วหุ้นส่วนเก่าของหลินเว่ย เขาเป็นคนดูแลบัญชีและมีหนี้การพนันจำนวนมาก ทว่าบัญชีธนาคารของเขาแสดงว่าเงินที่หายไปถูกโอนไปยังบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งมีเมิ่งอวี้เป็นผู้ถือหุ้นลับ

หลินเว่ยยังคงไม่ยอมเชื่อทั้งหมด เขาบอกว่าหลักฐานเป็นเพียงความเชื่อมโยง ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ และเตือนเสี่ยวไปให้หยุดพูดเรื่องนี้

ในคืนเดียวกันนั้น ไฟในเรือนเด็กดับลง เสี่ยวไปได้ยินเสียงประตูเปิด เธอรีบลุกขึ้นและเห็นเงาคนกำลังอุ้มซู่อานออกไปทางประตูหลัง

เธอวิ่งตามจนคว้าข้อมือเด็กไว้ได้ คนคนนั้นสวมถุงมือและคลุมหน้า แต่ซู่อานกรีดร้องเรียกชื่อหนึ่ง

“อาเฉิน!”

ชายคนนั้นผลักเสี่ยวไปจนล้มและหนีไปทางสวน เธอเห็นรถตู้สีดำจอดอยู่หลังรั้ว ทะเบียนถูกปิดบังด้วยผ้า แต่เสียงเครื่องยนต์และรอยบุบตรงประตูด้านซ้ายตรงกับรถในภาพจากกล้องวงจรปิด

หลินเว่ยวิ่งมาถึงช้าเกินไป เขาเห็นเสี่ยวไปกอดลูกสาวไว้แน่นและเห็นรอยเลือดที่หน้าผากของเธอ

“ผมจะไปแจ้งตำรวจ” เขาพูดในที่สุด

“ไม่ใช่แค่แจ้งตำรวจค่ะ” เสี่ยวไปตอบ “ต้องยอมรับด้วยว่าคนร้ายอาจอยู่ในบ้านนี้”

เช้าวันรุ่งขึ้น เมิ่งอวี้หายตัวไปพร้อมเอกสารสำคัญและเงินสดจำนวนหนึ่ง กล้องวงจรปิดในบ้านถูกลบช่วงเวลาที่เธอออกไป แต่เสี่ยวไปสังเกตเห็นว่ากล้องตัวหนึ่งยังทำงาน เพราะเธอเคยย้ายแจกันเพื่อบังแสงสะท้อนของมันเมื่อหลายวันก่อน ภาพที่กู้ได้แสดงให้เห็นเมิ่งอวี้ส่งกุญแจให้เฉินกั๋ว และบอกเขาว่าเด็กจำรถได้แล้ว

ตำรวจเริ่มติดตามทั้งคู่ ขณะเดียวกันหลินเว่ยถูกตรวจสอบเรื่องบัญชีบริษัท เขาไม่ถูกจับในทันที เพราะหลักฐานชี้ว่าเขาอาจถูกใช้ชื่อโดยไม่รู้เรื่อง แต่เขาต้องหยุดธุรกิจทั้งหมดและเผชิญหน้ากับความจริงว่า การไม่ตรวจสอบคนใกล้ตัวทำให้ภรรยาและลูกต้องรับเคราะห์

เฉินกั๋วถูกจับที่สถานีรถไฟ เขายอมรับว่าเขาเป็นคนปลอมเอกสารและจัดฉากรถของอาหลิงให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ เมิ่งอวี้เป็นคนช่วยลบหลักฐาน เพราะกลัวว่าอาหลิงจะเปิดเผยว่าเธอมีส่วนในบริษัทบังหน้า

แต่เฉินกั๋วปฏิเสธว่าไม่ได้ตั้งใจฆ่าใคร เขาบอกว่าในคืนเกิดเหตุ ลิลี่เห็นเขาทะเลาะกับอาหลิงและพยายามถ่ายรูปไว้ เขาจึงบังคับให้เธอขึ้นรถไปด้วยเพื่อเอาโทรศัพท์คืน ระหว่างทางรถเสียหลัก อาหลิงเสียชีวิต ส่วนลิลี่ได้รับบาดเจ็บและถูกนำไปซ่อนไว้ในบ้านพักนอกเมือง

คำว่า “ติดอยู่” ของซู่อานไม่ได้หมายถึงสิ่งติดคอ เธอกำลังบอกว่าลิลี่ติดอยู่ในรถตู้คันนั้น และยังมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งหลังเกิดเหตุ

ตำรวจพบลิลี่ที่บ้านพักร้าง เธอมีอาการบาดเจ็บที่ขาและความทรงจำขาดหายเป็นช่วง ๆ แต่เธอจำได้ว่าเมิ่งอวี้มาหาในคืนหลังเกิดเหตุ และสั่งให้คนดูแลเธอเงียบไว้ ลิลี่มีโทรศัพท์เครื่องเก่าของอาหลิงซ่อนอยู่ในเสื้อ เพราะก่อนถูกพาตัวไป เธอส่งไฟล์สำคัญเข้าเครื่องนั้นได้สำเร็จ

ไฟล์ดังกล่าวไม่เพียงแสดงการโอนเงิน แต่ยังมีเสียงสนทนาของเมิ่งอวี้กับเฉินกั๋ว เธอไม่ได้สั่งให้ฆ่าอาหลิงโดยตรง แต่พูดชัดเจนว่าหากอาหลิงนำเอกสารไปให้ตำรวจ ทุกคนจะสูญเสียทุกอย่าง และเด็กหญิงจะต้องหายไปจากบ้านนี้ด้วย

เมิ่งอวี้ถูกจับที่สนามบิน เธอร้องไห้และยืนยันว่าตัวเองรักหลินเว่ย เธอทำทุกอย่างเพราะไม่อยากกลับไปเป็นคนจนและไม่อยากเสียชีวิตที่คิดว่าควรเป็นของเธอ

หลินเว่ยไม่ได้ไปพบเธอ เขาส่งทนายไปดำเนินการหย่าและให้ความร่วมมือกับการสอบสวนทั้งหมด แม้จะรู้ว่าบริษัทอาจไม่เหลืออะไรหลังคดีจบ

หลายเดือนต่อมา คดีความยังไม่สิ้นสุด หลินเว่ยถูกพิสูจน์ว่าไม่ได้ร่วมวางแผนฆาตกรรม แต่ต้องรับผิดทางธุรกิจจากการปล่อยให้มีการทุจริตในบริษัท เขาขายบ้านหลังใหญ่และนำเงินส่วนหนึ่งชดใช้ให้ครอบครัวของลิลี่ รวมทั้งจ่ายค่ารักษาและการฟื้นฟูของเธอ

คุณหญิงหลินย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กริมทะเล เธอไม่ยอมให้ใครแต่งตัวซู่อานด้วยชุดแข็ง ๆ อีก เด็กหญิงเริ่มไปพบจิตแพทย์เด็กและค่อย ๆ กล้าพูดมากขึ้น แม้ยังสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงรถตู้ แต่ไม่หลบซ่อนทุกครั้งเหมือนแต่ก่อน

เสี่ยวไปยังคงทำงานเป็นพี่เลี้ยง เธอไม่ได้รับเงินรางวัลหนึ่งล้านบาททั้งหมด เพราะเธอขอให้แบ่งส่วนหนึ่งเป็นค่ารักษาของลิลี่และอีกส่วนเป็นทุนการศึกษาของเด็กในบ้านพักคนงาน หลินเว่ยพยายามเสนอเงินมากกว่านั้น แต่เธอปฏิเสธ

“ฉันไม่ได้ช่วยซู่อานเพราะอยากเป็นเจ้าของเงินค่ะ” เธอบอก “ฉันแค่ไม่อยากให้เด็กคนหนึ่งต้องโตขึ้นโดยไม่มีใครฟังเธอ”

ความสัมพันธ์ระหว่างเสี่ยวไปกับหลินเว่ยไม่ได้กลายเป็นความรักในทันที เขาต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความรู้สึกผิดโดยไม่ใช้เงินซื้อการให้อภัย ส่วนเธอต้องเรียนรู้ว่าการช่วยคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเธอต้องเสียสละตัวเองทุกครั้ง

วันหนึ่ง ซู่อานนำผ้าไหมสีฟ้าผืนเดิมมาคืนให้เสี่ยวไป เด็กหญิงพูดภาษาอังกฤษช้า ๆ แต่ชัดเจน

“Lily is safe.”

เสี่ยวไปย่อตัวลงกอดเธอ “ใช่แล้ว ลิลี่ปลอดภัย และหนูก็ปลอดภัยเหมือนกัน”

ซู่อานมองไปทางหลินเว่ย ก่อนจะเดินเข้าไปจับมือพ่อเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน เขาคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ ไม่สัญญาว่าจะทำให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม เพราะเขารู้ว่าบางสิ่งไม่มีวันเหมือนเดิมได้อีก

เขาเพียงพูดว่า “พ่อจะฟังหนู ต่อให้หนูพูดช้าแค่ไหนก็ตาม”

ฤดูฝนปีถัดมา ซู่อานเดินเข้าโรงเรียนอนุบาลโดยสวมเสื้อไหมสีฟ้า เธอไม่ได้ถือขวดนมไว้ในมือแล้ว แต่ถือมือของเสี่ยวไปแน่น และหันกลับมาบอกพ่อว่าอย่าลืมรอเธอตรงประตู

ในบ้านหลังเล็กนั้น ไม่มีใครใช้เงินซื้อความเงียบอีกต่อไป ทุกเสียงที่เคยถูกกลบไว้—เสียงร้องของเด็ก เสียงเตือนของผู้หญิงที่จากไป และเสียงของคนที่ถูกขัง—ในที่สุดก็มีคนยอมฟังจนจบ

Leave a Comment