เฉินเหว่ยยังจำเสียงหัวเราะนั้นได้ดี แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม
มันดังขึ้นในวินาทีที่รถสปอร์ตสีดำพุ่งชนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเขาจนตัวเขากับหลินอันล้มลงไปบนพื้นถนนหน้าศูนย์จัดงานแต่งงาน รถเก่าคันนั้นไถลไปกระแทกขอบทาง กระจกหน้าร้าว และตราสัญลักษณ์เล็ก ๆ บนถังน้ำมันหลุดกระเด็นไปกลางถนน
หลินอันมีแผลถลอกที่ฝ่ามือ ส่วนเฉินเหว่ยไหล่กระแทกจนชา เขารีบลุกขึ้นก่อนจะหันไปดูภรรยาใหม่ของตัวเอง
“อันอัน เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ฉันไม่เป็นไร” เธอตอบทั้งที่หน้าซีด “แต่รถ…”
มอเตอร์ไซค์คันเก่าของพวกเขาเป็นพาหนะเพียงอย่างเดียวที่มี มันพาเฉินเหว่ยไปทำงาน ส่งหลินอันกลับบ้าน และในเช้าวันนั้นมันเพิ่งพาพวกเขาออกจากสำนักงานเขต หลังจากทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันอย่างเงียบ ๆ เพราะไม่มีเงินจัดงานแต่งงาน
รถคันนี้มีสนิมขึ้นตามขอบ บังโคลนด้านซ้ายบุบ และไม่มีแม้แต่โลโก้ยี่ห้อให้คนมองเห็นชัด ๆ แต่สำหรับเฉินเหว่ย มันเป็นของที่มีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งในชีวิต
เพราะมันเป็นของชิ้นสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้เขา
ประตูรถสปอร์ตเปิดออก ชายหนุ่มในชุดสูทสีครีมก้าวลงมา เขาชื่อโจวเจ๋อ เป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลโจว เจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในเมืองเจียง เขามองรอยบุบที่กันชนรถตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองคู่บ่าวสาวด้วยแววตารังเกียจ
“พวกนายขี่รถเศษเหล็กแบบนี้ออกมาขวางถนนทำไม” เขาถาม “ไม่รู้หรือว่ารถคันนี้ราคาเท่าไร”
หลินอันกัดริมฝีปาก เธอเพิ่งสวมชุดเดรสสีขาวธรรมดาเพื่อถ่ายรูปทะเบียนสมรส ส่วนเฉินเหว่ยยังใส่เสื้อเชิ้ตที่มีคราบน้ำมันจากอู่ซ่อมรถเมื่อคืน เสื้อผ้าของทั้งคู่ดูไม่เหมือนคู่แต่งงานเลยแม้แต่น้อย
“คุณขับมาชนเราจากด้านหลัง” เฉินเหว่ยพูดอย่างใจเย็น “มีกล้องหน้ารถและกล้องวงจรปิดอยู่ตรงนั้น เราตรวจสอบได้”
โจวเจ๋อหัวเราะ
“แล้วนายจะเอาอะไรมาเรียกร้อง รถคันนี้เป็นรุ่นสั่งทำพิเศษ มูลค่าสี่ล้านหยวน แค่ฝากระโปรงก็แพงกว่ารถของพวกนายทั้งคันแล้ว”
คนที่เดินผ่านไปมาเริ่มหยุดดู บางคนยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัว
โจวเจ๋อหยิบธนบัตรห้าร้อยหยวนออกจากกระเป๋าสตางค์แล้วโยนลงบนพื้นใกล้เท้าของเฉินเหว่ย
“เอาไปซ่อมรถ แล้วรีบเข็นออกไป อย่ามาทำให้ฉันเสียเวลา วันนี้ฉันมีงานสำคัญ”
เฉินเหว่ยมองธนบัตรใบนั้น ไม่ได้ก้มลงเก็บ
หลินอันขยับเข้ามายืนข้างเขา แม้เสียงของเธอจะสั่น แต่แววตากลับแน่วแน่
“ห้าร้อยหยวนไม่พอแม้แต่ค่าผ้าเบรกค่ะ อีกอย่าง คุณเป็นฝ่ายชนเรา คุณควรรับผิดชอบตามจริง”
โจวเจ๋อหันไปมองเธอ ตั้งแต่ศีรษะจรดรองเท้าผ้าใบสีขาวที่มีรอยเปื้อน
“วันนี้ฉันอารมณ์ดีเพราะกำลังจะแต่งงาน ไม่อย่างนั้นคนอย่างพวกเธอคงไม่ได้ยืนพูดกับฉันแบบนี้”
คำพูดนั้นทำให้เฉินเหว่ยกำหมัด เขาไม่กลัวโจวเจ๋อ แต่เขาไม่อยากให้วันแรกของการแต่งงานกลายเป็นเรื่องวุ่นวาย เขาจึงก้มลงเก็บธนบัตรห้าร้อยหยวนจากพื้น แล้ววางมันบนฝากระโปรงรถสปอร์ต
“ผมไม่ต้องการเงินของคุณ”
โจวเจ๋อหน้าเปลี่ยนสี
“นายดูถูกฉันหรือ”
“ผมแค่ไม่รับเงินที่ใช้กลบความผิด”
เสียงหัวเราะของคนรอบข้างเงียบลงทันที ทุกคนรู้ว่าโจวเจ๋อไม่ใช่คนที่ควรหาเรื่องด้วย เขาเป็นลูกชายของโจวหรง เจ้าพ่อธุรกิจที่มีทั้งโรงแรม ศูนย์การค้า และโครงการที่ดินทั่วเมืองเจียง
โจวเจ๋อเดินเข้ามาใกล้ เขากระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นจัด
“ให้เวลาสิบนาที เรียกคนที่มีอำนาจมาคุยกับฉัน ถ้าทำไม่ได้ ฉันจะทำให้พวกนายรู้ว่าความจนมีราคาต้องจ่ายเท่าไร”
เฉินเหว่ยมองนาฬิกาข้อมือเก่า ๆ ของตัวเอง วันนี้เขาตั้งใจจะพาหลินอันไปกินบะหมี่ในร้านเล็ก ๆ แถวสถานีรถไฟ หลังจากจดทะเบียนเสร็จ จากนั้นเขาจะพาเธอไปพบแม่ยายเพื่อขอพรอย่างเป็นทางการ
แต่ตอนนี้รถของแม่เขาเสียหาย ภรรยาของเขาถูกดูถูก และชายตรงหน้ากำลังใช้เงินกับอำนาจกดหัวพวกเขาต่อหน้าคนทั้งถนน
“คุณอยากให้ผมเรียกใคร” เฉินเหว่ยถาม
โจวเจ๋อยิ้มเยาะ “เรียกพ่อแม่ของนาย เรียกเจ้าของอู่ หรือเรียกนายกเทศมนตรีก็ได้ ฉันอยากเห็นว่าคนขี่มอเตอร์ไซค์เก่า ๆ จะมีใครหนุนหลัง”
เฉินเหว่ยหยิบโทรศัพท์ออกมา เขากดหมายเลขหนึ่งที่ไม่ได้โทรมานานเกือบสิบปี
หลินอันหันมามองเขาอย่างกังวล “เหว่ย อย่าเรียกคนนั้นเลย”
“ถ้าไม่โทร วันนี้เราจะต้องยอมให้เขาทำอะไรก็ได้”
“แต่คุณเคยสัญญาว่าจะไม่กลับไปหาครอบครัวนั้น”
เฉินเหว่ยนิ่งไป เขาเคยสัญญากับหลินอันจริง ๆ ว่าจะไม่ให้ตระกูลเฉินเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตอีก เขาออกจากบ้านตั้งแต่อายุสิบแปด หลังจากทะเลาะกับพ่ออย่างรุนแรง และใช้ชื่อแม่ในการดำเนินชีวิตมาตลอด
สำหรับคนอื่น เขาคือช่างซ่อมเครื่องยนต์ธรรมดา ผู้ชายที่เช่าอพาร์ตเมนต์เก่าอยู่กับหญิงสาวจากครอบครัวยากจน
แต่ความจริงคือเขาเป็นบุตรชายคนโตของเฉินกั๋วเฉียง ประธานกลุ่มบริษัทจิงซือพาวเวอร์ บริษัทผลิตเครื่องยนต์ที่มีโรงงานอยู่หลายประเทศ
เขาไม่ได้หนีออกจากบ้านเพราะอยากได้อิสระเพียงอย่างเดียว เขาหนีเพราะพ่อบังคับให้เขาลงชื่อรับรองเอกสารที่โกงผลงานของแม่ และปลดเธอออกจากตำแหน่งหัวหน้าวิศวกร ทั้งที่สิทธิบัตรระบบเครื่องยนต์รุ่นใหม่เป็นผลงานของเธอเกือบทั้งหมด
หลังแม่เสียชีวิต พ่อกลับประกาศต่อสื่อว่าเธอเป็นเพียงผู้ช่วยในโครงการ และให้เฉินเหว่ยรับตำแหน่งแทน เขาปฏิเสธทุกอย่าง ทิ้งรถหรู บัตรเครดิต และชื่อเสียง แล้วหายไปจากวงการ
สิ่งเดียวที่เขานำติดตัวไปคือมอเตอร์ไซค์ต้นแบบของแม่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อทดสอบเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง แต่ไม่เคยถูกผลิตขายอย่างเป็นทางการ
รถคันนั้นจึงไม่มีโลโก้ ไม่มีเลขรุ่น และไม่มีใครรู้ว่ามันมีค่าเท่าไร
เฉินเหว่ยกดโทรออก
ปลายสายรับภายในไม่กี่วินาที
“คุณชายใหญ่?” เสียงชายสูงวัยดังขึ้นด้วยความตกใจ “ในที่สุดคุณก็โทรมา”
“ลุงจาง มาที่ถนนหลินเจียงหน้าศูนย์จัดงานแต่งงาน”
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
“รถของแม่ถูกชน”
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ราวกับชายคนนั้นกำลังพยายามกลั้นลมหายใจ
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ”
โจวเจ๋อได้ยินเพียงบางส่วน เขาหัวเราะเสียงดัง
“โทรเรียกคนมาแสดงละครหรือไง รถเช่ากี่คันถึงจะทำให้ฉันกลัว”
ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา เสียงเครื่องยนต์จำนวนมากก็ดังขึ้นจากปลายถนน ขบวนรถสีดำแล่นเข้ามาทีละคัน รถแต่ละคันติดตราสีทองของกลุ่มจิงซือพาวเวอร์ ประตูรถเปิดพร้อมกัน ชายชุดสูทหลายสิบคนลงมายืนเป็นแถว
คนที่เดินนำหน้าคือจางเหวิน ผู้จัดการใหญ่ของบริษัท เขาอายุเกือบหกสิบปีและเป็นคนสนิทของแม่เฉินเหว่ยตั้งแต่ยังทำงานอยู่ในห้องทดลอง
ทันทีที่เห็นเฉินเหว่ย จางเหวินก็เดินเร็วขึ้น ก่อนจะก้มศีรษะให้
“คุณชายใหญ่ คุณบาดเจ็บหรือเปล่าครับ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วบริเวณ
โจวเจ๋อยืนนิ่ง สีหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจเริ่มแข็งค้าง เขาหันมองรถหลายสิบคัน แล้วแค่นหัวเราะเพื่อปกปิดความไม่สบายใจ
“คุณชายใหญ่? จ้างนักแสดงมาหรือไง”
จางเหวินไม่ได้สนใจเขา เขาคุกเข่าลงตรวจดูมอเตอร์ไซค์ที่ล้มอยู่ ก่อนจะเห็นรอยขีดข่วนบนฝาครอบเครื่องยนต์ ใบหน้าของเขาซีดลงทันที
“นี่คือรุ่นต้นแบบหมายเลขศูนย์หนึ่ง”
วิศวกรวัยกลางคนที่ตามมาด้วยรีบหยิบเครื่องสแกนขึ้นมาตรวจ เขามองค่าบนหน้าจอซ้ำหลายครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง
“ระบบขับเคลื่อนยังสมบูรณ์กว่าที่คิด เครื่องยนต์ชุดนี้มีพลังงานหนาแน่นสูงกว่ารุ่นผลิตปัจจุบันเกือบสามเท่า ถ้านำออกประมูล มูลค่าไม่ต่ำกว่าสองพันล้านหยวน”
คนรอบข้างเงียบกริบ
ผู้ช่วยของโจวเจ๋อหัวเราะออกมาอย่างไม่เชื่อ “สองพันล้าน? แค่รถเก่า ๆ ที่ไม่มีตรายี่ห้อเนี่ยนะ”
จางเหวินหันไปมองเขา
“ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องเครื่องยนต์ ก็ไม่ควรพูดให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร”
โจวเจ๋อหน้าแดง เขาหันไปหาเฉินเหว่ยแล้วชี้นิ้ว
“ต่อให้รถนี่มีค่าจริง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน ครอบครัวฉันมีเงินมากพอจะชดใช้รถเก่า ๆ ของนายอยู่แล้ว”
“รถของผมเสียหาย คุณเป็นคนชน” เฉินเหว่ยตอบ “เราเพียงต้องการให้ตรวจสอบตามหลักฐานและชดใช้ตามจริง”
โจวเจ๋อไม่ยอมอ่อนข้อ เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาพ่อ
“พ่อครับ ผมมีเรื่องที่หน้าศูนย์จัดงาน มีคนขี่มอเตอร์ไซค์มาชนรถผม แล้วเรียกคนมาข่มขู่”
เสียงของโจวหรงดังลอดออกมาจากลำโพง แม้คนอื่นจะฟังไม่ชัด แต่โจวเจ๋อก็ยิ้มขึ้นทันที
“ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวพ่อให้คนไปจัดการ”
โจวเจ๋อวางสายแล้วหันไปทางเฉินเหว่ย
“ได้ยินไหม วันนี้ฉันกำลังจะเป็นลูกเขยของตระกูลกู่ เจ้าภาพงานแต่งที่มีอิทธิพลที่สุดในเมือง คนที่อยู่เบื้องหลังฉันไม่ใช่คนที่พวกนายจะยุ่งได้”
เขาก้มลงเก็บธนบัตรห้าร้อยหยวน แล้วโยนกลับไปที่เท้าของเฉินเหว่ย
“ตอนนี้รับเงินไป ขอโทษฉันกับรถ แล้วฉันจะถือว่าเรื่องนี้จบ”
หลินอันกำลังจะพูด แต่เฉินเหว่ยจับมือเธอไว้ เขาไม่อยากให้เธอเสียเวลาโต้เถียงกับคนที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด
“คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษที่มีเงินมากกว่าคนอื่น” เขาพูด “แต่คุณจำเป็นต้องรับผิดชอบเมื่อทำร้ายคนอื่น”
โจวเจ๋อเดินเข้ามาผลักไหล่เขา
“อย่ามาสั่งสอนฉัน”
เฉินเหว่ยถอยไปหนึ่งก้าวเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลาย ทว่าหลินอันกลับล้มลงเพราะถูกกระแทก เธอยกมือกุมข้อเท้า สีหน้าซีดกว่าเดิม
ครั้งนั้นเอง ความอดทนของเฉินเหว่ยก็หมดลง
เขาหันไปหาจางเหวิน
“เรียกตำรวจ และขอภาพจากกล้องทั้งหมด อย่าให้ใครแตะรถหรือเก็บเงินบนพื้น จดชื่อพยานทุกคนไว้”
จางเหวินพยักหน้า “ครับ”
โจวเจ๋อหัวเราะ “คิดว่ามีรถเยอะแล้วจะเปลี่ยนความจริงได้หรือ รถฉันเสียหายจริง ส่วนพวกนายก็ขี่รถเก่ามาชนฉัน”
“เราไม่ได้กลัวการตรวจสอบ” เฉินเหว่ยพูด “แต่ดูเหมือนคุณจะกลัวมาก”
ก่อนที่โจวเจ๋อจะตอบ เสียงรถหลายคันก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นขบวนรถหรูของตระกูลโจวและตระกูลกู่ รถนำหน้าติดริบบิ้นสีแดง มีแขกในชุดพิธีการนั่งอยู่เต็มคัน
โจวเจ๋อยิ้มเมื่อเห็นชายวัยกลางคนลงจากรถ เขาคือโจวหรง ผู้เป็นพ่อ
“พ่อมาพอดี” โจวเจ๋อรีบเดินเข้าไปหา “คนพวกนี้ตั้งใจหาเรื่องผม พวกเขาเรียกรถปลอมกับคนปลอมมาข่มขู่”
โจวหรงไม่ได้ตอบทันที เขามองขบวนรถของจิงซือพาวเวอร์ แล้วมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างมอเตอร์ไซค์เก่า
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ
เขาจำเฉินเหว่ยได้ แม้ลูกชายจะผอมลง ผมยาวขึ้น และสวมเสื้อผ้าธรรมดา แต่แววตาคู่นั้นเหมือนแม่ของเขาไม่มีผิด
“เหว่ย…”
เสียงเรียกเพียงคำเดียวทำให้ทุกคนหันมอง
เฉินเหว่ยไม่ได้ตอบ เขายืนบังหลินอันไว้ด้านหลัง แล้วพูดกับพ่อด้วยน้ำเสียงห่างเหิน
“ผมไม่ใช่คนในครอบครัวคุณแล้ว”
โจวเจ๋อมองพ่อสลับกับเฉินเหว่ย “พ่อรู้จักเขา?”
โจวหรงไม่สนใจคำถาม เขาเดินเข้ามาสองก้าว แต่หยุดเมื่อเห็นแววตาเย็นชาของลูกชาย
“กลับบ้านกับพ่อ เราค่อยคุยกัน”
“ไม่มีอะไรต้องคุย”
“เรื่องรถของแม่ พ่ออธิบายได้”
เฉินเหว่ยหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
“ตอนแม่ยังมีชีวิตอยู่ พ่อบอกทุกคนว่าเธอเป็นแค่ผู้ช่วย วันนี้รถของเธอถูกชน พ่อถึงจำได้ว่าเธอมีลูกชาย”
ใบหน้าของโจวหรงกระตุก เขาเคยคิดว่าการตัดชื่อเฉินเหว่ยออกจากบริษัทจะทำให้ลูกชายกลับมาในวันที่ลำบาก แต่เขาไม่เคยคิดว่าเด็กหนุ่มที่เงียบและเชื่อฟังในวันนั้นจะตัดขาดได้เด็ดขาดถึงเพียงนี้
โจวเจ๋อเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาหันไปถามพ่อ
“เขาเป็นใครกันแน่”
ไม่มีใครตอบ
จางเหวินเป็นคนพูดแทน
“เขาคือเฉินเหว่ย ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของจิงซือพาวเวอร์ และเป็นผู้คิดค้นระบบเครื่องยนต์ที่ทำให้บริษัทของเรารอดจากวิกฤตเมื่อสิบปีก่อน”
โจวเจ๋อหน้าซีด
“เป็นไปไม่ได้ เขาเป็นแค่ช่างซ่อมรถ”
“เขาเลือกเป็นช่างซ่อมรถ” จางเหวินตอบ “ไม่ใช่เพราะเขาทำอะไรได้แค่นั้น”
หนึ่งในคนของจางเหวินเปิดแท็บเล็ต แสดงเอกสารสิทธิบัตร ภาพถ่ายจากห้องทดลอง และสัญญาโอนหุ้นที่ลงชื่อโดยมารดาของเฉินเหว่ย ทุกอย่างมีวันที่ชัดเจน ก่อนที่โจวหรงจะประกาศว่าโครงการทั้งหมดเป็นผลงานของบริษัท
ความจริงที่ถูกฝังไว้นานหลายปีเริ่มปรากฏต่อหน้าคนจำนวนมาก
โจวหรงหันไปมองจางเหวินอย่างโกรธจัด
“เรื่องในครอบครัวไม่จำเป็นต้องเอามาพูดตรงนี้”
“ถ้าเป็นเรื่องในครอบครัว คุณก็ควรอธิบายกับคุณชายใหญ่ตั้งแต่วันที่คุณยึดผลงานของคุณหญิงหลิน”
ชื่อของแม่ทำให้เฉินเหว่ยกำมือแน่น เขาไม่อยากให้ใครใช้ความผิดของพ่อเป็นเหตุให้คนอื่นสงสาร แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความเจ็บปวดที่เก็บไว้นานยังไม่เคยหายไป
หลินอันค่อย ๆ ลุกขึ้น แม้ข้อเท้าจะเจ็บ
“เหว่ย เราไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงนี้อีกแล้ว”
เขามองเธอ แล้วมองรถของแม่ที่เสียหาย
“ผมอยากจบเรื่องนี้ให้ถูกต้อง”
ตำรวจมาถึงในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตรวจวิดีโอจากกล้องวงจรปิด ภาพแสดงชัดว่าโจวเจ๋อขับรถเร็วและเปลี่ยนเลนกะทันหัน ก่อนชนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของเฉินเหว่ย ส่วนกล้องหน้ารถของรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ริมถนนบันทึกเสียงโจวเจ๋อข่มขู่และโยนเงินลงพื้นไว้ครบถ้วน
โจวเจ๋อยังคงพยายามปฏิเสธ เขาบอกว่าคนจำนวนมากของจิงซือพาวเวอร์ถูกจ้างมาเพื่อกดดันเขา แต่พยานหลายคนยืนยันเหตุการณ์ตรงกัน รวมถึงชายชราที่เก็บธนบัตรห้าร้อยหยวนไว้ให้ตำรวจเป็นหลักฐาน
เมื่อเห็นว่าหลักฐานแน่นหนา โจวหรงจึงเดินเข้ามาหาเฉินเหว่ย
“พ่อจะชดใช้ค่าซ่อมทั้งหมด และจะให้บริษัทจัดการเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว”
“ผมไม่ต้องการเงินของพ่อ”
“เหว่ย อย่าทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่”
“คนของพ่อพูดประโยคนี้กับแม่หรือเปล่า ตอนพ่อเอาผลงานของเธอไป”
โจวหรงเงียบ
“พ่อรู้ว่าลายเซ็นในสัญญาโอนสิทธิบัตรไม่ใช่ลายเซ็นของแม่” เฉินเหว่ยพูดต่อ “พ่อรู้ว่าเธอไม่เคยยอมขายผลงาน แต่พ่อก็ยังให้ทนายจัดการเอกสารทั้งหมด เพราะตอนนั้นบริษัทกำลังจะล้มละลาย”
“พ่อทำเพื่อรักษาบริษัท”
“และแม่ต้องตายพร้อมกับความจริงที่ไม่มีใครเชื่อ”
คำพูดนั้นทำให้โจวหรงนิ่งไป เขาไม่เคยคิดว่าลูกชายจะรู้รายละเอียดมากขนาดนี้
เฉินเหว่ยหยิบซองเอกสารจากกระเป๋าเสื้อ เขาเก็บมันไว้หลายปี เป็นสำเนาบันทึกเสียงของแม่และเอกสารต้นฉบับที่ลุงจางช่วยค้นคืนจากห้องเก็บเอกสารเก่า
“ผมยังไม่ฟ้องพ่อ เพราะแม่เคยบอกว่าไม่อยากเห็นครอบครัวล่มสลาย แต่ผมจะคืนชื่อและผลงานให้เธออย่างเป็นทางการ และจะไม่ยอมให้บริษัทใช้ชื่อเธอเพื่อโฆษณาอีก ถ้าไม่ยอม ผมจะส่งเอกสารทั้งหมดให้ศาล”
โจวหรงมองซองเอกสารด้วยแววตาเหนื่อยล้า
เขาเข้าใจแล้วว่าลูกชายไม่ได้กลับมาเพื่อเงิน และไม่ได้เรียกคนมาข่มขู่ใคร เขาเพียงต้องการให้ครั้งหนึ่งในชีวิต มีคนยอมรับว่าแม่ของเขาเป็นผู้สร้างผลงานนั้นจริง ๆ
ทางด้านโจวเจ๋อถูกตำรวจเชิญไปให้ปากคำเรื่องการขับรถประมาทและการข่มขู่ ส่วนรถสปอร์ตถูกนำไปตรวจสภาพ ความเสียหายของรถไม่รุนแรงอย่างที่เขากล่าวอ้าง ขณะที่มอเตอร์ไซค์ของเฉินเหว่ยได้รับความเสียหายที่โครงด้านข้าง ระบบบังคับเลี้ยว และชุดควบคุมเครื่องยนต์
ความเสียหายเหล่านั้นไม่อาจประเมินด้วยราคาตลาดทั่วไปได้ เพราะไม่มีอะไหล่สำเร็จรูปสำหรับรถต้นแบบ
หลังการเจรจาหลายสัปดาห์ บริษัทต้องจ่ายค่าซ่อมและค่ารักษาของหลินอันเต็มจำนวน โจวเจ๋อต้องจ่ายค่าปรับและถูกพักใบอนุญาตขับรถเป็นเวลาหนึ่งปี นอกจากนี้ เขายังถูกถอดออกจากตำแหน่งผู้บริหารฝึกหัดของบริษัทตระกูลโจว เพราะคลิปเหตุการณ์แพร่ไปทั่วอินเทอร์เน็ต และคู่หมั้นจากตระกูลกู่ยกเลิกการแต่งงาน
ไม่ใช่เพราะเธอเพิ่งรู้ว่าเขาเป็นคนหยาบคาย แต่เพราะเธอเห็นว่าเขาไม่เคยรู้สึกผิดจริง ๆ จนกระทั่งรู้ว่าคู่กรณีมีอำนาจมากกว่าเขา
โจวหรงไม่ได้ถูกจับ เขาอ้างว่าการโอนสิทธิบัตรเกิดจากความเข้าใจผิดในกระบวนการจัดการบริษัท แต่การตรวจสอบภายในพบเอกสารหลายฉบับที่ไม่ชอบมาพากล เขาจึงต้องคืนสิทธิ์บางส่วนให้กองทุนในชื่อของหลินอัน แม่ของเฉินเหว่ย และลาออกจากตำแหน่งประธานเพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบย้อนหลัง
เฉินเหว่ยไม่กลับไปอยู่บ้านตระกูลโจว เขาเลือกเช่าโรงงานเล็ก ๆ แห่งหนึ่งกับหลินอัน เพื่อซ่อมมอเตอร์ไซค์และพัฒนาเครื่องยนต์รุ่นใหม่ เขาใช้เงินจากหุ้นที่ได้รับคืนเพียงส่วนหนึ่ง ไม่ได้ซื้อคฤหาสน์หรือรถหรู และยังคงขี่รถคันเก่าที่ซ่อมเสร็จแล้วไปทำงานทุกวัน
หลินอันถามเขาหลายครั้งว่าเหตุใดจึงไม่เปลี่ยนรถใหม่ ในเมื่อเขามีเงินมากพอจะซื้อรถได้เป็นสิบคัน
เฉินเหว่ยมักตอบว่า
“คันนี้พาเรามาถึงวันที่เราแต่งงานกัน ถ้าเปลี่ยนตอนนี้ก็เหมือนทิ้งพยานคนสำคัญ”
หลายเดือนต่อมา รถต้นแบบถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีของเมือง ภายใต้ชื่อของแม่เขาเป็นครั้งแรก ป้ายข้อมูลขนาดใหญ่ระบุว่า ระบบเครื่องยนต์รุ่นนี้เป็นผลงานของวิศวกรหลินเยว่ และได้รับการบูรณะโดยเฉินเหว่ย ลูกชายของเธอ
ในวันเปิดงาน โจวหรงมาด้วยตัวเอง เขายืนอยู่หน้าแผ่นป้ายเป็นเวลานาน ก่อนจะพูดกับเฉินเหว่ยโดยไม่มองหน้า
“พ่อขอโทษที่ตอนนั้นเลือกบริษัทแทนแม่ของลูก”
เฉินเหว่ยไม่ได้ตอบรับคำขอโทษทันที เขาใช้เวลานานเกินกว่าจะลืม และความเสียหายบางอย่างก็ไม่สามารถซ่อมกลับเหมือนเดิมได้
“ผมไม่รู้ว่าวันหนึ่งจะให้อภัยพ่อได้ไหม” เขาพูด “แต่ผมจะไม่ใช้ความโกรธทำลายชีวิตตัวเองอีก”
โจวหรงพยักหน้า แล้วเดินจากไปโดยไม่ขอให้ลูกชายกลับบ้าน
นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาเคารพการตัดสินใจของเฉินเหว่ยอย่างแท้จริง
เย็นวันนั้น เฉินเหว่ยกับหลินอันขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากพิพิธภัณฑ์ด้วยกัน แผลที่ข้อเท้าของหลินอันหายดีแล้ว เธอนั่งซ้อนท้ายและกอดเอวเขาไว้ ขณะที่สายลมพัดผ่านถนนเส้นเดิมซึ่งครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเยาะ
ก่อนออกเดินทาง เธอหันไปมองเขา
“ครั้งนี้อย่าขับเร็วนะ สามีของฉัน”
เฉินเหว่ยยิ้ม
“ครับ ภรรยาของผม”
รถเก่าคันนั้นเคลื่อนผ่านประตูเมืองช้า ๆ เครื่องยนต์ที่ไม่มีโลโก้ยังคงทำงานอย่างหนักแน่น ราวกับไม่เคยสนใจเลยว่าใครจะมองมันต่ำต้อยเพียงใด
เพราะบางสิ่งไม่ได้มีค่าจากป้ายราคา และบางคนก็ไม่จำเป็นต้องตะโกนบอกโลกว่าตัวเองเป็นใคร แค่วันหนึ่งความจริงจอดอยู่ตรงหน้า ทุกคนก็จะรู้เองว่าใครเป็นคนขับรถ และใครเป็นเพียงคนที่ยืนขวางทาง