ภรรยาที่ถูกโยนลงทะเลกลับมาทวงลูกสาวคืน ในคืนที่สามีกำลังแต่งงานกับหลานสาวของศัตรู

มือของฉันลื่นหลุดจากราวเหล็กเพียงนิดเดียว ขณะที่ผู้ชายที่เคยสัญญาว่าจะปกป้องฉันยืนมองอยู่เหนือศีรษะ พร้อมพูดคำที่ทำให้หัวใจฉันแตกสลาย

“ช่วยฉันเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม วินเวย”

ข้างล่างคือทะเลสีดำในคืนส่งท้ายปีเก่า คลื่นกระแทกเรือสำราญจนตัวฉันกระแทกเข้ากับผนังหลายครั้ง เสื้อผ้าเปียกจนหนักอึ้ง และเลือดจากหน้าผากไหลลงเข้าตา แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความตายคือรอยยิ้มของเสิ่นเฉิง สามีที่ฉันอดทนเลี้ยงดูและช่วยเหลือมานานห้าปี

ฉันอยากรู้ว่าเหตุใดเขาจึงพาฉันมาที่นี่ ทั้งที่ควรกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ด้วยกัน และอยากรู้ว่าใครกันที่ใช้ชื่อของฉันส่งข้อความนัดเขาออกมา ก่อนที่ฉันจะเห็นผู้หญิงอีกคนยืนอยู่ในชุดเจ้าสาวบนเรือของตระกูลเสิ่น

“ปล่อยมือสิ” เสิ่นอีอีตะโกนจากดาดฟ้า “ถ้าเธอตกลงไป ทุกอย่างก็จะจบลงอย่างสวยงาม”

ฉันกำราวแน่นกว่าเดิม ผู้ช่วยหลีซึ่งถูกคนของพวกเขาซ้อมจนตกลงไปเกือบครึ่งตัวกำลังเกาะแขนฉันอยู่ เขาเป็นคนเดียวที่ตามฉันขึ้นเรือมา และตอนนี้กำลังพยายามช่วยดึงฉันกลับขึ้นไป

“คุณหนู อย่าสนใจผม ปล่อยมือแล้วขึ้นไปจัดการพวกมันเถอะครับ”

“หุบปาก!” ฉันกัดฟัน “ฉันไม่ทิ้งนาย”

ห้าปีก่อน ฉันเคยทิ้งทุกอย่างเพื่อเสิ่นเฉิง ทั้งชื่อเสียง เงินทอง และครอบครัวของตัวเอง ฉันคิดว่าความรักของเขาจริงใจ จึงยอมแต่งงานกับเขาโดยไม่เปิดเผยว่าฉันคือเสิ่นวินเวย ลูกสาวคนเดียวของผู้นำตระกูลเสิ่น มหาเศรษฐีที่คนทั้งเมืองรู้จัก

ฉันอยากให้เขารักฉันในฐานะผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่เพราะทรัพย์สินหรืออำนาจของพ่อแม่ จึงใช้ชีวิตในบ้านหลังเล็ก ทำอาหาร ซักผ้า ดูแลพ่อแม่ของเขา และทำงานทุกอย่างที่พวกเขาสั่ง โดยไม่เคยบอกว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดในบ้านมาจากบัญชีของฉัน

ช่วงแรกเสิ่นเฉิงเคยจับมือฉันแล้วบอกว่า ต่อให้วันหนึ่งฉันไม่มีเงิน เขาก็จะไม่ทอดทิ้งกัน คำพูดนั้นทำให้ฉันยอมรับความเหนื่อยล้าได้อีกหลายปี

แต่คำสัญญามักมีอายุสั้นกว่าบาดแผล

“รีบดึงพวกมันขึ้นมา!” เสียงชายชราคนหนึ่งดังจากด้านบน “อย่าให้เกิดเรื่องใหญ่บนเรือของฉัน”

คนของตระกูลเสิ่นยื่นไม้ยาวลงมา ไม่ใช่เพื่อช่วย แต่เพื่อเขี่ยมือฉันให้หลุด เสิ่นอีอียืนอยู่ข้างเสิ่นเฉิง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความรังเกียจและความสะใจ

“เธอเป็นแค่แม่บ้านจน ๆ คนหนึ่ง กล้าขึ้นมาบนเรือของคุณลุงได้อย่างไร” เธอพูด “วันนี้ฉันกำลังจะประกาศแต่งงานกับเฉิง พวกเรากำลังจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน เธออย่ามาทำลายงานของฉัน”

ฉันมองชายที่เคยเป็นสามี เขาไม่แม้แต่จะปฏิเสธคำพูดนั้น

“เฉิง” ฉันเรียกเขา “ลงมาดึงฉันขึ้นไป”

เขาเดินมาที่ราวเหล็กช้า ๆ มองฉันเหมือนมองสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่บนเรือ

“วินเวย เธอมาที่นี่ทำไม”

“คนที่ใช้ชื่อฉันนัดนายออกมาเป็นใคร”

เสิ่นอีอีหัวเราะ “ฉันเอง แล้วจะทำไม”

ฉันเงยหน้ามองเธอ “เธอรู้ว่าฉันเป็นใครหรือเปล่า”

“รู้สิ เธอคืออดีตภรรยาที่เฉิงไม่ต้องการอีกแล้ว”

คำว่าอดีตภรรยาทำให้ฉันชะงัก ฉันหยิบทะเบียนสมรสที่ใส่ซองกันน้ำออกจากกระเป๋า แม้กระดาษจะยับและชื้น แต่ตราประทับยังชัดเจน

“ฉันกับเสิ่นเฉิงยังไม่ได้หย่ากัน”

แม่ของเสิ่นเฉิงหน้าถอดสีไปวูบหนึ่ง ก่อนจะตะโกนกลบเกลื่อน “ใบปลอม! ผู้หญิงแบบแกจะมีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้องคำอธิบายจากพวกเรา”

“ถ้ามันปลอม ก็ให้ลูกชายคุณพิสูจน์สิ”

เสิ่นเฉิงกำหมัด “พอได้แล้ว กลับไปบ้านซะ วินเวย อย่าทำให้ฉันต้องอับอาย”

ฉันเกือบหัวเราะ ความอับอายของเขาคือการที่ภรรยาตามมาพบ ส่วนความอับอายของฉันคือการได้เห็นว่าคนที่ฉันเคยรักพร้อมจะฆ่าฉัน เพื่อให้พิธีแต่งงานของเขาดำเนินต่อไป

“ฉันอยู่บ้านของนายห้าปี ดูแลพ่อแม่ของนาย ส่งเงินรักษาธุรกิจของนาย และยอมให้ทุกคนเรียกฉันว่าคนรับใช้ วันนี้นายกลับบอกว่าฉันทำให้นายอับอายงั้นหรือ”

เสิ่นอีอีเดินเข้ามาใกล้ราว “เฉิงไม่เคยรักเธอ เขาอยู่กับเธอเพราะสงสาร และตอนนี้เขาพบคนที่เหมาะสมกว่าแล้ว”

“เหมาะสมกว่าเพราะเป็นหลานสาวของเจ้าของเรือหรือเพราะครอบครัวเธอจะช่วยปลดหนี้ของเขา”

รอยยิ้มของเสิ่นอีอีหายไป

นั่นคือเหตุผลที่เสิ่นเฉิงแต่งงานกับเธอ ธุรกิจของเขากำลังจะล้ม เขานำเงินของบริษัทไปลงทุนในโครงการก่อสร้างที่ไม่เคยเริ่ม และใช้ชื่อฉันค้ำประกันเงินกู้หลายก้อนโดยที่ฉันไม่รู้ พ่อของเสิ่นอีอีเสนอจะชำระหนี้ทั้งหมด หากเขายอมแต่งงานกับเธอ

เมื่อสัปดาห์ก่อน ฉันพบเอกสารฉบับหนึ่งในลิ้นชักโต๊ะทำงานของเขา วันที่ในเอกสารระบุว่าเราเลิกกันแล้ว ทั้งที่วันนั้นฉันยังพาแม่ของเขาไปโรงพยาบาล และใบหย่ามีลายเซ็นของฉันที่เหมือนจริงทุกอย่าง ยกเว้นเส้นเล็ก ๆ ตรงปลายตัวอักษร ซึ่งฉันไม่เคยเขียนแบบนั้น

ฉันยังไม่ทันสืบว่าใครปลอมลายเซ็น เสิ่นเฉิงก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะกลับบ้านช้า ฉันจึงให้ผู้ช่วยหลีตรวจสอบรถของเขา และพบว่าเขาไม่ได้ไปทำงาน แต่เดินทางมาที่เรือลำนี้

“คุณหนูครับ จับแน่น ๆ!” ผู้ช่วยหลีตะโกน

เขาใช้แรงทั้งหมดดันตัวขึ้นมา ทันใดนั้นคนของเสิ่นอีอีก็ฟาดไม้ลงบนไหล่เขา ร่างของเขาเสียหลักตกลงไปในทะเล ฉันเอื้อมมือคว้าแขนเขาไว้จนตัวเองถูกลากไปชนราวเหล็ก

“ช่วยเขา!” ฉันตะโกน

ไม่มีใครขยับ

เสิ่นเฉิงกลับมองฉันนิ่ง ๆ แล้วพูดว่า “เธอรู้ทุกอย่างแล้วสินะ”

“รู้ว่านายกำลังจะฆ่าฉันหรือยังไม่พอ”

เขาหลับตาเหมือนกำลังตัดสินใจเรื่องธุรกิจ ไม่ใช่ชีวิตของภรรยา “ขอโทษนะ วินเวย โอกาสนี้สำคัญกับฉันมาก ฉันต้องคว้ามันไว้”

จากนั้นเขาก็เตะมือฉันออกจากราว

เสียงร้องของฉันถูกกลืนหายไปในคลื่น แต่ผู้ช่วยหลีคว้าสายเชือกที่ห้อยอยู่ใกล้ ๆ ได้ก่อน เขาพยายามพยุงตัวเองและฉันไว้ จนเรือเล็กของทีมรักษาความปลอดภัยแล่นเข้ามาช่วย

ฉันถูกดึงขึ้นดาดฟ้าในสภาพหนาวสั่น และถูกคนของเสิ่นเฉิงจับกดกับพื้นทันที เสิ่นอีอีเดินเข้ามาเตะซองเอกสารจากมือฉัน

“เธอกล้าทำร้ายฉันต่อหน้าทุกคน แล้วยังแอบอ้างเป็นลูกสาวตระกูลเสิ่นอีก”

“ฉันไม่ได้แอบอ้าง”

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งใจจะวิดีโอคอลหาพ่อแม่ แต่หน้าจอมืดสนิท โทรศัพท์คงตกทะเลไปพร้อมกับตอนที่ช่วยผู้ช่วยหลี

เสิ่นอีอียิ้มกว้าง “โทรสิ ถ้าเธอเป็นตัวจริงก็โทรหาพ่อของเธอ ให้ทุกคนเห็นว่าเขาจะรับสายเธอหรือไม่”

ฉันมองโทรศัพท์ที่พังแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองถูกตัดขาดจากบ้านเป็นครั้งแรกในรอบห้าปี แต่ฉันยังมีอย่างอื่น

ฉันใช้มือกดปุ่มเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้กระดุมเสื้อคลุม เครื่องบันทึกเสียงยังทำงานอยู่ มันเป็นอุปกรณ์ที่ผู้ช่วยหลีมอบให้ก่อนขึ้นเรือ เพราะเขาสงสัยว่าคืนนี้อาจเกิดอันตราย

ทุกคำขู่ ทุกคำสั่ง และคำสารภาพของเสิ่นเฉิงถูกบันทึกไว้ทั้งหมด

“คุกเข่าลง” เสิ่นอีอีสั่ง “ขอบคุณทุกคนที่เหนื่อยเพื่อเธอ แล้วฉันจะปล่อยให้เธอออกจากเรือ”

ฉันค่อย ๆ ลุกขึ้น แม้หัวเข่าจะสั่น “เธอแน่ใจหรือว่าจะปล่อยฉัน”

“แน่นอน ถ้าเธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนหลอกลวง”

ฉันมองคนที่ยืนล้อมอยู่ ก่อนหันไปทางประตูทางขึ้นเรือ “ถ้าอย่างนั้นก็เปิดทางให้ฉัน”

เสิ่นเฉิงคว้าแขนฉัน “เธอคิดว่าจะไปไหน”

“ไปทวงสิ่งที่พวกนายขโมยไปจากฉัน”

แม่ของเขาขมวดคิ้ว “แกหมายถึงอะไร”

ฉันหันกลับไป “ลูกสาวของฉัน”

บนดาดฟ้าเงียบลงทันที

ห้าปีก่อน ฉันตั้งครรภ์ในช่วงที่แต่งงานกับเสิ่นเฉิง การตั้งครรภ์ของฉันมีความเสี่ยงสูง ฉันต้องนอนพักอยู่ในบ้านตระกูลเสิ่นเกือบตลอดเวลา และในคืนคลอด ฉันเสียเลือดมากจนหมดสติไปหลายชั่วโมง

เมื่อตื่นขึ้นมา หมอบอกว่าลูกสาวของฉันเสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด

ฉันร้องไห้อยู่หลายวัน แต่เสิ่นเฉิงกับแม่ของเขาบอกว่าควรยอมรับความจริง พวกเขานำใบรับรองการตายมาให้ดู และขอให้ฉันเข้มแข็ง ฉันเชื่อพวกเขา เพราะในเวลานั้นฉันยังมองเสิ่นเฉิงเป็นที่พึ่งเพียงคนเดียว

แต่คืนนี้ ชายชราผู้เป็นปู่ของเสิ่นเฉิงกลับหลุดปากก่อนถูกผู้ช่วยหลีขัดจังหวะ

“เด็กที่แกคลอดออกมาตอนนั้นไม่ได้ตาย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แม่บ้านเก่าของบ้านเป็นคนเอาเด็กไปทิ้งที่สถานสงเคราะห์”

ฉันจ้องเขา “ลูกสาวของฉันอยู่ที่ไหน”

เขาเบือนหน้า “ผ่านมาตั้งห้าปีแล้ว ฉันจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเด็กนั่นตายหรือยัง”

“ใครสั่งให้ทำ”

ไม่มีใครตอบ

ฉันหันไปมองเสิ่นเฉิง เขาหน้าซีดลงจนแทบไม่มีสีเลือด

“นายรู้เรื่องนี้หรือเปล่า”

“ฉันเพิ่งรู้…”

“โกหก”

ฉันกดปุ่มบันทึกเสียงให้ดังขึ้นจากลำโพงของเครื่อง อากาศบนเรือเต็มไปด้วยเสียงของแม่เสิ่นเฉิงเมื่อหลายวันก่อน เธอคุยกับเสิ่นเฉิงเรื่องเอกสารหย่า และพูดว่า หากฉันยังมีชีวิตอยู่ก็จะไม่มีทางแต่งงานกับเสิ่นอีอีได้อย่างถูกต้อง

จากนั้นเป็นเสียงของชายชราที่พูดถึงเด็กทารกและเงินที่จ่ายให้หมอ

เสิ่นอีอีถอยหลัง “นี่มันตัดต่อ”

“อาจเป็นการตัดต่อ ถ้ามีแค่เสียง” ฉันพูด “แต่ฉันยังมีเอกสาร”

ผู้ช่วยหลีที่ถูกพยุงขึ้นมาจากเรือเล็กยื่นซองพลาสติกให้ฉัน ภายในมีสำเนาเวชระเบียนจากโรงพยาบาล ใบรับเงินของหมอ และรูปถ่ายจากกล้องวงจรปิดในคืนที่ฉันคลอด

ในรูปนั้น แม่บ้านเก่าของตระกูลเสิ่นอุ้มทารกออกจากประตูด้านหลังโรงพยาบาล เธอไม่ได้ไปคนเดียว ชายที่เดินตามหลังคือผู้ช่วยของแม่เสิ่น ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสองปีก่อน

“ฉันใช้เวลาหลายเดือนตามหาหลักฐาน” ผู้ช่วยหลีพูด “หมอคนนั้นยอมให้ปากคำหลังจากพบว่าโรคของตัวเองไม่สามารถรักษาได้แล้วครับ เขาบอกว่าคุณหนูไม่ได้คลอดลูกที่เสียชีวิต แต่ถูกพาตัวออกไปหลังคลอดไม่นาน”

ฉันก้าวไปหาเสิ่นเฉิง “นายรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหน”

เขาไม่ตอบ

เสิ่นอีอีเป็นคนตอบแทน “แล้วถ้าเขารู้จะทำไม เด็กคนนั้นก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเธออีกแล้ว เธอควรสนใจว่าฉันกำลังจะเป็นภรรยาของเฉิง”

“เด็กคนนั้นเป็นลูกของฉัน”

“แต่เธอเลี้ยงดูใครมา” เสิ่นอีอีตะโกน “ฉันเลี้ยงเสิ่นเชียนเชียนมาตั้งแต่เด็ก ฉันดูแลเธอทุกวัน ส่งเธอไปเรียน ซื้อเสื้อผ้าให้เธอ ถ้าไม่มีฉัน เธอคงไม่มีวันนี้”

เด็กสาววัยสิบเจ็ดปีที่ยืนอยู่ข้างเธอทำหน้าสับสน “คุณน้า อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ อีอีบอกว่าถ้าลุงเฉิงแต่งงานกับเธอ ฉันจะได้เป็นทายาทของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง เดือนหน้าฉันจะอายุสิบแปด เธอสัญญาว่าจะซื้อรถรุ่นลิมิเต็ดให้ฉันด้วย”

“เชียนเชียน” ฉันพูดเบา ๆ “เธอรู้ไหมว่าแม่ของเธอคือใคร”

เด็กสาวส่ายหน้า

ฉันไม่สามารถโทษเธอได้ เธอถูกเลี้ยงดูด้วยคำโกหกแบบเดียวกับที่ฉันเคยเชื่อ เพียงแต่คนที่เธอเรียกว่าแม่กำลังใช้เธอเป็นสะพานไปสู่ทรัพย์สินของตระกูลเสิ่น

เสิ่นเฉิงเดินเข้ามาขวาง “พอเถอะ อย่าพูดเรื่องเด็กอีก”

“ทำไม กลัวว่าฉันจะถามว่าลูกสาวของเราอยู่ไหน”

เขากระซิบ “ถ้าเธอเปิดเผยเรื่องนี้ ทุกคนจะเสียหาย”

“ทุกคนยกเว้นนายใช่ไหม”

ในเวลานั้นเอง เสียงประกาศดังขึ้นทั่วเรือ เรือสำราญถูกเรือไม่ทราบฝ่ายบังคับให้หยุด เครื่องยนต์ลดกำลังลงอย่างกะทันหัน ผู้โดยสารเริ่มร้องตะโกน เสิ่นอีอีคว้าแขนปู่ของเธอไว้

“โจรสลัดหรือคะ”

ชายชรามองไปยังทะเลด้านนอก สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเมื่อเห็นเรือหลายลำแล่นล้อมเรือสำราญไว้

ผู้ช่วยหลีเปิดเครื่องสื่อสาร “เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ท่าเรือครับ ผมส่งข้อมูลตำแหน่งเรือและไฟล์หลักฐานไปให้แล้ว พวกเขาขอขึ้นตรวจค้นทันที”

เสิ่นเฉิงหันมามองฉันอย่างไม่อยากเชื่อ “เธอแจ้งตำรวจตั้งแต่เมื่อไร”

“ก่อนขึ้นเรือ”

ฉันรู้ว่าการบันทึกเสียงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ฉันจึงส่งสำเนาเวชระเบียนและรูปถ่ายให้ทนายของพ่อ รวมทั้งแจ้งตำรวจเรื่องการทำร้ายร่างกายและการกักขังฉัน ถ้าฉันหายตัวไป เอกสารทั้งหมดจะถูกส่งต่อโดยอัตโนมัติ

เสียงเครื่องยนต์จากเรือของเจ้าหน้าที่ดังใกล้เข้ามา ประตูทางขึ้นถูกเปิดออก ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก้าวขึ้นมาบนดาดฟ้า คนของเสิ่นเฉิงค่อย ๆ ถอยห่างจากฉัน

แม่ของเสิ่นเฉิงพยายามอ้างว่าฉันบุกรุกและก่อความวุ่นวาย แต่ทะเบียนสมรส รายงานการทำร้ายของผู้ช่วยหลี และไฟล์บันทึกเสียงทำให้คำพูดของเธอไม่มีน้ำหนักเหมือนก่อน

เสิ่นอีอีถูกสอบถามเรื่องคำสั่งให้ทำร้ายฉัน เธอยังคงปฏิเสธจนเจ้าหน้าที่เปิดภาพจากกล้องวงจรปิด ภาพนั้นเห็นเธอยืนสั่งคนของตัวเองให้เขี่ยมือฉันออกจากราว และเห็นเสิ่นเฉิงเตะมือฉันอย่างชัดเจน

เขาไม่ได้ถูกจับในคืนนั้นทันที เพราะคดีต้องรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม แต่เขาถูกห้ามออกนอกพื้นที่และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรักษาผู้ช่วยหลี ส่วนคนที่ลงมือทำร้ายพวกเราถูกควบคุมตัวไปสอบสวน

ฉันกลับถึงบ้านในเช้าวันปีใหม่พร้อมพ่อแม่ที่มารออยู่หน้าประตู พ่อกอดฉันแน่นโดยไม่ถามอะไร ส่วนแม่เอาผ้าห่มคลุมไหล่แล้วร้องไห้เหมือนฉันเพิ่งกลับมาจากที่ไกลแสนไกล

ฉันอยากขอโทษพวกเขาที่หายไปห้าปี แต่แม่วางนิ้วลงบนริมฝีปากฉัน

“กลับบ้านแล้วก็พอ”

หลังจากพักรักษาตัว ฉันเริ่มตามหาลูกสาวด้วยข้อมูลจากโรงพยาบาล ชื่อของสถานสงเคราะห์ถูกเปลี่ยนไปแล้ว และเอกสารบางส่วนสูญหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ แต่รายละเอียดเล็ก ๆ ในเวชระเบียนยังนำทางเราได้ ทั้งน้ำหนักแรกเกิด รอยปานเล็ก ๆ ใต้ไหปลาร้า และผ้าห่มสีเหลืองที่แม่ของฉันถักไว้ให้

สามเดือนต่อมา เราพบเด็กหญิงคนหนึ่งในบ้านอุปถัมภ์ของจังหวัดชายทะเล เธอชื่อหลินอัน อายุห้าขวบ มีรอยปานตรงตำแหน่งเดียวกัน และยังเก็บผ้าห่มสีเหลืองผืนเก่าไว้ในกล่องไม้

ตอนที่ฉันเห็นเธอครั้งแรก เด็กคนนั้นยืนหลบอยู่หลังเจ้าหน้าที่ ไม่ได้วิ่งเข้ามากอดฉันอย่างในภาพฝัน เธอไม่รู้จักฉัน และฉันก็ไม่มีสิทธิ์บังคับให้เธอเรียกว่าแม่

ฉันจึงนั่งลงกับพื้นในระยะห่างพอดี แล้ววางตุ๊กตากระต่ายไว้ตรงหน้า

“แม่อาจยังเป็นคนแปลกหน้าสำหรับหนู” ฉันพูด “แต่แม่จะมาหาหนูทุกวัน จนกว่าหนูจะจำแม่ได้ หรือจนกว่าหนูจะบอกว่าไม่อยากให้แม่มา”

หลินอันมองตุ๊กตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาจับหูของมัน

วันนั้นเธอไม่ได้เรียกฉันว่าแม่ แต่ยอมให้ฉันนั่งข้าง ๆ ขณะเธอกินขนม ฉันถือว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่มีค่ามากกว่าคำพูดใด ๆ

กระบวนการรับตัวเด็กกลับคืนใช้เวลาหลายเดือน ฉันต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางกฎหมายและผ่านการประเมินจากหน่วยงานคุ้มครองเด็ก หลินอันยังต้องได้รับการดูแลด้านจิตใจ เพราะเธอถูกย้ายบ้านหลายครั้งตั้งแต่เล็ก

ฉันไม่เคยเล่าให้เธอฟังว่าใครพรากเธอไป และไม่ใช้เธอเป็นเครื่องมือแก้แค้น ฉันเพียงบอกว่าแม่ตามหาเธอมานาน และตอนนี้จะไม่หายไปอีก

ส่วนเสิ่นเฉิงยอมรับในที่สุดว่าเขารู้เรื่องลูกตั้งแต่คืนที่ฉันคลอด แม่ของเขาขอให้เขาเงียบเพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูล และเขาก็ยอม เพราะตอนนั้นเขากำลังต้องการเงินจากครอบครัวเสิ่นอีอี เขาไม่ใช่คนที่สั่งเอาเด็กไป แต่เขาเป็นคนที่รู้ความจริงแล้วเลือกปิดปาก

คดีปลอมแปลงเอกสาร การยักยอกเงิน และการทำร้ายร่างกายทำให้ธุรกิจของเขาถูกตรวจสอบ หนี้สินที่เขานำชื่อฉันไปค้ำประกันถูกยกเลิกหลังการต่อสู้ทางกฎหมาย แต่ทรัพย์สินส่วนตัวของเขาหลายส่วนถูกนำไปชำระหนี้

เสิ่นอีอีไม่ได้แต่งงานกับเขา พ่อของเธอตัดความช่วยเหลือทันทีเมื่อรู้ว่าการแต่งงานจะนำพาคดีความเข้ามาในตระกูล เธอถูกตั้งข้อหาจากการสั่งทำร้ายและต้องเข้ารับการพิจารณาคดีตามหลักฐานที่มี

เชียนเชียนย้ายออกจากบ้านหลังนั้นหลังพบว่าตัวเองไม่ใช่ทายาทอย่างที่ถูกสัญญา เธอโกรธฉันอยู่พักใหญ่ แต่เมื่อเห็นว่าฉันไม่ได้เรียกร้องให้เธอถูกลงโทษแทนผู้ใหญ่ เธอจึงเริ่มติดต่อมาเป็นครั้งคราว

ฉันไม่ได้รับเธอกลับมาเป็นลูก เพราะความสงสาร และไม่ได้เกลียดเธอเพราะความผิดของคนอื่น เราค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะอยู่ในชีวิตของกันและกันอย่างไรโดยไม่ต้องแสร้งทำเป็นครอบครัวเดิม

หนึ่งปีหลังจากคืนบนเรือ ฉันพาหลินอันไปที่ท่าเรือเดิม เราไม่ได้ขึ้นเรือสำราญ เพียงยืนดูแสงไฟสะท้อนบนผิวน้ำ เด็กหญิงสวมเสื้อคลุมสีแดงและกอดตุ๊กตากระต่ายไว้แน่น

“แม่คะ ทะเลน่ากลัวไหม” เธอถาม

ฉันจับมือเล็ก ๆ ของเธอ “น่ากลัว ถ้าเราอยู่ในนั้นคนเดียว”

“แล้วถ้ามีแม่อยู่ด้วยล่ะ”

ฉันก้มลงจูบหน้าผากเธอ “ถ้ามีแม่อยู่ด้วย เราจะหาทางกลับฝั่งด้วยกัน”

หลินอันยิ้มและยื่นมืออีกข้างมาให้ฉัน แสงแรกของปีใหม่กำลังตกลงบนผ้าห่มสีเหลืองที่เธอถืออยู่ ฉันเคยคิดว่าสิ่งของผืนนี้เป็นเพียงหลักฐานของลูกที่สูญหาย แต่ในวันนั้นมันกลายเป็นสัญญาใหม่

ฉันไม่ได้กลับไปเป็นผู้หญิงคนเดิมที่ยอมให้คนอื่นกำหนดคุณค่าของตัวเองอีกแล้ว และลูกสาวของฉันก็ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าครอบครัวหนึ่งเคยโยนเราออกจากชีวิตอย่างไร

เธอเพียงต้องรู้ว่า ต่อให้ทะเลมืดแค่ไหน มือของแม่จะไม่ปล่อยเธออีก

Leave a Comment