เธอรับเงินแปดพันล้านแล้วจากไปพร้อมลูกแฝด แต่ผลตรวจดีเอ็นเอที่ถูกสับเปลี่ยนกลับเปิดโปงความลับของตระกูลหัว

“แปดพันล้านบาทยังไม่พอสำหรับคุณอีกหรือ?” หัวเหยียนซือวางปากกาลงบนสัญญาหย่า ขณะที่ฉันกำลังเซ็นชื่อใต้เงื่อนไขข้อสุดท้ายด้วยมือที่สั่นเทา ไม่มีใครในห้องนั้นรู้ว่าในท้องของฉันมีเด็กสองคน และไม่มีใครรู้ว่าเงินก้อนมหาศาลที่พวกเขาใช้ซื้อการจากไปของฉัน จะกลายเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตลูกของพวกเขาเอง

ฉันเงยหน้ามองชายที่เคยเป็นสามีตลอดสามปี หัวเหยียนซือยังคงมีสีหน้าเย็นชาเหมือนเดิม ใบหน้าของเขาไร้อารมณ์จนฉันแทบจำไม่ได้ว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยกุมมือฉันไว้แน่นตอนฉันกลัวเสียงฟ้าร้อง

“ข้อแรก” ฉันอ่านออกเสียง “เงินแปดพันล้านต้องโอนเข้าบัญชีของฉันเต็มจำนวนภายในคืนนี้ ไม่มีการผ่อน ไม่มีเงินค้างชำระ”

ทนายของตระกูลหัวขยับแว่นเล็กน้อย แต่ไม่ได้คัดค้าน

“ข้อสอง ตระกูลหัวต้องออกแถลงการณ์ว่าเราแยกทางกันโดยสมัครใจ ห้ามกล่าวหาว่าฉันมีชู้ระหว่างการแต่งงาน ใครก็ตามที่เผยแพร่ข้อความทำลายชื่อเสียงของฉันโดยไม่มีหลักฐาน ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย”

หัวเหยียนซือมองฉัน “คุณยังไม่เชื่อแม้แต่ตระกูลหัว?”

“ตลอดสามปีที่ผ่านมา พวกคุณไม่เคยเชื่อคำพูดจริงของฉันสักคำ แล้วทำไมฉันต้องฝากชื่อเสียงของตัวเองไว้กับพวกคุณ?”

ริมฝีปากเขาเม้มแน่น ชั่วขณะหนึ่งฉันเห็นความเจ็บปวดผ่านแววตาคู่นั้น แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับมันไม่เคยมีอยู่

“ข้อสาม” ฉันพูดต่อ “คุณต้องไปส่งฉันที่สนามบินด้วยตัวเอง”

“เรื่องนี้ไม่จำเป็น” เขาตอบทันที

“ในสัญญาระบุไว้ชัดเจน ถ้าคุณไม่ทำตาม ฉันจะไม่ยอมลงชื่อ”

หัวเหยียนซือหัวเราะเบา ๆ อย่างเย็นชา “คุณกำลังขายการแต่งงานของเราเป็นเงินแปดพันล้าน แล้วยังต้องการให้ผมไปส่งถึงเครื่องบินอีกหรือ?”

“เราไม่เหลือความเป็นสามีภรรยากันแล้วไม่ใช่หรือ? ในเมื่อพวกคุณไม่ถือว่าฉันเป็นคนของตระกูลหัว ฉันก็ต้องจัดการทุกอย่างให้ชัดเจน เงิน เอกสาร และคำโกหกที่พวกคุณเคยใช้ทำลายฉัน”

ห้าปีก่อน ฉันเคยเชื่อว่าความรักจะทำให้คนสองคนผ่านทุกอย่างไปได้ แต่ความรักของฉันแพ้กระดาษแผ่นเดียว—รายงานจากโรงพยาบาลที่ระบุว่าฉันมีภาวะมีบุตรยากอย่างถาวร

หลังจากแต่งงานได้ไม่ถึงปี แม่ของเหยียนซือก็เอารายงานนั้นฟาดลงบนโต๊ะต่อหน้าคนทั้งบ้าน บอกว่าฉันหลอกลวงตระกูลหัวเพื่อแต่งงานกับทายาทเพียงคนเดียวของพวกเขา หลังจากนั้น ข่าวลือก็เริ่มแพร่ไปทั่วบริษัท พวกเขาบอกว่าฉันจับเหยียนซือไว้ด้วยความสงสาร บอกว่าฉันอิจฉาผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้เขา และบอกว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ไม่สามารถให้กำเนิดทายาทได้

เหยียนซือไม่เคยถามฉันแม้แต่คำเดียวว่า รายงานนั้นจริงหรือไม่

เขาเพียงพูดว่า “ถ้าคุณบริสุทธิ์ใจ ก็ไปตรวจซ้ำสิ”

ฉันไปแล้ว ผลตรวจจากโรงพยาบาลอีกแห่งยืนยันว่าร่างกายของฉันปกติดี แต่ก่อนที่ฉันจะนำเอกสารไปให้เขา โรงพยาบาลแห่งนั้นกลับโทรมาขอถอนรายงาน โดยอ้างว่าระบบมีข้อผิดพลาดและข้อมูลถูกบันทึกผิด ฉันพยายามอธิบาย แต่ไม่มีใครฟัง

ในวันที่ฉันแท้งลูกครั้งแรก ฉันนอนอยู่คนเดียวในห้องน้ำของบ้านตระกูลหัว เลือดไหลไม่หยุด ขณะที่ข้างนอกกำลังจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจียงหว่านหนิง—ผู้หญิงที่เหยียนซือเคยรักก่อนแต่งงาน และเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ

คืนนั้นเขาไม่ได้เข้ามาดูฉัน

วันต่อมา ฉันพบภาพของเขากับเจียงหว่านหนิงในห้องรับรองถูกเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต พร้อมข้อความว่าฉันเป็นภรรยาที่ไร้ความสามารถและชอบสร้างปัญหา ฉันถามเขาว่าเป็นคนปล่อยข่าวหรือไม่ เขาตอบเพียงว่า

“ถ้าคุณไม่ทำอะไรผิด ก็ไม่ต้องกลัวคำพูดของคนอื่น”

ฉันจำประโยคนั้นได้จนถึงวันนี้

เมื่อเงินแปดพันล้านถูกโอนเข้าบัญชี ฉันยื่นโทรศัพท์ให้ทนายตรวจสอบ ก่อนกดโอนเงินทั้งหมดเข้ากองทุนทรัสต์ที่ตั้งชื่อผู้รับผลประโยชน์เป็นฉันกับลูกสองคนในท้อง

เหยียนซือขมวดคิ้ว “คุณไม่เก็บไว้สักบาท?”

“ฉันมีมือมีเท้า ไม่อดตายหรอก”

“คุณเคยบอกว่าตระกูลหัวเห็นคุณค่าเป็นเงินไม่ใช่หรือ?”

“เงินนี้ไม่ใช่ค่าความเสียหายทั้งหมดด้วยซ้ำ” ฉันตอบ “มันเป็นค่าชดเชยสำหรับสามปีที่ฉันถูกทำให้เป็นภรรยาที่ไม่มีใครเชื่อ และเป็นหลักประกันให้ลูกของฉัน ถ้าพวกคุณคิดว่าฉันสนใจเงิน ฉันก็จะทำให้เห็นว่าฉันไม่ต้องการมันแม้แต่บาทเดียว”

ฉันยังไม่บอกเขาว่าลูกของเรามีปัญหาหัวใจแต่กำเนิด ฉันเพิ่งทราบเรื่องนี้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน จากการตรวจอัลตราซาวนด์อย่างละเอียด เด็กคนหนึ่งมีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจและอาจต้องผ่าตัดทันทีหลังคลอด ส่วนอีกคนมีความเสี่ยงน้อยกว่า แต่แพทย์ยังไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้

ฉันตัดสินใจเก็บลูกทั้งสองไว้ แม้หมอจะเตือนว่าการตั้งครรภ์ของฉันมีความเสี่ยงสูง

เพราะเด็กสองคนนี้เคยถูกทอดทิ้งไปแล้วครั้งหนึ่ง ฉันไม่อาจทอดทิ้งพวกเขาเป็นครั้งที่สองได้

“คุณควรบอกเรื่องเด็กกับผม” เหยียนซือพูดขึ้นราวกับอ่านความคิดฉันออก

“ในสัญญาไม่มีข้อไหนบังคับให้ฉันต้องบอก”

“พวกเขาเป็นลูกของผมหรือเปล่า?”

ฉันหัวเราะอย่างเหนื่อยล้า “ห้าปีก่อนคุณเชื่อรายงานปลอมโดยไม่ตรวจสอบ ครั้งนี้คุณจะเชื่อเอกสารอีกหรือจะตรวจสอบความจริงด้วยตัวเอง?”

เขานิ่งไป

“ถ้าอยากได้คำตอบ ก็ตรวจดีเอ็นเอ” ฉันกล่าว “แต่ผลตรวจต้องส่งให้ทนายทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ตระกูลหัวไม่มีสิทธิ์เปิดเผยผลฝ่ายเดียว และไม่มีสิทธิ์ใช้เด็กเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์”

“ตกลง” เขาตอบ “ผมจะตรวจให้ถึงที่สุด”

“คำสัญญาลอย ๆ ไม่มีประโยชน์ ทุกเงื่อนไขต้องเขียนลงในหนังสือมอบอำนาจ และทั้งสองฝ่ายต้องลงชื่อรับรอง”

เขามองฉันอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า

วันรุ่งขึ้น ฉันพาลูกแฝดไปเปิดตัวโครงการแพทย์เด็กที่บริษัทของฉันร่วมสนับสนุน ฉันตั้งใจไม่ตอบคำถามเรื่องพ่อของเด็ก เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในวันนั้นคือการประกาศว่าจะจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ ไม่ใช่การแก้ข่าวลือของผู้ใหญ่

แต่ทันทีที่ฉันเดินออกจากห้องแถลงข่าว นักข่าวจำนวนมากก็กรูกันเข้ามา

“คุณเสิ่นจือถัง เด็กสองคนเป็นลูกของหัวเหยียนซือหรือไม่?”

“เมื่อห้าปีก่อนคุณรับเงินจากตระกูลหัวแปดร้อยล้านเพื่อหย่า แล้วห้าปีต่อมาก็พาลูกกลับมาอ้างสิทธิ์ในโครงการของเขา คุณตั้งใจหลอกตระกูลหัวอีกครั้งหรือเปล่า?”

ฉันยังไม่ทันตอบ แฟลชจากกล้องก็สว่างวาบต่อเนื่อง เด็กหญิงเซียวมานที่ยืนจับมือฉันอยู่เริ่มหายใจแรง เธอเอามือกุมหน้าอก สีหน้าซีดลงอย่างรวดเร็ว

“แม่…หนูเจ็บ”

โลกทั้งใบเหมือนหยุดนิ่ง

ฉันอุ้มเธอขึ้นทันที “มองแม่ไว้ หายใจช้า ๆ หมอกำลังมาแล้ว”

หัวเหยียนซือที่อยู่ด้านหลังฝูงนักข่าวรีบก้าวเข้ามา เขาผลักคนออกจากทางและตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

“เคลียร์พื้นที่! อย่าให้ใครตามไปที่ห้องฉุกเฉิน!”

เซียวมานซบลงบนไหล่ฉัน ร่างเล็ก ๆ ของเธอเย็นเฉียบ เหยียนซือยื่นมือมาช่วยอุ้ม แต่ฉันถอยหนี

“ไม่ต้อง คุณอยู่ห่าง ๆ ไว้”

คำพูดนั้นทำให้เขาชะงัก แต่เขาไม่เถียง เพียงเดินตามไปจนถึงหน้าห้องฉุกเฉิน

หมอควบคุมภาวะขาดออกซิเจนของเซียวมานได้ แต่ผลตรวจหลังจากนั้นเลวร้ายกว่าที่คาด อาการของเธอทรุดลงและจำเป็นต้องผ่าตัดภายในสองสัปดาห์ หากเกิดภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลันซ้ำ หัวใจของเธออาจไม่แข็งแรงพอจะรอถึงวันผ่าตัด

เหยียนซือยืนฟังคำอธิบายอยู่ข้างประตู เขาไม่พูดอะไรจนกระทั่งหมอออกไป

“ทำไมคุณไม่บอกผม?”

“เพราะตอนที่ฉันต้องการความช่วยเหลือ คุณไม่เคยอยู่ตรงนั้น”

เขาก้มหน้าลง “ผมไม่รู้”

“คุณไม่รู้เพราะคุณไม่เคยถาม”

คืนนั้นเขาขอให้ฝ่ายกฎหมายนำประวัติการรักษาของเซียวมานตลอดห้าปีมาส่งให้ทีมแพทย์ เขายังส่งประวัติโรคหัวใจของตระกูลหัวสามรุ่นให้โรงพยาบาลด้วย โดยยืนยันว่าจะไม่ใช้ทรัพยากรของบริษัทแทรกแซงการรักษา

“แยกโครงการกับการรักษาของเด็ก” เขาบอกกับผู้บริหาร “ไม่มีใครมีสิทธิ์พูดว่าลูกของผมได้รับการช่วยเหลือเพราะเส้นสาย”

ฉันได้ยินคำพูดนั้นจากหน้าห้อง แต่ไม่ได้รู้สึกดีใจ ฉันเคยรอให้เขาปกป้องฉันมานานเกินไป จนไม่แน่ใจว่าความหวังที่เหลืออยู่เป็นของฉันหรือเป็นเพียงความเคยชิน

สำหรับการตรวจดีเอ็นเอ เราตกลงใช้ห้องปฏิบัติการอิสระสามแห่ง เก็บตัวอย่างจากฉัน เด็กทั้งสอง และเหยียนซือพร้อมกัน ทุกขั้นตอนถูกบันทึกวิดีโอ มีหมายเลขกำกับ และมีตัวแทนทนายของทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วย

ฉันย้ำหลายครั้งว่าไม่มีใครสามารถสัมผัสกล่องตัวอย่างได้ตามลำพัง

ผู้ช่วยของเหยียนซือชื่อหลินเว่ยเป็นคนดูแลการประสานงาน เธอทำงานกับตระกูลหัวมาหลายปีและเป็นคนที่เหยียนซือไว้ใจมากที่สุด หลินเว่ยพูดจาสุภาพกับฉันเสมอ แต่ฉันสังเกตเห็นว่าเธอหลบสายตาทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องรายงานเมื่อห้าปีก่อน

“ครั้งนี้ต้องตรวจให้ชัดเจน” เหยียนซือพูดกับเธอ “ผมไม่ต้องการให้ใครเปลี่ยนตัวอย่าง”

หลินเว่ยรับคำ แต่ก่อนกล่องจะถูกส่งไปยังห้องแล็บ เธอกลับหายออกจากกล้องวงจรปิดเป็นเวลาหนึ่งนาทีพอดี

เดิมทีไม่มีใครสังเกต หากเซียวหลิน ลูกสาวฝาแฝดอีกคนของฉันไม่ชี้ไปที่กล่องแล้วถามว่า “แม่ ทำไมสติกเกอร์บนกล่องไม่เหมือนตอนหนูติด?”

ฉันรู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ

เราตรวจสอบภาพจากกล้องย้อนหลัง พบว่าพนักงานขนส่งคนหนึ่งเปิดกล่องด้านนอกในห้องพักสินค้า เขาเปลี่ยนกล่องใบหนึ่งออกแล้วนำกล่องเดิมไปด้วย หมายเลขภายนอกและตราประทับถูกทำให้เหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก แต่ภาพจากกล้องบันทึกตำแหน่งสติกเกอร์ที่เอียงไปทางขวาไม่กี่มิลลิเมตร และใบส่งมอบที่มีเวลาต่างกันเพียงหกสิบวินาที

เงินที่ใช้จ่ายให้พนักงานคนนั้นมาจากบัญชีส่วนตัวของหลินเว่ย

เมื่อถูกเรียกสอบ หลินเว่ยปิดโทรศัพท์และหายตัวไป เธอทิ้งข้อความเสียงไว้เพียงประโยคเดียว

“เรื่องเมื่อห้าปีก่อน คุณจัดการเองให้เรียบร้อย ฉันจะไม่ติดต่อคุณอีกแล้ว”

เหยียนซือฟังข้อความนั้นซ้ำหลายครั้ง ใบหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนจากโกรธเป็นสับสน

“เธอเป็นผู้ช่วยของคุณ” ฉันพูด

“ผมไม่รู้ว่าเธอทำอะไรเป็นการส่วนตัว”

“แต่เธอเป็นคนจัดเอกสารทางการแพทย์ของคุณทั้งหมด”

เขาเงยหน้าขึ้น

ฉันส่งสำเนารายงานเก่าที่ฉันเก็บไว้ให้เขาดู “ฉันไม่เคยทำลายต้นฉบับ ฉันรู้ว่าคงไม่มีใครเชื่อฉัน จึงเก็บทุกอย่างไว้ แม้แต่ซองเอกสารที่โรงพยาบาลส่งมา”

ในซองนั้นมีรายละเอียดที่ไม่ตรงกัน รายงานระบุว่าถูกสร้างโดยระบบอัตโนมัติ แต่รูปแบบตัวอักษรและหมายเลขแผนกกลับไม่ตรงกับรายงานอื่นในวันเดียวกัน เลขรหัสแผนกมีสิบสามหลัก ขณะที่รายงานของฉันมีเพียงสิบเอ็ดหลัก และไม่มีลายเซ็นดิจิทัลของแพทย์ผู้ตรวจ

ทนายส่งเอกสารให้โรงพยาบาลตรวจสอบฐานข้อมูลย้อนหลัง ฝ่ายเทคโนโลยีพบว่ารายงานฉบับนั้นไม่เคยถูกสร้างในระบบอย่างเป็นทางการ มันถูกพิมพ์จากไฟล์ที่มีคนคัดลอกออกไป แล้วนำตราของโรงพยาบาลมาใส่ภายหลัง

สิ่งที่ทำให้ทุกคนเงียบไป คือวันที่ไฟล์ดังกล่าวถูกเปิดครั้งแรก ตรงกับวันที่ฉันไปตรวจที่โรงพยาบาล และชื่อผู้ใช้ที่เข้าถึงไฟล์คือบัญชีของหลินเว่ย

แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น

ผลตรวจดีเอ็นเอชุดแรกที่ห้องปฏิบัติการได้รับระบุว่า เด็กทั้งสองไม่มีความสัมพันธ์ทางชีววิทยากับหัวเหยียนซือ ผลตรวจถูกส่งให้ตระกูลหัวก่อน และเจียงหว่านหนิงก็เตรียมแถลงข่าวทันที

“เสิ่นจือถังหลอกตระกูลหัวเมื่อห้าปีก่อน” เธอพูดกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ “ห้าปีต่อมายังเอาเด็กสองคนกลับมาหลอกอีก ปล่อยข่าวเดี๋ยวนี้”

เหยียนซือที่นั่งอยู่ในห้องประชุมกลับสั่งห้าม

“ห้ามออกแถลงการณ์”

เจียงหว่านหนิงหันไปมองเขา “ถ้าคุณไม่ตอบ คนข้างนอกจะคิดว่าคุณยอมรับว่าเธอเอาลูกมาสวมรอย”

“ผลตรวจห้ามเปิดเผยฝ่ายเดียว”

“แต่ชื่อเสียงของคุณกำลัง—”

“ผมบอกว่าห้าม”

เขายึดอำนาจประชาสัมพันธ์คืนจากเธอ และสั่งเก็บข้อมูลของเด็กทั้งหมด เจียงหว่านหนิงโกรธจนเดินออกจากห้อง แต่เธอยังไม่ยอมแพ้ เธอนำข้อความจากผลตรวจที่หลุดออกไปเผยแพร่ผ่านบัญชีข่าวหลายแห่ง ทำให้คนทั้งประเทศรุมประณามฉันอีกครั้ง

ฉันไม่ตอบโต้ต่อสาธารณะ เพราะรู้ว่าลูกกำลังจะเข้ารับการผ่าตัด และไม่ต้องการให้ชื่อของพวกเขาถูกลากเข้าไปในสงครามของผู้ใหญ่

เหยียนซือมาหาฉันที่โรงพยาบาลในคืนนั้น

“ผมจะตรวจใหม่” เขาพูด

“ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าฉันไม่ได้มีชู้ใช่ไหม?”

เขานิ่ง

“คุณกำลังตรวจเพราะสัญญาที่ให้ไว้กับเซียวมาน” ฉันพูดต่อ “คุณสัญญาว่าจะไม่ใช้เธอเป็นเครื่องมือ และจะไม่ตัดสินเธอจากหน้าตาหรือข่าวลือ”

“ใช่” เขาตอบ “ผมตรวจเพราะผมต้องรู้ความจริง และเพราะผมไม่อยากให้ลูกต้องรับผลจากความผิดของผู้ใหญ่”

ครั้งนี้เราส่งตัวอย่างสำรองที่เก็บไว้ตั้งแต่วันแรกไปตรวจยังห้องปฏิบัติการอีกสองแห่ง พร้อมหลักฐานการเก็บรักษาและบันทึกการขนส่งทุกนาที

ระหว่างรอผล เซียวมานถามฉันว่า “ผู้ชายคนนั้นเป็นพ่อของหนูหรือเปล่า?”

ฉันนั่งลงข้างเตียง “ลูกอยากให้เขาเป็นไหม?”

เด็กหญิงคิดอยู่นาน “หนูไม่รู้ แต่เขาอุ้มหนูตอนหนูหายใจไม่ออก”

“การอุ้มครั้งเดียวไม่ได้ทำให้ใครเป็นพ่อ” ฉันตอบอย่างระมัดระวัง “พ่อคือคนที่อยู่ข้างลูกในวันที่ไม่มีใครมองเห็นด้วย”

เซียวมานมองประตูห้อง “ถ้าอย่างนั้น เขายังต้องพยายามอีกเยอะเลย”

ฉันกอดเธอแน่น โดยไม่รู้ว่าคำพูดของเด็กจะกลายเป็นเงื่อนไขที่เปลี่ยนชีวิตของผู้ใหญ่สองคน

ผลตรวจชุดที่สองและสามออกในอีกสี่วันต่อมา ทั้งสองฉบับตรงกันและยืนยันว่าเหยียนซือเป็นบิดาทางชีววิทยาของเด็กทั้งสอง

รายงานฉบับแรกไม่ได้ผิดพลาดตามธรรมชาติ มันถูกทำให้ผิดตั้งแต่ต้นทาง

ฝ่ายสืบสวนติดตามเส้นทางเงินพบว่า หลินเว่ยได้รับเงินก้อนหนึ่งจากบริษัทประชาสัมพันธ์ที่เจียงหว่านหนิงเคยว่าจ้างในช่วงห้าปีก่อน และได้รับเงินอีกครั้งก่อนการตรวจดีเอ็นเอครั้งล่าสุด แม้หลินเว่ยจะยังหลบหนี แต่หลักฐานทางการเงิน ภาพจากกล้อง และรายงานต้นฉบับเพียงพอให้ตำรวจออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้อง

เจียงหว่านหนิงปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องการเปลี่ยนตัวอย่าง เธอยอมรับเพียงว่าเคยจ้างบริษัทนั้นให้ “ควบคุมข่าวลือ” ในอดีต และยอมรับว่ารู้ว่าหลินเว่ยเป็นคนจัดการเอกสารของฉัน

“ฉันแค่ต้องการเอาคุณออกจากชีวิตของเขา” เธอบอกกับเหยียนซือ “ฉันไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้”

“คุณเห็นภรรยาของผมถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงสกปรก แล้วบอกว่าไม่คิดว่าจะกลายเป็นแบบนี้?”

“คุณไม่เคยรักเธออยู่แล้ว”

เหยียนซือมองเธอด้วยสายตาเหนื่อยล้า “นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่ทำให้คุณมีสิทธิ์ทำลายชีวิตใคร”

เจียงหว่านหนิงถูกพักงานและต้องรับผิดทางแพ่งจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ส่วนบริษัทประชาสัมพันธ์ถูกตรวจสอบเรื่องการปลอมแปลงเอกสารและจ่ายสินบน พวกเขาไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในชั่วข้ามคืน แต่ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการชี้แจงต่อศาลและผู้เสียหาย

หลินเว่ยถูกจับได้ที่บ้านเกิด เธอสารภาพว่าเมื่อห้าปีก่อนเป็นคนส่งรายงานปลอมให้แม่ของเหยียนซือ โดยคิดว่าถ้าฉันถูกขับออกจากตระกูลหัว เจียงหว่านหนิงจะกลับมาเป็นภรรยาของเขา เธอยังยอมรับว่าเหยียนซือเคยเห็นรายงานนั้นก่อนส่งให้ฉัน แต่เขาไม่เคยตรวจสอบ เพราะเชื่อว่าฉันปิดบังเรื่องคนอื่น

ฉันไม่ถามว่าเขารู้มากแค่ไหน ฉันไม่ต้องการให้คำสารภาพของเขากลายเป็นเหตุผลที่บังคับให้ฉันกลับไป

เซียวมานเข้ารับการผ่าตัดตามกำหนด การผ่าตัดใช้เวลานานกว่าที่คาด แต่ผ่านไปได้ด้วยดี หลังจากนั้นเธอต้องทำกายภาพและติดตามอาการเป็นระยะ ส่วนเซียวหลินมีความผิดปกติน้อยกว่าและต้องตรวจหัวใจทุกหกเดือน

เหยียนซืออยู่ที่โรงพยาบาลทุกวัน เขาไม่เคยถ่ายรูปเด็ก ไม่เรียกตัวเองว่าพ่อ และไม่เคยขอให้พวกเขาเรียกเขาอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาเพียงนั่งอ่านนิทานอยู่ปลายเตียง ช่วยวัดอุณหภูมิ และเรียนรู้ว่าลูกชอบกินยาแบบไหนโดยไม่ร้องไห้

วันหนึ่งเซียวมานถามเขา “คุณจะกลับบ้านกับเราไหม?”

เขาหันมามองฉันก่อนตอบ “ถ้าแม่ของหนูอนุญาต”

เซียวมานทำหน้าครุ่นคิด “แม่ยังไม่อนุญาตหรอก”

เหยียนซือยิ้มบาง ๆ “งั้นผมจะรอ”

เมื่อออกจากโรงพยาบาล ฉันยังคงยืนยันการหย่าและไม่ยอมรับข้อเสนอให้ย้ายกลับเข้าบ้านตระกูลหัว เงินแปดพันล้านยังอยู่ในกองทุน และถูกแบ่งไว้สำหรับค่ารักษา การศึกษา และค่าใช้จ่ายของเด็กโดยไม่ให้ใครถอนใช้ฝ่ายเดียว

เหยียนซือไม่คัดค้าน เขาเซ็นเอกสารทุกฉบับตามเงื่อนไขของฉัน และจัดสรรเงินส่วนหนึ่งเข้ากองทุนโรคหัวใจเด็กโดยไม่ใช้ชื่อของตระกูลหัว

“ผมไม่ได้ทำเพื่อซื้อการให้อภัย” เขาบอก “ผมแค่ไม่อยากให้เด็กคนอื่นต้องรอความช่วยเหลือเหมือนที่ลูกของเรารอ”

หลังจากการหย่าสิ้นสุด เราไม่ได้กลับมาเป็นสามีภรรยาอีก ฉันยังไม่สามารถลืมคืนที่นอนเจ็บอยู่คนเดียว หรือวันที่เขาเชื่อรายงานปลอมมากกว่าคำพูดของฉันได้ ความรักที่ถูกทำลายด้วยความไม่เชื่อใจไม่อาจซ่อมด้วยผลตรวจดีเอ็นเอฉบับเดียว

แต่เราค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเป็นพ่อแม่ของเด็กสองคนโดยไม่ใช้พวกเขาเป็นสะพานกลับไปสู่อดีต

เหยียนซือมาหาลูกตามเวลาที่ตกลงไว้ เขาไม่เคยพาคนของตระกูลหัวมาด้วย ไม่เคยพูดถึงมรดก และไม่เคยเอาภาพเด็กไปสร้างชื่อเสียงให้บริษัท หากเซียวมานไม่อยากกอด เขาก็จะนั่งอยู่ห่าง ๆ จนกว่าเธอจะพร้อม

หนึ่งปีต่อมา เซียวมานกลับไปตรวจหัวใจและหมอบอกว่าอาการฟื้นตัวดี เธอยังต้องดูแลตัวเอง แต่สามารถวิ่งเล่นได้มากขึ้น วันนั้นฉันพาเด็กทั้งสองไปสนามบิน เพราะเหยียนซือต้องเดินทางไปดูศูนย์แพทย์แห่งใหม่ที่ต่างจังหวัด

เขาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าแล้วหันมาหาฉัน

“ตอนนั้นคุณขอให้ผมมาส่งถึงสนามบิน”

“ฉันจำได้”

“วันนี้ผมมาส่งคุณได้ไหม?”

ฉันมองเด็กสองคนที่กำลังยืนเถียงกันว่าจะเลือกขนมชิ้นไหน ก่อนหันกลับไปหาเขา

“ส่งได้แค่ถึงประตู” ฉันตอบ “อย่าเข้าไปไกลกว่านั้น”

“ผมเข้าใจ”

มันไม่ใช่คำสัญญาว่าเราจะกลับมาเริ่มต้นใหม่ และไม่ใช่การให้อภัยทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงแต่เป็นขอบเขตเล็ก ๆ ที่เขาเรียนรู้จะเคารพ

ก่อนเดินจากไป เซียวมานวิ่งกลับมากอดเขาเป็นครั้งแรกโดยไม่ต้องมีใครบอก เหยียนซือยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงกอดลูกอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าความสุขจะทำให้เธอเจ็บ

ฉันมองภาพนั้นแล้วกำซองเอกสารเก่าในกระเป๋าไว้แน่น รายงานปลอมที่เคยพรากชีวิตแต่งงานของฉันไป บัดนี้ถูกเก็บไว้เป็นหลักฐาน ไม่ใช่เป็นบาดแผลที่ควบคุมอนาคตอีกต่อไป

ฉันเคยคิดว่าแปดพันล้านคือราคาของการจากลา แต่ท้ายที่สุด สิ่งที่ฉันได้รับกลับไม่ใช่เงิน หากเป็นสิทธิ์ที่จะพาลูกเดินออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่ต้องขอให้ใครเชื่อฉันอีก

ส่วนหัวเหยียนซือยังยืนอยู่หลังประตูสนามบิน ตามเงื่อนไขข้อสามของสัญญา—ส่งฉันได้ถึงที่หมาย แต่ไม่มีสิทธิ์ก้าวตามมา

Leave a Comment