เด็กหญิงที่เรียกเศรษฐีว่าลุง ก่อนผลตรวจดีเอ็นเอจะเปิดเผยว่าเธอคือทายาทที่ครอบครัวตามหามาเจ็ดปี

เด็กหญิงยกแขนขวาที่มีรอยแผลเป็นจาง ๆ ขึ้นให้ชายแปลกหน้าดู ทั้งที่ร่างกายยังสั่นจากความหนาวและความกลัว

“ขอลุงดูแขนหน่อยได้ไหม แขนขวาน่ะ”

เธอไม่รู้ว่าคำขอธรรมดานั้นจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปตลอดกาล และไม่รู้ว่าชายตรงหน้าขับรถฝ่าถนนมาด้วยความเร็วเกือบสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะได้รับโทรศัพท์เพียงประโยคเดียวว่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอาจเป็นลูกสาวที่หายไปของเขา

ชายคนนั้นจ้องรอยแผลที่ข้อศอกของเธออยู่นาน ก่อนสีหน้าที่แข็งกร้าวมาตลอดเจ็ดปีจะพังทลายลง

“เนี่ยนเนี่ยน…”

เด็กหญิงกะพริบตา เธอไม่เคยถูกเรียกด้วยชื่อนี้มาก่อน ในบ้านที่เธออาศัยอยู่ ทุกคนเรียกเธอว่า “เด็กเก็บมาเลี้ยง” หรือไม่ก็ “ตัวปัญหา” ไม่มีใครเคยเรียกชื่ออย่างอ่อนโยน และแน่นอนว่าไม่เคยมีใครยื่นแขนมากอดเธอเหมือนชายคนนี้

“คุณรู้จักหนูเหรอ”

ชายคนนั้นกลืนน้ำลาย น้ำเสียงของเขาแหบพร่า

“ฉันรู้จักเธอ ตั้งแต่ก่อนที่เธอจะจำอะไรได้เสียอีก”

เขาคือเฉียนต้าจุง ชายผู้บริหารบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ของเมือง และเป็นพ่อของเฉียนเนี่ยนเนี่ยน เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่หายตัวไปในคืนหิมะตกเมื่อเจ็ดปีก่อน

แต่เด็กหญิงตรงหน้าไม่กล้าเชื่อเขา เธอเพียงอยากหนีจากบ้านหลังเดิม บ้านที่ไม่มีอาหารพอให้กิน ไม่มีเตียงอุ่น ๆ และมีเสียงฝีเท้าของคนเมาเป็นสัญญาณให้เธอรีบซ่อนตัว

ก่อนหน้านี้ เธอเคยคิดจะโกหกเขา เธอคิดว่าถ้าแกล้งเป็นลูกสาวของเศรษฐีได้ เธออาจมีบ้านที่ไม่มีใครตี มีอาหารครบสามมื้อ และมีผ้าห่มสักผืนเป็นของตัวเอง

แต่เมื่อเขามองแผลเป็นบนแขนของเธอ น้ำตากลับไหลออกมาโดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจ

“พ่อ…” คำคำนั้นเบามากจนแทบกลืนหายไปกับเสียงลม

เฉียนต้าจุงชะงัก ราวกับถูกแทงเข้ากลางอก เขาไม่รอผลตรวจ ไม่ถามซ้ำ และไม่สนใจว่าคนของเขาจะเตือนเรื่องขั้นตอนทางกฎหมายอย่างไร เขาคุกเข่าลงบนพื้นหิมะแล้วกอดเด็กหญิงไว้แน่น

“เรียกลุงก่อนก็ได้” เขากระซิบ “ถ้าเธอยังไม่พร้อมเรียกพ่อ”

เด็กหญิงตัวแข็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ กำเสื้อโค้ตของเขาไว้

เธอไม่เคยมีใครกอดแบบนี้มาก่อน แม้แต่ผ้าห่มก็ยังไม่เคยมีเป็นของตัวเอง

รถพาเธอไปยังโรงพยาบาลประจำเมืองทันที ผู้ช่วยที่นั่งอยู่ด้านหน้าสั่งให้เปิดห้องพิเศษและเตรียมแพทย์ทุกแผนก เฉียนต้าจุงไม่ฟังคำเตือนว่าโรงพยาบาลต้องดำเนินการตามลำดับ เขาเพียงพูดซ้ำว่า

“ตรวจดีเอ็นเอให้เร็วที่สุด ผลต้องออกภายในสามชั่วโมง”

“คุณเฉียน ผลตรวจเร่งด่วนทำได้ แต่ยังต้องใช้เวลา และเด็กควรได้รับการตรวจร่างกายก่อน—”

“ทำทุกอย่างที่จำเป็น แต่อย่าปล่อยให้เธอรออย่างหวาดกลัว”

เนี่ยนเนี่ยนถูกพยาบาลพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ร่างกายของเธอผอมกว่ามาตรฐานมาก มีรอยฟกช้ำเก่าตามแผ่นหลัง และพบกระดูกหักที่เคยเชื่อมผิดรูปอย่างน้อยสองแห่ง แพทย์บอกว่าเธอขาดสารอาหารมานาน ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง ไม่สามารถเร่งฟื้นฟูร่างกายภายในไม่กี่วันได้

เฉียนต้าจุงยืนฟังอยู่ข้างเตียงด้วยมือกำแน่นจนข้อนิ้วซีด

“แผลพวกนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่” เขาถาม

เด็กหญิงก้มหน้าลงกับหมอน

“หนูจำไม่ได้ค่ะ”

“ใครทำ”

เธอเงียบอยู่นาน ก่อนตอบโดยไม่มองหน้าเขา

“ผู้ชายกับผู้หญิงที่อยู่บ้านนั้น”

“พ่อกับแม่ของเธอหรือ”

“ไม่ใช่พ่อแม่ของหนู”

คำตอบนั้นทำให้เฉียนต้าจุงหันไปสั่งผู้ช่วยทันที ให้ตรวจสอบประวัติของชายหญิงคู่นั้นทั้งหมด ทั้งบัญชีธนาคาร เอกสารรับเด็กมาเลี้ยง รายงานจากโรงเรียน และประวัติการรักษา เขาต้องรู้ว่าเหตุใดเด็กที่ควรอยู่ในอ้อมกอดของครอบครัวจึงถูกทิ้งให้มีชีวิตเหมือนคนไม่มีตัวตน

พยาบาลนำโจ๊กข้าวขาวอุ่น ๆ มาให้พร้อมไข่ต้ม เธอบอกว่าเด็กยังอ่อนแรง ไม่ควรกินอาหารหนัก เนี่ยนเนี่ยนมองชามโจ๊กอยู่พักหนึ่ง ก่อนตักคำเล็ก ๆ เข้าปาก

เฉียนต้าจุงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่กล้าถามมากเกินไป เขากลัวทำให้เธอตกใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นเป็นพ่ออย่างไร หลังจากหายไปนานถึงเจ็ดปี

“เธอเรียนอยู่ชั้นไหน” เขาถามอย่างระมัดระวัง

“ประถมสองค่ะ”

“ผลการเรียนเป็นอย่างไร”

เด็กหญิงยักไหล่

“พอใช้ได้”

ผู้ช่วยที่กำลังอ่านข้อมูลจากแฟ้มเงยหน้าขึ้น

“พอใช้ได้ของเธอคืออยู่ห้าอันดับแรกของทั้งชั้นครับ”

เฉียนต้าจุงมองเธอด้วยแววตาที่ทั้งภูมิใจและเจ็บปวด

“โรงเรียนดีไหม”

“ไม่ค่อยดีค่ะ มีอาคารแค่สองหลัง สนามเป็นดิน พอฝนตกก็เละไปหมด” เธอหยุดตักโจ๊ก “แต่ครูหลินดีต่อหนู ครูให้ขนมปังบ้างเวลาหนูไม่มีอะไรกิน”

“ที่บ้านไม่ให้เธอกินข้าวเหรอ”

เด็กหญิงไม่ตอบทันที เธอใช้ช้อนเขี่ยไข่ในชาม

“พวกเขาให้ซาลาเปาหนึ่งลูกไปโรงเรียนทุกวันค่ะ บางวันไม่มีซาลาเปา หนูก็ไม่ได้กิน”

มือของเฉียนต้าจุงสั่น เขาหันหน้าไปทางหน้าต่างเพื่อไม่ให้เด็กเห็นสีหน้า

ตลอดเจ็ดปี เขาตามหาลูกไปทั่วเมืองและหมู่บ้าน รับโทรศัพท์หลอกลวงนับไม่ถ้วน บางคนส่งรูปเด็กที่ไม่ใช่เนี่ยนเนี่ยนมาเรียกเงิน บางคนสร้างเรื่องว่าพบศพเด็กหญิงแล้ว แต่ทุกครั้งที่มีเบาะแส เขาก็เดินทางไปทันที

ครั้งหนึ่งเขาตามหาผิดคนจนรถเสียกลางทาง อีกครั้งหนึ่งเขาหกล้มจากบันไดลอยฟ้าขณะติดประกาศตามหาลูก จนกระดูกสันหลังได้รับบาดเจ็บ เขาไม่เคยบอกภรรยาว่าความหวังครั้งนั้นล้มเหลวอย่างไร เพราะภรรยาของเขาไม่อาจทนรับความผิดหวังได้อีก

หลังจากเนี่ยนเนี่ยนหายตัวไป เฉียนต้าจุงกับภรรยา หลินอวี้หลาน แทบไม่พูดคุยกันเหมือนเดิม บ้านหลังใหญ่มีห้องของเด็กหญิงที่ทุกอย่างถูกเก็บไว้เหมือนเดิม ทั้งตุ๊กตากระต่าย เสื้อกันหนาวสีเหลือง และกล่องดนตรีที่เล่นเพลงเดิมซ้ำ ๆ เมื่อเปิดฝา

แต่ละปี ในวันเกิดของเนี่ยนเนี่ยน หลินอวี้หลานจะวางเค้กไว้บนโต๊ะ แม้ไม่มีใครกล้าตัดมัน

เฉียนต้าจุงเคยคิดว่าภรรยาของเขาหมดหวังแล้ว เขาจึงไม่กล้าโทรหาเธอในคืนที่พบเด็กหญิง เขากลัวว่าหากผลตรวจไม่ตรง เธอจะพังลงอีกครั้ง

เมื่อเห็นเด็กน้อยนอนหลับไปหลังจากกินโจ๊กได้ไม่กี่คำ เขาจึงเดินออกไปที่โถงทางเดินและโทรหาเธอ

“อวี้หลาน”

ปลายสายเงียบอยู่นาน

“มีอะไรหรือ”

“ผมยังอยู่ข้างนอก”

“คุณเจอใครอีกแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงของเธอเหนื่อยล้า “ถ้าเป็นข่าวลวง อย่าเพิ่งบอกฉันนะ ฉันไม่อยาก—”

“ครั้งนี้ต่างออกไป”

“ต่างอย่างไร”

เฉียนต้าจุงหลับตา

“เด็กคนนั้นมีแผลเป็นที่แขนขวาเหมือนเนี่ยนเนี่ยน เธอจำเพลงที่คุณเคยร้องก่อนนอนได้ และเธอมีจี้รูปดาวอยู่กับตัว”

เสียงหายใจของหลินอวี้หลานขาดห้วง

“จี้ของเราอยู่ที่ไหน”

“อยู่กับเธอ”

ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ จากอีกด้าน

หลินอวี้หลานไม่ยอมเดินทางมาทันที เธอเคยได้รับโทรศัพท์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง ทุกครั้งสามีจะบอกว่าพบเด็กที่มีลักษณะคล้ายลูก แต่สุดท้ายกลับไม่ใช่ เธอกลัวการเผชิญหน้ากับความหวังมากกว่าความเศร้า

“รอผลตรวจเถอะ” เธอบอก “ถ้าคราวนี้ใช่จริง คุณค่อยพาเธอกลับบ้าน”

คำว่า “บ้าน” ทำให้เนี่ยนเนี่ยนซึ่งยืนอยู่หลังประตูได้ยินพอดี เธอไม่รู้ว่าผู้หญิงในโทรศัพท์คือแม่แท้ ๆ ของตน เธอเพียงได้ยินคำพูดที่ไม่คุ้นเคยและรู้สึกกลัวขึ้นมาอีกครั้ง

เฉียนต้าจุงเห็นเธอจึงรีบวางสาย

“อยากกลับไปบ้านนั้นไหม”

เด็กหญิงส่ายหน้าแรง ๆ

“ที่นั่นไม่ควรเรียกว่าบ้าน”

เขาไม่ถามต่อ เพียงถอดเสื้อคลุมของตัวเองคลุมไหล่เล็ก ๆ ให้

“คืนนี้เธอไม่ต้องกลับไปที่นั่น”

“ถ้าผลตรวจไม่ตรงล่ะคะ”

“เธอก็ยังอยู่กับฉันจนกว่าจะหาที่ปลอดภัยให้ได้”

“แล้วถ้าหนูเป็นลูกของคนอื่นจริง ๆ คุณจะเสียใจไหม”

คำถามนั้นทำให้เขานั่งลงตรงหน้าเธอ

“ฉันจะเสียใจที่เธอต้องอยู่ลำพังมานานขนาดนี้ แต่ฉันจะไม่ทิ้งเธอเพราะผลตรวจใบหนึ่ง”

เนี่ยนเนี่ยนมองเขาอย่างไม่แน่ใจ เธอเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดดี ๆ แล้วกลับทำตรงกันข้ามมามากเกินไป จึงไม่สามารถเชื่อคำสัญญาได้ในทันที

สามชั่วโมงต่อมา ผลตรวจดีเอ็นเอถูกส่งมายังห้องพักแพทย์ ความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างเฉียนต้าจุงกับเด็กหญิงตรงหน้าอยู่ในระดับที่ยืนยันได้ว่าเป็นพ่อลูกกัน

ผู้ช่วยเดินถือซองเอกสารมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขายื่นมันให้เฉียนต้าจุง แต่ชายคนนั้นกลับไม่เปิดทันที เขามองเด็กหญิงที่กำลังหลับด้วยใบหน้าอ่อนล้า แล้วจึงค่อยฉีกซอง

ตัวเลขและคำศัพท์ทางการแพทย์ไม่ได้มีความหมายเท่าประโยคสรุปท้ายหน้า

เนี่ยนเนี่ยนคือบุตรสาวของเขา

เขายืนอยู่นิ่ง ๆ น้ำตาหยดลงบนกระดาษโดยไม่รู้ตัว จากนั้นจึงเดินไปข้างเตียงและวางมือลงบนศีรษะของลูกอย่างเบามือ

“พ่อมาแล้ว” เขากระซิบ “คราวนี้พ่อมารับหนูกลับบ้านจริง ๆ”

เด็กหญิงไม่ได้ตื่น แต่ปลายนิ้วของเธอขยับมาจับชายเสื้อเขาไว้

ข่าวการพบตัวเนี่ยนเนี่ยนถูกเก็บเป็นความลับในคืนนั้น เฉียนต้าจุงยังไม่ยอมให้สื่อรู้ เพราะเขาต้องการตรวจสอบทุกอย่างก่อนพาลูกกลับไปอยู่กับครอบครัว และที่สำคัญ เขาไม่ต้องการให้คนที่ทำร้ายเธอมีเวลาหลบหนี

ประวัติของชายหญิงคู่นั้นถูกส่งมาในเช้าวันรุ่งขึ้น ชายชื่อจ้าวเหวิน ส่วนหญิงชื่อซูเหมย ทั้งสองเคยทำงานเป็นคนขับรถและแม่บ้านให้ครอบครัวเฉียนเมื่อเจ็ดปีก่อน ในคืนที่เนี่ยนเนี่ยนหายตัวไป พวกเขาเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ใกล้เด็ก

รายงานเดิมระบุว่าเด็กถูกลักพาตัวระหว่างงานเลี้ยงการกุศล แต่ภาพจากกล้องวงจรปิดช่วงเวลาสำคัญกลับหายไปสิบแปดนาที จ้าวเหวินอ้างว่าเขาขับรถไปส่งแขกคนหนึ่ง ส่วนซูเหมยบอกว่าไม่เคยเข้าใกล้ห้องเด็ก

อย่างไรก็ตาม ใบรับเด็กมาเลี้ยงของทั้งคู่มีวันที่ไม่ตรงกัน ใบหนึ่งลงวันที่หลังจากเนี่ยนเนี่ยนหายไปเพียงสองวัน อีกใบระบุว่าเด็กถูกนำมาอยู่กับพวกเขามานานกว่าหนึ่งปีแล้ว

เฉียนต้าจุงจึงเข้าใจว่าเด็กหญิงไม่ได้ถูกพบโดยบังเอิญ เธอถูกนำไปซ่อนตั้งแต่คืนแรก

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงบ้านเก่า ทั้งสองคนพยายามปฏิเสธทุกอย่าง จ้าวเหวินบอกว่าเด็กหญิงไม่ใช่เนี่ยนเนี่ยน และกล่าวหาว่าเฉียนต้าจุงสร้างเรื่องเพื่อยึดเด็กคืน เพราะต้องการทำลายชีวิตของพวกเขา

แต่ครูหลินจากโรงเรียนเดินทางมาด้วย เธอนำสมุดการบ้านเล่มหนึ่งมาให้เจ้าหน้าที่ ด้านในมีภาพวาดบ้านหลังใหญ่กับเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู ในภาพมีเครื่องหมายรูปดาวบนกำแพง และมีคำเขียนด้วยลายมือเด็กว่า “หนูเคยอยู่ที่นี่ แต่ห้ามบอกใคร เพราะพ่อจะถูกตี”

ครูหลินบอกว่าเธอเคยพยายามถามเนี่ยนเนี่ยนหลายครั้ง แต่เด็กกลัวจนตัวสั่น เธอจึงทำได้เพียงแอบให้ขนมปังและเขียนบันทึกสุขภาพส่งไปยังหน่วยงานท้องถิ่น ทว่าคำร้องไม่เคยได้รับการติดตามอย่างจริงจัง

หลักฐานอีกชิ้นอยู่ในกล่องไม้ใต้เตียง ซูเหมยเก็บเสื้อกันหนาวสีเหลืองตัวเล็กไว้โดยไม่รู้ว่ามีกระดุมด้านในสลักอักษรย่อของครอบครัวเฉียน เสื้อมีรอยเย็บซ่อมตรงชายแขน และตรงกับภาพถ่ายในคืนที่เด็กหาย

เมื่อถูกกดดัน ซูเหมยยอมรับว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเด็กตั้งแต่แรก เธอกับจ้าวเหวินมีหนี้พนันจำนวนมาก และในคืนเกิดเหตุ จ้าวเหวินได้ยินคนในงานพูดถึงความขัดแย้งในครอบครัวเฉียน เขาจึงคิดว่า หากทำให้เด็กหายไป คนที่ต้องการแก้แค้นอาจจ่ายเงินให้พวกเขา

แต่ไม่มีใครจ่ายเงินก้อนนั้น

จ้าวเหวินจึงพาเด็กไปอยู่บ้านชนบทและบังคับให้เรียกเขาว่าพ่อ เขาบอกซูเหมยว่าเมื่อเวลาผ่านไป ครอบครัวที่แท้จริงคงเลิกตามหา และเด็กก็จะกลายเป็นภาระที่หาเงินได้จากการขอทานหรือทำงานบ้าน

ซูเหมยบอกว่าเธอเคยคิดพาเด็กไปคืนหลายครั้ง แต่กลัวสามีและกลัวถูกจับ จึงปล่อยให้เด็กเติบโตท่ามกลางความหิวและความรุนแรง

เธอไม่ได้เป็นคนลงมือทุกครั้ง แต่การนิ่งดูคือการเลือกแบบหนึ่ง และการเลือกนั้นทิ้งรอยแผลไว้บนร่างกายของเด็ก

ระหว่างการสอบสวน จ้าวเหวินยังคงปฏิเสธ เขาอ้างว่าแผลบนหลังเกิดจากเด็กซุ่มซ่ามตกบันได แต่แพทย์พบว่ารอยกระดูกหักเกิดคนละช่วงเวลา และลักษณะการบาดเจ็บไม่สอดคล้องกับการตกครั้งเดียว

ที่สำคัญ เนี่ยนเนี่ยนจำเสียงเปิดประตูรถได้ เธอบอกว่าคืนที่ถูกพาออกจากบ้าน มีเสียงเพลงจากกล่องดนตรีดังอยู่ในรถ และชายคนนั้นสวมถุงมือหนังข้างหนึ่ง

ในบ้านเก่า เจ้าหน้าที่พบกล่องดนตรีถูกซ่อนอยู่หลังตู้ มันเป็นของที่หายไปจากห้องของเนี่ยนเนี่ยน และด้านในมีเส้นผมของเด็กติดอยู่หลายเส้น หลักฐานนี้ไม่ได้พิสูจน์ทุกอย่างเพียงลำพัง แต่เมื่อรวมกับภาพจากกล้อง บันทึกโรงเรียน ใบรับเด็ก และคำให้การของเพื่อนบ้าน เรื่องโกหกก็เริ่มพังลงทีละชั้น

เฉียนต้าจุงไม่ได้อยู่ในห้องสอบสวน เขากลับไปที่โรงพยาบาลเพื่อดูแลลูก เขาไม่ต้องการให้เนี่ยนเนี่ยนรู้ว่าคนที่ทำร้ายเธอกำลังถูกนำตัวไปดำเนินคดี จนกว่าแพทย์จะบอกว่าเธอพร้อมรับฟัง

หลินอวี้หลานมาถึงในบ่ายวันนั้น เธอยืนหน้าประตูห้องพักอยู่นานจนเจ้าหน้าที่พยาบาลคิดว่าเธอหลงทาง

เมื่อประตูเปิด เธอเห็นเด็กหญิงนั่งวาดรูปอยู่บนโต๊ะเล็ก ๆ เนี่ยนเนี่ยนเงยหน้าขึ้น และมองผู้หญิงที่มีดวงตาคล้ายตนเองอย่างไม่ไว้ใจ

หลินอวี้หลานไม่วิ่งเข้าไปกอด เธอรู้ว่าการกอดจากคนแปลกหน้าอาจทำให้เด็กกลัว เธอจึงวางกล่องดนตรีเล็ก ๆ ลงบนโต๊ะ แล้วถอยออกไปหนึ่งก้าว

“แม่เอาของของหนูมาให้”

เนี่ยนเนี่ยนมองกล่องนั้น มือของเธอค่อย ๆ เอื้อมไปเปิดฝา เพลงทำนองเก่าดังขึ้นเบา ๆ เป็นเพลงเดียวกับที่เธอจำได้จากคืนที่ถูกพาออกไป

“แม่เคยร้องเพลงนี้ให้หนูฟังหรือคะ”

หลินอวี้หลานพยักหน้า น้ำตาไหลแต่เธอไม่เช็ด

“ทุกคืน จนกว่าหนูจะหลับ”

เด็กหญิงยังไม่เรียกเธอว่าแม่ เธอเพียงถามว่า

“แม่ตามหาหนูนานไหม”

คำถามนั้นเจ็บกว่าคำตำหนิใด ๆ

“เจ็ดปี” หลินอวี้หลานตอบ “แต่แม่รู้ว่าคำตอบนั้นไม่ทำให้เจ็ดปีที่หนูต้องอยู่ลำพังหายไปได้”

เนี่ยนเนี่ยนก้มมองกล่องดนตรี

“แม่โกรธหนูไหม ถ้าหนูเคยคิดว่าหนูไม่ใช่ลูกของแม่”

หลินอวี้หลานส่ายหน้า แล้วนั่งลงกับพื้นเพื่อให้สายตาอยู่ระดับเดียวกัน

“แม่โกรธตัวเองที่ช่วยหนูไม่ได้ แต่แม่ไม่เคยโกรธหนูเลย”

เด็กหญิงยังคงเงียบ ทว่าเมื่อหลินอวี้หลานกำลังจะลุก เธอก็จับปลายแขนเสื้อไว้

“นั่งก่อนก็ได้ค่ะ”

หลินอวี้หลานนั่งลงทันที

คืนนั้น เฉียนต้าจุงถามลูกว่าจะกลับบ้านหรือไม่ เนี่ยนเนี่ยนมองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะยังตกเหมือนคืนที่เขาพบเธอ

“บ้านมีห้องของหนูไหม”

“มี”

“มีคนตีหนูไหม”

“ไม่มี”

“ถ้าหนูทำแก้วแตกล่ะ”

“เราจะเก็บเศษแก้ว แล้วคุยกันว่าทำไมมันถึงแตก”

“ถ้าหนูทำคะแนนไม่ดีล่ะ”

“พ่อก็ยังเป็นพ่อของหนู”

คำตอบสุดท้ายทำให้เด็กหญิงมองเขานานขึ้น

“ถ้าหนูยังเรียกลุงอยู่ล่ะ”

เฉียนต้าจุงยิ้มทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ

“พ่อจะรอ”

การกลับบ้านไม่ได้ง่ายอย่างที่ทุกคนคิด เนี่ยนเนี่ยนไม่ยอมนอนบนเตียงใหม่ เธอซ่อนขนมปังไว้ใต้หมอน ตื่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงประตู และขอโทษแม้แต่ตอนทำช้อนตก พ่อแม่ของเธอจึงต้องเรียนรู้ว่า การช่วยเหลือเด็กไม่ใช่เพียงซื้อของราคาแพงหรือพาไปอยู่ในบ้านใหญ่ แต่คือการทำให้เธอเชื่อว่าความปลอดภัยจะไม่หายไปในวันพรุ่งนี้

เฉียนต้าจุงยกเลิกการเดินทางทั้งหมดเป็นเวลาหลายเดือน เขาพาเธอไปพบแพทย์ นักจิตวิทยา และครูคนใหม่ แต่ยังคงให้ครูหลินเป็นคนติดต่อกับเธอ เพราะเด็กหญิงไว้ใจครูมากกว่าผู้ใหญ่ทุกคน

หลินอวี้หลานจัดห้องของลูกใหม่ เธอไม่ได้เก็บทุกอย่างไว้เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ให้เนี่ยนเนี่ยนเลือกเองว่าจะวางเตียงตรงไหน เลือกผ้าม่านสีอะไร และอยากเก็บกล่องดนตรีไว้ข้างหมอนหรือบนชั้นหนังสือ

วันหนึ่ง เด็กหญิงถามว่า

“แม่ ทำไมวันนั้นแม่ไม่มารับหนูที่โรงพยาบาลทันที”

หลินอวี้หลานใช้เวลานานกว่าจะตอบ

“เพราะแม่กลัวว่าหนูจะไม่ใช่หนู และแม่กลัวว่าความหวังจะทำให้แม่เจ็บอีก”

“แล้วตอนนี้แม่ยังกลัวไหม”

“ยังกลัวอยู่ แต่แม่จะไม่ปล่อยให้ความกลัวตัดสินใจแทนแม่อีก”

เนี่ยนเนี่ยนรับฟังเงียบ ๆ เธอยังไม่พร้อมให้อภัยทุกอย่าง และไม่มีใครขอให้เธอทำเช่นนั้น พ่อแม่ของเธอยอมรับว่าความรักไม่อาจลบความทรงจำ และการกลับมาเป็นครอบครัวต้องอาศัยเวลามากกว่าผลตรวจดีเอ็นเอหนึ่งแผ่น

คดีของจ้าวเหวินและซูเหมยใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสิ้นสุด จ้าวเหวินถูกดำเนินคดีจากการกักขังและทำร้ายเด็ก รวมถึงความผิดที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสาร ซูเหมยให้ความร่วมมือกับการสอบสวนและได้รับโทษตามบทบาทของตน แม้เธอจะไม่ได้เป็นคนทำร้ายทุกครั้ง แต่เธอก็ไม่อาจใช้ความกลัวเป็นข้ออ้างลบความรับผิดชอบได้

ครอบครัวเฉียนไม่แถลงข่าวโจมตีพวกเขา สิ่งที่เฉียนต้าจุงทำคือยื่นเอกสารทั้งหมดให้หน่วยงานคุ้มครองเด็ก และสนับสนุนการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เคยเพิกเฉยต่อคำร้องของครูหลิน เขาไม่ต้องการให้เด็กคนอื่นต้องรอถึงเจ็ดปีกว่าจะมีใครเชื่อคำพูดของพวกเขา

ส่วนโรงเรียนเก่าของเนี่ยนเนี่ยนได้รับเงินปรับปรุงสนาม แต่เฉียนต้าจุงไม่ยอมติดชื่อบริษัทของตนบนอาคาร เขาบอกว่าเงินนั้นควรช่วยเด็ก ๆ ไม่ใช่สร้างภาพให้ใคร

หนึ่งปีหลังจากคืนที่พบกัน เนี่ยนเนี่ยนกลับไปยังโรงเรียนเพื่อมอบขนมปังให้เพื่อน ๆ เธอยังเรียนเก่งเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่เพราะต้องทำตัวให้ดีเพื่อแลกกับอาหารอีกแล้ว ครูหลินเล่าว่าเธอเริ่มหัวเราะในห้องเรียน และกล้ายกมือปฏิเสธเมื่อไม่ชอบสิ่งใด

ก่อนกลับ เด็กหญิงยื่นซาลาเปาสองลูกให้ครู

“อันนี้ของครูค่ะ หนูซื้อเผื่อ”

ครูหลินกอดเธอเบา ๆ แล้วร้องไห้โดยไม่ปิดบัง

ที่บ้าน เฉียนต้าจุงกำลังรออยู่หน้าโรงรถ เขายื่นมือให้ลูกเหมือนในวันแรกที่พบกัน เนี่ยนเนี่ยนมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจับไว้

“พ่อคะ พรุ่งนี้หนูอยากไปดูห้องเก็บของ”

“ได้สิ ทำไมเหรอ”

“หนูอยากหากล่องเสื้อผ้าเก่า ๆ ของหนู”

“จะเอากลับมาไว้ที่ห้องหรือ”

เด็กหญิงส่ายหน้า

“ไม่ค่ะ หนูอยากเอาเสื้อสีเหลืองไปซัก แล้วเก็บไว้เอง หนูไม่อยากให้ใครเอาของหนูไปซ่อนอีก”

เฉียนต้าจุงพยักหน้า

“ของทุกชิ้นเป็นของหนู หนูจะตัดสินใจเองว่าจะเก็บหรือทิ้ง”

คืนนั้น เนี่ยนเนี่ยนเปิดกล่องดนตรีไว้ข้างเตียง เพลงเก่าดังไปทั่วห้องที่เธอเลือกด้วยตัวเอง หลินอวี้หลานนั่งอยู่ข้าง ๆ ส่วนเฉียนต้าจุงอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ใกล้ประตู

เด็กหญิงยังคงสะดุ้งเมื่อฝันร้าย และบางคืนก็เรียกหาครูหลินแทนพ่อแม่ แต่ทุกครั้งที่ตื่น เธอจะพบว่าประตูยังเปิดอยู่ มีแสงไฟจากทางเดินส่องเข้ามา และมีคนรออยู่จริง ๆ

หลายเดือนต่อมา ในคืนหิมะตกอีกครั้ง เนี่ยนเนี่ยนเดินมาหาเฉียนต้าจุงพร้อมผ้าห่มผืนเล็ก

“พ่อคะ”

เขาเงยหน้า

“คืนนี้พ่อนอนข้างหนูได้ไหม”

เฉียนต้าจุงไม่ถามเหตุผล เขาเพียงวางเอกสารลงและเดินตามเธอขึ้นไปชั้นบน

เมื่อเขากำลังจะปิดไฟ เด็กหญิงจับมือเขาไว้

“พ่อมาเร็วจริง ๆ ในวันนั้น”

“พ่อกลัวว่าจะมาช้าเกินไป”

“ตอนนี้ไม่ต้องขับรถเร็วแล้วนะคะ”

เขาหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

“พ่อสัญญา”

เนี่ยนเนี่ยนหลับไปพร้อมกับเสียงกล่องดนตรี เธอยังมีรอยแผลเป็นบนแขนขวาและกระดูกที่ไม่อาจกลับมาเหมือนเดิม แต่ชีวิตของเธอไม่ได้ถูกกำหนดด้วยบาดแผลเหล่านั้นอีกต่อไป

บนโต๊ะข้างเตียงมีซาลาเปาสองลูกที่เธอเก็บไว้เผื่อวันพรุ่งนี้ และใต้หมอนมีผ้าห่มผืนใหม่ที่เธอเลือกเอง

ครั้งแรกที่เธอเรียกชายคนนั้นว่าพ่อ เกิดขึ้นในคืนที่เธอยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นลูกของใคร แต่ครั้งต่อมา เธอเรียกเขาเช่นนั้นเพราะรู้แล้วว่า ต่อให้เธอกลัว ต่อให้เธอร้องไห้ หรือต่อให้ต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใด เขาก็จะยังอยู่ตรงนั้น

คราวนี้ บ้านไม่ใช่สถานที่ที่มีคนรอพิสูจน์ว่าเธอมีค่าพอจะอยู่หรือไม่

บ้านคือที่ที่เธอไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกเลย

Leave a Comment