“ถ้าคุณยังแตะต้องเด็กอีกครั้ง ผมจะแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้”
เสียงของชายหนุ่มดังไปทั่วห้องโถง ขณะที่มือของเขากระชากข้อมือฉันออกจากตัวเด็กชายที่กำลังไอจนหน้าแดง ทุกสายตาในบ้านหันมามองฉันเหมือนเป็นคนร้าย ทั้งที่เมื่อครู่ฉันเพิ่งช่วยเสี่ยวเหิงให้หายใจได้
เด็กน้อยกอดคอฉันแน่น น้ำตาไหลเปื้อนแก้ม แต่ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับมองเห็นเพียงมือของฉันที่วางอยู่บนแผ่นหลังเขา

“คุณเป็นใคร แล้วเข้ามาอยู่ในบ้านผมได้อย่างไร” เขาถาม น้ำเสียงเย็นจนเหมือนห้องทั้งห้องลดอุณหภูมิลง
“ฉันชื่อหลินเยี่ยนค่ะ เป็นพี่เลี้ยงคนใหม่ คุณท่านหวังให้ฉันมาดูแลเสี่ยวเหิง”
“พี่เลี้ยงคนก่อนก็พูดแบบนี้”
คำพูดนั้นทำให้คนรับใช้หลายคนก้มหน้าลง ไม่มีใครกล้าสบตาเขา ฉันไม่รู้ว่าพี่เลี้ยงคนก่อนหายไปไหน รู้เพียงว่าก่อนมาทำงาน ผู้จัดการบริษัทจัดหางานย้ำกับฉันหลายครั้งว่าอย่าถามเรื่องของบ้านตระกูลเฉิงมากเกินไป
ชายหนุ่มชื่อเฉิงเอ๋อเย่ เป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้างที่กำลังขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว เขาอายุยังไม่ถึงสามสิบห้า แต่เป็นที่รู้จักในวงการธุรกิจว่าเด็ดขาดและอารมณ์รุนแรง ผู้คนพูดกันว่าเขาไม่ยอมให้ผู้หญิงเข้าใกล้ เพราะเพียงได้กลิ่นน้ำหอมแรง ๆ ก็จะหงุดหงิดจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้
ฉันไม่เคยคิดว่าการพบกันครั้งแรกจะเกิดขึ้นในสภาพที่ฉันกำลังอุ้มเด็กของเขาอยู่กลางบ้าน
“เธอไม่ได้ทำร้ายผม” เสี่ยวเหิงพูดเสียงสั่น “พี่เยี่ยนช่วยผม”
“เขายังเด็ก จะรู้อะไร” เอ๋อเย่ตอบทันที
ฉันมองไปที่ชามข้าวต้มบนโต๊ะ เม็ดข้าวเหนียวติดอยู่ตรงขอบถ้วย และในมือของเสี่ยวเหิงยังมีชิ้นแครอตที่เขาพยายามกลืนไม่ลง ฉันจึงอธิบายว่าเด็กสำลักอาหาร ไม่ใช่อาการป่วยธรรมดา การตบหลังผิดวิธีอาจทำให้อาหารติดลึกกว่าเดิม
“คุณเรียนหมอมาเหรอ”
“ไม่ค่ะ แต่ฉันผ่านการอบรมการปฐมพยาบาลเด็ก และเคยทำงานในศูนย์ดูแลเด็กสามปี”
เขามองฉันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงเรียบ ๆ ของฉันเปื้อนน้ำซุป ผมที่มัดไว้หลุดลุ่ยเพราะเด็กดึง แต่ฉันเห็นสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ใบหน้าเป็นเวลานานกว่าที่ควร
“พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้ว” เขาพูดในที่สุด
“แต่คุณท่านเป็นคนรับฉันเข้าทำงาน”
“ผมเป็นคนจ่ายเงินเดือน และผมไม่ต้องการพี่เลี้ยงที่สร้างปัญหา”
เสี่ยวเหิงรีบกอดฉันแน่นกว่าเดิม “ไม่เอา พี่เยี่ยนต้องอยู่กับผม”
เด็กชายไม่ยอมปล่อยมือ แม้เอ๋อเย่จะพยายามดึงเขาออก ฉันรู้สึกได้ว่าร่างเล็กกำลังสั่น จึงลูบหลังเขาเบา ๆ แต่เอ๋อเย่กลับขมวดคิ้วเหมือนมองเห็นเจตนาอื่นในทุกการกระทำของฉัน
“ดูเหมือนเธอจะรู้วิธีทำให้เด็กติดตัว” เขาพูดกับแม่บ้านสูงวัยที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ “หรือจริง ๆ แล้วเธอตั้งใจใช้เด็กเข้าหาผม”
ใบหน้าฉันร้อนวูบ ไม่ใช่เพราะอาย แต่เพราะความโกรธ
“ฉันมาที่นี่เพราะต้องการเงิน ไม่ใช่เพราะต้องการคุณ”
ทั้งห้องเงียบลงทันที
เอ๋อเย่หัวเราะเบา ๆ ทว่าดวงตาไม่ได้มีความขบขันอยู่เลย “ผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาในบ้านนี้ก็พูดแบบนั้น”
ฉันอยากเดินออกไปตั้งแต่วันนั้น แต่เมื่อกลับถึงห้องเช่า ฉันพบสายที่ไม่ได้รับจากโรงพยาบาลถึงเจ็ดสาย แม่ของฉันต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ และเงินมัดจำก้อนใหญ่ที่โรงพยาบาลเรียกเก็บยังขาดอยู่อีกหลายหมื่นหยวน งานพี่เลี้ยงในบ้านตระกูลเฉิงให้ค่าจ้างสูงกว่างานทั่วไปเกือบสามเท่า
ฉันจึงกลับไปในเช้าวันต่อมา
เอ๋อเย่กำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะอาหาร เสี่ยวเหิงนั่งอยู่บนเก้าอี้และไม่ยอมกินอะไร เมื่อเห็นฉัน เด็กชายก็รีบลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งเข้ามา
“พี่เยี่ยนกลับมาแล้ว!”
เอ๋อเย่ไม่ได้ทักทาย เขาเพียงวางถ้วยกาแฟลงและพูดว่า “กฎของบ้านมีสามข้อ ห้ามพาเด็กออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามเข้าไปในห้องทำงาน และห้ามยุ่งเรื่องส่วนตัวของผม”
“ได้ค่ะ”
“ถ้าทำไม่ได้ก็ออกไป”
“แล้วกฎของฉันมีข้อเดียว” ฉันตอบ “อย่าขัดขวางตอนฉันดูแลเด็ก ถ้าคุณอยากให้เสี่ยวเหิงปลอดภัย คุณต้องเชื่อมือฉันบ้าง”
แม่บ้านชื่อป้าหลิวแอบมองฉันด้วยสีหน้าตกใจ เหมือนยังไม่เคยมีใครพูดกับเอ๋อเย่แบบนั้น
เสี่ยวเหิงไม่ยอมกินข้าวหากไม่มีฉันนั่งอยู่ข้าง ๆ ฉันจึงค่อย ๆ เปลี่ยนอาหารจากข้าวต้มเป็นซุปผักบด แล้วทำเป็นเครื่องบินให้เขาอ้าปาก เด็กชายหัวเราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ป้าหลิวบอกว่า ตั้งแต่แม่ของเขาเสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน เขาแทบไม่พูดกับคนแปลกหน้าเลย
“แม่ของเสี่ยวเหิงเสียเพราะอะไรคะ” ฉันถาม
ป้าหลิวชะงัก ก่อนตอบสั้น ๆ ว่า “อุบัติเหตุ”
คำตอบนั้นฟังดูง่ายเกินไป แต่ฉันไม่ได้ถามต่อ
ในคืนที่สาม ฉันได้ยินเสียงบางอย่างตกลงมาจากชั้นบน ตามด้วยเสียงเสี่ยวเหิงร้องไห้ ฉันรีบวิ่งไปที่ห้องนอน พบว่าเด็กชายกำลังหอบและกุมหน้าอก เอ๋อเย่ยืนอยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้าตื่นตระหนกผิดจากทุกครั้ง
“เขาหายใจไม่ออก”
ฉันกำลังจะเข้าไปหา แต่เอ๋อเย่กลับผลักฉันออก “เรียกรถพยาบาล!”
“คุณต้องอุ้มเขาให้นั่ง อย่าให้เขานอนราบ”
“ผมรู้!”
“ถ้ารู้ก็ทำเดี๋ยวนี้!”
เขานิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนทำตามคำสั่ง ฉันตรวจดูริมฝีปากและการหายใจของเด็ก แล้วนึกถึงยาพ่นที่ป้าหลิวบอกว่าเสี่ยวเหิงเคยใช้ในช่วงที่มีอาการแพ้ฝุ่น ฉันค้นในลิ้นชักข้างเตียงและพบกล่องยา แต่วันหมดอายุถูกขูดออกไป
“ยานี้ใครเป็นคนจัดไว้”
“คุณหมอประจำบ้าน” เอ๋อเย่ตอบ
“ต้องเปลี่ยนยาใหม่ค่ะ ยานี้เก่าแล้ว”
รถพยาบาลมาถึงในเวลาต่อมา เสี่ยวเหิงปลอดภัย แต่หมอบอกว่าเขาได้รับสารที่กระตุ้นอาการแพ้ในปริมาณมาก และถ้าอยู่คนเดียวอีกไม่กี่นาทีอาจเกิดอันตรายร้ายแรง
คืนนั้นเอ๋อเย่นั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินจนฟ้าสาง เขาไม่พูดกับใคร ฉันเห็นมือของเขากำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีด เมื่อญาติของเขามาถึง ผู้ชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงกลับพูดเป็นประโยคแรกว่า
“เรื่องนี้อย่าให้หลุดไปถึงนักข่าว บริษัทกำลังจะเซ็นสัญญาสำคัญ”
เขาชื่อเฉิงหวังเซิง เป็นอาของเอ๋อเย่และผู้บริหารร่วมของบริษัท ทุกคนเรียกเขาว่าคุณหวัง เขามองเสี่ยวเหิงผ่านกระจกห้องผู้ป่วย แล้วหันมามองฉัน

“พี่เลี้ยงคนใหม่สินะ”
“ค่ะ”
“บ้านนี้ไม่เหมาะกับคนช่างสงสัย ถ้าอยากทำงานนาน ๆ ก็ควรรู้ว่าอะไรควรมองและอะไรควรหลับตา”
ฉันยิ้มบาง ๆ “ถ้าเป็นเรื่องความปลอดภัยของเด็ก ฉันคงหลับตาไม่ได้ค่ะ”
สายตาของเขาแข็งขึ้น ก่อนเดินจากไป
หลังจากนั้นเอ๋อเย่เริ่มกลับบ้านเร็วขึ้น เขาไม่เคยขอบคุณฉันตรง ๆ แต่คืนหนึ่งเขาวางถุงยาและใบเสร็จค่ารักษาของแม่ฉันไว้บนโต๊ะในห้องครัว
“นี่อะไรคะ”
“ฝ่ายบุคคลบอกว่าแม่คุณต้องผ่าตัด”
“ฉันไม่ได้ขอความช่วยเหลือ”
“ถือเป็นเงินล่วงหน้า หักจากเงินเดือนคุณไปเรื่อย ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ฉันเซ็นสัญญา”
เขาหันมามอง “คุณคิดว่าผมจะใช้เงินซื้อคุณได้หรือ”
“ฉันไม่รู้ค่ะ แต่ฉันรู้ว่าคนที่มีอำนาจควรบอกเงื่อนไขให้ชัดเจน”
มุมปากของเขาขยับเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นรอยยิ้มจริง ๆ บนใบหน้าของชายที่ใคร ๆ บอกว่าอารมณ์ร้าย
ความสัมพันธ์ของเราค่อย ๆ เปลี่ยนไปโดยไม่มีใครตั้งใจ เสี่ยวเหิงยอมออกไปเดินเล่นกับพ่อ หากฉันเดินอยู่ข้าง ๆ ด้วย เอ๋อเย่เริ่มถามความเห็นฉันเรื่องอาหารและเวลาเข้านอน บางคืนเขากลับจากงานด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า แล้วเผลอนั่งหลับอยู่บนโซฟาข้าง ๆ ตอนที่ฉันอ่านนิทานให้เด็กฟัง
แต่ทุกครั้งที่บรรยากาศเริ่มอ่อนลง เขาก็จะถอยกลับไปอยู่หลังกำแพงเดิม
วันหนึ่งฉันทำกาแฟหกใส่เสื้อเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะกำลังเช็ดคราบให้ เขากลับจับมือฉันไว้แน่น
“ไม่ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้”
“ไม่รู้เรื่องอะไรคะ”
“คุณรู้ว่าผมไม่ชอบให้ผู้หญิงเข้าใกล้ แต่คุณก็ยังหาเหตุผลมาสัมผัสตัวผม”
ฉันดึงมือกลับ “คุณคิดว่าฉันอยากเข้าใกล้คุณมากนักหรือคะ”
“แล้วทำไมยังอยู่ที่นี่”
“เพราะฉันมีแม่ที่กำลังรอการผ่าตัด และมีเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีใครดูแลดีเท่าที่ควร แค่นั้นค่ะ”
เขาปล่อยมือช้า ๆ สีหน้าเปลี่ยนไป แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
คืนนั้นฉันเริ่มสังเกตสิ่งผิดปกติในบ้านอย่างจริงจัง ยาที่หมดอายุไม่ได้มีเพียงกล่องเดียว วันบนใบสั่งยาหลายใบไม่ตรงกับวันที่หมอมาตรวจ และกล้องวงจรปิดหน้าห้องเสี่ยวเหิงถูกปิดทุกครั้งในคืนก่อนเกิดอาการแพ้
ฉันจดวันที่และเวลาไว้ในสมุดเล่มเล็ก โดยไม่บอกใคร แม้แต่เอ๋อเย่
อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เสี่ยวเหิงหายไปจากสวนหลังบ้านในช่วงเวลาที่ฉันลงไปเอาน้ำเพียงไม่ถึงห้านาที ประตูรั้วด้านหลังเปิดแง้มอยู่ ฉันวิ่งตามรอยรองเท้าไปจนถึงเรือนกระจกเก่า และพบเด็กชายยืนอยู่ข้างชั้นวางของที่ล้มลง
เหนือศีรษะเขามีตู้กระจกใบหนึ่งกำลังจะหล่นลงมา
ฉันพุ่งเข้าไปกอดเขา ตู้กระจกตกลงบนไหล่ฉันจนเกิดเสียงดังสนั่น เศษแก้วบาดแขนและเลือดไหลเปื้อนเสื้อของเสี่ยวเหิง
เอ๋อเย่วิ่งมาถึงในเวลาเดียวกัน เขาดึงฉันออกจากเศษกระจก แล้วกอดลูกไว้แน่น
“ใครสั่งให้คุณวิ่งเข้ามา!”
“ถ้าฉันไม่เข้ามา เสี่ยวเหิงคงโดนทับ”
เขาไม่ตอบ แต่ใช้ผ้าเช็ดหน้ากดแผลให้ฉันด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ขณะนั้นเองฉันเห็นบางอย่างใต้ชั้นวางของ เป็นซองขนมที่เสี่ยวเหิงแพ้ และยังมีรอยนิ้วมือเปื้อนฝุ่นอยู่บนกล่องยาเก่า
ฉันหยิบมันขึ้นมา เอ๋อเย่เห็นสีหน้าฉันจึงถามว่า “คุณรู้อะไร”
“คนที่ทำเรื่องนี้ต้องรู้ว่าเสี่ยวเหิงแพ้อะไร และต้องรู้ว่ากล้องตรงนี้ไม่มีใครตรวจสอบ”
เขาเงียบไปนาน ก่อนพาฉันกลับเข้าไปในบ้าน
คืนนั้นเราเปิดภาพจากกล้องทุกตัวที่ยังใช้งานได้ ภาพจากกล้องทางเดินแสดงให้เห็นสาวใช้คนหนึ่งเดินเข้าไปใกล้ห้องเสี่ยวเหิงในคืนที่เด็กมีอาการแพ้ เธอชื่อเหมยอิง และทำงานในบ้านนี้มานานกว่าสิบปี
เมื่อเอ๋อเย่ถาม เธอร้องไห้และปฏิเสธทุกอย่าง แต่ในโทรศัพท์ของเธอมีข้อความจากหมายเลขที่ไม่บันทึกชื่อ ขอให้เธอรายงานว่าเอ๋อเย่กลับบ้านกี่โมง และเสี่ยวเหิงอยู่กับใคร
หลักฐานยังไม่พอจะกล่าวหาเธอได้ เธออาจถูกบังคับ หรืออาจเป็นเพียงคนส่งข่าว แต่ก่อนที่เราจะตรวจสอบต่อ คุณหวังกลับมาที่บ้านพร้อมทนาย
“หลินเยี่ยนถูกไล่ออก” เขาประกาศ “เธอละเลยหน้าที่จนเด็กได้รับอันตราย และพยายามสร้างเรื่องใส่ร้ายคนในบ้าน”
เอ๋อเย่ยืนอยู่ข้างบันได “ใครอนุญาตให้คุณตัดสินใจแทนผม”
“ผมถือหุ้นในบริษัทมากกว่าคุณ และกำลังปกป้องชื่อเสียงของตระกูล”
“หรือกำลังปกป้องใครบางคน” ฉันถาม
คุณหวังหันมามองฉัน “คุณไม่มีสิทธิ์พูด”
“ฉันมีสิทธิ์พูดในฐานะคนที่ถูกกล่าวหา และในฐานะพยานว่าเด็กถูกทำให้ป่วยซ้ำ ๆ”
ทนายยื่นเอกสารให้ฉันเซ็นรับทราบการเลิกจ้าง ฉันอ่านทุกบรรทัดก่อนวางปากกาลง
“ฉันจะเซ็นค่ะ แต่ไม่เซ็นข้อความที่บอกว่าฉันยอมรับผิด”
เอ๋อเย่มองฉันเหมือนเพิ่งเข้าใจว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาจะสั่งให้เดินออกไปได้ง่าย ๆ
คืนนั้นฉันเก็บของออกจากบ้าน แม้เสี่ยวเหิงจะร้องไห้จนเสียงแหบ ฉันสัญญากับเขาว่าจะกลับมาหา แต่ฉันไม่กล้าสัญญาว่าจะกลับมาอยู่ เพราะยังไม่รู้ว่าใครกำลังเล่นงานเขา
ก่อนออกจากประตู เอ๋อเย่เดินมาส่งฉัน
“คุณจะไปไหน”
“กลับไปดูแลแม่ และหางานใหม่”
“ผมจะส่งคนไปคุ้มกันคุณ”
“ไม่ต้องค่ะ ถ้าคุณเชื่อว่าฉันเป็นต้นเหตุของปัญหา คุณควรปล่อยให้ฉันไป”
“ผมไม่เคยบอกว่าผมเชื่อแบบนั้น”
“แต่คุณก็ไม่เคยปกป้องฉันต่อหน้าคนอื่น”
คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งไป ฉันเดินออกจากบ้านโดยไม่หันกลับ แต่ในคืนนั้นเองมีรถจักรยานยนต์ขับตามฉันจากโรงพยาบาลไปถึงห้องเช่า ฉันจึงตัดสินใจไม่กลับเข้าห้องและไปพักกับเพื่อนแทน
เช้าวันต่อมา เอ๋อเย่โทรมา
“เมื่อคืนมีคนพยายามงัดประตูห้องคุณ”
“คุณรู้ได้อย่างไร”
“ผมให้คนเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ”
“แล้วทำไมไม่บอกฉัน”
“เพราะผมรู้ว่าคุณจะไม่ยอมให้ใครคุ้มกัน”
“คุณยังคิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของการควบคุมสินะ”
เขาเงียบไป ก่อนพูดเบากว่าเดิม “ผมคิดว่าถ้าผมควบคุมทุกอย่างได้ คนที่ผมรักจะไม่หายไปอีก”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดถึงภรรยาผู้ล่วงลับ ภรรยาของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์หลังจากขอหย่ากับเขาในวันที่ทะเลาะกันรุนแรง เอ๋อเย่เชื่อมาตลอดว่าเธอเสียชีวิตเพราะเขาไม่ยอมรับโทรศัพท์ในคืนนั้น
แต่ฉันพบว่ารายงานอุบัติเหตุมีบางอย่างไม่ตรงกัน รถของเธอถูกพบใกล้ถนนภูเขา ทั้งที่โทรศัพท์เครื่องสุดท้ายถูกส่งสัญญาณจากโกดังของบริษัทห่างออกไปหลายกิโลเมตร และรถคันนั้นมีการซ่อมเบรกก่อนเกิดเหตุเพียงสองวัน
ฉันไม่ได้บอกเขาทันที เพราะข้อมูลยังไม่ครบ แต่เมื่อแม่ฉันเข้ารับการผ่าตัด ฉันพบชื่อโรงพยาบาลในเอกสารโอนเงินที่คุณหวังส่งมาให้โดยไม่ตั้งใจ เงินก้อนนั้นถูกโอนจากบัญชีบริษัทในวันเดียวกับที่มีการจ่ายค่าซ่อมรถของภรรยาเอ๋อเย่
แม่ฟื้นจากการผ่าตัดอย่างปลอดภัย แต่ยังต้องพักฟื้น ฉันจึงขอให้เจ้าหน้าที่การเงินช่วยตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด และพบว่าบริษัทมีค่าใช้จ่ายปลอมหลายรายการผ่านบริษัทรับเหมาช่วงที่ไม่มีสำนักงานจริง
ฉันเอาข้อมูลทั้งหมดไปหาเอ๋อเย่ เขานัดฉันที่ร้านกาแฟเงียบ ๆ ใกล้โรงพยาบาล
เมื่อเขาเห็นเอกสาร สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปหลายครั้ง
“คุณกำลังบอกว่าอุบัติเหตุของภรรยาผมเกี่ยวข้องกับบริษัท”
“ฉันยังบอกไม่ได้ว่าใครเป็นคนทำ แต่เงินที่ใช้ซ่อมรถและเงินที่ใช้ปิดบังบัญชีมาจากช่องทางเดียวกัน”
“ทำไมคุณไม่เอาเรื่องนี้ให้ตำรวจ”
“เพราะถ้าฉันเอาไปโดยไม่มีหลักฐานต้นฉบับ ทุกอย่างอาจถูกทำลายก่อนการตรวจสอบ และคนที่ทำอาจรู้ตัวว่าเรากำลังตามเขา”
เอ๋อเย่ก้มมองถ้วยกาแฟ ไม่แตะมันเลย
“ผมเคยคิดว่าเธอทิ้งผมเพราะไม่รักแล้ว”
“บางทีเธออาจกำลังพยายามปกป้องตัวเองหรือเสี่ยวเหิง”
คืนนั้นเขากลับไปค้นห้องทำงานของภรรยาเป็นครั้งแรกในรอบสองปี เขาพบกล่องไม้ใบเล็กซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือ ข้างในมีสมุดบันทึก รูปถ่าย และแฟลชไดรฟ์ที่ไม่มีใครเคยเปิด
สมุดบันทึกระบุว่าเธอค้นพบการยักยอกเงินในบริษัท และสงสัยว่าคุณหวังใช้ชื่อของเอ๋อเย่เซ็นสัญญาปลอมหลายฉบับ เธอเขียนไว้ว่า หากเกิดอะไรขึ้น ให้เอ๋อเย่ตรวจสอบโกดังเก่าริมแม่น้ำ
ส่วนแฟลชไดรฟ์มีคลิปจากกล้องหน้ารถในคืนเกิดอุบัติเหตุ ภาพไม่ชัดพอจะเห็นใบหน้า แต่เห็นรถบรรทุกของบริษัทจอดอยู่ริมถนน และได้ยินเสียงชายคนหนึ่งพูดผ่านโทรศัพท์ว่า “พรุ่งนี้เธอจะไม่มีโอกาสพูดอีก”
เอ๋อเย่กำหมัดแน่น เขาไม่ได้ร้องไห้ แต่เสียงหายใจของเขาหนักจนฉันรู้ว่าเขากำลังพยายามไม่พังลงต่อหน้าใคร
เรานำข้อมูลไปให้ทนายอิสระและขอให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบไฟล์ต้นฉบับ พร้อมแจ้งความเรื่องการข่มขู่และการปลอมแปลงบัญชีอย่างเป็นทางการ การตรวจสอบต้องใช้เวลา และในช่วงนั้นคุณหวังยังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาเสนอให้เอ๋อเย่ขายหุ้นบางส่วนเพื่อแลกกับการยุติการตรวจสอบภายใน พร้อมกล่าวหาว่าฉันเป็นคนยุยง
“เธอเข้ามาในบ้านไม่ถึงเดือน ก็ทำให้หลานผมกับหลานทะเลาะกัน ทำให้บริษัทเสียหาย และทำให้เรื่องเก่าถูกขุดขึ้นมา”
เอ๋อเย่ตอบเพียงว่า “เรื่องเก่าไม่ได้ถูกขุดขึ้นมา มันไม่เคยถูกฝังต่างหาก”
เมื่ออำนาจของคุณหวังเริ่มสั่นคลอน เหมยอิงก็มาหาฉันในคืนหนึ่ง เธอยอมรับว่าเป็นคนเอายาเก่าไปวางไว้ในห้องเสี่ยวเหิง และเป็นคนเปิดกล้องวงจรปิด
“ฉันไม่ได้อยากทำร้ายเด็ก” เธอร้องไห้ “คุณหวังบอกว่าจะช่วยจ่ายหนี้พนันของสามี ถ้าฉันทำตามคำสั่ง เขาแค่ต้องการให้ทุกคนคิดว่าบ้านนี้มีปัญหา และให้เอ๋อเย่ดูเป็นคนไร้ความสามารถในการเลี้ยงลูก”
“คุณหวังสั่งให้ทำอุบัติเหตุด้วยหรือเปล่า”
เหมยอิงส่ายหน้า แต่เธอยื่นซองจดหมายเก่าให้ฉัน “ฉันไม่รู้เรื่องนั้น แต่ฉันเคยเห็นเขาทะเลาะกับคุณนายก่อนเธอเสียชีวิต เธอบอกว่าจะส่งเอกสารให้ตำรวจ คุณหวังตอบว่า ถ้าเธอพูด เสี่ยวเหิงจะไม่มีวันปลอดภัย”
ซองจดหมายมีตราประทับของโกดังริมแม่น้ำ และลายมือของภรรยาเอ๋อเย่ระบุวันที่ก่อนเกิดอุบัติเหตุหนึ่งวัน
เอ๋อเย่จึงวางแผนเข้าไปที่โกดังพร้อมทนายและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ แต่คุณหวังรู้ตัวก่อน เขาส่งคนมาขนเอกสารออกกลางดึก และเกิดไฟไหม้ขึ้นในอาคาร
ฉันอยู่ที่บ้านกับเสี่ยวเหิงเมื่อได้รับโทรศัพท์จากเอ๋อเย่ เขาบอกให้ฉันพาเด็กออกจากบ้านทันที เพราะมีคนตัดไฟและระบบรักษาความปลอดภัยถูกปิด
ประตูหลังถูกล็อกจากด้านนอก ฉันพาเสี่ยวเหิงลงไปยังห้องซักรีดและพบช่องระบายอากาศเก่าที่เชื่อมกับเรือนกระจก ฉันเคยเห็นช่องนี้ตอนช่วยเด็กเก็บลูกบอล จึงใช้ไขควงเปิดตะแกรงแล้วพาเขาคลานออกไป
ด้านนอกมีชายสองคนกำลังเดินเข้ามา เสี่ยวเหิงเริ่มหอบเพราะฝุ่น ฉันคว้ายาพ่นจากกระเป๋าและกอดเขาไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่จนคนพวกนั้นเดินผ่านไป
แต่โทรศัพท์ของฉันตกอยู่บนพื้นและมีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น ชายคนหนึ่งหันกลับมาเห็นเรา
ฉันจับมือเสี่ยวเหิงวิ่งไปทางถนนใหญ่ โทรหาเอ๋อเย่และเปิดเสียงไว้ เขาได้ยินทุกอย่าง รวมถึงเสียงชายคนนั้นข่มขู่ว่าจะทำให้ฉันเงียบเหมือนแม่ของเด็ก
รถของเอ๋อเย่เข้ามาขวางพอดี เขาลงจากรถพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย คนร้ายหนีไปได้หนึ่งคน แต่อีกคนถูกจับไว้ และโทรศัพท์ของเขามีข้อความจากคุณหวังหลายรายการ
การสืบสวนหลังจากนั้นกินเวลาหลายเดือน หลักฐานจากบัญชีบริษัท ภาพกล้องหน้ารถ สมุดบันทึก และคำให้การของเหมยอิงเชื่อมโยงกันมากพอให้ตำรวจดำเนินคดีกับคุณหวังในข้อหายักยอกเงิน ข่มขู่พยาน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนทำร้ายภรรยาของเอ๋อเย่ แม้คดีอุบัติเหตุจะยังต้องพิสูจน์รายละเอียดอีกมาก
คุณหวังไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในชั่วข้ามคืน เขายังมีทนาย มีเงิน และพยายามต่อสู้คดี แต่ไม่สามารถควบคุมบริษัทหรือปิดปากคนในบ้านได้อีกต่อไป หุ้นของเขาถูกระงับตามกระบวนการตรวจสอบ และผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาดูแลบัญชีทั้งหมด
เหมยอิงให้การตามความจริงและยอมรับผิดในส่วนของตัวเอง เธอไม่ได้รับการยกโทษทั้งหมด แต่ได้รับโอกาสชดใช้ด้วยการทำงานบริการชุมชนและช่วยเหลือครอบครัวของเด็กที่ขาดผู้ดูแล
ส่วนเอ๋อเย่ต้องเข้ารับการบำบัดอาการนอนไม่หลับและความเครียด เขาเพิ่งยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้ปกป้องครอบครัวด้วยการควบคุมทุกอย่าง แต่กำลังลงโทษตัวเองด้วยการไม่ไว้ใจใคร
เขาขอให้ฉันกลับไปทำงาน แต่ฉันปฏิเสธที่จะกลับไปเป็นเพียงลูกจ้างที่ต้องทำตามคำสั่ง
“ฉันจะกลับไปต่อเมื่อมีสัญญาใหม่ ระบุชั่วโมงงาน เงินเดือน วันหยุด และสิทธิ์ในการตัดสินใจเรื่องสุขภาพของเสี่ยวเหิงอย่างชัดเจน”
เขาพยักหน้า “คุณต้องการอะไรอีก”
“ห้ามกล่าวหาฉันต่อหน้าคนอื่นโดยไม่มีหลักฐาน และห้ามใช้เงินของคุณทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นหนี้บุญคุณ”
“ตกลง”
“แล้วถ้าคุณไม่พอใจ คุณต้องพูด ไม่ใช่ทำหน้าตาเหมือนจะไล่ฉันออกทุกสามวัน”
คราวนี้เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ “ข้อนี้ยากที่สุด”
ฉันกลับไปดูแลเสี่ยวเหิงในฐานะผู้ดูแลเด็กและผู้ช่วยด้านการฟื้นฟูสภาพจิตใจของเขา ไม่ใช่ในฐานะผู้หญิงที่ถูกส่งเข้ามาเพื่อทำให้ใครหลงใหล เอ๋อเย่ยังคงเงียบขรึมและไม่คุ้นเคยกับการพูดเรื่องความรู้สึก แต่เขาเริ่มฟังมากกว่าสั่ง และเมื่อมีใครพูดถึงฉันอย่างดูถูก เขาจะเป็นคนแรกที่หยุดบทสนทนานั้น
หลายเดือนต่อมา แม่ของฉันกลับบ้านได้และเริ่มเดินออกกำลังกายทุกเช้า เสี่ยวเหิงวาดรูปครอบครัวรูปใหม่ มีเขา ป้าหลิว ฉัน และพ่อของเขายืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาไม่วาดผู้หญิงที่อยู่ในรูปเก่าซึ่งเคยแขวนอยู่ในห้องรับแขก แต่เอ๋อเย่ไม่เคยเก็บรูปนั้นออก
วันหนึ่งเขานำกล่องไม้ของภรรยามาให้ฉันดู
“ผมจะส่งต้นฉบับทั้งหมดให้ครอบครัวเธอ และจะให้พวกเขาตัดสินใจว่าจะเปิดเผยเรื่องนี้มากแค่ไหน”
“นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องค่ะ”
“ผมเคยคิดว่าถ้าความจริงออกมา ลูกจะต้องเจ็บปวด แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเด็กเจ็บปวดกว่าเดิมเมื่อผู้ใหญ่โกหกเพื่อปกป้องเขา”
ฉันไม่ได้ปลอบเขาด้วยคำพูดสวยงาม เพียงนั่งอยู่ข้าง ๆ จนเขาสามารถเปิดจดหมายฉบับสุดท้ายได้ด้วยตัวเอง
ในจดหมายนั้น ภรรยาของเขาเขียนถึงเสี่ยวเหิงว่า เธออยากให้ลูกเติบโตขึ้นโดยไม่ต้องกลัวความจริง และอยากให้พ่อของเขาเลิกเชื่อว่าความรักหมายถึงการกักทุกคนไว้ในกำมือ
เอ๋อเย่อ่านจบแล้วหลับตาอยู่นาน จากนั้นจึงพับจดหมายเก็บอย่างระมัดระวัง
“คุณรู้ไหมว่าตอนแรกผมคิดว่าคุณพยายามดึงดูดผม” เขาพูด
“ฉันรู้ค่ะ คุณทำเหมือนฉันเป็นอันตรายมากกว่าคนที่พยายามทำร้ายเด็กเสียอีก”
“ผมขอโทษ”
“คำขอโทษรับไว้ค่ะ แต่ความไว้ใจต้องใช้เวลาสร้าง”
“ผมรอได้”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้ฉันตกหลุมรักเขาในทันที และเขาก็ไม่ได้กลายเป็นคนอ่อนโยนเพียงเพราะคดีจบลง เราทะเลาะกันเรื่องเวลาเรียนของเสี่ยวเหิง เรื่องการทำงาน และเรื่องที่เขายังชอบตัดสินใจแทนคนอื่น แต่ทุกครั้งเรากลับมาคุยกันได้โดยไม่ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือ
หนึ่งปีหลังจากวันที่ฉันถูกไล่ออกจากบ้าน เสี่ยวเหิงเกิดอาการแพ้อีกครั้งระหว่างงานเลี้ยงของบริษัท ฉันกำลังจะหยิบยาพ่น แต่เอ๋อเย่เข้ามาก่อน เขาคุกเข่าลงข้างลูก ตรวจดูการหายใจ และทำตามขั้นตอนที่ฉันเคยสอนไว้โดยไม่ตะโกนสั่งใคร
เมื่อเด็กปลอดภัย เขาหันมามองฉัน
“ผมทำถูกไหม”
“เกือบถูกค่ะ คุณลืมโทรเรียกรถพยาบาล”
เขารีบหยิบโทรศัพท์ทันทีจนฉันอดหัวเราะไม่ได้
คืนนั้น หลังจากเสี่ยวเหิงหลับ ฉันออกไปที่เรือนกระจกเก่าซึ่งได้รับการซ่อมแซมใหม่ เศษกระจกถูกเปลี่ยนเป็นหน้าต่างใส ต้นไม้เล็ก ๆ ที่เคยเหี่ยวเฉากลับออกดอกอีกครั้ง
เอ๋อเย่เดินมาหยุดข้างฉันโดยเว้นระยะพอดี ไม่ใกล้จนทำให้ฉันอึดอัด และไม่ไกลจนเหมือนคนแปลกหน้า
“ผมยังไม่เก่งเรื่องการอยู่กับคนอื่น” เขาพูด
“ฉันก็ไม่ได้เก่งเรื่องการอยู่กับคนอารมณ์ร้ายเหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องเรียนรู้ไปพร้อมกัน”
ฉันมองดอกไม้สีขาวที่เสี่ยวเหิงปลูกไว้ตรงมุมเรือนกระจก ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ
บ้านหลังนั้นเคยเต็มไปด้วยประตูที่ล็อกจากด้านนอก กล้องที่ถูกปิด และคำพูดที่ไม่มีใครกล้าถาม แต่หลังจากความจริงถูกเปิดออก ประตูทุกบานก็ถูกเปลี่ยนเป็นประตูที่เปิดจากทั้งสองด้าน
ส่วนฉันไม่เคยเป็นผู้หญิงที่หว่านเสน่ห์ใส่เจ้าของบ้านเลย ฉันเป็นเพียงคนที่วันหนึ่งยื่นมือไปช่วยเด็กที่กำลังหายใจไม่ออก และค้นพบว่าผู้ใหญ่ทั้งบ้านต่างกำลังจมน้ำอยู่ในความลับของตัวเอง
คราวนี้ เมื่อเอ๋อเย่ยื่นมือมา ฉันไม่ได้รับมันเพราะเงินหรือความสงสาร ฉันรับไว้เพราะเขาไม่ได้พยายามดึงฉันเข้าไปในกำมืออีกแล้ว เขาเพียงยื่นมือออกมา และรอให้ฉันเป็นคนเลือกเองว่าจะจับมันหรือไม่