เธอแต่งงานกับขอทานเพื่อรักษาบริษัท แต่ในวันที่ตระกูลกำลังล้มละลาย ทุกคนกลับพบว่าสามีของเธอคือคนที่ซื้อโครงการมูลค่าหมื่นล้าน

“ถ้าไม่มีใครกล้าแต่งกับฉัน งั้นฉันจะแต่งกับคุณเอง”

คำพูดของซูชิงดังขึ้นกลางห้องโถง ทั้งที่อีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น เธอยังถูกคู่หมั้นฉีกหน้าต่อหน้าคนทั้งเมือง และตอนนี้ชายคนเดียวที่ยืนอยู่ข้างเธอกลับสวมเสื้อผ้าเก่าขาด วิ่งหนีฝนมาจนรองเท้าเปื้อนโคลนเหมือนขอทานข้างถนน

สิ่งที่ไม่มีใครรู้คือ การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความสิ้นหวังของเธอเพียงอย่างเดียว และชายคนนั้นก็ไม่ได้เป็นขอทานอย่างที่ทุกคนคิด

“เธอรู้ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่” ซูเหวิน ผู้เป็นอาแท้ ๆ จ้องเธออย่างไม่เชื่อ “ตระกูลซูมีหนี้หลายพันล้าน บริษัทกำลังจะถูกยึด บ้านกำลังจะถูกขาย แล้วเธอยังคิดว่าการแต่งงานกับคนไร้บ้านจะช่วยอะไรได้อีก”

ซูชิงกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เธอหันไปมองผู้ชายข้างกาย ชายคนนั้นชื่อกู้หมิง เขาเพิ่งปรากฏตัวที่หน้าประตูงานเลี้ยง และไม่มีใครรู้ว่าเข้ามาได้อย่างไร

เมื่อครู่เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ก้าวออกมาจากฝูงชน หลังจากเธอประกาศว่าจะยกเลิกการหมั้นหมายกับหลัวเจิ้ง

หลัวเจิ้งหัวเราะเยาะเธอต่อหน้าแขกนับร้อย บอกว่าเขาไม่ต้องการแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่มีสินสอด ไม่มีอำนาจ และกำลังจะกลายเป็นลูกสาวของครอบครัวล้มละลาย เขายังโยนแหวนหมั้นลงบนพื้น แล้วบอกว่า ต่อให้เธอคุกเข่าขอร้อง เขาก็ไม่มีวันรับเธอกลับมา

ซูชิงไม่คุกเข่า เธอเพียงถอดแหวนออก วางไว้บนโต๊ะ และเดินไปที่ประตู

แต่ก่อนจะได้ก้าวออกจากห้อง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“ฉันแต่งกับเธอเอง”

ทุกคนหันไปมองกู้หมิง ชายที่พนักงานรักษาความปลอดภัยพยายามไล่ออกเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เขามีใบหน้าคมเข้ม ดวงตานิ่งจนอ่านไม่ออก และเสื้อคลุมสีดำที่ดูเก่ากว่าของแขกทุกคนในงาน

“ขอทานคนนี้เข้ามาได้อย่างไร” หลัวเจิ้งตะโกน “รีบลากเขาออกไป!”

กู้หมิงไม่ขยับ เพียงมองซูชิงแล้วถามเบา ๆ “เธอตัดสินใจแล้วหรือยัง”

“ฉันไม่เคยเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง”

“แต่งงานกับฉันหมายความว่า พวกเขาจะดูถูกเธอหนักกว่าเดิม”

“ตอนนี้ฉันไม่มีอะไรเหลือแล้ว” เธอตอบ “ฉันยังจะต้องกลัวว่าพวกเขาจะพูดอะไรอีกเหรอ”

กู้หมิงมองเธออยู่นาน ราวกับกำลังตรวจสอบว่าคำพูดนั้นเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบหรือไม่ จากนั้นเขาจึงยื่นมือให้

“ตกลง”

ซูชิงวางมือลงบนมือของเขา

“เราไปจดทะเบียนกัน”

เสียงหัวเราะและคำเยาะเย้ยตามหลังทั้งสองคนออกจากงานเลี้ยง แต่ซูชิงไม่หันกลับไปมอง เธอไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร ไม่รู้ว่าเขามีเงินหรือไม่ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้พวกเขาจะนอนที่ไหน

เธอรู้เพียงว่า ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างภายในวันนี้ บริษัทของบิดาจะสิ้นชื่อ และคนที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของตระกูลซูก็จะได้ทุกอย่างไปครอง

คืนนั้น ทั้งสองคนเดินเข้าไปในสำนักงานเขตพร้อมกัน เจ้าหน้าที่มองเสื้อผ้าของกู้หมิงหลายครั้ง ก่อนยื่นเอกสารให้พวกเขาเซ็น

ตอนซูชิงกำลังจะเขียนชื่อ เธอเห็นรอยแผลเป็นเล็ก ๆ บนข้อมือของเขา เป็นรอยรูปเส้นเฉียงสามเส้น คล้ายกับรอยไหม้เก่า ๆ

เธอเคยเห็นรอยแบบนี้มาก่อน

เมื่อแปดปีก่อน ตอนที่เธออายุสิบเจ็ด เธอเคยพบเด็กชายคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่หลังสถานีรถไฟ เด็กชายคนนั้นถูกทำร้ายจนแขนหักและมีแผลไหม้ที่ข้อมือ เขาไม่ยอมบอกชื่อ เพียงกำเหรียญทองแดงเก่า ๆ ไว้แน่น และพูดซ้ำ ๆ ว่า อย่าให้ใครรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่

ซูชิงในวันนั้นใช้เงินค่าขนมที่มีทั้งหมดซื้อยาและอาหารให้เขา เธอซ่อนเขาไว้ในห้องเก็บของของบ้านเป็นเวลาสามวัน ก่อนจะพาไปส่งที่คลินิกเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง

ก่อนจากกัน เด็กชายคนนั้นบอกเธอว่า

“ถ้าฉันรอด ฉันจะกลับมาปกป้องเธอ”

เธอไม่เคยคิดว่าจะได้พบเขาอีก

“คุณเคยได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือแบบนี้หรือเปล่า” ซูชิงถาม

กู้หมิงชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนดึงแขนเสื้อปิดรอยแผล

“แผลเก่า ไม่มีอะไรสำคัญ”

คำตอบนั้นทำให้เธอไม่ถามต่อ แต่ในใจกลับเริ่มสงสัย

หลังจากจดทะเบียน ทั้งสองคนย้ายไปอยู่ห้องเช่าเล็ก ๆ ใกล้ตลาดเก่า ห้องนั้นมีเพียงเตียงหนึ่งเตียง โต๊ะไม้ และกาต้มน้ำที่มีรอยบุบตรงฝา กู้หมิงบอกว่าเขาไม่มีเงินมากพอจะเช่าที่อื่น และซูชิงก็ไม่ได้คัดค้าน

ในเช้าวันแรกของการเป็นภรรยา เธอเอาเครื่องประดับที่มารดาทิ้งไว้ให้ไปขาย เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าแรงพนักงานและซื้อเวลาให้บริษัทอีกไม่กี่วัน

เมื่อเธอกับกู้หมิงเดินเข้าไปในร้านรับซื้อเครื่องประดับ ผู้จัดการร้านจำเธอได้ทันที

“คุณหนูซู เพิ่งแต่งงานเมื่อวาน วันนี้ก็ต้องเอาเครื่องประดับมาขายเลี้ยงสามีแล้วหรือ”

พนักงานหลายคนหัวเราะเบา ๆ กู้หมิงก้มมองตู้กระจกโดยไม่ตอบโต้

ซูชิงกำลังจะเปลี่ยนร้าน แต่เขากลับพูดขึ้นว่า “ไม่จำเป็น ของพวกนี้ประเมินราคาได้ที่นี่”

ผู้จัดการหยิบสร้อยคอและกำไลออกมาตรวจอย่างลวก ๆ แล้วบอกว่าของทั้งหมดมีค่าไม่ถึงสองแสนหยวน ทั้งที่ตอนซื้อมีมูลค่ามากกว่านั้นหลายเท่า

“พวกนี้ล้าสมัยแล้ว” เขาพูด “แถมตระกูลซูกำลังจะล้ม ใครจะรู้ว่าเป็นของจริงหรือของปลอม”

ซูชิงกำลังจะโต้แย้ง ชายวัยกลางคนในชุดสูทก็เดินเข้ามาในร้าน เขาเห็นกู้หมิงแล้วหน้าซีด

“ท่านกู้…”

คำเรียกนั้นเบามาก แต่ซูชิงได้ยิน

ชายคนนั้นรีบเดินเข้ามา หันไปตบโต๊ะต่อหน้าผู้จัดการร้าน

“ตรวจสอบเครื่องประดับชุดนี้ใหม่ทั้งหมด แล้วซื้อคืนในราคาเดิม”

“แต่ท่านประธาน เราไม่…”

“และจ่ายเงินชดเชยให้คุณหนูซูอีกห้าแสนหยวน”

ผู้จัดการหน้าซีด รีบก้มศีรษะขอโทษ

ซูชิงมองชายคนนั้น แล้วหันไปทางกู้หมิง “คุณรู้จักเขาเหรอ”

กู้หมิงตอบอย่างสงบ “เขาเคยทำงานให้คนที่ฉันรู้จัก”

“คนที่เธอแต่งงานด้วยไม่ใช่คนไม่มีเงินอย่างที่ทุกคนพูด” ชายวัยกลางคนเผลอหลุดปาก

กู้หมิงหันไปมอง เขาจึงรีบปิดปากทันที

ระหว่างเดินกลับ ซูชิงไม่ได้ถามเรื่องเงิน เธอเพียงบอกว่าไม่ต้องการรับเงินชดเชยเกินจริง

“ฉันแต่งงานกับคุณ ไม่ใช่เงินในกระเป๋าของคุณ”

กู้หมิงหยุดเดินกลางสะพานลอย ผู้คนเดินผ่านพวกเขาไปมา แต่เขากลับมองเธอเหมือนคำพูดนั้นมีความหมายมากกว่าที่เธอคิด

“แล้วถ้าวันหนึ่งเธอรู้ว่าฉันไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น เธอจะยังพูดแบบเดิมไหม”

“ฉันไม่สนใจว่าคุณเป็นใคร ถ้าคุณไม่ทำร้ายฉัน”

“ฉันอาจทำให้คนอื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับเธอ”

“คนอื่นก็เข้าใจผิดเกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว” ซูชิงยิ้มบาง ๆ “อย่างน้อยคุณยังยืนอยู่ข้างฉัน”

คืนนั้นเธอกลับถึงห้องและพบว่ามีรถสีดำจอดอยู่ตรงข้ามถนน ชายสองคนในรถเฝ้ามองหน้าต่างของเธอ กู้หมิงเห็นเช่นกัน เขาไม่ถามว่าเธอรู้จักพวกนั้นหรือไม่ แต่ดับไฟทุกดวงและพาเธอไปนั่งอยู่หลังตู้เก็บของ

“อย่าส่งเสียง” เขากระซิบ

ไม่ถึงสิบนาที ชายสองคนนั้นก็เดินเข้ามาในตึก หนึ่งในนั้นพยายามงัดประตูห้อง แต่กู้หมิงเปิดประตูออกไปก่อน

เสียงต่อสู้ดังขึ้นในทางเดินแคบ ๆ ซูชิงเห็นเพียงเงาร่างของกู้หมิงเคลื่อนไหวรวดเร็ว เขาไม่ได้ต่อสู้เหมือนคนธรรมดาที่เคยถูกทำร้าย แต่เหมือนคนที่ฝึกฝนมาเป็นเวลานาน

เมื่อคนทั้งสองหนีไป กู้หมิงมีเลือดซึมตรงมุมปาก

“คุณเป็นใครกันแน่” เธอถาม

เขาเช็ดเลือดด้วยหลังมือ “เป็นสามีของเธอ”

“นั่นไม่ใช่คำตอบ”

“สำหรับคืนนี้ มันก็พอแล้ว”

วันต่อมา ซูชิงกลับไปที่บริษัทซูกรุ๊ป อาคารสำนักงานเงียบกว่าปกติ พนักงานส่วนใหญ่ถูกสั่งให้หยุดงานเพราะไม่มีเงินจ่ายเดือน หัวหน้าฝ่ายการเงินนำเอกสารกองหนึ่งมาวางบนโต๊ะเธอ

บริษัทมีหนี้จากโครงการพัฒนาพื้นที่ฝั่งใต้กว่าแปดพันล้านหยวน เงินประกันจำนวนมากถูกอายัด หลังจากคู่ค้ารายใหญ่กล่าวหาว่าบริษัทผิดสัญญา หากไม่หาเงินมาชำระภายในเจ็ดวัน ธนาคารจะยึดอาคารและที่ดินทั้งหมด

บิดาของเธอ ซูเจิ้งไห่ นอนอยู่โรงพยาบาลด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เขาเป็นคนก่อตั้งบริษัทด้วยมือของตัวเอง แต่ก่อนหมดสติ เขากลับทิ้งข้อความสั้น ๆ ไว้บนโทรศัพท์ของเธอ

“อย่าไว้ใจอาเหวิน ตรวจวันที่ในสัญญา”

ซูชิงอ่านซ้ำหลายรอบ เธอเคยคิดว่าซูเหวินเป็นญาติคนเดียวที่ช่วยดูแลบริษัทแทนบิดา แต่หลังจากเปิดเอกสาร เธอก็พบความผิดปกติหลายอย่าง วันที่ในสัญญากู้เงินบางฉบับเกิดขึ้นก่อนวันที่คณะกรรมการอนุมัติถึงสามเดือน และตราประทับของบิดาถูกใช้ในคืนที่เขาเดินทางไปต่างประเทศ

เธอจึงนำเอกสารไปให้หลินอวี้ เพื่อนเก่าที่ทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีอิสระ

หลินอวี้ใช้เวลาตรวจสองคืน ก่อนจะยืนยันว่า เงินบริษัทไม่ได้หายไปเพราะโครงการล้มเหลว แต่ถูกโอนผ่านบริษัทตัวกลางหลายแห่งไปยังบัญชีที่เกี่ยวข้องกับซูเหวินและหลัวเจิ้ง

ซูชิงไม่พูดอะไรนานมาก

หลัวเจิ้งไม่ได้ยกเลิกการหมั้นเพราะกลัวเธอล้มละลาย เขารู้ตั้งแต่แรกว่าบริษัทกำลังถูกปล้น และต้องการตัดเธอออกจากตระกูลก่อนที่ความผิดจะถูกเปิดเผย

ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาหมั้นฉบับหนึ่งระบุว่า หากซูชิงแต่งงานกับบุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต เธอจะเสียสิทธิ์ในการสืบทอดหุ้นของบิดา

“เขาตั้งใจให้เธอแต่งงานกับหลัวเจิ้ง” กู้หมิงพูดหลังอ่านเอกสาร “เมื่อเธอกลายเป็นภรรยาของเขา หุ้นทั้งหมดจะถูกโอนเข้าสู่ครอบครัวหลัวตามข้อตกลง”

“ถ้าฉันไม่แต่งงานกับเขา ฉันก็เสียหุ้น ถ้าฉันแต่ง ฉันก็กลายเป็นเครื่องมือของพวกเขา”

“จึงเป็นเหตุผลที่เธอเลือกแต่งงานกับฉัน”

“ตอนแรกใช่” ซูชิงตอบ “แต่ตอนนี้ฉันต้องการรู้ว่า ทำไมคุณถึงยอมแต่งกับผู้หญิงที่ไม่มีอะไรเลย”

กู้หมิงไม่ตอบทันที เขาหยิบเหรียญทองแดงเก่า ๆ ออกจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะ

ซูชิงจ้องเหรียญนั้น หัวใจเริ่มเต้นแรง ด้านหนึ่งของเหรียญมีรอยขีดเป็นรูปเส้นเฉียงสามเส้น เหมือนกับรอยแผลบนข้อมือของเขา

“คุณ…”

“เมื่อแปดปีก่อน เธอเคยช่วยเด็กคนหนึ่งหลังสถานีรถไฟ”

เสียงของเขาแหบลงเป็นครั้งแรก

ซูชิงจำได้ทันทีว่าเด็กคนนั้นกำเหรียญแบบเดียวกัน

“เป็นคุณจริง ๆ”

“วันนั้นพ่อของฉันถูกคนในตระกูลแย่งอำนาจ เขาถูกฆ่า ส่วนฉันถูกจับไปซ่อนเพื่อบังคับให้แม่ยอมมอบหุ้นทั้งหมดให้พวกเขา ฉันหนีออกมาได้ แต่ถ้าเธอไม่ช่วย ฉันคงไม่มีชีวิตมาถึงวันนี้”

“แล้วตอนนี้คุณกลับมาเพื่อแก้แค้นหรือ”

“ฉันกลับมาเพื่อเอาคืนสิ่งที่ถูกขโมยไป และเพื่อรักษาสัญญา”

ซูชิงไม่รู้ว่าควรเชื่อเขามากแค่ไหน แต่ในเวลานั้น เธอไม่มีทางเลือกอื่น กู้หมิงใช้เครือข่ายของตัวเองตรวจสอบเส้นทางเงิน พบว่าผู้ถือหุ้นลับของบริษัทที่เข้าซื้อโครงการฝั่งใต้คือกลุ่มทุนกู้หยวน ซึ่งเป็นบริษัทของเขาเอง

เขาไม่ได้เป็นขอทาน แต่เป็นทายาทที่หายตัวไปของตระกูลกู้ หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีอำนาจมากที่สุดในเมือง

กู้หมิงตั้งใจให้ทุกคนคิดว่าเขาตายไปแล้ว เพราะทันทีที่ข่าวการกลับมาของเขาแพร่กระจาย คนที่เคยทำร้ายครอบครัวก็จะลงมือกำจัดเขาอีกครั้ง

ซูชิงควรโกรธที่เขาปิดบังเรื่องนี้ แต่สิ่งที่เธอรู้สึกกลับเป็นความกลัว เขาเข้ามาอยู่ใกล้เธอทั้งที่ศัตรูของเขากำลังเฝ้ามอง และการแต่งงานกับเธอก็ทำให้เธอกลายเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว

“คุณควรบอกฉันตั้งแต่แรก”

“ถ้าบอก เธอจะยังแต่งกับฉันไหม”

ซูชิงเงียบ

คำตอบนั้นทำให้กู้หมิงเข้าใจทุกอย่าง

ในช่วงสามวันต่อมา ทั้งสองคนเริ่มเก็บหลักฐานอย่างเงียบ ๆ ซูชิงกลับไปพบพนักงานเก่าของบริษัททีละคน และพบว่าก่อนเกิดวิกฤต มีผู้จัดการการเงินคนหนึ่งหายตัวไปพร้อมกับสำเนาสัญญาฉบับสำคัญ ชื่อของเขาคือเฉินหาว

เฉินหาวเคยโทรหาเธอในคืนก่อนที่บิดาจะหมดสติ เขาพูดเพียงว่า “ค้นหาแฟ้มสีน้ำเงิน อย่าเชื่อเอกสารที่มีลายเซ็นของคุณพ่อ”

แฟ้มสีน้ำเงินไม่อยู่ในสำนักงาน แต่ซูชิงจำได้ว่าบิดาเคยเก็บเอกสารสำคัญไว้ในห้องดนตรีของบ้านเก่า บ้านหลังนั้นถูกซูเหวินยึดไปแล้ว และมีคนเฝ้าอยู่ตลอดเวลา

กู้หมิงไม่ยอมให้เธอไปคนเดียว เขาวางแผนให้หลินอวี้สร้างความสนใจด้านหน้า ขณะที่เขากับซูชิงเข้าไปทางห้องเก็บของด้านหลัง

ในลิ้นชักเก่าของเปียโน ซูชิงพบแฟ้มสีน้ำเงินพร้อมเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็ก ภายในมีเสียงบิดาของเธอพูดถึงการโอนหุ้นและเตือนชื่อซูเหวินอย่างชัดเจน แต่ไฟล์ถูกตั้งเวลาให้ลบตัวเองภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง

ขณะนั้นเอง เสียงประตูบ้านก็ถูกเปิด

ซูเหวินกลับมาเร็วกว่าที่คาด เขามาพร้อมชายฉกรรจ์หลายคน และหลัวเจิ้งก็อยู่ด้วย

“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องมาที่นี่” ซูเหวินพูด “พ่อของเธอฝากทุกอย่างไว้กับฉัน เขาไม่เคยคิดว่าเด็กผู้หญิงอย่างเธอจะบริหารบริษัทได้”

ซูชิงกำแฟ้มแน่น “ถ้าอย่างนั้น ทำไมคุณต้องปลอมลายเซ็นเขา”

รอยยิ้มของซูเหวินหายไป

หลัวเจิ้งก้าวเข้ามา “ส่งเอกสารมา แล้วฉันจะช่วยให้เธอไม่ต้องติดคดีร่วมกับพ่อของเธอ”

“คุณเป็นคนโอนเงินออกไปใช่ไหม”

“ฉันแค่ทำตามสิ่งที่คนฉลาดทำ” เขาตอบ “บริษัทกำลังจะตาย ฉันก็เลือกช่วยตัวเอง”

กู้หมิงขยับมายืนบังเธอ แต่ซูชิงแตะแขนเขาไว้

เธอรู้ว่าถ้าต่อสู้กันตรงนั้น พวกเขาอาจไม่ได้ออกไปพร้อมหลักฐาน เธอจึงหยิบเครื่องบันทึกเสียงออกมา แล้วกดปุ่มเล่น

เสียงของหลัวเจิ้งที่พูดว่า “ฉันก็เลือกช่วยตัวเอง” ดังชัดไปทั่วห้อง

ซูเหวินหน้าถอดสี

“เธอบันทึกไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ตั้งแต่วันที่คุณโทรขู่ฉันให้เซ็นสัญญาโอนหุ้น”

ที่จริงเครื่องบันทึกในมือเธอเป็นเพียงเครื่องหลอก ไฟล์จริงถูกส่งไปยังหลินอวี้และทนายของกู้หมิงแล้วตั้งแต่ก่อนพวกเขาเข้าบ้าน

กู้หมิงกดโทรศัพท์หนึ่งครั้ง ประตูหน้าบ้านก็ถูกเปิดอีกครั้ง คราวนี้เป็นเจ้าหน้าที่สอบสวนและทนายความซึ่งได้รับหลักฐานจากหลายแหล่ง ทั้งเส้นทางการโอนเงิน บันทึกการประชุม กล้องวงจรปิด และคำให้การของพนักงานเก่า

ซูเหวินพยายามอ้างว่าเอกสารทั้งหมดเป็นของปลอม แต่เมื่อหลินอวี้นำบัญชีสำรองออกมา พร้อมหลักฐานว่าบัญชีปลายทางเป็นของภรรยาเขา ข้อแก้ตัวก็เริ่มไม่เหลือ

หลัวเจิ้งถูกสอบสวนในฐานะผู้ร่วมกระทำผิด แม้เขาจะพยายามโยนความผิดให้ซูเหวิน แต่ข้อความสนทนาหลายร้อยฉบับพิสูจน์ว่าเขารู้เรื่องทุกอย่างตั้งแต่ต้น

คืนนั้น ซูชิงยืนอยู่หน้าห้องผู้ป่วยของบิดา เธอไม่แน่ใจว่าควรบอกเขาหรือไม่ว่าบริษัทกำลังเผชิญอะไร แต่ซูเจิ้งไห่กลับฟื้นขึ้นมาก่อน

เขาขยับนิ้วช้า ๆ และถามถึงบริษัท

“หนูยังอยู่ค่ะ” เธอตอบ “แต่หนูไม่รู้ว่าจะรักษามันไว้ได้ไหม”

บิดามองเธอด้วยความเหนื่อยล้า “อย่ารักษาบริษัทด้วยการเสียตัวเอง”

ซูชิงจับมือเขา “ครั้งนี้หนูไม่ได้ทำเพื่อบริษัทอย่างเดียว หนูทำเพื่อคนที่ยังเชื่อว่ามันไม่ควรถูกขโมยไป”

การสืบสวนใช้เวลาหลายเดือน ธนาคารยอมชะลอการยึดทรัพย์หลังมีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกฉ้อโกง โครงการฝั่งใต้ไม่ได้กลับคืนมาทั้งหมด เพราะกลุ่มทุนกู้หยวนซื้อสิทธิ์โดยสุจริตในช่วงแรก แต่กู้หมิงยอมเจรจาให้บริษัทซูถือหุ้นบางส่วนและมีเวลาชำระหนี้ โดยไม่ใช้เรื่องการแต่งงานเป็นเงื่อนไข

ซูชิงไม่ยอมรับความช่วยเหลือทั้งหมดจากเขา เธอขายบ้านพักตากอากาศของครอบครัว ปิดแผนกที่ขาดทุน และยอมลดเงินเดือนตัวเองจนกว่าบริษัทจะกลับมามีกำไร พนักงานเก่าหลายคนกลับมาช่วย เพราะเห็นว่าเธอไม่ได้หนีไปพร้อมทรัพย์สินที่เหลือ

ส่วนซูเหวินถูกดำเนินคดีเรื่องปลอมแปลงเอกสารและยักยอกเงิน เขาไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในคืนเดียว แต่ต้องขายทรัพย์สินทีละชิ้นเพื่อชดใช้หนี้ และต้องเผชิญหน้ากับคนที่เคยเชื่อคำพูดของเขา

หลัวเจิ้งถอนตัวจากบริษัทของครอบครัวหลังถูกสอบสวน เขาส่งจดหมายขอโทษซูชิงหลายฉบับ แต่เธอไม่เคยตอบกลับ เพราะคำขอโทษไม่อาจทำให้วันที่เขาหัวเราะเยาะเธอต่อหน้าคนทั้งห้องหายไปได้

หนึ่งปีหลังจากนั้น ซูกรุ๊ปยังไม่ใช่บริษัทใหญ่เหมือนเดิม แต่กลับมาจ่ายเงินเดือนตรงเวลาอีกครั้ง อาคารสำนักงานถูกปรับปรุงใหม่ ป้ายชื่อของบิดายังคงอยู่เหนือประตู ขณะที่ซูชิงกลายเป็นประธานบริหารอย่างเป็นทางการ

กู้หมิงยังคงเดินทางไปมาระหว่างบริษัทของเขากับสำนักงานเล็ก ๆ ของเธอ บางครั้งเขาสวมสูทราคาแพง บางครั้งก็กลับมาในเสื้อเชิ้ตธรรมดาเหมือนวันที่ทั้งสองพบกันครั้งแรก

พวกเขายังคงมีทะเบียนสมรสฉบับเดิม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เมื่อความจริงเปิดเผย ซูชิงเคยบอกเขาว่า หากเขาต้องการหย่าก็สามารถทำได้ เพราะเธอไม่ต้องการให้การแต่งงานที่เริ่มจากข้อตกลงกลายเป็นภาระของใคร

กู้หมิงไม่ได้ตอบในวันนั้น เขาเพียงวางเหรียญทองแดงเก่าลงบนโต๊ะ แล้วบอกว่า

“แปดปีก่อน เธอช่วยชีวิตฉันโดยไม่ถามว่าฉันจะตอบแทนอะไร วันนี้ฉันอยู่ข้างเธอ ไม่ใช่เพราะสัญญา และไม่ใช่เพราะหนี้บุญคุณ”

“แล้วเพราะอะไร”

“เพราะฉันอยากอยู่”

ซูชิงมองเขาอยู่นาน ก่อนยื่นเหรียญคืนให้

“เก็บไว้เถอะ มันเป็นของคุณ”

“ฉันอยากให้เธอเก็บ”

“ทำไม”

“เพื่อเตือนว่าครั้งหนึ่ง เธอเคยเชื่อในคนที่ไม่มีอะไรเลย”

เธอส่ายหน้า “ไม่ใช่ ฉันเชื่อว่าคนคนหนึ่งไม่ควรถูกตัดสินจากเสื้อผ้าหรือเงินในกระเป๋า”

ในเย็นวันนั้น ฝนตกเหมือนวันที่พวกเขาจดทะเบียนสมรส ซูชิงปิดไฟในสำนักงานและเดินออกมาหน้าประตู กู้หมิงยืนรออยู่ข้างรถพร้อมร่มคันเดิมที่ซ่อมด้วยเทปใสตรงด้ามจับ

เธอจำได้ว่าในวันแรก เขาเคยพูดว่า เธอยังมีตัวเธอเอง

เวลานี้เธอมีบริษัทที่สร้างขึ้นใหม่ มีพ่อที่กำลังฟื้นตัว มีเพื่อนที่ไม่ทิ้งเธอ และมีผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้ยืนข้างเธอเพราะเธอมีอะไรให้เขา แต่เพราะเขาเลือกจะอยู่ แม้ในวันที่เธอไม่มีอะไรให้เลย

ซูชิงกางร่ม เดินไปหยุดข้างเขา และจับมือที่เคยยื่นมาให้เธอในวันที่ทั้งโลกหัวเราะ

ครั้งนั้นเธอแต่งงานเพื่อรักษาสิ่งที่กำลังจะสูญเสีย

แต่ครั้งนี้ เธอเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เลือกเองว่าจะรักษาใครไว้

Leave a Comment