“ถ้าเธอแตะตัวคุณหนูอีกครั้งแล้วเกิดอะไรขึ้น เธอจะรับผิดชอบชีวิตเขาไหวหรือ”
เสียงของแม่บ้านหลิวดังลั่นห้องรับแขก ขณะที่เด็กทารกในอ้อมแขนของเสี่ยวไปเริ่มหน้าแดงและหายใจติดขัด ไม่มีใครในคฤหาสน์กล้าขยับเข้าไปใกล้ เพราะทุกคนกลัวคำสั่งของคุณหญิงใหญ่ยิ่งกว่ากลัวเสียงร้องของเด็ก
แต่เสี่ยวไปเห็นบางอย่างที่คนอื่นมองไม่เห็น น้ำลายของเด็กไม่ไหลออกมาอย่างคนกำลังหิวนม เสียงที่ออกจากลำคอไม่ใช่เสียงร้อง หากเป็นเสียงอุดอั้นของคนที่มีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในทางเดินหายใจ
“อย่าเพิ่งให้น้ำค่ะ!” เธอตะโกน “เขาไม่ได้สำลักนม มีอะไรติดอยู่ในคอ!”
“เธอเป็นแค่พี่เลี้ยง จะรู้เรื่องการรักษาได้ยังไง” หมอเฉินตวาดกลับ “เอาเด็กมาให้ผม แล้วอย่าขวางทาง”
“ถ้าคุณดันน้ำเข้าไป มันจะยิ่งติดแน่นกว่าเดิม!”
เด็กในอ้อมแขนของเสี่ยวไปดิ้นแรงขึ้น ใบหน้าเล็กเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ คุณหญิงใหญ่ชะงักอยู่หน้าบันได ส่วนอธิการบดีของบ้าน กู้เหวินเฉิง ผู้เป็นบิดาของเด็ก เพิ่งก้าวเข้ามาจากประตูด้านนอก เขาเห็นลูกชายกำมือแน่นและพยายามสูดลมหายใจ จึงไม่สนใจว่าใครกำลังขัดคำสั่ง
“ทำตามที่เธอบอก” เขาสั่ง
“คุณชายครับ เธอไม่มีใบรับรอง—”
“ผมบอกให้ทำตามเธอ!”
เสี่ยวไปวางเด็กคว่ำลงบนท่อนแขน ประคองศีรษะให้อยู่ต่ำกว่าลำตัว แล้วตบหลังเบา ๆ ตามจังหวะที่เธอเคยเรียนจากศูนย์ดูแลเด็กในตะวันออกกลาง ทุกคนในห้องได้ยินเพียงเสียงสะอื้นของเธอที่พยายามกลั้นสติ
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
ครั้งที่สาม เศษพลาสติกแข็งขนาดเท่าเม็ดถั่วกระเด็นออกจากปากเด็ก ตามด้วยเสียงไอและเสียงร้องที่ดังจนคนทั้งห้องแทบทรุดลงพร้อมกัน
เสี่ยวไปกอดเขาไว้แน่น “ไม่เป็นไรแล้วนะ ซู่อาน หายใจช้า ๆ พี่อยู่นี่”
กู้เหวินเฉิงเข้าไปอุ้มลูกจากเธอ มือของเขาสั่นจนปกปิดไม่มิด ซู่อานร้องไห้เกาะเสื้อบิดา แต่ดวงตากลับยังมองหาเสี่ยวไปอยู่ตลอดเวลา
คุณหญิงใหญ่ถอนหายใจแรง “โชคดีแค่ครั้งเดียว อย่าคิดว่าตัวเองเก่งกาจนัก”
ไม่มีใครถามว่าเศษพลาสติกมาจากไหน ไม่มีใครสนใจว่าทำไมของเล่นชิ้นนั้นจึงถูกวางไว้ในขวดนมของเด็ก มีเพียงกู้เหวินเฉิงที่ก้มมองวัตถุชิ้นเล็กในมือ แล้วเงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวไปด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน เธอยังเป็นเพียงหญิงสาวที่ถูกคนในบ้านหัวเราะเยาะ เพราะพูดภาษาท้องถิ่นได้ไม่คล่อง และสอบผ่านการอบรมพี่เลี้ยงเด็กเพียงระดับพื้นฐานเท่านั้น
เสี่ยวไปเดินทางกลับมาจากเมืองท่าทางตะวันออกกลางพร้อมกระเป๋าใบเดียว หลังจากแม่ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เธอไม่เหลือเงินพอจะจ่ายค่าเช่าห้องและต้องหางานภายในสัปดาห์นั้น งานพี่เลี้ยงเด็กที่คฤหาสน์กู้ให้ค่าจ้างสูงกว่างานทั่วไปหลายเท่า แม้ในประกาศจะเขียนชัดว่าต้องมีประสบการณ์ดูแลเด็กจากครอบครัวชั้นสูงและสื่อสารภาษาอังกฤษได้คล่อง
เธอไม่มีคุณสมบัติครบสักข้อ แต่เธอไม่มีทางเลือก
ในวันสัมภาษณ์ แม่บ้านหลิวมองเสื้อเชิ้ตสีซีดกับรองเท้าที่ผ่านการซ่อมมาหลายครั้งของเธอ แล้วถามอย่างไม่ปิดบังความดูถูก
“เธอรู้หรือเปล่าว่าบ้านนี้เลี้ยงเด็กแบบไหน ไม่ใช่เด็กบ้านเช่าที่ร้องแล้วเอาขนมยัดปากก็เงียบ”
“ฉันรู้ว่าคุณหนูอายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบค่ะ และไม่ควรให้อาหารบางชนิดโดยไม่ตรวจสอบ”
“พูดเหมือนรู้ดี”
“ฉันเคยดูแลเด็กหลายคนค่ะ”
“ในสถานเลี้ยงเด็กยากจนหรือ”
เสี่ยวไปไม่ตอบ เธอไม่อยากเล่าว่าในช่วงสามปีที่อยู่ต่างประเทศ เธอทำงานทั้งเป็นผู้ช่วยครูและผู้ดูแลเด็กพิเศษ เธอไม่เคยมีประกาศนียบัตรสวยงาม เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการหาเงินรักษาแม่ แต่เธอเรียนรู้จากเด็กจริง ๆ มากกว่าจากกระดาษแผ่นใด
ตอนที่เธอเห็นซู่อานครั้งแรก เด็กชายกำลังร้องไห้จนเสียงแหบ พี่เลี้ยงสามคนยืนล้อมอยู่ แต่ไม่มีใครเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร หนึ่งคนพยายามป้อนนม อีกคนเขย่าของเล่นเสียงดัง ส่วนคนที่สามกำลังโทรศัพท์ขอคำแนะนำจากคลินิก
“หยุดเขย่าเขาก่อนค่ะ” เสี่ยวไปพูด “เขาไม่ได้ต้องการเสียงดัง เขากลัว”
“เธอเพิ่งเข้ามา อย่าทำเป็นสั่งคนอื่น” พี่เลี้ยงคนหนึ่งสวน
เสี่ยวไปมองมือของเด็ก เขากำผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กสีฟ้าไว้แน่น มุมหนึ่งของผ้าถูกปักด้วยด้ายสีทองเป็นอักษรภาษาอังกฤษสองตัว คือ A.L.
เธอค่อย ๆ ย่อตัวลงและพูดภาษาอังกฤษช้า ๆ
“Are you looking for your mother?”
เด็กหยุดร้องในทันที
ทุกคนเงียบกริบ
เสี่ยวไปไม่รู้ว่าเด็กฟังเข้าใจหรือเพียงจำเสียงบางอย่างได้ เธอเพียงรู้ว่าเด็กจากครอบครัวตะวันออกกลางที่เธอเคยดูแลมักสงบลงเมื่อได้ยินถ้อยคำเดิม ๆ ที่แม่ใช้กล่อมก่อนนอน เธอจึงฮัมทำนองเบา ๆ แล้วลูบหลังเขา
ซู่อานค่อย ๆ ผ่อนแรงจากมือ และหลับไปบนไหล่ของเธอ
นั่นเป็นเหตุผลที่เธอได้งาน แม้คุณหญิงใหญ่จะไม่พอใจนัก
“แค่ทำให้เขาดื่มนมและนอนหลับ ไม่ใช่ให้เธอเล่นเป็นผู้เชี่ยวชาญ” แม่บ้านหลิวเตือน “ถ้าเกิดเรื่องขึ้น เธอไม่มีเงินชดใช้ชีวิตเขาหรอก”
เสี่ยวไปก้มศีรษะรับคำ แต่ในใจของเธอรู้ดีว่าเด็กคนนี้มีบางอย่างผิดปกติ ตั้งแต่เข้าบ้านมา ซู่อานไม่ยอมให้พี่เลี้ยงคนใดอุ้ม ยกเว้นเธอ และทุกครั้งที่ได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นดอกมะลิจากห้องของคุณหญิงใหญ่ เด็กจะร้องไห้อย่างหวาดกลัว
อีกสิ่งหนึ่งที่เธอสังเกตเห็นคือ ขวดนมของซู่อานมักถูกเปลี่ยนก่อนเวลาเสมอ คนที่เปลี่ยนไม่ใช่พี่เลี้ยงประจำ แต่เป็นผู้ช่วยของหมอเฉิน ชายหนุ่มชื่อหานอวี่ ซึ่งมักทำหน้าเฉยชาและไม่เคยยอมสบตาเด็ก
หลังช่วยซู่อานจากการสำลัก กู้เหวินเฉิงเรียกทุกคนไปสอบถาม เขาให้ส่งเศษพลาสติกไปตรวจและสั่งติดกล้องวงจรปิดเพิ่ม แต่คุณหญิงใหญ่กลับพยายามทำให้เรื่องจบลงอย่างรวดเร็ว
“เด็กคงกัดของเล่นเอง” เธอกล่าว “อย่าทำให้บ้านวุ่นวายเพราะความประมาทเล็ก ๆ”
“ของเล่นชิ้นนั้นอยู่ในห้องเก็บของ” เสี่ยวไปพูดขึ้น “ฉันเห็นพี่หานอวี่เอามันเข้าไปในห้องเด็กเมื่อเช้า”
สายตาทุกคู่หันมาหาเธอ
หานอวี่หัวเราะหยัน “เธอเห็นผิดแล้ว ผมเอากล่องยามาวางไว้ ไม่ได้เข้าใกล้ของเล่น”
เสี่ยวไปไม่ได้เถียง เธอเพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดภาพถ่ายที่บันทึกไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนที่เธอถ่ายรูปตารางให้นม ภาพด้านหลังสะท้อนกระจกให้เห็นชายคนหนึ่งกำลังถือของเล่นรูปเครื่องบินสีแดงอยู่ แม้ใบหน้าจะไม่ชัด แต่เสื้อแขนยาวสีเทาและนาฬิกาหนังสีน้ำตาลตรงกับของหานอวี่ทุกอย่าง
คุณหญิงใหญ่กระชากโทรศัพท์จากมือเธอ “ภาพเบลอแบบนี้จะพิสูจน์อะไรได้”
“ยังพิสูจน์ไม่ได้ค่ะ แต่เป็นเหตุผลพอที่จะไม่โยนความผิดให้เด็ก”
กู้เหวินเฉิงมองเธอนาน ก่อนคืนโทรศัพท์ให้
“ตั้งแต่วันนี้ เสี่ยวไปเป็นคนดูแลซู่อานหลัก ส่วนเรื่องขวดนมและของเล่น ผมจะตรวจเอง”
คำสั่งนั้นทำให้เธอได้รับทั้งความไว้วางใจและความเกลียดชังในเวลาเดียวกัน
พี่เลี้ยงคนอื่นเริ่มพูดว่าเธอประจบคุณชายใหญ่ คุณหญิงใหญ่กล่าวหาว่าเธอจงใจสร้างสถานการณ์เพื่อเรียกร้องความสนใจ แม้แต่หมอเฉินก็ยังไม่ยอมรับว่าเธอช่วยชีวิตเด็ก
“เธอแค่เดาถูก” เขาพูดในวันที่ซู่อานกลับมาตรวจ “ถ้าเด็กเป็นอะไรไปจริง ๆ ความรู้ระดับเธอช่วยอะไรไม่ได้”
“ฉันไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นหมอค่ะ” เสี่ยวไปตอบ “ฉันแค่ไม่ยอมทำในสิ่งที่อาจทำให้เขาตาย”
หมอเฉินหน้าเสีย แต่ไม่ทันได้สวน กู้เหวินเฉิงก็เดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมซองเอกสาร
ผลตรวจพบว่าเศษพลาสติกไม่ใช่ชิ้นส่วนจากของเล่น แต่เป็นฝาปิดเล็ก ๆ จากหลอดยาชนิดหนึ่ง ยานั้นใช้รักษาอาการชักและไม่ควรวางไว้ในห้องเด็ก
หานอวี่อ้างว่าเขาไม่เคยเปิดกล่องยา คุณหญิงใหญ่บอกว่าอาจมีคนทำตกโดยไม่รู้ตัว เรื่องจึงยังไม่มีหลักฐานพอจะกล่าวหาใคร แต่กู้เหวินเฉิงสั่งห้ามหานอวี่เข้าห้องเด็กโดยเด็ดขาด
คืนนั้น เสี่ยวไปนั่งข้างเปลของซู่อาน เด็กหลับโดยกำผ้าเช็ดหน้าปักอักษร A.L. ไว้กับอก เธอไม่เคยถามว่าตัวอักษรนั้นหมายถึงใคร เพราะทุกคนในบ้านเรียกแม่ของเด็กเพียงว่า “คุณนายอาหลิน” และไม่มีใครพูดถึงเธอมากกว่านั้น
กู้เหวินเฉิงเข้ามาเงียบ ๆ เขายืนมองลูกอยู่ตรงปลายเตียงพักใหญ่
“ผ้าผืนนั้นเป็นของอาหลิน” เขาพูดในที่สุด
เสี่ยวไปหันไปมองเขา
“เธอเสียชีวิตเมื่อหกเดือนก่อน”
“อุบัติเหตุหรือคะ”
“รถเสียหลักบนถนนภูเขา”
น้ำเสียงของเขาเรียบเกินไปสำหรับคนที่กำลังพูดถึงภรรยา เสี่ยวไปจึงไม่ถามต่อ แต่เธอสังเกตเห็นว่าเมื่อเขาพูดชื่ออาหลิน มือของเขากำแน่น และรอยแผลเป็นบาง ๆ บนข้อมือขวาก็โผล่พ้นแขนเสื้อ
วันต่อมา คุณหญิงใหญ่ให้เสื้อผ้าชุดใหม่แก่เสี่ยวไป บอกว่าเป็นของขวัญตอบแทนที่ช่วยซู่อาน แต่เสื้อผ้านั้นเป็นชุดทางการ เนื้อผ้าแข็งและรัดแน่นจนเธออุ้มเด็กไม่ถนัด ซู่อานร้องไห้ทันทีเมื่อถูกส่งให้พี่เลี้ยงคนเดิม
เสี่ยวไปจึงเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดผ้าฝ้ายที่เธอซื้อเองจากตลาด แม้แม่บ้านหลิวจะตำหนิว่าไม่ให้เกียรติบ้านกู้ แต่เมื่อเธอกลับมา ซู่อานก็ยื่นมือหาและยอมให้อุ้มเป็นครั้งแรกต่อหน้ากู้เหวินเฉิง
ชายหนุ่มยืนนิ่ง ดวงตาของเขาแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“อาหลินเคยพูดว่า เด็กจะจำคนที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยได้” เขาพึมพำ “ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว”
“คุณนายอาหลินดูแลเขาเองหรือคะ”
“ก่อนเสียชีวิต เธอไม่ยอมให้ใครแยกซู่อานไปจากตัว”
“แล้วทำไมหลังจากนั้นทุกคนถึงบอกว่าเด็กเลี้ยงยาก”
กู้เหวินเฉิงไม่ได้ตอบ เขามองไปยังประตูห้องซึ่งถูกปิดสนิท ราวกับกลัวว่าคำตอบจะมีใครบางคนยืนฟังอยู่ด้านนอก
ไม่นานหลังจากนั้น เขามอบเงินพิเศษให้เสี่ยวไปจำนวนมาก เธอปฏิเสธในตอนแรกเพราะมันมากเกินกว่าค่าจ้างหลายเดือน แต่เขาบอกว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับการช่วยชีวิตลูก
“รับไว้เถอะ” เขาพูด “คุณทำให้ซู่อานมีโอกาสโตขึ้นมาเห็นโลกอีกครั้ง”
เสี่ยวไปนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระหนี้รักษาแม่ที่ยังค้างอยู่ และเก็บส่วนที่เหลือไว้ในบัญชี เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองร่ำรวยขึ้น เพียงรู้สึกว่าครั้งแรกในชีวิต เธออาจมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเอง
แต่ในคืนเดียวกันนั้น เธอพบว่าประตูห้องเก็บเอกสารถูกเปิดทิ้งไว้
ด้านในมีแฟ้มของอาหลินวางอยู่บนพื้น เสี่ยวไปไม่ได้ตั้งใจค้นหา เพียงก้มลงเก็บเอกสารที่กระจัดกระจาย แต่กระดาษแผ่นหนึ่งกลับสะดุดตา เป็นสำเนารายงานอุบัติเหตุที่ระบุว่า รถของอาหลินถูกตรวจพบว่าระบบเบรกมีปัญหา
ในรายงานฉบับนั้น วันที่เกิดเหตุคือวันที่สิบสอง
แต่บนกรอบรูปในห้องโถงและเอกสารมรดกทุกฉบับระบุวันที่สิบสาม
เสี่ยวไปกำกระดาษไว้แน่น ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าด้านหลัง เธอหันกลับไปพบหานอวี่ยืนอยู่หน้าประตู
“คุณเข้ามาทำอะไร”
“ผมควรถามคุณมากกว่า”
“เอกสารนี้พูดถึงอุบัติเหตุของคุณนายอาหลิน ทำไมวันที่ไม่ตรงกัน”
หานอวี่เดินเข้ามาแย่งกระดาษ แต่เสี่ยวไปถอยหนีทัน เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูปไว้หลายภาพ
เขาเปลี่ยนสีหน้า “อย่ายุ่งกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง”
“ถ้าไม่เกี่ยว แล้วทำไมคุณถึงกลัว”
“คุณชายใหญ่ไม่ต้องการให้ใครพูดถึงภรรยาของเขา คุณไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นคนแบบไหนเมื่อโกรธ”
“ฉันอยู่กับเขามาหลายวัน เขาอาจมีความลับ แต่คนที่กลัวจนต้องขู่พี่เลี้ยงคงไม่ใช่เขาคนเดียว”
หานอวี่คว้าแขนเธอแรงจนเกิดรอยแดง เสี่ยวไปสะบัดมือและร้องเรียกแม่บ้านหลิว เขาจึงปล่อยเธอแล้วเดินออกไปโดยไม่พูดอีก
เช้าวันรุ่งขึ้น กล้องวงจรปิดในทางเดินถูกปิดไปสิบเจ็ดนาทีในคืนที่เอกสารหาย เสี่ยวไปนำเรื่องนี้ไปบอกกู้เหวินเฉิง แต่เขากลับมีท่าทีลังเล
“คุณสงสัยว่าผมเป็นคนทำหรือ”
“ฉันสงสัยทุกคนที่มีโอกาสค่ะ รวมถึงคุณด้วย”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เขาเงียบไปนาน
“คุณไม่กลัวผมไล่ออกหรือ”
“กลัวค่ะ แต่ถ้าฉันเงียบแล้วซู่อานตกอยู่ในอันตราย ฉันคงอยู่กับตัวเองไม่ได้”
แทนที่จะโกรธ กู้เหวินเฉิงกลับวางกุญแจห้องทำงานลงบนโต๊ะ
“อาหลินไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุธรรมดา” เขาพูด “ผมสงสัยเรื่องนี้มาหกเดือน แต่หลักฐานทุกอย่างหายไปทีละชิ้น”
เขาเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุอาหลินกำลังตรวจสอบการโอนเงินจากบริษัทครอบครัวไปยังบริษัทคู่ค้าลึกลับ เงินก้อนนั้นมีมูลค่าหลายสิบล้าน และผู้มีอำนาจอนุมัติคือพี่ชายของเขา กู้เหวินรุ่ย ซึ่งเป็นผู้บริหารฝ่ายการเงิน
อาหลินพบเอกสารผิดปกติและบอกว่าจะนำเรื่องไปเปิดเผย เธอเสียชีวิตในคืนถัดมา
“ทำไมคุณไม่แจ้งตำรวจ” เสี่ยวไปถาม
“ผมแจ้งแล้ว แต่รายงานจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นอุบัติเหตุ รถถูกซ่อมก่อนตรวจสอบ กล้องถนนช่วงนั้นเสีย และโทรศัพท์ของอาหลินหายไป”
“แล้วคุณยังให้คนของพี่ชายดูแลลูกคุณอยู่หรือคะ”
กู้เหวินเฉิงหลับตาอย่างเจ็บปวด
“หมอเฉินเป็นเพื่อนของพี่ชายผม ผมคิดว่าเขาแค่เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพซู่อาน แต่หลังจากคุณช่วยเด็ก ผมพบว่าผลเลือดบางอย่างถูกแก้ไข”
ความเงียบในห้องทำงานหนักขึ้นทันที
เสี่ยวไปนึกถึงคำพูดของหมอเฉินที่กล่าวหาว่าเด็กถูกเลี้ยงอย่างผิดวิธี นึกถึงขวดนมที่ถูกเปลี่ยนเวลา และฝาปิดยาที่ถูกนำไปซ่อนในของเล่น เธอไม่ได้ถูกจ้างเข้าบ้านเพราะโชคดีอย่างเดียว บางทีอาจมีใครบางคนตั้งใจทำให้พี่เลี้ยงคนก่อน ๆ ลาออก เพื่อให้เด็กอยู่ในความควบคุมของพวกเขา
กู้เหวินเฉิงเสนอให้เธอลาออกและย้ายไปอยู่ที่ปลอดภัย เขาจะจ่ายเงินชดเชยให้ แต่เสี่ยวไปปฏิเสธ
“ฉันยังไปไม่ได้ค่ะ”
“นี่ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องรับผิดชอบ”
“ซู่อานก็ไม่ควรต้องรับผิดชอบเหมือนกัน แต่เขาเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในบ้านนี้”
คืนนั้นเสี่ยวไปเริ่มเก็บหลักฐานอย่างระมัดระวัง เธอจดเวลาที่ขวดนมถูกเปลี่ยน ถ่ายภาพฉลากยา เก็บข้อความจากพี่เลี้ยงคนเก่าที่ลาออก และจดคำพูดของหานอวี่ทุกประโยค เธอไม่พยายามเป็นนักสืบ เพียงพยายามไม่ให้ความทรงจำของตัวเองถูกคนอื่นบิดเบือน
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ซู่อานมีไข้สูงหลังดื่มนมจากขวดที่หานอวี่เป็นคนเตรียม เสี่ยวไปไม่ยอมให้ใครป้อนต่อ เธอเก็บขวดไว้และพาเด็กไปโรงพยาบาลทันที ผลตรวจพบสารกดประสาทในปริมาณน้อย แม้ไม่ถึงขั้นทำให้เสียชีวิต แต่หากสะสมต่อเนื่องอาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลว
ครั้งนี้กู้เหวินเฉิงไม่ยอมปกป้องชื่อเสียงของครอบครัวอีก
เขาแจ้งตำรวจและให้ทนายยื่นคำร้องขอคุ้มครองเด็ก แต่ก่อนที่หานอวี่จะถูกสอบสวน เขากลับหายตัวไปพร้อมกับหมอเฉินและเอกสารบัญชีหลายแฟ้ม
คุณหญิงใหญ่กล่าวหาว่าเสี่ยวไปเป็นคนวางยาเพื่อสร้างหลักฐาน
“เธออยากได้เงินมากขึ้นใช่ไหม” เธอถามต่อหน้าคนทั้งบ้าน “ช่วยเด็กครั้งเดียวแล้วคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์สั่งทุกคนหรือ”
เสี่ยวไปวางขวดนมลงบนโต๊ะ “ถ้าฉันต้องการเงิน ฉันคงรับเงินก้อนแรกแล้วออกจากบ้านไป ฉันอยู่เพราะมีคนกำลังพยายามทำร้ายเด็ก”
“ไม่มีใครทำร้ายหลานฉัน”
“ถ้าอย่างนั้น กรุณาดื่มนมขวดนี้ให้หมดค่ะ”
ทุกคนเงียบ
คุณหญิงใหญ่หน้าซีด “เธอกำลังเสียสติหรือ”
“ฉันแค่ขอให้คุณพิสูจน์ว่ามันปลอดภัย”
กู้เหวินเฉิงเข้ามายืนข้างเสี่ยวไปเป็นครั้งแรกต่อหน้ามารดา
“พอเถอะครับ แม่”
คุณหญิงใหญ่ตบหน้าเขาอย่างแรง “แกจะเชื่อคนนอกมากกว่าแม่ตัวเองหรือ”
“ถ้าคนในครอบครัวทำร้ายลูกผม ผมก็ไม่เลือกข้างเพราะสายเลือด”
คำพูดนั้นทำให้ความสัมพันธ์ในบ้านแตกออกอย่างชัดเจน คุณหญิงใหญ่เก็บของออกจากคฤหาสน์ไปอยู่บ้านพักต่างจังหวัด แต่ก่อนออก เธอทิ้งคำพูดหนึ่งไว้
“แกคิดว่าฉันอยากให้อาหลินตายหรือ ฉันทำทุกอย่างเพื่อปกป้องบริษัทของครอบครัว”
เสี่ยวไปจำประโยคนั้นไว้ เพราะมันไม่ใช่การปฏิเสธ
หลายวันต่อมา ตำรวจพบหานอวี่ที่สนามบิน เขาไม่ได้ยอมรับว่าเป็นคนวางยา แต่โทรศัพท์ของเขามีข้อความจากกู้เหวินรุ่ยสั่งให้ “ทำให้เด็กหลับจนกว่าการโอนหุ้นจะเสร็จ” ข้อความนั้นยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์ว่าเขาฆ่าอาหลิน แต่เพียงพอจะเปิดการสอบสวนเรื่องการทำร้ายเด็กและยักยอกทรัพย์
กู้เหวินรุ่ยยังคงปฏิเสธ เขาบอกว่าข้อความหมายถึงการให้เด็กหลับเพื่อพาไปตรวจสุขภาพ ไม่ได้หมายถึงการวางยา ทนายของเขาพยายามชี้ว่าเสี่ยวไปมีอคติต่อครอบครัวและอาจแก้ไขภาพหลักฐานเอง
แล้วแม่บ้านหลิวก็เดินเข้าห้องสอบสวนพร้อมกล่องเหล็กใบเล็ก
“ฉันเก็บมันไว้ตั้งแต่คุณนายอาหลินยังมีชีวิต” เธอบอก “แต่ฉันไม่กล้าพูด เพราะคุณหญิงใหญ่ขู่จะไล่ลูกชายฉันออกจากงาน”
ในกล่องมีแฟลชไดรฟ์และผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอีกผืนหนึ่ง อาหลินซ่อนแฟลชไดรฟ์ไว้ในชายผ้า เพราะเธอรู้ว่าห้องทำงานถูกค้นเป็นประจำ ข้อมูลด้านในเป็นภาพจากกล้องติดรถในคืนเกิดเหตุ
ภาพไม่ชัด แต่เห็นรถของอาหลินจอดอยู่ริมทาง และมีรถอีกคันตามมาห่าง ๆ ไฟท้ายของรถคันนั้นเป็นรูปทรงเฉพาะของรถที่กู้เหวินรุ่ยใช้
สิ่งสำคัญกว่านั้นคือเสียงในคลิป อาหลินกำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคน
“ถ้าพี่คิดว่าฉันจะยอมเซ็นเอกสารปลอมเพราะกลัวบริษัทล้ม พี่คิดผิดแล้ว”
หลังจากนั้นมีเสียงผู้ชายตอบกลับ
“เธอควรกลัวลูกมากกว่าบริษัท ถ้าไม่เซ็น ซู่อานจะไม่มีวันปลอดภัย”
คลิปจบลงก่อนเกิดอุบัติเหตุ แต่เสียงนั้นถูกตรวจสอบและตรงกับกู้เหวินรุ่ย
ความจริงไม่ได้ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น มันเพียงทำให้ทุกคนรู้ว่าความกลัวที่อาหลินเผชิญก่อนตายเป็นเรื่องจริง
กู้เหวินรุ่ยถูกดำเนินคดีในข้อหายักยอกและข่มขู่ ส่วนคดีการเสียชีวิตของอาหลินถูกเปิดขึ้นใหม่ การพิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้ทำให้รถเสียหลักต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะหลักฐานทางกายภาพสูญหายไปแล้ว เขายังปฏิเสธทุกอย่างและกล่าวว่าคลิปอาจถูกตัดต่อ
แต่หานอวี่ให้การรับสารภาพบางส่วน เขายอมรับว่าได้รับเงินเพื่อทำให้ซู่อานป่วยและทำลายเอกสารบางฉบับ เขาไม่ยอมบอกว่าใครเป็นคนสั่งเรื่องรถ เพราะกลัวว่าครอบครัวของตัวเองจะได้รับอันตราย
คำรับสารภาพนั้นทำให้คดีเดินหน้าต่อ แม้จะไม่สามารถมอบคำตอบทุกอย่างให้กู้เหวินเฉิงได้ทันที
สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนที่สุดคือซู่อาน เขาเริ่มยิ้มและเล่นกับของเล่นได้โดยไม่สะดุ้งเมื่อมีคนเดินเข้าห้อง เสี่ยวไปยังคงเตรียมนมให้เขาเอง เธอใช้เสื้อผ้านุ่ม ๆ และวางผ้าเช็ดหน้าของอาหลินไว้ข้างเปลทุกคืน
กู้เหวินเฉิงไม่เคยบังคับให้เธอเรียกเขาอย่างสนิทสนม และไม่เคยใช้เงินซื้อความภักดีของเธออีก เขาเริ่มเรียนรู้วิธีดูแลลูกด้วยตัวเอง แม้ในช่วงแรกจะอุ้มเด็กผิดท่าและเปลี่ยนผ้าอ้อมช้าจนซู่อานร้องลั่น
วันหนึ่ง ขณะที่เสี่ยวไปกำลังสอนเขาอาบน้ำให้ลูก กู้เหวินเฉิงพูดขึ้นว่า
“ตอนอาหลินอยู่ ผมคิดว่าการปกป้องครอบครัวคือการหาเงินและจัดการทุกอย่างแทนพวกเขา”
“แล้วตอนนี้ล่ะคะ”
“ตอนนี้ผมคิดว่าการปกป้องคือการฟังให้ทัน ก่อนที่คนที่เรารักจะต้องร้องดังจนไม่มีใครช่วย”
เสี่ยวไปไม่ได้ปลอบเขา เธอเพียงส่งผ้าขนหนูให้ และปล่อยให้เขาอุ้มลูกต่อด้วยตัวเอง
หลายเดือนผ่านไป การสืบสวนทำให้บริษัทของครอบครัวต้องปรับโครงสร้าง ผู้ถือหุ้นบางรายถอนตัว ธุรกิจหลายแห่งถูกตรวจสอบ เงินจำนวนมากถูกอายัดเพื่อชดใช้ความเสียหาย กู้เหวินรุ่ยไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในชั่วข้ามคืน แต่เขาถูกถอดจากตำแหน่งและต้องต่อสู้คดีอย่างยาวนาน
คุณหญิงใหญ่กลับมาขอโทษกู้เหวินเฉิงเพียงครั้งเดียว เธอยอมรับว่าเคยรู้เรื่องการโอนเงินและรู้ว่าอาหลินกำลังถูกข่มขู่ แต่เลือกปิดปากเพราะกลัวชื่อเสียงตระกูลพัง เธอไม่ได้ขอให้ลูกชายให้อภัย เพียงขอให้เขาอย่าปล่อยให้ซู่อานโตขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าแม่รักเขามากเพียงใด
กู้เหวินเฉิงไม่ได้พาเธอกลับเข้าบ้าน เขายอมให้เธอพบหลานเดือนละครั้งภายใต้การดูแลของคนอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกยังไม่เหมือนเดิม แต่ความจริงไม่ถูกซ่อนอีกต่อไป
ส่วนเสี่ยวไป เธอไม่ได้เป็นเพียงพี่เลี้ยงอีกแล้ว กู้เหวินเฉิงเสนอให้เธอไปเรียนหลักสูตรพัฒนาเด็กและออกค่าใช้จ่ายให้ แต่เธอรับข้อเสนอด้วยเงื่อนไขว่า เงินนั้นต้องเป็นทุนการศึกษา ไม่ใช่บุญคุณ
“ถ้าฉันจะดูแลเด็กต่อไป ฉันอยากมีความรู้ที่มากกว่าความกลัว” เธอบอก
เธอเริ่มเรียนในตอนกลางวันและกลับมาดูแลซู่อานในตอนเย็น ช่วงเวลานั้นไม่ง่าย เธอเหนื่อยจนหลับคาหนังสือหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาเห็นเด็กชายกำลังยิ้ม เธอก็ลุกขึ้นอ่านต่อ
หนึ่งปีหลังคืนที่ช่วยซู่อานจากการสำลัก เสี่ยวไปกลับไปเยือนตลาดที่เธอเคยซื้อเสื้อผ้าฝ้ายชุดแรก เธอซื้อผ้าผืนใหม่สีฟ้า แล้วนำกลับมาเย็บตัวอักษรสองตัวลงไป ไม่ใช่ A.L. แต่เป็น S.A.
กู้เหวินเฉิงเห็นผ้าผืนนั้นจึงถามว่า “ทำไมไม่ใช้ผืนเดิม”
“ผืนเดิมเป็นของแม่เขาค่ะ” เสี่ยวไปตอบ “ผืนนี้เป็นของเขาเอง เขาควรมีสิ่งที่เริ่มต้นจากชีวิตของเขา ไม่ใช่มีแต่ของที่ทำให้ทุกคนคิดถึงวันที่สูญเสีย”
เธอไม่ได้ตั้งใจลบอาหลินออกจากชีวิตของเด็ก ตรงกันข้าม เธอช่วยเก็บภาพถ่าย จดหมาย และเรื่องเล่าของแม่ไว้ในกล่องเดียวกัน แต่เธอไม่ยอมให้ความตายของอาหลินกลายเป็นกรงที่ขังซู่อานไว้ตลอดชีวิต
ในวันครบรอบการเสียชีวิตของอาหลิน กู้เหวินเฉิงพาซู่อานไปยังสวนเล็ก ๆ หลังบ้าน เขาวางผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมไว้ใต้ต้นไม้ และเล่าให้ลูกฟังว่าแม่ของเขาชอบเพลงอะไร ชอบดื่มชาแบบไหน และเคยหัวเราะดังแค่ไหนเวลาเห็นเขาทำหน้าบึ้ง
ซู่อานยังพูดไม่ได้ เขาเพียงยื่นมือไปแตะผ้า แล้วหันกลับมาหาเสี่ยวไป
เธออุ้มเขาขึ้น เด็กชายวางศีรษะบนไหล่เธออย่างคุ้นเคย ขณะเดียวกันกู้เหวินเฉิงก็ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้มองเธอเหมือนพนักงานอีกต่อไป แต่เหมือนคนที่ร่วมกันผ่านคืนที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว
“ขอบคุณนะ” เขาพูด
เสี่ยวไปส่ายหน้า “ไม่ต้องขอบคุณฉันทุกวันหรอกค่ะ คุณแค่จำไว้ว่าเวลามีใครพูดว่าเด็กคนหนึ่งยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ อย่าเพิ่งเชื่อ”
ซู่อานส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ แล้วคว้าผ้าสีฟ้าที่ปักชื่อของตัวเองไว้แน่น
เสี่ยวไปเคยคิดว่าการกลับบ้านหมายถึงการมีหลังคาให้หลบฝน แต่ในที่สุดเธอจึงเข้าใจว่า บ้านอาจเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครปล่อยให้เสียงร้องของเด็กถูกมองข้ามอีกต่อไป
และตั้งแต่วันนั้น ในคฤหาสน์กู้ ไม่มีใครเรียกเธอว่า “เด็กสาวที่ไม่มีประสบการณ์” อีกเลย ทุกคนเรียกเธอด้วยชื่อของเธอ เพราะเสี่ยวไปไม่เพียงช่วยชีวิตซู่อาน เธอยังช่วยให้ความจริงของอาหลินมีที่ยืน และช่วยให้ครอบครัวหนึ่งเริ่มต้นใหม่โดยไม่ต้องสร้างมันขึ้นจากความเงียบ