เธอถูกคนรักทิ้งเพราะเงินสินสอด 120 หยวน แต่ก๋วยเตี๋ยวกระดูกหมูชามแรกกลับเปลี่ยนชะตาของทั้งครอบครัว

“ลบชื่อฉันออกจากสมุดทะเบียนเดี๋ยวนี้!”

เสียงของเจียงหนิงดังขึ้นกลางลานหน้าหมู่บ้าน ขณะที่ชายสองคนกำลังช่วยกันยกรถเข็นหมูที่พลิกคว่ำออกจากขาของหญิงชราคนหนึ่ง เลือดไหลซึมจากหน้าผากของเธอ แต่สายตาของทุกคนกลับจับจ้องไปที่ชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้างเจียงหนิงมากกว่า

ชายคนนั้นชื่อเจ้าเชียนกัว คนรักของเธอมาสามปี และเป็นคนที่เพิ่งประกาศต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านว่า เขาจะไม่แต่งงานกับเธออีกแล้ว

“หนิง เธอพูดอะไรของเธอ?” เขาถาม พลางเหลือบมองคนรอบข้างอย่างอึดอัด “เรื่องของเราคุยกันได้ อย่าทำให้ฉันขายหน้า”

“คนที่ทำให้ฉันขายหน้าคือนาย” เจียงหนิงตอบ เธอคุกเข่าลงตรวจดูหญิงชรา ก่อนหันกลับไปมองเขา “เมื่อวานนายยังบอกว่าจะแต่งงานกับฉัน หลังจากทำงานมั่นคงแล้ว วันนี้นายกลับบอกทุกคนว่าฉันเป็นผู้หญิงที่เอาแต่ตามตื๊อนาย”

เชียนกัวเม้มปาก “ฉันเพิ่งเข้าทำงานในโรงงาน ฉันต้องสร้างอนาคตให้ตัวเองก่อน ถ้าแต่งงานตอนนี้ คนอื่นจะดูถูกฉัน”

“แล้วสามปีที่ฉันช่วยนายล่ะ?”

ไม่มีคำตอบจากเขา มีเพียงเสียงหัวเราะเบา ๆ ของหวังเหมย ลูกสาวของหัวหน้าโรงงาน ซึ่งยืนกางร่มอยู่ข้างชายวัยกลางคนในเสื้อเชิ้ตสีขาว

คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่าเชียนกัวกำลังจะกลายเป็นลูกเขยของช่างจาง หัวหน้าแผนกจัดซื้อของโรงงาน หากเขาแต่งงานกับหวังเหมย เขาจะได้เลื่อนตำแหน่งและมีบ้านพักของโรงงานทันที

ส่วนเจียงหนิงเป็นเพียงหญิงสาวจากครอบครัวยากจนที่เลี้ยงหมูขาย เธอไม่มีสินสอด ไม่มีเส้นสาย และไม่มีเงินเก็บเหลือมากนัก เพราะตลอดสามปีที่ผ่านมา เงินทุกเหรียญที่หาได้ถูกนำไปช่วยเชียนกัวเรียนเสริมและซื้อเสื้อผ้าเพื่อสมัครงาน

“เราเลิกกันแล้ว” เชียนกัวพูดชัดเจนขึ้น “เงินที่เธอเคยให้ฉัน ฉันจะคืนเมื่อมีเงินเดือน”

เจียงหนิงหัวเราะอย่างขมขื่น “ฉันไม่ได้ขอเงินคืน ฉันแค่ถามว่านายยังจำคำสัญญาได้ไหม”

“คำสัญญาไม่ได้ทำให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น” เขาตอบ “ความมั่นคงต่างหากที่สำคัญ”

จากนั้นเขาก็หันไปหาหวังเหมย ท่ามกลางสายตาของคนทั้งหมู่บ้าน

“ฉันจะหมั้นกับเหมยก่อน ส่วนเธอ…” เขาหยุดเล็กน้อย “อย่ามายุ่งกับฉันอีก”

เจียงหนิงยืนขึ้นช้า ๆ เธอไม่ได้ร้องไห้ แม้มือจะสั่นจนต้องกำชายเสื้อเอาไว้แน่น

“ดี” เธอพูด “เงิน 120 หยวนที่ฉันเก็บไว้เป็นค่าสินสอด นายก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้แม้แต่เหรียญเดียว”

ใบหน้าของเชียนกัวเปลี่ยนสี “หนิง อย่าทำแบบนี้ เงินก้อนนั้นเป็นสิ่งที่เราตกลงกันไว้”

“เราตกลงกันว่าจะใช้มันแต่งงานกัน ไม่ใช่ให้นายเอาไปซื้อความสะดวกสบายกับคนอื่น”

“ถ้าเธอยอมให้ฉันก่อน ฉันเลื่อนตำแหน่งได้ พอฉันมีเงิน เราก็สบายไปด้วยกัน”

“ความสุขของนาย ฉันไม่ต้องการแล้ว”

เชียนกัวโกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ เขาก้าวเข้าไปคว้าข้อมือเธอ แต่เจียงหนิงสะบัดออกทันที

“ปล่อยมือ”

“เธอคิดว่าตัวเองเก่งมากหรือไง?” เขากระซิบข่มขู่ “ถ้าไม่มีฉัน ครอบครัวเธอจะขายลูกหมูให้ใคร? โรงงานแปรรูปเนื้อในเมืองอยู่ในมือช่างจาง ต่อไปไม่มีใครรับซื้อหมูจากบ้านเธอหรอก”

คำพูดนั้นไม่ใช่การขู่ลอย ๆ เย็นวันเดียวกัน พ่อค้าคนกลางที่เคยรับซื้อลูกหมูจากครอบครัวเจียงหนิงก็มาหาถึงบ้าน เขาก้มหน้าหลบสายตาและบอกว่าโรงงานมีคำสั่งใหม่ ไม่ให้รับหมูจากพวกเธออีก

“เมื่อวานยังตกลงกันว่าจะเก็บหมูไว้ให้เราอยู่เลย” แม่ของเจียงหนิงถามด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ

ชายคนนั้นถอนหายใจ “ผมก็ไม่อยากทำแบบนี้ แต่เชียนกัวกำลังจะเป็นลูกเขยของช่างจาง ใครจะกล้าขัดเขา”

หลังจากเขากลับไป แม่ก็นั่งเงียบอยู่ข้างเตาถ่าน เงินที่เก็บไว้สำหรับซื้ออาหารหมูและจ่ายหนี้กำลังจะหมดลงในไม่กี่วัน

“ถ้าขายลูกหมูไม่ได้ เราจะอยู่กันอย่างไร?” แม่ถาม

เจียงหนิงมองหม้อใบเก่าที่ตั้งอยู่บนเตา ข้างในมีน้ำซุปกระดูกที่เหลือจากมื้อเย็น เธอใช้ตะเกียบเขี่ยกระดูกหมูที่แทบไม่มีเนื้อติดอยู่ แล้วนึกถึงคำพูดของเชียนกัวที่บอกว่าเธอไม่มีทางไปได้ไกลหากไม่มีเขา

“ถ้าเลี้ยงหมูต่อไม่ได้ เราก็ยังไม่ต้องเลี้ยง” เธอตอบ “เราขายบะหมี่แทน”

แม่มองกระดูกในหม้อแล้วส่ายหน้า “ใครจะซื้อกระดูกที่ไม่มีใครต้องการ?”

“คนส่วนใหญ่คิดว่าเนื้อหมูสามชั้นหอมที่สุด แต่กระดูกที่ต้มจนดีจะหอมกว่า น้ำซุปก็เข้มข้นกว่า”

เจียงหนิงเติมขิง ต้นหอม และเครื่องเทศที่เหลืออยู่ลงไปในหม้อ เธอเคี่ยวกระดูกตลอดทั้งคืน จนรุ่งเช้าน้ำซุปกลายเป็นสีขาวขุ่นและมีกลิ่นหอมลอยไปทั่วบ้าน

แม่ชิมไปหนึ่งคำ แล้วชะงัก

“อร่อยจริง”

“พรุ่งนี้หนูจะไปตั้งร้านที่ตลาดหน้าโรงงาน”

“ถ้าขายไม่ออกก็กลับมาเร็ว ๆ อย่าฝืนอยู่ข้างนอก”

“แม่ไม่ต้องห่วง หนูจะไม่กลับมาเพราะขายไม่ออกแน่”

วันรุ่งขึ้น เจียงหนิงใช้โต๊ะไม้เก่าทำเป็นแผงขาย เธอเขียนป้ายด้วยถ่านว่า “ก๋วยเตี๋ยวน้ำซุปกระดูกหมู ชามละ 2 หยวน” แม้ร้านจะดูเก่าและชามไม่เข้าชุดกัน แต่กลิ่นน้ำซุปกลับดึงคนงานจากโรงงานให้เข้ามามุงดู

ลูกค้าคนแรกเป็นชายร่างใหญ่ที่กำลังจะเดินผ่านไป เขามองชามก๋วยเตี๋ยวแล้วถามว่า “มีเนื้อจริงหรือแค่ต้มน้ำกระดูก?”

“ลองชิมฟรีได้ค่ะ ถ้าไม่อร่อยไม่ต้องจ่าย”

ชายคนนั้นนั่งลงอย่างลังเล เขากินคำแรกแล้วหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกชามขึ้นซดน้ำซุปจนหมด

“ขออีกชาม ใส่เนื้อกระดูกเยอะ ๆ”

หลังจากนั้นคนที่ยืนดูอยู่ก็เริ่มเข้าคิว กลิ่นหอมของน้ำซุปทำให้คนงานที่เคยบอกว่าไม่ชอบของราคาถูกกลับมาซื้อซ้ำในตอนเที่ยง เจียงหนิงไม่เพียงขายก๋วยเตี๋ยว เธอยังแถมผักดองเล็กน้อยและจำได้ว่าลูกค้าคนไหนไม่กินพริก คนไหนชอบเส้นนิ่ม

ในวันที่สาม ร้านเล็ก ๆ ของเธอมีคนยืนรอจนแถวยาวไปถึงหน้าประตูตลาด

เชียนกัวเห็นภาพนั้นจากระเบียงสำนักงานโรงงาน เขาไม่ได้ดีใจ เขาแค่รู้สึกหงุดหงิดที่เจียงหนิงยังมีชีวิตดีขึ้นโดยไม่มีเขา

เย็นวันเดียวกัน เขาเดินมาที่ร้านตอนลูกค้าเริ่มบางตา

“หนิง ขอเงินฉันยืม 20 หยวนก่อน” เขาพูดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ฉันเพิ่งเข้าทำงาน ต้องใช้เงินหลายอย่าง พอได้เงินเดือนแล้วจะคืนให้”

เจียงหนิงตักน้ำซุปใส่หม้อโดยไม่เงยหน้า “เราเลิกกันแล้ว”

“เธอไม่คิดถึงความหลังบ้างเลยหรือ?”

“ความหลังที่นายบอกทุกคนว่าไม่เคยมีน่ะหรือ?”

เชียนกัวจับขอบโต๊ะ “ฉันมีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น”

“เหตุผลของนายไม่เกี่ยวกับเงินของฉัน”

เขาเอื้อมมือมาคว้าถุงเงินที่แขวนอยู่ข้างเอวเธอ เจียงหนิงตะโกนให้ปล่อย คนในแถวหันมามองทันที

“ผู้ชายโตแล้วมายื้อแย่งเงินผู้หญิง ยังไม่อายอีกหรือ?” เธอถามเสียงดัง

เชียนกัวหน้าแดง เขาปล่อยมือแล้วถอยออกไป “เธอรอดูเถอะ ร้านเล็ก ๆ แบบนี้อยู่ได้ไม่นานหรอก”

คืนนั้น ขณะที่เจียงหนิงกำลังเทน้ำซุปที่เหลือออก ชายชราคนหนึ่งเดินมาหยุดที่หน้าร้าน เขาสวมเสื้อโค้ตสีเทาเก่า ๆ รองเท้าข้างหนึ่งขาด และมองหม้อซุปด้วยสายตาหิวโหย

“ลุงจะรับสักชามไหมคะ?”

ชายชราไม่ตอบ เขาเพียงยืนมองไอร้อนที่ลอยขึ้นจากหม้อ เจียงหนิงจึงทำก๋วยเตี๋ยวชามใหม่ให้เขา แม้น้ำซุปจะเหลือไม่มากแล้ว

“ชามนี้ร้อน ๆ ค่ะ กินช้า ๆ นะคะ”

ชายชรากินอย่างรีบร้อนจนเกือบสำลัก เจียงหนิงรีบยื่นน้ำให้ เขากลับมามองหน้าเธอแล้วพูดเบา ๆ ว่า

“รสชาตินี้…แม่ของฉันเคยทำให้กิน”

หลังจากกินหมด เขาก็ยังไม่ยอมเดินไปไหน เจียงหนิงถามว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่เขาจำได้เพียงว่ากำลังรอหลานชายมารับ

เธอจึงแจ้งตำรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วไม่พบเอกสารใด ๆ ในตัวชายชรา จึงขอให้เจียงหนิงช่วยดูแลเขาชั่วคราวจนกว่าจะตามหาญาติพบ

“บ้านเราก็ไม่ได้กว้าง แต่ให้เขานอนในครัวได้” เจียงหนิงบอกแม่ “อย่างน้อยเขาก็จะไม่ต้องนอนข้างถนน”

ชายชราถูกพากลับไปที่บ้าน เขาไม่ยอมกินข้าวต้มที่แม่ทำ แต่เมื่อเจียงหนิงต้มก๋วยเตี๋ยวน้ำซุปกระดูกให้ เขากลับกินหมดสองชามและยิ้มอย่างมีความสุข

เขาจำชื่อตัวเองไม่ได้ รู้เพียงว่าทุกคนเรียกเขาว่า “คุณปู่” และมักเรียกเจียงหนิงว่า “หลานสะใภ้”

สามวันต่อมา ชายหนุ่มในเสื้อผ้าราคาแพงก็มาถึงหน้าร้าน เขาพุ่งเข้าไปดึงแขนชายชราอย่างรุนแรง

“คุณย่าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

เจียงหนิงรีบเข้าไปขวาง “คุณเป็นใคร?”

“ผมเป็นหลานแท้ ๆ ของเธอ คุณพาคุณย่ามาอยู่ที่นี่ทำไม?”

“ตำรวจเป็นคนขอให้ฉันดูแลเธอชั่วคราว ถ้าคุณเป็นญาติจริงก็ควรพูดให้ชัดเจน และไม่ควรดึงคนแก่แบบนั้น”

ชายหนุ่มชื่อหลินอวี่ เขาเป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินของบริษัทอาหารแห่งหนึ่ง และชายชราคือคุณย่าหลิน ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท แต่ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านั้น คุณย่าหลินมีอาการหลงลืมและออกจากบ้านบ่อยครั้ง

อวี่คิดว่าคุณย่าถูกเจียงหนิงหลอก เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “อย่าคิดว่าทำอาหารให้กินแล้วจะหลอกเอาเงินจากตระกูลหลินได้”

เจียงหนิงโกรธ แต่ยังไม่ทันตอบ คุณย่าหลินก็ยกชามไม้ขึ้นขวางระหว่างทั้งสอง

“อย่ารังแกหลานสะใภ้ของฉัน”

อวี่นิ่งไป ก่อนหันไปถามเจียงหนิงว่าเกิดอะไรขึ้น

เธอเล่าทุกอย่างตามจริง ตั้งแต่พบคุณย่าที่ตลาดจนถึงวันที่แจ้งตำรวจ เธอยังหยิบสมุดจดรายการอาหารและใบรับรองจากสถานีตำรวจให้อวี่ดู

อวี่อ่านเอกสารเงียบ ๆ แล้วกล่าวขอโทษ “เมื่อครู่ผมรีบร้อนไปหน่อย”

“ถ้าครั้งหน้ามีเรื่องอะไร กรุณาถามให้ชัดเจนก่อนกล่าวหาคนอื่น”

คำตอบนั้นทำให้เขามองเธอนานกว่าปกติ

คุณย่าหลินไม่ยอมกลับบ้าน เธอบอกว่าที่บ้านมีแต่คนคอยบังคับให้กินยาและห้ามออกไปไหน ส่วนบ้านของเจียงหนิงมีเสียงหม้อกระทบกัน มีคนคุยด้วย และมีน้ำซุปกลิ่นเดียวกับที่แม่เคยทำให้เธอตอนเด็ก

อวี่จึงขอให้เจียงหนิงดูแลคุณย่าอีกสองสามวัน เขาจะออกค่าอาหารและที่พักให้

“ฉันต้องขายของ ไม่มีเวลาดูแลคนแก่ตลอดวัน” เจียงหนิงปฏิเสธ

“ผมจะจัดคนมาช่วย”

“ไม่ต้อง ฉันรับเงินแค่ค่าอาหารที่จำเป็นก็พอ”

อวี่หยิบเงินก้อนหนึ่งวางไว้บนโต๊ะ เจียงหนิงนับแล้วคืนเกือบทั้งหมด เหลือไว้เพียง 20 หยวน

“แค่นี้พอ ถ้าใช้เกินจริง ๆ ค่อยคิดกันทีหลัง”

อวี่มองเงินในมือแล้วไม่พูดอะไร เขาเคยเห็นคนมากมายพยายามเข้าหาคุณย่าเพราะทรัพย์สิน แต่ไม่เคยเห็นใครคืนเงินง่าย ๆ แบบนี้

ระหว่างนั้น ร้านก๋วยเตี๋ยวของเจียงหนิงเริ่มมีชื่อเสียง คนงานในโรงงานพูดถึงน้ำซุปของเธอ แม้เชียนกัวจะพยายามสั่งพ่อค้าคนกลางไม่ให้ขายวัตถุดิบให้เธอ แต่เจียงหนิงกลับหากระดูกจากร้านอาหารหลายแห่งโดยจ่ายเงินทันที และพัฒนาวิธีต้มจนได้รสชาติเข้มข้นกว่าเดิม

เธอยังพบว่าพ่อค้าคนกลางคนหนึ่งแอบนำกระดูกดี ๆ ไปขายให้ร้านของหวังเหมย ซึ่งกำลังเปิดร้านอาหารใหม่ในตลาด หวังเหมยตั้งใจทำเมนูเดียวกับเธอและใช้ชื่อว่า “สูตรลับของว่าที่ภรรยาผู้จัดการโรงงาน”

วันเปิดร้าน หวังเหมยแจกบัตรลดราคาและประกาศว่าก๋วยเตี๋ยวของเจียงหนิงเป็นเพียงของเลียนแบบ แต่ลูกค้าที่ไปลองกลับทยอยเดินออก เพราะน้ำซุปมันเกินไปและมีกลิ่นคาว

เชียนกัวโกรธมาก เขาไปโวยวายกับเจียงหนิง “เธอจงใจแย่งลูกค้าของเหมยใช่ไหม?”

“ลูกค้าเลือกกินร้านไหนก็ได้”

“ถ้าเธอยอมกลับมาหาฉัน เรื่องพวกนี้ก็จะจบ”

เจียงหนิงวางตะเกียบลง “นายกำลังจะแต่งงานกับเธอไม่ใช่หรือ?”

“ฉันทำไปเพราะอนาคต”

“ทุกครั้งที่นายพูดคำว่าอนาคต นายหมายถึงอนาคตของตัวเองเท่านั้น”

เชียนกัวกำหมัด “เธอจะเสียใจที่ดูถูกฉัน”

คำขู่นั้นเกิดขึ้นก่อนที่ร้านของเจียงหนิงจะถูกตรวจเรื่องสุขอนามัยเพียงหนึ่งคืน เจ้าหน้าที่พบว่ามีเนื้อหมูชุดหนึ่งเน่าเสียอยู่ใต้โต๊ะ และสั่งปิดร้านชั่วคราวเพื่อสอบสวน

เจียงหนิงตกใจ เพราะเธอไม่เคยซื้อเนื้อชุดนั้น เธอเปิดสมุดบัญชีตรวจดูจึงพบว่าถุงกระดูกทั้งหมดที่ซื้อในวันนั้นมีตราประทับของร้านค้าเดียวกัน แต่เลขล็อตไม่ตรงกับใบเสร็จ

คุณย่าหลินที่นั่งอยู่มุมร้านมองตราประทับนั้นแล้วขมวดคิ้ว เธอเคยเห็นมันบนเอกสารของบริษัท

“ตรานี้เป็นของคลังสินค้าเก่าของตระกูลหลิน” เธอพูด

หลินอวี่จึงเข้ามาตรวจสอบ เขาพบว่ากระดูกชุดนั้นถูกส่งออกจากโรงงานแปรรูปของบริษัทโดยไม่มีรายการสั่งซื้อที่ถูกต้อง พนักงานคลังสินค้าสารภาพว่าได้รับคำสั่งจากคนในโรงงานให้ส่งของไปยังร้านเจียงหนิง แล้วนำเอกสารปลอมไปแจ้งเจ้าหน้าที่

เมื่ออวี่ตรวจเส้นทางการเงิน ก็พบว่าผู้ที่โอนเงินให้พนักงานคลังคือบริษัทของช่างจาง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเชียนกัว

แต่หลักฐานนั้นยังไม่พอจะกล่าวหาเชียนกัวโดยตรง จนกระทั่งเจียงหนิงนึกถึงวันแรกที่เขามาขอยืมเงิน เขาใช้โทรศัพท์ของโรงงานโทรหาใครบางคนหลังเดินออกจากร้าน และตอนนั้นเขาพูดว่า “อีกไม่นานร้านก็ต้องปิดเอง”

เธอจำวันที่และเวลานั้นไว้ในสมุด เพราะเป็นวันที่ลูกค้าแน่นที่สุดและเธอกลัวว่าจะจำรายการสั่งซื้อผิด

กล้องจากร้านขายของชำฝั่งตรงข้ามจับภาพเชียนกัวไว้ได้ เขาไม่ได้วางถุงเนื้อด้วยตัวเอง แต่เป็นคนเปิดประตูหลังร้านให้พนักงานคลังสินค้าเข้ามาในช่วงที่เจียงหนิงไปส่งอาหารให้ลูกค้า

นั่นทำให้คดีเปลี่ยนจากข้อผิดพลาดด้านสุขอนามัยเป็นการใส่ร้ายอย่างมีเจตนา

เชียนกัวถูกเรียกไปสอบสวน เขายืนยันว่าไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่นำบันทึกการโทรและรายการโอนเงินมาให้ดู เขาก็เริ่มหลบตา

“ผมแค่ทำตามคำสั่ง” เขาพูดในที่สุด “ช่างจางบอกว่าถ้าร้านนี้ปิด เหมยจะได้พื้นที่ขายที่ดีที่สุด ผมไม่คิดว่าจะมีใครเป็นอันตราย”

เจียงหนิงยืนฟังอยู่หลังประตู เธอไม่ได้รู้สึกสะใจ มีเพียงความเหนื่อยล้าที่แล่นขึ้นมาจนถึงหัวใจ

ชายที่เคยขอให้เธอเชื่อใจ กลับใช้ความสัมพันธ์สามปีเป็นเครื่องมือทำลายอาชีพของเธอ เพียงเพื่อรักษาตำแหน่งที่ยังไม่ได้รับด้วยซ้ำ

บริษัทตรวจสอบช่างจางเพิ่มเติมและพบว่าเขาแอบขายวัตถุดิบคุณภาพต่ำให้ร้านอาหารหลายแห่ง รวมถึงใช้ชื่อของเชียนกัวในการยืนยันรายการซื้อขายปลอม หวังเหมยไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมด แต่เธอรู้ว่าพ่อกำลังบีบให้เชียนกัวตัดขาดจากเจียงหนิงเพื่อแลกกับตำแหน่ง

เมื่อความจริงเปิดเผย หวังเหมยยกเลิกงานหมั้น เธอโกรธพ่อที่ใช้เธอเป็นเครื่องมือ และโกรธเชียนกัวที่ไม่เคยรักเธอจริง

เชียนกัวถูกไล่ออกจากโรงงาน เขาต้องคืนเงินส่วนหนึ่งที่ได้รับจากช่างจาง และถูกดำเนินคดีเรื่องการร่วมปลอมแปลงเอกสาร แม้เขาจะไม่ได้เป็นคนวางเนื้อเน่าเสียเอง แต่การช่วยเปิดทางและรู้เห็นถึงแผนทำให้เขาไม่อาจหลบหนีความรับผิดชอบได้

เขามาหาเจียงหนิงในวันที่ร้านกลับมาเปิดอีกครั้ง

“หนิง ฉันขอโทษ”

เธอกำลังตักน้ำซุปใส่ชามให้ลูกค้า จึงวางทัพพีลงก่อนมองเขา

“ขอโทษเรื่องไหน?”

เชียนกัวกลืนน้ำลาย “เรื่องที่ฉันทิ้งเธอ เรื่องที่พูดไม่ดีกับเธอ และเรื่องที่ทำให้ร้านถูกปิด”

“นายมาขอโทษเพราะเสียงาน หรือเพราะเสียฉัน?”

เขาตอบไม่ได้

“ฉันเคยรอนายสามปี” เจียงหนิงพูด “ตอนนั้นฉันยอมลำบากเพราะคิดว่าเรากำลังสร้างชีวิตด้วยกัน แต่วันนี้ฉันรู้แล้วว่า มีแค่ฉันที่กำลังสร้าง นายแค่รอเก็บเกี่ยวผลจากสิ่งที่ฉันทำ”

“ให้โอกาสฉันอีกครั้งได้ไหม?”

“ไม่”

คำตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่นจนเชียนกัวก้มหน้า

“ฉันไม่ได้ปฏิเสธเพราะอยากแก้แค้น” เธอพูดต่อ “ฉันปฏิเสธเพราะฉันไม่สามารถมอบชีวิตให้คนที่พร้อมทำลายฉันทุกครั้งที่ตัวเองกลัวว่าจะเสียประโยชน์ได้อีก”

เชียนกัวยืนอยู่ตรงนั้นนาน ก่อนเดินจากไปโดยไม่มีใครตาม

ส่วนคุณย่าหลินยังคงไม่ยอมกลับบ้านง่าย ๆ เธอขออยู่กับเจียงหนิงจนกว่าความทรงจำจะกลับมา อวี่จึงเริ่มพาคุณย่าไปพบแพทย์และจัดคนมาดูแลที่บ้านเจียงหนิงเป็นช่วง ๆ

ระหว่างนั้น เจียงหนิงได้รู้ว่าคุณย่าหลินไม่ได้เพียงหลงทางในวันที่พบกัน เธอหนีออกจากบ้านเพราะเห็นเอกสารบางอย่างที่บุตรชายของเธอพยายามให้เซ็น โดยเป็นการโอนหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทให้คนอื่น คุณย่าหลินจำรายละเอียดไม่ได้ แต่จำได้ว่ามีคำว่า “คลังสินค้า” และตราประทับเดียวกับที่พบในร้านของเจียงหนิง

อวี่จึงตรวจสอบเอกสารทั้งหมดและพบว่า ลุงของเขาเป็นผู้ร่วมมือกับช่างจางเพื่อยักยอกวัตถุดิบจากบริษัท คุณย่าหลินเคยสงสัยเรื่องนี้มานาน แต่คนรอบตัวบอกว่าเธอแก่แล้วและจำอะไรไม่ได้

การที่คุณย่าหลินเดินมาที่ร้านเจียงหนิงจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญทั้งหมด เธอจำกลิ่นน้ำซุปที่เคยกินในวัยเด็กได้ และกลิ่นนั้นช่วยให้เธอรู้สึกปลอดภัยพอที่จะหยุดอยู่ที่นั่น

เมื่อคดีของบริษัทดำเนินต่อ อวี่เสนอให้เจียงหนิงทำสัญญาส่งก๋วยเตี๋ยวให้โรงอาหารของโรงงาน

“ฉันไม่อยากรับความช่วยเหลือเพราะคุณย่า” เจียงหนิงบอก

“นี่ไม่ใช่ความช่วยเหลือ” อวี่ตอบ “ผมชิมแล้ว คุณมีสินค้าที่ดี และโรงงานต้องการอาหารราคายุติธรรมให้คนงาน ถ้าคุณอยากร่วมงาน เราจะทำสัญญาตามปกติ”

เจียงหนิงอ่านสัญญาอย่างละเอียด เธอให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นช่วยตรวจเงื่อนไข และเพิ่มข้อกำหนดว่าต้องจ่ายเงินตรงเวลา ไม่ผูกขาดวัตถุดิบ และยกเลิกได้หากมีการกดราคา

อวี่เซ็นทุกข้อโดยไม่ต่อรอง

“คุณเปลี่ยนไปมาก” เขาพูด

“ฉันไม่ได้เปลี่ยนเพราะคุณ”

“ผมรู้” เขายิ้มบาง ๆ “นั่นแหละที่ทำให้ผมเคารพคุณ”

ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้เริ่มจากคำหวานหรือการช่วยเหลือฉับพลัน อวี่ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยเวลา เขาช่วยหาข้อมูลตลาด แต่ไม่เคยตัดสินใจแทนเธอ เขาดูแลคุณย่า แต่ไม่บังคับให้เธอกลับบ้าน และเมื่อเจียงหนิงยุ่งกับการเตรียมอาหาร เขาจะเงียบ ๆ ล้างชามโดยไม่ทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณ

หลายเดือนต่อมา ร้านเล็ก ๆ ของเจียงหนิงขยายเป็นครัวกลาง แม่ของเธอรับหน้าที่ดูแลบัญชี ส่วนลูกพี่ลูกน้องในหมู่บ้านกลับมาช่วยเลี้ยงหมูอีกครั้ง เพราะโรงงานของอวี่รับซื้อจากเกษตรกรโดยตรงและจ่ายราคาตามคุณภาพ

เจียงหนิงไม่ได้ใช้เงิน 120 หยวนแต่งงานกับเชียนกัว เธอใช้เงินก้อนนั้นซื้อหม้อใบใหญ่สามใบและโต๊ะใหม่ให้ร้าน วันแรกที่ครัวกลางเปิด เธอนำธนบัตรเก่าใส่ไว้ในกล่องไม้เล็ก ๆ ที่มีป้ายเขียนว่า “เงินสำหรับชีวิตที่ฉันเลือกเอง”

คุณย่าหลินอาการดีขึ้น แม้ยังจำบางช่วงไม่ได้ เธอกลับไปอยู่บ้านของตัวเอง แต่แวะมาที่ร้านทุกสัปดาห์ และมักนั่งโต๊ะเดิมใกล้หน้าต่าง

วันหนึ่ง เธอเรียกเจียงหนิงเข้าไปหาแล้วส่งกล่องกำมะหยี่เล็ก ๆ ให้

“นี่เป็นของแม่ฉัน”

ข้างในคือช้อนเงินเก่า ๆ ด้ามช้อนมีรอยขีดเป็นรูปดอกไม้ คุณย่าหลินบอกว่าแม่ของเธอเคยใช้ช้อนนี้ตักน้ำซุปให้ลูก ๆ ในวันที่ไม่มีเงินซื้อเนื้อ และนั่นเป็นเหตุผลที่เธอจำกลิ่นกระดูกหมูได้

“ฉันอยากให้เธอเก็บไว้”

เจียงหนิงส่ายหน้า “ของสำคัญแบบนี้ฉันรับไม่ได้ค่ะ”

“เธอไม่ได้ช่วยฉันเพราะรู้ว่าฉันเป็นใคร” คุณย่าหลินยิ้ม “ดังนั้นฉันจึงมอบให้เธอเพราะเธอเป็นเธอ”

เจียงหนิงรับช้อนนั้นไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง

เย็นวันเดียวกัน หลินอวี่มาที่ร้านหลังเลิกงาน เขาถือถุงผักสดและยืนรอจนลูกค้าคนสุดท้ายกลับไป

“วันนี้คุณย่ากินหมดสองชาม” เขาบอก

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้คิดเงินเพิ่มนะคะ”

“ได้ ผมจะจ่ายเต็มราคา”

“อย่าลืมว่าที่นี่ไม่รับเงินค้าง”

“ผมไม่กล้าหรอกครับ”

ทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางเสียงเดือดของน้ำซุป

นอกหน้าต่าง รถเข็นคันเก่าที่เคยพลิกทับคุณย่าหลินถูกซ่อมจนใช้งานได้ เจียงหนิงไม่เคยทิ้งมัน เพราะมันเตือนเธอถึงวันที่ทุกอย่างดูเหมือนพังลงพร้อมกัน แต่กลับเป็นวันที่เธอได้ตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต

เธอเคยคิดว่าการถูกทิ้งคือการสูญเสียอนาคต ทว่าหลังจากนั้นจึงเข้าใจว่า บางครั้งสิ่งที่หลุดออกจากมือไปไม่ใช่ชีวิตของเรา แต่เป็นภาระที่เราแบกแทนคนอื่นมานานเกินไป

ในหม้อใบใหญ่ น้ำซุปยังคงเดือดช้า ๆ กระดูกชิ้นเดิมที่ไม่มีใครต้องการกำลังเปลี่ยนเป็นอาหารที่เลี้ยงผู้คนทั้งตลาด และบนโต๊ะข้างหน้าต่าง ช้อนเงินเก่ากำลังสะท้อนแสงไฟอุ่น ๆ ของร้าน

เจียงหนิงตักก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่งวางตรงหน้าคุณย่าหลิน แล้วหันกลับไปเปิดประตูรับลูกค้าคนแรกของค่ำคืน โดยไม่หันกลับไปมองอดีตอีก

Leave a Comment