เขาถูกภรรยาหยามพ่อแม่ด้วยเงินหนึ่งล้าน แต่กลับตัดขาดจากตระกูลเดิมและแต่งงานกับหญิงสาวผู้ซ่อนอำนาจที่แท้จริง

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

หลินหยวนคว้าข้อมือแม่ของตัวเองไว้ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงพร้อมซองเช็คหนึ่งล้านบาทในมือ เสียงหัวเราะของคนในตระกูลซูยังลอยอยู่รอบตัว ขณะที่ทารกวัยครบหนึ่งเดือนนอนหลับอยู่ในอ้อมแขนของชูชิงเยียน ภรรยาของเขา

ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดหลินหยวนจึงยอมให้พ่อแม่ถูกดูหมิ่นต่อหน้าคนทั้งงาน ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ปฏิเสธเงินก้อนนั้นตั้งแต่แรก และยิ่งไม่มีใครรู้ว่าในอีกไม่กี่นาที ชายหนุ่มที่พวกเขาเรียกว่า “ลูกเขยเกาะบ้านกิน” จะเป็นคนทำให้ทั้งตระกูลต้องสูญเสียสิ่งที่หวงแหนที่สุด

ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง บ้านตระกูลซูเต็มไปด้วยแขกเหรื่อและของขวัญราคาแพง งานเลี้ยงฉลองครบหนึ่งเดือนของเด็กชายหลินอันถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพราะซูเยี่ยนเฉียง ผู้เป็นประธานกลุ่มธุรกิจซู ต้องการใช้โอกาสนี้ประกาศว่าตระกูลของเขากำลังจะได้ขึ้นเป็นพันธมิตรหลักของกลุ่มเป่ยเฉิงกรุ๊ป บริษัทมูลค่าหลายแสนล้านบาทที่มีอำนาจต่อรองกับทุกธุรกิจในเมือง

หลินหยวนยืนอยู่ด้านข้างภรรยา เขาสวมเสื้อสูทเรียบง่ายที่ชิงเยียนเลือกให้ ส่วนพ่อกับแม่ของเขายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ใกล้ประตู ทั้งสองเดินทางมาจากหมู่บ้านบนภูเขาหลายชั่วโมงเพื่อมาร่วมงานและนำไข่ต้มสีแดงกับผ้าห่มที่แม่เย็บเองมามอบให้หลานชาย

“พ่อ แม่ เดินทางมาเหนื่อยไหมครับ” หลินหยวนรีบเข้าไปประคองทั้งสองให้นั่งลง “ดื่มน้ำก่อนนะครับ”

แม่ของเขายิ้มทั้งที่ยังหอบอยู่ “แม่ไม่เหนื่อยหรอก แค่ได้เห็นลูกกับหลานก็พอแล้ว”

พ่อวางห่อผ้าลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง “นี่เป็นผ้าห่มที่แม่ของแกทำเอง อาจไม่สวยเท่าของในเมือง แต่ฝ้ายข้างในเป็นของดี เด็กจะได้นอนอุ่น”

หลินหยวนรับห่อผ้ามากอดไว้แน่น เขารู้ว่าพ่อแม่ต้องเก็บเงินกี่เดือนกว่าจะเดินทางมาได้ และรู้ด้วยว่าผ้าห่มผืนนี้เย็บขึ้นในคืนที่แม่แทบมองไม่เห็นเพราะดวงตาเริ่มพร่ามัว

แต่เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

“เอาผ้าห่มราคาถูกแบบนั้นมาให้เด็กตระกูลซูเนี่ยนะ”

ซูหว่าน ลูกสาวคนโตของตระกูลซูเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มดูแคลน ข้างกายเธอคือเยี่ยนเฉียง คู่หมั้นที่กำลังจะได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานของเป่ยเฉิงกรุ๊ป

“แม่คะ วันนี้เป็นวันมงคล อย่าพูดอะไรให้แขกได้ยินเลย” ชูชิงเยียนเตือนเบาๆ

“ฉันพูดผิดตรงไหน” ซูหว่านกอดอก “พ่อแม่ของหลินหยวนมาจากชนบท เสื้อผ้าก็ธรรมดา ของขวัญก็ไม่มีราคา ยังกล้าเข้ามานั่งโต๊ะประธานอีกหรือ”

แม่หลินหยวนก้มหน้าลงทันที มือที่วางบนเข่าสั่นเล็กน้อย พ่อของเขาพยายามยิ้มเพื่อไม่ให้ลูกลำบากใจ แต่หลินหยวนเห็นชัดว่าคำพูดนั้นทำให้ชายชรากำหมัดแน่น

ชิงเยียนเดินมายืนข้างสามี “พวกท่านเป็นพ่อแม่ของหลินหยวน และเป็นปู่ย่าของลูกฉัน ต่อให้ไม่มีของขวัญติดมือมา พวกท่านก็มีสิทธิ์อยู่ที่นี่”

ซูเยี่ยนเฉียงหัวเราะเย็นๆ “ชิงเยียน เธอเป็นแค่พนักงานธรรมดาของบริษัท ยังไม่มีสิทธิ์มาสั่งคนในบ้านนี้”

“หนูไม่ได้สั่งค่ะ หนูแค่พูดความจริง”

คำตอบนั้นทำให้แขกหลายคนหันมามอง เยี่ยนเฉียงรีบดึงแขนซูหว่านไว้ราวกับต้องการยุติเรื่อง แต่ในดวงตาของเขากลับมีความรำคาญมากกว่าความห่วงใย

ไม่นาน พิธีตั้งชื่อเด็กก็เริ่มขึ้น ซูเยี่ยนเฉียงเชิญทุกคนมานั่งรอบโต๊ะ เขาวางกล่องไม้สีดำไว้ตรงหน้าและประกาศว่าครอบครัวจะมอบของขวัญมูลค่าหนึ่งล้านบาทให้หลานชาย พร้อมทั้งตั้งชื่อเด็กตามแซ่ของตระกูลซู

“เด็กคนนี้เป็นหลานชายคนโตของตระกูลเรา” เขาพูดเสียงดัง “นับจากวันนี้ เขาจะใช้ชื่อซูหลินอัน”

หลินหยวนชะงัก เขามองทารกในอ้อมแขนของชิงเยียนแล้วเงยหน้าขึ้น “ลูกของผมควรใช้แซ่หลิน”

เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วห้อง

ซูหว่านกระแทกแก้วลงบนโต๊ะ “แซ่หลิน? ลูกเขยที่อาศัยอยู่บ้านตระกูลซูยังจะเอาแซ่ตัวเองมาตั้งชื่อเด็กอีกหรือ ที่ผ่านมาแกกินอยู่กับบ้านเรา ใช้เงินของบ้านเรา แล้วทำอะไรตอบแทนบ้าง”

หลินหยวนพยายามสงบใจ “ธุรกิจของตระกูลซูที่เติบโตจนถึงวันนี้ ไม่ใช่เพราะผมช่วยพ่อบริหารในช่วงที่ทุกคนไปพักร้อนต่างประเทศหรือครับ ผมเป็นคนวิ่งหาลูกค้า ต่อรองสัญญา และแก้ปัญหาที่บริษัทอยู่หลายปี”

“แล้วใครเป็นคนให้โอกาสแก” ซูเยี่ยนเฉียงตวาด “ถ้าไม่ใช่ตระกูลซู แกคงยังเก็บขยะอยู่ท้ายหมู่บ้าน!”

ความเงียบตกลงในทันที หลินหยวนรู้สึกเหมือนถูกตบต่อหน้าทุกคน เขาไม่เคยบอกใครว่าหลังจากพ่อป่วย เขาเคยทำงานรับจ้างทุกอย่างเพื่อส่งตัวเองเรียน จนได้รับทุนจากบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่ง ก่อนจะช่วยตระกูลซูแก้ปัญหาหนี้สินในช่วงวิกฤต

คนเหล่านี้รู้ดี เพียงแต่ไม่เคยคิดจะยอมรับ

ซูหว่านโยนเช็คลงบนโต๊ะ “หนึ่งล้านบาท ถือเป็นค่าจ้างที่แกเคยช่วยบริษัท เอาไปแล้วออกจากบ้านนี้ อย่ามาเรียกร้องอะไรอีก”

แม่หลินหยวนรีบส่ายหน้า “หยวนเอ๋อร์ เราเอาเงินนี้ไม่ได้ คนเราเกิดมาบนโลกต้องรู้จักยืนด้วยตัวเอง”

พ่อของเขาวางมือลงบนไหล่ลูก “ยืดหลังให้ตรง ลูกไม่ได้ทำอะไรน่าอาย”

หลินหยวนมองเช็คใบนั้น เขารู้ว่าทุกคนกำลังรอดูว่าเขาจะเลือกอะไร หากไม่รับ พวกเขาจะหาว่าเขาไม่มีศักดิ์ศรี หากรับ พวกเขาจะใช้มันเป็นหลักฐานว่าเขาเห็นแก่เงิน

เขาจึงหยิบเช็คขึ้นมา

เสียงหัวเราะดังรอบห้อง

“เห็นไหม สุดท้ายก็รับอยู่ดี” ซูหว่านพูด “ผู้ชายที่บอกว่ารักครอบครัว ที่แท้ก็ขายแม้กระทั่งสายเลือดตัวเองได้ด้วยเงินหนึ่งล้าน”

แม่หลินหยวนหน้าซีด แต่ลูกชายกลับฉีกเช็คออกเป็นชิ้นๆ แล้ววางลงบนโต๊ะ

“ผมรับไว้เพื่อให้พวกคุณเห็นชัดๆ ว่าผมไม่ได้ต้องการมัน” เขาพูดช้าๆ “เงินก้อนนี้ไม่พอซื้อผ้าห่มที่แม่ผมเย็บให้หลานด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่อยู่ในผ้าผืนนี้คือเวลาทั้งชีวิตของพ่อกับแม่”

ซูเยี่ยนเฉียงตบโต๊ะ “แกกล้าฉีกเช็คของฉันหรือ”

“ผมไม่ใช่คนของตระกูลซูอีกต่อไปแล้ว”

ก่อนที่ใครจะตอบ ประตูห้องจัดเลี้ยงก็เปิดออก ชายชุดสูทหลายคนเข็นรถเข็นของขวัญเข้ามา กล่องขนาดใหญ่ถูกนำมาวางเรียงกันจนเต็มทางเดิน ชิงเยียนมองไปยังชายคนหนึ่งที่ถือแฟ้มเอกสารอยู่ แล้วพยักหน้าให้เขา

“คุณหลินครับ ของขวัญมูลค่าสามสิบล้านบาทที่คุณเตรียมไว้ให้เด็กมาถึงแล้วครับ จะให้นำเข้าไปเลยไหม”

เสียงหัวเราะทั้งหมดหยุดลง

เยี่ยนเฉียงหน้าถอดสี “คุณหลิน?”

ชายคนนั้นก้มศีรษะให้หลินหยวน “ครับ ท่านประธาน”

ไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หลินหยวนไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปมองชิงเยียน หญิงสาวยังคงอุ้มลูกไว้แน่น แม้สีหน้าจะสงบ แต่แววตาที่มองเขาเต็มไปด้วยความกังวล

“ถึงเวลาบอกพวกเขาแล้ว” เธอพูด

หลินหยวนถอนหายใจ เขาไม่เคยอยากเปิดเผยเรื่องนี้ในงานของลูก ไม่อยากทำให้พ่อแม่ต้องเข้าไปอยู่กลางเกมอำนาจ แต่เมื่อครอบครัวซูเลือกเหยียบย่ำคนที่เขารัก เขาก็ไม่มีเหตุผลต้องปกป้องความลับให้พวกเขาอีก

“เมื่อเช้า เป่ยเฉิงกรุ๊ปมีคำสั่งแต่งตั้งผมเป็นรองประธานบริหาร” เขาบอก “และเอกสารที่คุณเห็นอยู่ในมือคือสัญญาซื้อหุ้นของบริษัทซูจำนวนยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมซื้อไว้ผ่านกองทุนที่ผมก่อตั้งเอง”

แขกคนหนึ่งทำแก้วหล่นแตก

ซูเยี่ยนเฉียงลุกขึ้น “เป็นไปไม่ได้ แกไม่มีเงินมากขนาดนั้น”

“ผมไม่มีในวันที่ย้ายเข้าบ้านคุณ” หลินหยวนตอบ “แต่ผมเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่วันที่คุณโยนผมออกจากฝ่ายบริหารเมื่อห้าปีก่อน เพราะคิดว่าผมเป็นแค่ลูกเขยที่ใช้ประโยชน์ได้”

ความจริงนั้นไม่เคยถูกพูดออกมา หลินหยวนเคยพบว่าบริษัทกำลังจะล้มจากสัญญาขนส่งที่มีปัญหา เขาเสนอแผนแก้ไขให้เยี่ยนเฉียง แต่ซูเยี่ยนเฉียงกลับรับผลงานไปเป็นของตัวเอง เมื่อหลินหยวนทวงสิทธิ์ เขาก็ถูกกล่าวหาว่าทำตัวเกินฐานะ

หลินหยวนจึงลาออกและเริ่มทำงานกับบริษัทเทคโนโลยีเล็กๆ โดยใช้เงินเก็บทั้งหมด แม้ชิงเยียนจะรู้ เธอก็ไม่เคยบอกครอบครัว เพราะเขาขอให้เธอช่วยดูว่าคนเหล่านั้นจะรักเขาโดยไม่รู้เรื่องเงินหรือไม่

ชิงเยียนเองก็มีเหตุผลที่ปิดบังฐานะ เธอเป็นทายาทคนเดียวของตระกูลชู เจ้าของบริษัทการลงทุนรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมือง แต่เธอเลือกทำงานเป็นพนักงานธรรมดาเพื่อพิสูจน์ความสามารถ และหลีกหนีจากการแต่งงานทางธุรกิจที่พ่อเตรียมไว้

เธอพบหลินหยวนในวันที่เขานั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินเพียงลำพัง มือเปื้อนเลือดจากการช่วยชายชราที่ถูกรถชน ชายคนนั้นไม่มีเงินรักษา เขาจึงใช้เงินเดือนทั้งเดือนจ่ายค่าผ่าตัดให้ ทั้งที่ตัวเองต้องอดข้าวหลายวัน

ชิงเยียนไม่เคยลืมประโยคที่เขาพูดในวันนั้น

“ถ้าเรายังช่วยคนที่ลำบากกว่าไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งพูดว่าตัวเองเป็นคนดีเลยครับ”

เธอตัดสินใจแต่งงานกับเขาไม่ใช่เพราะสงสาร แต่เพราะเห็นว่าเขามีบางอย่างที่เงินซื้อไม่ได้

“คุณหลิน” ชิงเยียนหันไปหาพ่อของเธอ “ฉันอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักสามีของฉันอย่างเป็นทางการ หลินหยวนไม่ได้เป็นคนที่มาเกาะตระกูลซู และลูกของเราก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแซ่เพื่อขอการยอมรับจากใคร”

ซูหว่านกรีดเสียง “ชิงเยียน เธอเสียสติไปแล้วหรือไง แต่งงานกับเขาเพราะอยากเอาชนะฉันหรือ”

“ไม่ใช่” ชิงเยียนตอบ “ฉันแต่งงานกับเขาเพราะเขายังปกป้องพ่อแม่ แม้พวกคุณจะดูถูกเขามาตลอด ส่วนคนที่ฉันเคยคิดว่าคู่ควรกลับยอมอยู่กับคุณเพียงเพราะรอตำแหน่งรองประธาน”

เยี่ยนเฉียงสะดุ้ง

หลินหยวนมองเขาอย่างเย็นชา “คุณควรบอกพวกเขาได้แล้วไม่ใช่หรือ ว่าคุณแต่งงานกับซูหว่านเพราะคิดว่าผมเป็นคู่แข่ง และอยู่กับเธอเพราะต้องการข้อมูลภายในของเป่ยเฉิงกรุ๊ป”

“แกพูดอะไร” ซูหว่านหันไปมองคู่หมั้น

เยี่ยนเฉียงรีบปฏิเสธ “อย่าไปฟังมัน มันกำลังแก้แค้น”

หลินหยวนเปิดแท็บเล็ตบนโต๊ะ ภาพอีเมลและรายการโอนเงินปรากฏบนหน้าจอ เขาไม่ได้แอบบันทึกการสนทนาอย่างผิดกฎหมาย แต่เก็บเอกสารจากระบบตรวจสอบของบริษัทและรายงานต่อคณะกรรมการมาหลายสัปดาห์แล้ว

เงินจำนวนหนึ่งถูกโอนจากบัญชีของบริษัทซูไปยังบริษัทที่จดทะเบียนในชื่อญาติของเยี่ยนเฉียง อีกส่วนหนึ่งถูกใช้ซื้อข้อมูลของโครงการก่อสร้างเป่ยเฉิงกรุ๊ป และมีลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ของซูเยี่ยนเฉียงรับรองทุกขั้นตอน

“ผมยังไม่ส่งเรื่องให้หน่วยงานตรวจสอบ” หลินหยวนพูด “เพราะต้องการถามคุณด้วยตัวเองว่า เหตุใดคนที่คุณเรียกว่าลูกเขยไร้ค่า จึงเป็นคนเดียวที่พยายามช่วยไม่ให้บริษัทของคุณถูกตรวจสอบข้อหาปลอมแปลงบัญชี”

ซูเยี่ยนเฉียงหน้าเผือด เขาจำได้ว่าหลินหยวนเคยเตือนเรื่องบัญชีหลายครั้ง แต่เขาคิดว่าชายหนุ่มต้องการสร้างผลงานเพื่อแย่งอำนาจ

“แกต้องการอะไร” เขาถามในที่สุด

“ผมต้องการให้พ่อกับแม่ได้รับคำขอโทษต่อหน้าทุกคน และต้องการให้บริษัทชดใช้ค่าจ้างกับสิทธิ์ที่ถูกเอาไป หากคุณยอมตรวจสอบบัญชีและรับผิดชอบ ผมจะไม่ใช้หุ้นที่ถืออยู่บีบให้บริษัทล้ม”

“แกกำลังขู่ฉันหรือ”

“ผมกำลังให้โอกาสคุณเลือกว่าจะเสียแค่ชื่อเสียง หรือเสียทั้งบริษัท”

แม่หลินหยวนดึงแขนลูก “หยวนเอ๋อร์ พอเถอะ อย่าทำให้เรื่องใหญ่เพราะพ่อแม่เลย”

เขาหันไปจับมือแม่ “แม่ครับ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดเพราะพ่อแม่ เรื่องนี้เกิดเพราะพวกเขาคิดว่าการดูถูกคนอื่นไม่ต้องจ่ายราคา”

ขณะนั้นเอง โทรศัพท์ของซูเยี่ยนเฉียงดังขึ้น เขารับสายด้วยมือสั่น เสียงจากปลายสายแจ้งว่าคณะกรรมการเป่ยเฉิงกรุ๊ปยกเลิกสัญญาความร่วมมือกับบริษัทซูชั่วคราว เนื่องจากพบความผิดปกติทางการเงิน และคำสั่งแต่งตั้งเยี่ยนเฉียงถูกระงับจนกว่าจะสิ้นสุดการตรวจสอบ

เยี่ยนเฉียงหันไปหาหลินหยวนทันที “คุณเป็นคนทำใช่ไหม”

“ไม่ใช่ผม” หลินหยวนตอบ “เป็นเอกสารของพวกคุณเอง”

“ถ้าคุณช่วยผม ผมจะเลิกกับซูหว่านก็ได้ ผมจะคืนทุกอย่างให้คุณ”

ซูหว่านตบหน้าเขาเต็มแรง “หุบปาก! นายกำลังจะทิ้งฉันเพราะตำแหน่งเดียวหรือ”

เยี่ยนเฉียงจับแก้มตัวเอง สีหน้าเปลี่ยนจากหวาดกลัวเป็นโกรธ “แล้วเธอคิดว่าฉันอยู่กับเธอเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลซู”

คำตอบนั้นทำให้ซูหว่านนิ่งไป เธอเคยหัวเราะใส่หลินหยวนที่ถูกกล่าวหาว่าแต่งงานเพราะเงิน แต่ในวินาทีนั้นเธอกลับพบว่าคนที่เธอเลือกก็ไม่ได้ต่างจากคำดูถูกที่เธอใช้กับคนอื่นเลย

ชิงเยียนอุ้มลูกเข้าไปหาพ่อแม่สามี “พ่อ แม่ หนูขอโทษที่ทำให้ต้องมาเจอเรื่องนี้ หนูไม่ได้ตั้งใจปิดบังว่าครอบครัวของหนูเป็นอย่างไร แต่หนูอยากรู้ว่าหลินหยวนจะได้รับความรักโดยไม่ต้องพิสูจน์ด้วยเงินหรือเปล่า”

แม่หลินหยวนลูบมือเธอ “หนูไม่ต้องขอโทษหรอก แค่หนูยืนข้างลูกเรา พ่อกับแม่ก็ถือว่าได้ลูกสาวเพิ่มแล้ว”

พ่อของหลินหยวนมองไปยังรถเข็นของขวัญ “ของพวกนั้นมีค่ามากเกินไป พ่อรับไม่ได้”

ชิงเยียนยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นพ่อช่วยรับผ้าห่มที่แม่เย็บไว้แทนได้ไหมคะ หนูอยากให้ลูกนอนบนผ้าผืนนั้น”

คืนนั้นทั้งสี่คนออกจากงานพร้อมเด็กชายหลินอัน ไม่มีใครแย่งเช็คที่ถูกฉีก ไม่มีใครสนใจกล่องของขวัญราคาแพงอีกต่อไป หลินหยวนขับรถพาพ่อแม่ไปพักที่บ้านหลังเล็กที่เขาซื้อไว้ชานเมือง ส่วนชิงเยียนนั่งอยู่เบาะหลัง คอยมองแม่สามีห่มผ้าผืนเก่าให้หลานด้วยรอยยิ้ม

แต่การตัดขาดจากตระกูลซูไม่ได้จบลงในคืนเดียว

วันรุ่งขึ้น หลินหยวนไปสำนักงานเขตพร้อมชิงเยียนเพื่อยื่นเอกสารแยกทะเบียนบ้าน เขาไม่ขอเงิน ไม่ขอส่วนแบ่งบ้าน และไม่ขอให้ตระกูลซูรับรองลูกของเขา เพียงขอเอกสารยืนยันว่าเขาไม่มีความเกี่ยวข้องทางธุรกิจกับบริษัทอีกต่อไป

ซูเยี่ยนเฉียงส่งทนายมาขอเจรจา เขาเสนอเงินห้าล้านเพื่อแลกกับการขายหุ้นทั้งหมด แต่หลินหยวนปฏิเสธ เพราะรู้ว่าหากรับเงินโดยไม่ตรวจสอบหนี้และภาระค้ำประกัน บริษัทจะใช้เขาเป็นข้ออ้างหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ

เขาเลือกให้คณะกรรมการอิสระเข้าตรวจบัญชีแทน การตรวจสอบกินเวลาหลายเดือน พบว่าซูเยี่ยนเฉียงใช้เงินบริษัทปกปิดหนี้และโยกย้ายทรัพย์สินจริง เขาต้องลาออกจากตำแหน่งและรับผิดชอบคดีทางการเงิน ส่วนบริษัทไม่ถูกยึดทันที เพราะหลินหยวนยอมให้ทีมใหม่เข้าฟื้นฟูกิจการและรักษาตำแหน่งงานของพนักงานเก่าไว้

ซูหว่านสูญเสียสิทธิ์ในการบริหาร เธอพยายามขอโทษชิงเยียนหลายครั้ง แต่ชิงเยียนไม่เปิดประตูรับในทันที

“ฉันไม่ได้เกลียดเธอเพราะเธอดูถูกฉัน” ชิงเยียนบอกผ่านโทรศัพท์ “ฉันเกลียดที่เธอเห็นพ่อแม่ของหลินหยวนเป็นคนต่ำต้อย ทั้งที่พวกเขาไม่เคยทำร้ายใคร เธอต้องเรียนรู้ว่าคำขอโทษไม่ใช่บัตรผ่านกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม”

ซูหว่านร้องไห้เงียบๆ เป็นครั้งแรกที่ไม่มีใครปลอบ เธอเริ่มทำงานในแผนกบริการลูกค้าของบริษัทเล็กๆ และได้พบว่าคนที่เธอเคยเรียกว่าไร้การศึกษา บางคนกลับอดทนและมีความรับผิดชอบมากกว่าตัวเธอทั้งชีวิต

เยี่ยนเฉียงถูกถอดจากตำแหน่งและถูกสอบสวนเรื่องการยักย้ายเงิน เขาพยายามโยนความผิดให้ซูเยี่ยนเฉียง แต่หลักฐานการโอนเงินและข้อความที่เขาส่งให้คนกลางถูกบันทึกไว้ครบถ้วน เขาต้องชดใช้เงินบางส่วนตามกระบวนการทางกฎหมาย และไม่สามารถกลับเข้าสู่วงการบริหารระดับสูงได้อีก

ส่วนชิงเยียนกลับไปทำงานที่บริษัทของครอบครัว เธอยอมรับตำแหน่งผู้บริหารหลังจากพิสูจน์ตัวเองมาหลายปี แต่ยังคงเดินทางไปทำงานด้วยรถคันเดิม และไม่เคยใช้ฐานะของตนกดใครให้ก้มหัว

หลินหยวนทำหน้าที่รองประธานของเป่ยเฉิงกรุ๊ป เขาจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือครอบครัวของพนักงานที่ประสบอุบัติเหตุ โดยใช้เงินปันผลส่วนหนึ่งของตัวเอง เขาไม่ตั้งชื่อกองทุนตามชื่อของเขา แต่ตั้งตามชื่อผ้าห่มผืนหนึ่งที่แม่เย็บให้หลาน

“กองทุนฝ้ายอุ่น”

เมื่อหลินอันอายุครบหนึ่งขวบ ครอบครัวจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ที่บ้าน ไม่หรูหรา ไม่มีนักธุรกิจมาร่วม ไม่มีเวทีประกาศฐานะ มีเพียงโต๊ะไม้ยาว อาหารที่พ่อทำเอง และเค้กก้อนเล็กที่ชิงเยียนอบจนหน้าเค้กยุบเล็กน้อย

พ่อของเธอเดินทางมาร่วมงานด้วย เขายืนอยู่นานหน้าประตู ก่อนจะยื่นกล่องไม้ให้หลินหยวน

“นี่คือเอกสารหุ้นที่เหลืออยู่ของบริษัทซู” เขาพูด “คณะกรรมการตัดสินใจคืนให้คุณตามสัดส่วนผลงานที่เคยสร้างไว้”

หลินหยวนไม่ได้รับทันที “ผมไม่ต้องการทรัพย์สินที่ทำให้พ่อกับแม่ต้องถูกเหยียด”

“มันไม่ใช่เงินซื้อความผิด” ชายชราตอบ “มันคือสิ่งที่คุณควรได้รับตั้งแต่แรก ส่วนความผิดของผม…ผมคงต้องใช้ชีวิตที่เหลือยอมรับมัน”

หลินหยวนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรับกล่องไว้ เขาไม่ได้เรียกอีกฝ่ายว่าพ่อ และไม่ได้บอกว่าให้อภัย แต่เขาเชิญให้นั่งร่วมโต๊ะ เพราะอย่างน้อยชายชราคนนั้นเริ่มเข้าใจแล้วว่าการเป็นครอบครัวไม่ได้วัดจากนามสกุลหรือจำนวนเงินในบัญชี

หลังแขกกลับหมด หลินหยวนเดินเข้าไปในห้องของลูก เขาเห็นชิงเยียนกำลังห่มผ้าฝ้ายผืนเดิมให้เด็กชายหลินอัน

“ยังเก็บไว้อีกหรือครับ” เขาถาม

“แน่นอนสิ” เธอยิ้ม “ของขวัญชิ้นแรกจากคุณพ่อคุณแม่มีค่ากว่าของทุกอย่างที่เราเคยซื้อมา”

หลินหยวนนั่งลงข้างเตียง เขามองใบหน้าของลูกที่หลับสนิท แล้วนึกถึงคืนที่เช็คหนึ่งล้านถูกฉีกต่อหน้าคนทั้งงาน ตอนนั้นเขาคิดว่าตัวเองกำลังสูญเสียครอบครัว แต่แท้จริงแล้วเขาเพียงกำลังปล่อยมือจากคนที่ไม่เคยยอมรับเขา

ชิงเยียนวางมือบนมือเขา “คุณเสียใจไหมที่วันนั้นตัดขาดกับพวกเขา”

“เสียใจที่ผมใช้เวลานานเกินไปกว่าจะปกป้องตัวเอง” เขาตอบ “แต่ไม่เสียใจที่เลือกพ่อกับแม่”

ด้านนอก แม่ของเขากำลังหัวเราะกับพ่อของชิงเยียนในครัว เสียงพูดต่างสำเนียงดังปะปนกันอย่างอบอุ่น ไม่มีใครสนใจว่าใครมาจากหมู่บ้านหรือมาจากคฤหาสน์ใหญ่

หลินอันขยับตัว ผ้าห่มผืนเก่าค่อยๆ เลื่อนลงจากไหล่ หลินหยวนจึงดึงมันขึ้นให้ลูกอีกครั้ง

คราวนี้ไม่มีเช็ค ไม่มีคำดูถูก และไม่มีใครต้องซื้อสิทธิ์ในการเป็นครอบครัวอีกแล้ว เหลือเพียงผ้าฝ้ายธรรมดาผืนหนึ่งที่ห่มเด็กน้อยไว้ และบ้านหลังเล็กที่ทุกคนในนั้นเลือกจะรักกันด้วยหัวใจจริงๆ

Leave a Comment