วันที่หลินหยุนหนิงรู้ว่าตัวเองอาจเป็นเด็กที่หายไปเมื่อสิบปีก่อน เธอกำลังยกกล่องกระดาษหนักเกินตัวท่ามกลางฝนเย็นจัด และในมือมีเงินเหลือเพียงสองหยวนสำหรับซื้อขนมปังหนึ่งชิ้นเท่านั้น
กระดาษแผ่นนั้นหล่นออกมาจากกล่องที่เธอกำลังลากไปไว้หลังร้านขายของชำ มุมกระดาษเปียกจนยุ่ย แต่ใบหน้าของเด็กหญิงในภาพยังมองเห็นได้ชัดเจน เด็กคนนั้นอายุแปดขวบ มีดวงตากลม คิ้วบาง และไฝรูปจันทร์เสี้ยวอยู่เหนือข้อศอกซ้าย
หยุนหนิงก้มแขนตัวเองขึ้นดู ไฝตำแหน่งเดียวกันอยู่ตรงนั้นพอดี
เธออ่านชื่อบนประกาศซ้ำหลายครั้ง “เหอเหอ” เด็กหญิงหายตัวไปจากตรอกหลังห้างสรรพสินค้าในเมืองหยุนเหยาเมื่อสิบปีก่อน อายุแปดขวบในวันที่หาย และน่าจะมีอายุสิบแปดปีในปัจจุบัน
หยุนหนิงอายุสิบแปดปีพอดี
เธอควรเอากระดาษไปคืนที่เดิมแล้วกลับไปยกกล่องต่อ พ่อแม่บุญธรรมของเธอรออยู่ข้างหลังร้าน พวกเขาสั่งไว้ว่าห้ามออกไปไหน เพราะคืนนี้ต้องขนของให้เสร็จก่อนเจ้าของตึกจะมาตรวจ แต่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอเห็นหน้าตัวเองบนกระดาษของคนอื่น
ความคิดนั้นทำให้มือของเธอสั่น
หยุนหนิงหยิบเงินสองหยวนออกจากกระเป๋า เธอตั้งใจจะซื้อขนมปังย่างหนึ่งชิ้น แต่สุดท้ายก็วิ่งฝ่าสายฝนไปยังร้านขายของชำตรงหัวมุม ที่นั่นมีโทรศัพท์สาธารณะเก่า ๆ ตั้งอยู่ข้างตู้แช่น้ำ เธอกดหมายเลขที่พิมพ์ไว้ใต้ประกาศด้วยนิ้วเปียกฝน
ปลายสายรับเกือบจะทันที
“สวัสดีครับ นั่นใครครับ”
เสียงผู้ชายพยายามควบคุมความตื่นเต้น แต่ไม่สำเร็จ
“ฉัน…เห็นประกาศตามหาเหอเหอค่ะ”
“คุณรู้จักเธอหรือครับ”
หยุนหนิงกลืนน้ำลาย “ฉันคิดว่า…ฉันอาจเป็นเด็กคนนั้น”
ปลายสายเงียบไปนานจนเธอได้ยินเสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสี
“พูดอีกครั้งได้ไหมครับ”
“ฉันบอกว่า ฉันอาจเป็นลูกสาวของคุณ”
เสียงหายใจของชายคนนั้นขาดห้วง ก่อนจะมีคำถามหลั่งไหลออกมา เขาถามวันเกิด สถานที่ที่เธอจำได้ ชื่อคนในครอบครัว ลักษณะไฝ และรอยแผลเป็นเล็ก ๆ ที่ข้อมือ หยุนหนิงตอบเท่าที่ตอบได้ แต่คำตอบส่วนใหญ่กลับเป็นความว่างเปล่า
เธอจำไม่ได้ว่าตัวเองเกิดที่ไหน ไม่รู้ชื่อเดิมของตัวเอง และไม่เคยมีรูปถ่ายตอนเด็กแม้แต่ใบเดียว
“ถ้าสุดท้ายฉันไม่ใช่ลูกสาวของคุณล่ะคะ” เธอถามเสียงเบา “คุณจะโกรธไหม”
“ไม่โกรธครับ” ชายคนนั้นตอบทันที “ต่อให้คุณไม่ใช่เหอเหอ ผมก็ยังขอบคุณที่โทรมา”
คำตอบนั้นทำให้เธอรู้สึกเจ็บแปลก ๆ เพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีใครเคยรอเธออยู่ที่ไหนเลย
“ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนครับ”
เธอบอกชื่อร้านขายของชำและที่อยู่คร่าว ๆ ชายคนนั้นสั่งให้ผู้ช่วยรีบไปหาเธอ แต่ยังถามซ้ำหลายครั้งว่าเหตุใดเธอจึงออกมาอยู่ข้างนอกคนเดียว
“พ่อแม่ของฉันคิดว่าฉันยังยกของอยู่หลังร้านค่ะ”
“อากาศหนาวและฝนตกขนาดนี้ พวกเขายังให้คุณทำงานหรือครับ”
หยุนหนิงมองขนมปังครึ่งชิ้นในมือ “ฉันตัวเล็ก ยกได้ทีละกล่อง ก็เลยใช้เวลานานหน่อยค่ะ”
ผู้ชายคนนั้นเงียบอีกครั้ง คราวนี้ความเงียบหนักจนเธอรู้สึกได้
“คุณกินข้าวหรือยัง”
“กินแล้วค่ะ”
“กินอะไร”
หยุนหนิงมองขนมปังที่เหลืออยู่ “ขนมปังไปครึ่งชิ้นค่ะ นับว่ากินแล้วใช่ไหม”
เสียงสะอื้นดังลอดมาตามสายอย่างห้ามไม่อยู่
“อย่าร้องไห้เลยค่ะ” เธอรีบบอก “ฉันยังไม่แน่ใจว่าฉันเป็นลูกสาวคุณหรือเปล่า”
“ผมไม่ได้ร้องเพราะคิดว่าคุณเป็นลูกสาวแน่นอนแล้ว” เขาพยายามหัวเราะ แต่เสียงสั่น “ผมร้องเพราะคุณไม่ควรต้องนับขนมปังครึ่งชิ้นเป็นอาหารเย็น”
หยุนหนิงไม่รู้จะตอบอะไร เธอเคยคิดว่าความหิวเป็นเรื่องปกติ คนที่บ้านบอกเสมอว่าถ้าอยากอยู่ต่อก็ต้องทำงาน และถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีสิทธิ์บ่น เธอจึงไม่เคยถามว่าคนอื่นกินอาหารวันละกี่มื้อ
“รออยู่ตรงนั้นนะครับ ผมกำลังไป”
“อย่าเพิ่งมาค่ะ” หยุนหนิงรีบพูด “ฉันแค่บอกว่าอาจเป็นลูกสาวของคุณ ไม่ได้บอกว่าใช่แน่นอน ถ้าคุณมาแล้วผิดคน คุณจะเสียใจเปล่า ๆ”
“สิบปีที่ผมตามหาเธอมา ความหวังที่ผิดพลาดครั้งหนึ่งไม่ได้ทำให้ผมเสียใจมากกว่าการไม่ไปพบคุณหรอกครับ”
เขาวางสายไปแล้ว แต่หยุนหนิงยังยืนถือหูโทรศัพท์อยู่อีกพักใหญ่
เกือบสามชั่วโมงต่อมา รถสีดำคันหนึ่งก็จอดหน้าร้านขายของชำ ชายวัยกลางคนเปิดประตูลงมาโดยไม่สนใจฝน เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปียกตั้งแต่ไหล่ถึงชายเสื้อ และวิ่งตรงมาหาเธอราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปต่อหน้าต่อตา
หยุนหนิงเห็นเขาครั้งแรกก็รู้ทันทีว่าเขาคือคนในภาพครอบครัวที่แนบอยู่ท้ายประกาศ ชื่อกัวจื้อเฉียง เจ้าของบริษัทก่อสร้างที่มีข่าวตามหาลูกสาวมานานหลายปี
เขาหยุดห่างจากเธอสองก้าว ไม่กล้าแตะต้องเหมือนเธอเป็นของที่แตกง่าย
“เหอเหอ?”
หยุนหนิงกำกระดาษแน่น “ฉันชื่อหยุนหนิงค่ะ”
สีหน้าของชายคนนั้นสั่นไหว เขามองใบหน้าเธอ มองไฝบนแขน แล้วมองภาพเก่าที่อยู่ในมือซ้ำไปมา
“ผมขอตรวจดูแขนคุณได้ไหม”
เธอยื่นแขนให้ เขาเห็นรอยไฝรูปจันทร์เสี้ยวแล้วหลับตาลง น้ำตาไหลผ่านใบหน้าที่เปียกฝนจนแยกไม่ออกว่าเม็ดไหนเป็นน้ำฝนเม็ดไหนเป็นน้ำตา
แต่หยุนหนิงยังไม่ยอมให้เขาตัดสินจากหน้าตาเพียงอย่างเดียว
“อย่าเพิ่งดีใจนะคะ ถ้าฉันไม่ใช่เธอ คุณก็ถือเสียว่าออกมาเปลี่ยนบรรยากาศคืนนี้”
กัวจื้อเฉียงค่อย ๆ นั่งยองลงตรงหน้าเธอ
“ผมขอตรวจอีกอย่างได้ไหม”
เขาไม่ได้ดึงเธอเข้าไปกอด เพียงยกมือขึ้นอย่างลังเล แล้วถามว่าเธอเจ็บตรงไหนหรือไม่ หยุนหนิงจึงสังเกตเห็นว่าเขาพยายามไม่จ้องเธอมากเกินไป ราวกับกลัวการมองของตัวเองจะกดดันเธอ
ระหว่างทางไปโรงพยาบาล เขาเห็นผ้าพันแผลเก่า ๆ โผล่พ้นแขนเสื้อของเธอ เมื่อถามจึงรู้ว่าเธอถูกกล่องเหล็กบาดตอนยกของเมื่อหลายวันก่อน แต่ไม่มีเงินไปทำแผล จึงใช้ผ้าขี้ริ้วพันไว้
กัวจื้อเฉียงกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วซีด
“พ่อแม่คุณไม่พาไปโรงพยาบาลหรือ”
“พวกเขาบอกว่าแผลเล็กนิดเดียวค่ะ”
“แล้วคุณเคยอยู่กับพวกเขามานานแค่ไหน”
“ตั้งแต่จำความได้”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้ในรถเงียบลงอีกครั้ง
ที่โรงพยาบาล หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งมาถึงพร้อมผู้ช่วย เธอชื่อกัวเซี่ยวหลาน ภรรยาของกัวจื้อเฉียงและแม่ของเหอเหอ เธอวิ่งผ่านโถงทางเดินจนรองเท้าเปียกน้ำ ก่อนจะหยุดเมื่อเห็นหยุนหนิง
เซี่ยวหลานยกมือปิดปาก ใบหน้าของเธอเหมือนเด็กหญิงในภาพเมื่อสิบปีก่อน เพียงแต่มีริ้วรอยและความเหนื่อยล้าเพิ่มขึ้น
“เหอเหอ…”
หยุนหนิงไม่ตอบรับชื่อที่ไม่คุ้นเคย
เซี่ยวหลานไม่ถือสา เธอเพียงถามว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หนูเป็นอย่างไรบ้าง”
หยุนหนิงนั่งตัวตรงและพยายามตอบอย่างสงบ เธอบอกว่าตัวเองช่วยงานที่ร้านขายของชำ ย้ายบ้านบ่อย นอนในห้องเก็บของ และไม่เคยได้เรียนต่อหลังอายุสิบสามปี เซี่ยวหลานฟังโดยไม่ขัด น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมา แต่เธอเช็ดมันออกทุกครั้งที่หยุนหนิงหันมอง
เมื่อแพทย์นำผลตรวจเบื้องต้นมาให้ กัวจื้อเฉียงกลับไม่กล้าเปิดอ่าน เขาเคยได้รับผลตรวจผิดพลาดมาแล้วหลายครั้งในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เคยเชื่อเด็กหญิงคนหนึ่งที่มีไฝคล้ายกัน เคยเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อพบเด็กที่มีวันเกิดตรงกัน และกลับบ้านพร้อมคำขอโทษจากครอบครัวคนอื่น
คราวนี้เซี่ยวหลานเป็นคนเปิดซอง
ผลตรวจยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างหยุนหนิงกับกัวจื้อเฉียงและเซี่ยวหลานในระดับที่แทบไม่มีข้อสงสัย
หยุนหนิงอ่านรายงานอยู่พักหนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น
“ถ้าอย่างนั้น…ฉันคือเหอเหอจริง ๆ เหรอคะ”
เซี่ยวหลานพยักหน้า แต่ไม่กล้าเรียกเธอว่าลูกทันที
“ใช่ หนูคือลูกของแม่”
“แล้วคุณคือแม่ของฉัน?”
เซี่ยวหลานพยักหน้าอีกครั้ง คราวนี้น้ำตาไหลไม่หยุด “แม่ขอกอดหนูได้ไหม”
หยุนหนิงมองเสื้อผ้าของตัวเองที่เปื้อนโคลน ก่อนตอบอย่างเกรงใจ “ตอนนี้ฉันค่อนข้างสกปรกค่ะ”
เซี่ยวหลานส่ายหน้าแล้วกอดเธอทั้งอย่างนั้น
“แม่กำลังตามหาเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่สกปรกและหนาวอยู่พอดี”
อ้อมกอดนั้นไม่ได้ทำให้หยุนหนิงร้องไห้ในทันที เธอเพียงยืนนิ่ง แขนแนบลำตัวเหมือนยังไม่รู้ว่าควรวางมือไว้ตรงไหน จนกระทั่งเซี่ยวหลานลูบหลังเบา ๆ เธอจึงกำเสื้อของผู้หญิงคนนั้นแน่น และได้ยินเสียงของตัวเองหลุดออกมาเป็นครั้งแรก
“หนูหิวค่ะ”
เซี่ยวหลานผละออกมาทันที “อยากกินอะไรลูก”
“อะไรก็ได้ค่ะ”
“ไม่ใช่ อะไรก็ได้” เซี่ยวหลานเช็ดน้ำตาแล้วพยายามยิ้ม “หนูอยากกินอะไร แม่จะพาไปกิน”
หยุนหนิงคิดอยู่นาน ก่อนตอบว่า “บะหมี่น้ำค่ะ แต่ขอแค่ชามเดียวก็พอ”
“สองชาม” กัวจื้อเฉียงพูดจากด้านข้าง “ชามหนึ่งกินตอนนี้ อีกชามเอาไว้กินตอนหิวตอนดึก”
คำพูดธรรมดานั้นทำให้หยุนหนิงยิ้มเป็นครั้งแรก
ทว่าในคืนเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของบริษัทนำภาพจากกล้องวงจรปิดเก่าและแฟ้มคดีมาให้กัวจื้อเฉียง เซี่ยวหลานเห็นภาพเด็กหญิงวัยแปดขวบกำลังถูกชายคนหนึ่งพาออกจากตรอกหลังห้าง ในมือเด็กมีถุงขนมปังสีแดงเหมือนถุงที่หยุนหนิงใช้ในวันที่พบประกาศ
ชายในภาพสวมเสื้อแจ็กเก็ตของร้านบะหมี่ที่ครอบครัวกัวเคยเปิดชั่วคราวอยู่หลังห้างในวันนั้น
“ร้านของเราไม่ได้มีพนักงานผู้ชายคนนี้” เซี่ยวหลานพูด “วันนั้นมีแค่เรา ลูกสาว แล้วก็พี่ชายฉัน”
กัวจื้อเฉียงหน้าซีด
พี่ชายของเซี่ยวหลานชื่อกัวหมิงเคยช่วยดูแลร้านในช่วงที่ครอบครัวมีหนี้สิน เขาเป็นคนสุดท้ายที่อ้างว่าเห็นเหอเหอในวันหายตัว และเป็นคนบอกตำรวจว่าเด็กหญิงอาจเดินตามสุนัขออกไปทางถนนใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ย้ายออกจากเมืองพร้อมเงินก้อนหนึ่ง
ตลอดสิบปี ทุกคนคิดว่าเขาหนีเพราะกลัวถูกสงสัย
แต่ในแฟ้มคดีมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ใบรับเงินจากสถานสงเคราะห์เด็กแห่งหนึ่งลงวันที่หลังเหอเหอหายตัวไปสามวัน ระบุว่าเด็กหญิงไม่ทราบชื่อถูกนำมาฝากไว้โดยชายที่ใช้ชื่อปลอม และมีรายละเอียดไฝรูปจันทร์เสี้ยวบนแขนซ้าย
กัวจื้อเฉียงต้องการแจ้งตำรวจทันที แต่หยุนหนิงกลับขอให้เขารอก่อน
“พ่อคะ ถ้าคนที่เลี้ยงหนูเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริง หนูอยากรู้ว่าพวกเขาทำไปทำไม”
เขาไม่ชอบคำถามนั้น แต่เข้าใจว่าเธอไม่ได้ต้องการปกป้องคนที่ทำร้ายเธอ เธอเพียงไม่อยากให้ชีวิตสิบปีของตัวเองถูกปิดด้วยคำว่า ‘ถูกลักพาตัว’ โดยไม่มีโอกาสได้รู้ความจริง
วันรุ่งขึ้น หยุนหนิงกลับไปที่ร้านขายของชำพร้อมกัวจื้อเฉียงและเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ พ่อแม่บุญธรรมของเธอไม่ได้อยู่ที่ร้านแล้ว ห้องเก็บของถูกเก็บจนโล่ง เหลือเพียงสมุดบัญชีเก่า กล่องเหล็ก และโทรศัพท์เครื่องหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ใต้แผ่นไม้
ในโทรศัพท์มีข้อความจากชายชื่อกัวหมิงหลายสิบข้อความ ข้อความแรกเขียนไว้เมื่อเจ็ดปีก่อน
“อย่าพาเด็กไปโรงพยาบาล อย่าให้เธอถ่ายรูป อย่าบอกชื่อจริงของเธอ ถ้ายังอยากได้เงินก้อนต่อไป”
พ่อแม่บุญธรรมของหยุนหนิงไม่ได้เป็นผู้ลักพาตัว พวกเขารับเด็กมาจากชายคนหนึ่งที่บอกว่าเป็นญาติ และจ่ายเงินให้ทุกเดือนเพื่อให้เธอทำงานแลกที่อยู่ เงินจำนวนนั้นค่อย ๆ ลดลงจนหมดไปเมื่อหลายปีก่อน แต่พวกเขายังคงใช้เรื่องเดิมข่มขู่เธอว่า หากออกไปพูดกับใคร ตำรวจจะจับเธอฐานหนีออกจากบ้าน
หยุนหนิงฟังคำให้การด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ จนกระทั่งพบสมุดเล่มเล็กของตัวเองอยู่ท้ายลิ้นชัก ข้างในมีลายมือของเด็กอายุแปดขวบ เขียนชื่อ “เหอเหอ” ซ้ำ ๆ และวาดรูปบ้านหลังหนึ่งที่มีประตูสีฟ้า
เธอจำบ้านหลังนั้นได้
ไม่ใช่จากความทรงจำที่ชัดเจน แต่จากเสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่หน้าประตู เสียงแม่ร้องเพลงขณะล้างจาน และกลิ่นน้ำซุปที่พ่อทำในคืนฝนตก ความทรงจำเหล่านั้นถูกซ่อนไว้ลึกจนเธอเคยคิดว่าเป็นความฝัน
กัวจื้อเฉียงตามหากัวหมิงอยู่นานกว่าสองสัปดาห์ จนพบว่าเขาทำงานอยู่ในสถานีขนส่งเล็ก ๆ นอกเมือง เขาไม่ได้หนีไปต่างประเทศ ไม่ได้ร่ำรวยขึ้น และไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสบาย เขาลากกระเป๋าเดินทางสองใบไปตามชานชาลาเหมือนคนที่ไม่เคยมีที่ให้กลับ
เมื่อเห็นหยุนหนิง เขาหยุดทันที
“เธอจำฉันได้ไหม”
หยุนหนิงมองใบหน้าที่แก่ลงของเขา “จำไม่ได้ค่ะ แต่ฉันจำเสื้อแจ็กเก็ตในรูปได้”
กัวหมิงหลับตา ริมฝีปากสั่น
เขายอมรับว่าในวันนั้นเขาเป็นคนพาเหอเหอออกจากตรอก เขาไม่ได้ตั้งใจจะลักพาตัวในตอนแรก เขาเพียงต้องการเงินไปใช้หนี้พนันและเชื่อว่าจะเรียกค่าไถ่จากครอบครัวได้ แต่ก่อนจะทำอะไร เขากลับเห็นข่าวว่ากัวจื้อเฉียงกำลังจะขายบริษัทเพื่อใช้หนี้จากการรักษาแม่ของเขาเอง
กัวหมิงจึงกลัวว่าครอบครัวจะไม่มีเงินให้ เขาพาเด็กไปฝากไว้กับคนรู้จักโดยตั้งใจจะกลับไปเอาตัวคืนในไม่กี่วัน แต่คนเหล่านั้นพบว่าครอบครัวกัวมีฐานะ จึงเรียกเงินเพิ่มและขู่ว่าจะทำร้ายเด็กถ้าเขาแจ้งตำรวจ
เขายอมรับว่าได้รับเงินบางส่วน และใช้ความกลัวเป็นข้ออ้างปิดบังความผิดของตัวเองมาตลอดสิบปี
“ถ้านายรักหลานจริง นายควรพาเธอกลับมาตั้งแต่วันแรก” กัวจื้อเฉียงพูดด้วยเสียงต่ำ
“ฉันรู้”
“ไม่ นายรู้ว่าตัวเองผิด แต่ไม่เคยรู้ว่าเด็กคนนั้นต้องใช้ชีวิตอย่างไร”
กัวหมิงก้มหน้า “ฉันไม่มีวันชดใช้ได้หมด”
“ไม่มีใครขอให้นายชดใช้หมดในวันเดียว” หยุนหนิงพูดขึ้น “แต่ฉันจะไม่ยอมให้นายใช้คำว่าเสียใจแล้วคิดว่าเรื่องจบ”
คำพูดของเธอทำให้ทั้งสองคนหันมอง
หยุนหนิงไม่ได้ขอให้พ่อให้อภัยลุง เธอไม่ขอให้แม่ลืมสิบปีที่หายไป และไม่ยอมกลับไปใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอให้การกับตำรวจอย่างละเอียด ยืนยันสถานที่ทำงาน ชื่อคนที่เคยดูแลเธอ และเงินที่เคยเห็นในสมุดบัญชี
คดีต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะรวบรวมหลักฐานได้ พ่อแม่บุญธรรมถูกสอบสวนเรื่องการกักขังและบังคับใช้แรงงาน ส่วนกัวหมิงถูกดำเนินคดีจากการพาเด็กออกจากผู้ปกครองและการปกปิดข้อมูล เขาไม่ได้ถูกตัดสินด้วยความผิดทุกอย่างที่ครอบครัวเคยสงสัย เพราะหลักฐานบางส่วนสูญหายไปตามกาลเวลา แต่เขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พิสูจน์ได้ และคืนเงินที่เหลือจากการรับจ้างปิดบังความจริง
กัวจื้อเฉียงยังคงรู้สึกผิดที่ตามหาลูกไม่พบเร็วกว่านั้น เขาเคยจ่ายเงินให้คนมากมายตามเบาะแสที่ผิด เคยเชื่อว่าลูกอาจไม่รอดชีวิต และเคยทะเลาะกับเซี่ยวหลานเพราะต่างฝ่ายต่างโทษตัวเอง
หยุนหนิงไม่ปลอบเขาด้วยคำง่าย ๆ ว่าไม่เป็นไร เพราะมันไม่ใช่ความจริง
เธอเพียงบอกว่า “พ่อหาไม่เจอในตอนนั้น แต่ตอนนี้พ่อเจอหนูแล้ว อย่าทำให้เวลาที่เหลือหมดไปกับการลงโทษตัวเองเลยค่ะ”
การกลับบ้านไม่ได้ง่ายอย่างที่ทุกคนหวัง หยุนหนิงนอนไม่หลับเมื่อได้ยินเสียงประตูปิด ไม่กล้ากินอาหารเหลือทิ้ง และสะดุ้งทุกครั้งที่มีคนพูดเสียงดัง เซี่ยวหลานจึงไม่บังคับให้เธอเรียกตัวเองว่าแม่ กัวจื้อเฉียงไม่ถามว่าเมื่อไรเธอจะเรียกเขาว่าพ่อ ทั้งสองเพียงอยู่ข้าง ๆ ทำอาหาร วางไฟเปิดไว้ในทางเดิน และเคาะประตูก่อนเข้าห้องทุกครั้ง
คืนหนึ่ง เซี่ยวหลานพาเธอไปยังบ้านหลังเก่าที่ครอบครัวเคยอยู่ บ้านนั้นถูกขายไปแล้ว แต่เจ้าของใหม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปดูสวนหลังบ้าน กระดิ่งสีทองยังแขวนอยู่หน้าประตู แม้สีจะลอกจนเกือบหมด
หยุนหนิงยืนฟังเสียงกระดิ่งในสายลม เธอจำเสียงนั้นได้ในที่สุด
“แม่เคยร้องเพลงตอนล้างจาน” เธอพูด
เซี่ยวหลานร้องไห้ แต่คราวนี้เธอไม่กอดลูกทันที เธอยื่นมือออกไปและรอ หยุนหนิงจึงเป็นฝ่ายขยับเข้าไปหาเอง
หลายเดือนต่อมา หยุนหนิงกลับไปเรียนในโครงการสำหรับผู้ใหญ่ เธอยังช่วยกัวจื้อเฉียงตรวจเอกสารบางอย่างในบริษัทในช่วงเย็น และเริ่มเรียนทำอาหารจากเซี่ยวหลาน เธอทำบะหมี่น้ำชามแรกออกมาเค็มเกินไปจนทุกคนต้องดื่มน้ำตาม แต่กัวจื้อเฉียงกลับกินจนหมด
“อร่อยไหมคะ”
“อร่อยมาก”
เซี่ยวหลานหัวเราะ “อย่าโกหกลูก”
“งั้นก็อร่อยน้อยมาก แต่พ่อจะกินให้หมด”
หยุนหนิงหัวเราะตาม เสียงนั้นทำให้เซี่ยวหลานหยุดนิ่ง เพราะนี่เป็นเสียงเดียวกับเด็กหญิงในความทรงจำที่เคยหัวเราะเมื่อพ่อแกล้งทำหน้าตลกหน้าร้านบะหมี่
เธอไม่ได้เอาสิบปีคืนมาได้ และครอบครัวก็ไม่อาจลบความกลัวทั้งหมดออกจากหัวใจของเธอได้ในเวลาไม่กี่เดือน แต่พวกเขาเริ่มสร้างความทรงจำใหม่ทีละมื้อ ทีละบทสนทนา และทีละคำถามที่ไม่บังคับให้เธอตอบ
วันหนึ่ง หยุนหนิงนำประกาศตามหาคนฉบับเก่าที่เธอเก็บไว้ในกล่องขึ้นมา กระดาษเปื่อยและมีรอยฝนอยู่เต็มแผ่น เธอไม่ทิ้งมัน เพราะมันเป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งมีคนตามหาเธอจริง ๆ
แต่เธอไม่ติดมันไว้บนผนังอีกแล้ว
เธอพับกระดาษอย่างระมัดระวัง ใส่ไว้ใต้กระดิ่งสีทองที่แขวนอยู่หน้าบ้านหลังใหม่ แล้วเดินเข้าไปในครัว ซึ่งมีบะหมี่ร้อน ๆ รออยู่สองชาม
ครั้งนี้เธอไม่ต้องนับว่าขนมปังเหลือกี่ชิ้นจึงจะถือว่ากินอิ่ม
เพราะเมื่อเธอพูดว่า “หนูหิว” จะมีคนตอบกลับมาเสมอว่า “นั่งลงสิลูก เดี๋ยวแม่ตักให้”