เธอยอมคุกเข่าเพื่อช่วยพี่สาว แต่ใบเสร็จใบนั้นกลับเปิดโปงสิ่งที่ทั้งบริษัทพยายามซ่อนไว้

“ถ้าเธอยังไม่ลบข้อความและคุกเข่าขอโทษจิงหวน เงินค่ารักษาพี่สาวเธอก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นอีก”

โจวจิ่งเหยาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะยื่นโทรศัพท์ให้ฉันดูยอดเงินในบัญชีที่ถูกระงับอยู่ตรงหน้า ด้านหลังประตูกระจกของห้องฉุกเฉิน พี่สาวของฉันกำลังต่อสู้กับภาวะหายใจล้มเหลว และเครื่องช่วยหายใจกำลังส่งเสียงเตือนถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

ฉันมองยอดเงินนั้นแล้วเงยหน้าขึ้น “คุณกำลังใช้ชีวิตของคนป่วยมาเป็นเงื่อนไขต่อรองกับฉันเหรอ”

“ฉันกำลังให้โอกาสเธอรักษาพี่สาวต่างหาก” เขาตอบ “ถ้าเธอไม่ทำให้บริษัทเสียชื่อ ก็ไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น”

หกชั่วโมงก่อนหน้านั้น ฉันยังเป็นหัวหน้าโครงการที่ได้รับคำชมจากทั้งบริษัท หกชั่วโมงต่อมา ผู้คนในแผนกต่างพากันมองฉันเหมือนเป็นผู้หญิงที่ใช้ความเจ็บป่วยของครอบครัวบีบบังคับเจ้านาย และคนที่ผลักฉันลงเหวคนนั้นก็คือจิงหวน ผู้หญิงที่ฉันเคยคิดว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุด

ฉันกำโทรศัพท์แน่นจนปลายนิ้วซีด ข้อความที่เธอโพสต์ยังคงอยู่บนหน้าจอ

“บางคนเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับงาน พอทำผิดก็เอาคนป่วยกับเด็กในบ้านมาบังหน้า น่าเห็นใจหรือควรรับผิดชอบกันแน่”

แม้เธอไม่ได้เอ่ยชื่อฉัน แต่ทุกคนในบริษัทรู้ว่าเธอกำลังหมายถึงใคร เพราะก่อนหน้านั้นไม่กี่นาที ฉันเพิ่งส่งข้อความถึงโจวจิ่งเหยา ขอให้ฝ่ายการเงินปล่อยเงินสำรองฉุกเฉินเพื่อจ่ายค่าผ่าตัดปลูกถ่ายไขกระดูกให้พี่สาว

ค่ารักษาครั้งแรกที่โรงพยาบาลเรียกเก็บคือหกแสนหยวน เงินก้อนนั้นมากเกินกว่าคนธรรมดาอย่างฉันจะหาได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ฉันจึงขอเบิกเงินล่วงหน้าจากบริษัทตามระเบียบที่ฝ่ายบุคคลเคยแจ้งไว้ เอกสารทุกใบมีลายเซ็นครบ ทั้งใบรับรองแพทย์ หมายเลขผู้ป่วย ใบเรียกเก็บเงิน และหนังสือรับรองว่าฉันเป็นผู้ดูแลหลักของพี่สาว

แต่ตอนที่พี่สาวกำลังจะถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด ฝ่ายการเงินกลับโทรมาบอกว่าเอกสารของฉันไม่สมบูรณ์ และคำขอถูกตีกลับแล้วสองครั้ง

ฉันโทรหาโจวจิ่งเหยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่รับสาย จนกระทั่งดึกคืนนั้นเขาจึงโทรกลับมา พร้อมข้อเสนอที่ทำให้ฉันรู้ว่าเรื่องเอกสารไม่ใช่ความผิดพลาดธรรมดา

“ลบโพสต์ที่เธอไปกดถูกใจของจิงหวนก่อน” เขาบอก “แล้วเขียนข้อความขอโทษเธอว่าเธอเข้าใจผิด หากเธอยอมทำ ฉันจะให้ฝ่ายการเงินดำเนินการทันที”

ฉันไม่เข้าใจว่าโพสต์นั้นเกี่ยวข้องอะไรกับค่ารักษาพี่สาว จนกระทั่งเปิดดูอีกครั้ง โพสต์ดังกล่าวเป็นภาพจิงหวนยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานของโจวจิ่งเหยา บนโต๊ะมีช่อดอกไม้และสร้อยคอราคาแพง พร้อมคำบรรยายว่า “คืนนี้เป็นดอกไม้ไฟสำหรับฉันคนเดียว”

ฉันกดถูกใจภาพนั้นเพราะคิดว่าโจวจิ่งเหยามีน้ำใจมอบรางวัลให้พนักงานที่ทำงานหนัก ไม่เคยคิดเลยว่าคนทั้งบริษัทจะตีความว่าฉันกำลังประชดหรือประกาศความเป็นเจ้าของเขา

“ฉันไม่ได้เขียนอะไรดูถูกเธอ” ฉันพูด

“แต่เธอกดถูกใจ”

“แค่กดถูกใจไม่ได้แปลว่าฉันใส่ร้ายใคร”

“สำหรับเธออาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ชื่อเสียงของจิงหวนเสียหายไปแล้ว”

ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งที่ในอกเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก “แล้วชีวิตของพี่สาวฉันที่อยู่หลังประตูนั่น สำหรับคุณเป็นเรื่องใหญ่แค่ไหน”

โจวจิ่งเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยเสียงแข็งกว่าเดิม “อย่าทำให้ตัวเองไม่มีทางลง เจียงเยี่ยน เธอยังมีลูกของฉันอยู่ในท้อง อย่าบังคับให้ฉันต้องเลือก”

มือของฉันเลื่อนไปแตะหน้าท้องโดยไม่รู้ตัว ลูกของเรายังเล็กเกินกว่าจะรับรู้ความโหดร้ายของผู้ใหญ่ แต่คำพูดของเขาทำให้ฉันรู้ว่า ต่อให้มีลูกอยู่ระหว่างเรา เขาก็ยังมองฉันเป็นเพียงคนที่ต้องยอมแพ้เมื่อเขาสั่ง

ฉันกับโจวจิ่งเหยาแต่งงานกันมาเกือบสามปี การแต่งงานของเราไม่ได้เริ่มจากความรักที่หวือหวา เรารู้จักกันตอนฉันเข้าทำงานที่บริษัทของเขา พ่อของฉันเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนแม่ก็ป่วยจนทำงานไม่ได้ พี่สาวเจียงเจียเป็นคนส่งฉันเรียนและยอมลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อดูแลครอบครัว

ฉันจึงตั้งใจทำงานมากกว่าคนอื่นหลายเท่า ทุกครั้งที่เลิกงาน ฉันจะรีบไปโรงพยาบาล พี่สาวของฉันป่วยเป็นโรคเลือดเรื้อรังและต้องรับการรักษาต่อเนื่อง เธอไม่เคยบ่นเรื่องความลำบาก กลับพูดเสมอว่าเมื่อฉันมีครอบครัวของตัวเองแล้ว ไม่จำเป็นต้องแบกเธออีกต่อไป

โจวจิ่งเหยาเคยรู้เรื่องทั้งหมด เขาเคยยืนข้างเตียงพี่สาวและบอกเธอว่า “รักษาตัวให้ดี เงินไม่ใช่ปัญหา”

ฉันเคยเชื่อเขาอย่างสนิทใจ

ฉันเชื่อจนกระทั่งเห็นเขายืนอยู่ข้างจิงหวนในงานเลี้ยงบริษัทเมื่อคืนก่อน

จิงหวนเป็นผู้จัดการโครงการคนใหม่ เธอมีความสามารถและทำงานเก่งจริง แต่ตั้งแต่เข้ามา เธอก็ทำให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนว่าเธอสนิทกับโจวจิ่งเหยาเกินกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง เธอส่งข้อความหาเขาตอนดึก พาเขาออกไปกินข้าว และมักได้รับสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลที่พนักงานคนอื่นไม่มี

ในงานเลี้ยงวันนั้น โจวจิ่งเหยามอบสร้อยคอให้เธอต่อหน้าทุกคน เขาบอกว่าเป็นรางวัลสำหรับความทุ่มเทในโครงการ แต่หลังจากนั้นจิงหวนกลับโพสต์ภาพดอกไม้ไฟที่เขาจัดให้เธอเป็นการส่วนตัว

ฉันไม่ได้โวยวาย ไม่ได้ถามเขาแม้แต่คำเดียว เพราะคืนนั้นพี่สาวโทรมาบอกว่าอาการทรุดลง และหมอพบผู้บริจาคที่เข้ากันได้พอดี

ฉันกลับบ้านตอนเกือบเที่ยงคืน โจวจิ่งเหยารออยู่ในห้องนั่งเล่น เขาถามว่าฉันไปไหนมา ทำไมไม่อยู่บ้าน ทั้งที่ตัวเขาเองเพิ่งกลับจากการไปส่งจิงหวน

เมื่อฉันไม่รับโทรศัพท์ เขาถึงกับขู่ว่าจะให้คนไปพาพี่สาวออกจากโรงพยาบาล

ตอนนั้นฉันคิดว่าเขาแค่โกรธและพูดไปเพราะอารมณ์ แต่หลังจากค่ำคืนนี้ ฉันรู้แล้วว่าเขาเตรียมใช้เงินเป็นเชือกผูกคอฉันมานานกว่าที่คิด

ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก พยาบาลเดินเข้ามาบอกว่าพี่สาวมีภาวะติดเชื้อและต้องได้รับยาต่อเนื่องทันที หากรอเงินนานกว่านี้ การผ่าตัดอาจต้องเลื่อนออกไป

“เยี่ยนเยี่ยน” พี่สาวเรียกฉันจากเตียง เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ไม่ต้องรักษาแล้ว พี่เจ็บเกินไป อย่าใช้เงินอีกเลย”

ฉันจับมือที่เย็นเฉียบของเธอ “พี่อย่าพูดแบบนั้น พี่ยังไม่ได้เห็นลูกของฉันเลย”

“พี่ไม่อยากเป็นภาระของเธออีก”

“พี่ไม่ใช่ภาระ”

ฉันอยากร้องไห้ แต่รู้ว่าพี่สาวจะยิ่งรู้สึกผิด จึงก้มลงแนบหน้ากับหลังมือของเธอแทน “พี่เลี้ยงฉันมาจนโต ถ้าวันนี้ฉันปล่อยให้พี่ตายเพราะเงิน ฉันจะอยู่กับตัวเองต่อไปได้ยังไง”

เธอหลับตาลง น้ำตาไหลซึมออกมาที่หางตา

ในเวลานั้นเอง โทรศัพท์ของฉันดังขึ้นอีกครั้ง เป็นโจวจิ่งเหยา

“เธอลบความคิดเห็นหรือยัง” เขาถามทันที

“ฉันต้องการเงินเดี๋ยวนี้”

“ขอโทษจิงหวนก่อน”

“เธอกำลังจะตาย”

“อย่าใช้พี่สาวมาบังคับฉันทุกครั้งที่ตัวเองมีปัญหา”

คำพูดนั้นทำให้ฉันเงียบไป ความรักที่เคยมีต่อเขาเหมือนแก้วที่ตกลงบนพื้น ถึงยังไม่แตกละเอียด แต่ไม่มีทางกลับไปเป็นใบเดิมได้อีก

ฉันกดวางสาย แล้วตัดสินใจโทรหาหลินอวี้ เพื่อนร่วมงานที่ทำงานฝ่ายตรวจสอบภายใน หลินอวี้เป็นคนเดียวในบริษัทที่ฉันไว้ใจ เพราะเธอไม่เคยเข้าข้างใครโดยไม่ดูหลักฐาน

“ฉันต้องการให้เธอช่วยตรวจสอบเอกสารเบิกเงินของฉัน” ฉันบอก

“เธอแน่ใจนะ เจียงเยี่ยน ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวกับโจวจิ่งเหยา…”

“ฉันไม่แน่ใจอะไรอีกแล้ว แต่ฉันรู้ว่าเอกสารของฉันถูกส่งครบ”

หลินอวี้เงียบไป ก่อนบอกให้ฉันส่งภาพเอกสารทั้งหมดมา เธอใช้เวลาตรวจสอบไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ส่งข้อความกลับมา

“ใบเรียกเก็บเงินของโรงพยาบาลไม่มีปัญหา แต่เลขที่ผู้ป่วยในไฟล์ของเธอถูกเปลี่ยนไปหนึ่งหลัก”

ฉันชะงัก “หมายความว่าอะไร”

“เลขที่นี้เป็นของคนไข้คนอื่น ไม่ใช่เจียงเจีย ถ้าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกับระบบกลาง จะมองว่าเป็นเอกสารปลอมทันที”

ฉันเปิดแฟ้มกระดาษในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว ใบต้นฉบับที่โรงพยาบาลออกให้มีเลขที่ถูกต้อง แต่ไฟล์ที่ส่งให้ฝ่ายการเงินกลับเป็นอีกเลขหนึ่ง ฉันจำได้ว่าก่อนส่งเอกสาร ฉันเคยให้จิงหวนช่วยสแกน เพราะตอนนั้นเธอบอกว่าคอมพิวเตอร์ของฉันมีปัญหา

ฉันยังจำได้ว่าเธอพูดด้วยรอยยิ้ม “เรื่องเล็กน้อยเอง เดี๋ยวฉันจัดการให้”

คำพูดนั้นทำให้ฉันหนาวไปทั้งตัว

เช้าวันต่อมา ฉันกลับไปที่บริษัททั้งที่แทบไม่ได้นอน ฉันต้องส่งเอกสารโครงการให้คณะกรรมการอนุมัติ แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องประชุม จิงหวนก็วางแฟ้มชุดหนึ่งลงบนโต๊ะ

“นี่คือหลักฐานว่าเจียงเยี่ยนส่งข้อมูลผิดจนโครงการล่าช้า” เธอกล่าวต่อหน้าผู้บริหาร “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมบริษัทถึงยังให้เธอรับผิดชอบงานสำคัญ ทั้งที่เธอไม่สามารถแยกเรื่องส่วนตัวออกจากงานได้”

สายตาหลายคู่หันมามองฉัน

ฉันไม่ได้เถียงทันที แต่เปิดแฟ้มของตัวเอง วางใบรับเอกสารที่มีเวลาส่งชัดเจนลงบนโต๊ะ “ไฟล์นี้ถูกแก้ไขหลังจากฉันส่งแล้ว”

จิงหวนหน้าซีดไปเพียงชั่วขณะ ก่อนหัวเราะเบา ๆ “เธอกำลังจะโยนความผิดให้ฉันเพราะฉันไม่ยอมช่วยเรื่องเงินหรือ”

“ฉันยังไม่ได้เอ่ยชื่อเธอ”

ห้องประชุมเงียบลง

ฉันเปิดประวัติการแก้ไขไฟล์ที่หลินอวี้ช่วยดึงจากเซิร์ฟเวอร์ พบว่าเอกสารถูกเปิดจากบัญชีของจิงหวนในเวลา 23.47 น. หลังจากฉันออกจากบริษัทไปแล้ว และมีการเปลี่ยนเลขที่ผู้ป่วยรวมถึงแนบใบเรียกเก็บเงินอีกฉบับเข้าไป

จิงหวนรีบหันไปหาโจวจิ่งเหยา “ฉันแค่เปิดดูเพื่อช่วยตรวจงาน ไม่ได้แก้ไขอะไร”

โจวจิ่งเหยามองข้อมูลบนหน้าจอ ไม่พูดอะไรอยู่หลายวินาที

ฉันรู้ว่าเขาเห็นความจริงแล้ว แต่ฉันก็รู้เช่นกันว่า เขาจะเลือกปกป้องใคร

“เรื่องเอกสารให้ฝ่ายตรวจสอบดำเนินการ” เขาพูดในที่สุด “ส่วนเรื่องโพสต์บนโซเชียล เจียงเยี่ยนควรลบและขอโทษจิงหวนก่อน”

ฉันมองเขานิ่ง ๆ “คุณยังจะให้ฉันขอโทษ ทั้งที่เธอทำให้เอกสารค่ารักษาพี่สาวฉันใช้ไม่ได้?”

“ยังไม่มีหลักฐานว่าเธอเป็นคนทำ”

“แล้วมีหลักฐานอะไรว่า ฉันทำให้เธอเสียชื่อเสียง”

เขาไม่ตอบ

ฉันเก็บเอกสารกลับเข้ากระเป๋า “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าขอให้ฉันรับผิดในเรื่องที่คุณยังพิสูจน์ไม่ได้”

จิงหวนลุกขึ้นทันที “เธอจะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปถึงไหน ทุกคนรู้ว่าเธอไม่พอใจฉันเพราะฉันได้รับความไว้วางใจจากโจว总มากกว่า”

ฉันหันไปมองเธอ “ฉันไม่เคยอิจฉาความไว้วางใจของใคร แต่ฉันจะไม่ยอมให้ใครเปลี่ยนเอกสารของพี่สาวฉันแล้วทำเหมือนเป็นความผิดของฉัน”

ระหว่างที่เราโต้เถียงกัน โทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น พยาบาลแจ้งว่าพี่สาวมีอาการหายใจล้มเหลวและกำลังช่วยชีวิต

ฉันวิ่งออกจากห้องประชุมโดยไม่สนใจสายตาใคร

ที่โรงพยาบาล หมอกำลังสั่งให้พยาบาลเพิ่มออกซิเจน เครื่องวัดสัญญาณชีพส่งเสียงดังต่อเนื่อง ฉันมองร่างของเจียงเจียผ่านกระจกและรู้สึกเหมือนพื้นกำลังหายไปใต้เท้า

“หมอคะ ช่วยพี่สาวฉันด้วย”

“เรากำลังช่วยเต็มที่ แต่ยาตัวต่อไปต้องชำระเงินก่อน โรงพยาบาลไม่สามารถปล่อยการรักษาต่อโดยไม่มีหลักประกันได้”

ฉันโทรหาคนรู้จักทุกคน ขายรถคันเก่า จำนำเครื่องประดับของแม่ และขอสินเชื่อฉุกเฉินจากธนาคาร แต่เงินที่รวบรวมได้ยังไม่พอ

ในช่วงที่ฉันกำลังนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน จิงหวนส่งข้อความมา

“ถ้าเธอยอมลบโพสต์และเขียนขอโทษ ฉันจะขอให้โจวจิ่งเหยาปล่อยเงินให้ อย่าทำเป็นคนเก่ง ถ้าไม่มีเขา เธอก็ช่วยพี่สาวไม่ได้อยู่ดี”

ฉันอ่านข้อความนั้นหลายครั้ง ก่อนส่งต่อให้หลินอวี้

หลินอวี้ตอบกลับมาแทบจะทันที “เก็บข้อความไว้ อย่าตอบโต้ด้วยอารมณ์”

“ฉันไม่อยากให้เธอติดคุก” ฉันพิมพ์

“ฉันก็ไม่ได้อยากให้เธอติดอยู่ในชีวิตของเขาตลอดไป”

คืนนั้นหลินอวี้มาที่โรงพยาบาลพร้อมแฟ้มเอกสารหนา เธอบอกว่าตรวจพบความผิดปกติอีกหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เอกสารของฉัน

ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา มีคำขอเบิกค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจากพนักงานสามคนถูกตีกลับด้วยเหตุผลคล้ายกัน แต่หลังจากนั้นไม่นาน บริษัทกลับจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้โครงการของจิงหวนโดยไม่ผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอน

“เงินส่วนหนึ่งถูกโอนเข้าบัญชีบริษัทที่ปรึกษาซึ่งก่อตั้งเมื่อสามเดือนก่อน” หลินอวี้กล่าว “กรรมการผู้มีอำนาจคือพี่ชายของจิงหวน”

ฉันพลิกดูรายการโอนเงิน แล้วพบวันที่หนึ่งตรงกับวันที่โจวจิ่งเหยาเคยบอกฉันว่าเขาไปประชุมต่างจังหวัด

“เขารู้ไหม”

หลินอวี้ไม่ตอบทันที “จากลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ เขาเป็นคนอนุมัติขั้นสุดท้าย แต่เราไม่รู้ว่าเขารู้รายละเอียดแค่ไหน”

ฉันหลับตาลง ความทรงจำหลายอย่างเริ่มเชื่อมต่อกันเอง โจวจิ่งเหยาเคยบอกให้ฉันลดค่าใช้จ่ายในโครงการเพราะบริษัทกำลังประสบปัญหา แต่ในเวลาเดียวกันกลับอนุมัติรางวัลสร้อยคอราคาแพงให้จิงหวน

เขาเคยตำหนิฉันที่ขอเบิกเงินรักษาพี่สาวว่าเป็นการทำให้บริษัทลำบาก แต่กลับจ่ายเงินหลายล้านให้บริษัทที่ไม่มีผลงานจริง

สิ่งที่ฉันไม่รู้คือ เขาปกป้องจิงหวนเพราะรักเธอ หรือเพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน

เช้าวันนั้น ฉันตัดสินใจทำสองเรื่องพร้อมกัน ฉันยื่นเอกสารต้นฉบับให้โรงพยาบาลและขอทำสัญญาชำระเงินบางส่วนด้วยทรัพย์สินที่มี ขณะเดียวกันก็ส่งหลักฐานทั้งหมดให้ทนายที่หลินอวี้แนะนำ

ฉันไม่ได้ขอให้ทนายทำให้เรื่องใหญ่โตเพียงเพื่อแก้แค้น ฉันต้องการปกป้องสิทธิของพี่สาว และหยุดไม่ให้คนอื่นถูกทำแบบเดียวกัน

หลังจากข่าวเรื่องเอกสารรั่วไหลไปถึงคณะกรรมการบริษัท โจวจิ่งเหยาก็เดินทางมาที่โรงพยาบาล เขายืนอยู่หน้าห้องพักของพี่สาว โดยไม่ถือดอกไม้หรือของขวัญเหมือนทุกครั้ง

“เธอให้ทนายตรวจสอบบัญชีบริษัท?” เขาถาม

“ใช่”

“เธอรู้ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่”

“รู้ ฉันกำลังตรวจสอบเงินที่คุณบอกว่าไม่มีให้พี่สาวฉัน”

ใบหน้าของเขาแข็งขึ้น “เธอกำลังทำลายชื่อเสียงของฉัน”

“ชื่อเสียงของคุณไม่ได้ถูกทำลายด้วยการตรวจสอบ ถ้าทุกอย่างถูกต้อง คุณก็ไม่ต้องกลัว”

เขามองหน้าท้องของฉัน “แล้วลูกของเราล่ะ เธอคิดจะให้เด็กเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ฟ้องร้องกันหรือ”

“ครอบครัวที่มีพ่อใช้ค่ารักษาของน้าของเด็กเป็นเครื่องมือบังคับแม่ของเขา ไม่ใช่ครอบครัวที่ฉันอยากให้ลูกเติบโต”

เขานิ่งไป แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อมองฉันหายไปจนหมด

“เธอเปลี่ยนไปมาก”

“ไม่ใช่ ฉันแค่หยุดยอมให้คุณทำร้ายฉัน”

โจวจิ่งเหยากำหมัดแน่น “ถ้าเธอเดินหน้าต่อ เราจะหย่ากัน”

ฉันมองเขาอยู่นาน “คุณคิดว่าคำขู่นี้ยังทำให้ฉันกลัวอยู่หรือ”

เขาไม่ตอบ แล้วเดินจากไป

วันถัดมา ฝ่ายตรวจสอบภายในเรียกฉันไปให้ข้อมูล ฉันนำประวัติการแก้ไขไฟล์ ภาพหน้าจอข้อความของจิงหวน ใบรับเอกสารต้นฉบับ และรายการโอนเงินไปมอบทั้งหมด หลินอวี้พบว่าบัญชีของจิงหวนเคยเข้าสู่ระบบในช่วงเวลาที่เอกสารของพนักงานคนอื่นถูกแก้ไขเช่นกัน

แต่หลักฐานดิจิทัลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราจึงติดต่อพนักงานสามคนนั้น หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มชื่อหวังเล่ย ซึ่งลาออกไปแล้วเพราะไม่สามารถหาเงินรักษาลูกได้ เขายอมเปิดเผยอีเมลที่เคยส่งร้องเรียนถึงโจวจิ่งเหยา แต่ไม่มีใครตอบกลับ

อีกคนเป็นผู้หญิงที่บริษัทบอกว่าเอกสารไม่ครบ ทั้งที่เธอมีใบรับรองจากโรงพยาบาล เธอเก็บสำเนาใบส่งเอกสารไว้และพบว่าเลขที่ใบเสร็จในระบบบริษัทไม่ตรงกับต้นฉบับของเธอ

เมื่อหลักฐานหลายชุดเริ่มต่อกันเป็นภาพเดียว คณะกรรมการจึงสั่งพักงานจิงหวนและให้ผู้สอบบัญชีอิสระเข้าตรวจสอบการโอนเงิน

โจวจิ่งเหยาถูกพักอำนาจอนุมัติชั่วคราวเช่นกัน เขาโทรหาฉันหลายครั้ง แต่ฉันไม่รับสาย จนในคืนหนึ่งเขาส่งข้อความมาสั้น ๆ

“ฉันไม่ได้ตั้งใจให้พี่สาวเธอเป็นแบบนี้”

ฉันอ่านข้อความแล้วตอบกลับไป “แต่คุณตั้งใจปฏิเสธความช่วยเหลือ ทั้งที่รู้ว่าเอกสารถูกแก้ไข คุณตั้งใจให้ฉันขอโทษคนที่ทำร้ายฉัน และคุณตั้งใจใช้ลูกของเราเป็นเครื่องมือ ความตั้งใจของคุณไม่อาจลบผลที่เกิดขึ้นได้”

วันเดียวกันนั้น พี่สาวพ้นช่วงวิกฤต แต่ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เธอรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากพยาบาลและถามฉันว่าทำไมไม่ยอมรับเงินจากโจวจิ่งเหยา

“เพราะเงินนั้นไม่ใช่ความช่วยเหลือ” ฉันบอก “มันเป็นหนี้ที่เขาต้องการให้เราจ่ายด้วยศักดิ์ศรี”

พี่สาวยิ้มจาง ๆ “ถ้าเป็นเมื่อก่อน พี่คงขอให้เธอยอม”

“ฉันรู้”

“แต่ตอนนี้พี่ไม่อยากให้เธอสอนลูกว่า คนที่มีเงินมีสิทธิ์ตัดสินว่าคนอื่นควรคุกเข่าหรือไม่”

ฉันจับมือเธอไว้ และเป็นครั้งแรกในหลายวัน น้ำตาของฉันไหลออกมาโดยไม่ต้องพยายามกลั้น

การตรวจสอบใช้เวลาหลายสัปดาห์ ผู้สอบบัญชีพบว่าบริษัทที่ปรึกษาของพี่ชายจิงหวนได้รับเงินเกินจริงจากหลายโครงการ เงินส่วนหนึ่งถูกนำไปจ่ายเป็นค่าของขวัญและค่าเดินทางส่วนตัว ขณะที่เงินช่วยเหลือฉุกเฉินของพนักงานถูกระงับเพื่อทำให้ยอดกระแสเงินสดดูดีขึ้น

จิงหวนยอมรับว่าเธอเป็นคนแก้ไขเอกสารของฉัน แต่เธอยืนยันว่าโจวจิ่งเหยาเป็นคนสั่งให้ชะลอการเบิกเงิน เพราะไม่ต้องการให้ฉันลาออกไปดูแลพี่สาวและทิ้งโครงการสำคัญ

เธอไม่ได้คิดว่าพี่สาวจะทรุดหนักในคืนนั้น เธอเพียงต้องการสั่งสอนฉัน หลังจากเห็นฉันกดถูกใจภาพสร้อยคอและพูดกับเพื่อนร่วมงานว่า “ของบางอย่างไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากคนที่ไม่เคยมีสิทธิ์เป็นเจ้าของมัน”

ประโยคนั้นถูกบันทึกไว้ในห้องแต่งตัวของงานเลี้ยง และถูกส่งให้คณะกรรมการพร้อมหลักฐานอื่น

เมื่อโจวจิ่งเหยาถูกเรียกสอบ เขายอมรับว่าเห็นโพสต์ของจิงหวนก่อนฉัน แต่ไม่ได้สั่งให้เธอแก้เอกสาร เขาอ้างว่าเพียงต้องการให้ฉันลบความคิดเห็นเพื่อไม่ให้เกิดข่าวลือ แต่เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงเพิกเฉยต่อความผิดปกติ และทำไมถึงปล่อยให้ฝ่ายการเงินระงับเงินโดยไม่ตรวจสอบต้นฉบับ

ทนายของฉันยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำให้การรักษาล่าช้า ส่วนคดีเกี่ยวกับการยักยอกเงินบริษัทถูกส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อ ไม่มีใครถูกจับในทันทีอย่างที่คนในบริษัทคาดหวัง แต่ทุกคนต้องให้ข้อมูลและรับผิดชอบตามขั้นตอน

ฉันไม่ต้องการชัยชนะที่เกิดจากการใส่ร้ายใคร ฉันต้องการให้หลักฐานพูดแทนฉัน

ในที่สุด การผ่าตัดของเจียงเจียก็เกิดขึ้นหลังจากโรงพยาบาลยอมรับข้อตกลงชำระเงินและกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยช่วยสมทบส่วนหนึ่ง การปลูกถ่ายดำเนินไปหลายชั่วโมง ระหว่างนั้นฉันนั่งอยู่หน้าห้องผ่าตัดกับหลินอวี้ โดยไม่รู้ว่าชีวิตของพี่สาวจะเปลี่ยนไปอย่างไร

เมื่อหมอออกมา เขาบอกว่าการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี แต่ช่วงฟื้นตัวจะยาวนานและยังมีความเสี่ยงติดเชื้อ ฉันไม่ได้ดีใจกระโดดโลดเต้น เพียงยกมือไหว้หมอและยืนพิงกำแพงอยู่นาน เพราะความกลัวที่สะสมมาหลายเดือนเพิ่งยอมปล่อยฉัน

สามเดือนต่อมา เจียงเจียถอดเครื่องช่วยหายใจได้ เธอยังต้องรับยาและตรวจเลือดเป็นประจำ แต่สามารถนั่งกินข้าวเองและเดินได้ครั้งละไม่กี่ก้าว

โจวจิ่งเหยามาหาเธอครั้งหนึ่ง เขานำเอกสารหย่ามาด้วย พร้อมหนังสือยินยอมให้ฉันเป็นผู้ดูแลหลักของลูก เขาบอกว่าไม่ต้องการแย่งลูก และยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามที่ศาลกำหนด

“ฉันขอโทษ” เขาพูด

ฉันมองเขา ไม่ได้รู้สึกสะใจและไม่ได้รู้สึกอยากกลับไปหา “คำขอโทษของคุณมาช้า แต่ฉันจะไม่ปฏิเสธมัน เพียงแต่การให้อภัยไม่ได้หมายความว่าเราต้องกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม”

เขาพยักหน้า “ฉันรู้แล้ว”

“คุณรู้จริงหรือ”

โจวจิ่งเหยาก้มมองพื้น “ตอนที่เธอบอกให้ฉันตรวจสอบ ฉันคิดว่าเธอกำลังทำลายฉัน แต่หลังจากเห็นบัญชีทั้งหมด ฉันถึงรู้ว่าฉันใช้ความรักและอำนาจปิดตาตัวเองมานานแค่ไหน ฉันไม่กล้าถามจิงหวน เพราะกลัวว่าคำตอบจะทำให้ฉันเสียเธอไป แต่สุดท้ายฉันก็เสียเธออยู่ดี”

ฉันไม่ได้บอกว่าเขาคิดถูกหรือผิด เพราะความเสียใจของเขาไม่อาจเปลี่ยนคืนที่พี่สาวเกือบตายได้

“ดูแลลูกให้ดี” ฉันพูดเพียงเท่านั้น “และอย่าใช้เขาเป็นข้ออ้างในการเข้ามาควบคุมชีวิตฉันอีก”

หลังจากการหย่าเสร็จสิ้น โจวจิ่งเหยาลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารและเข้าร่วมกระบวนการชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัท เขาไม่ได้ถูกตัดสินจำคุก เพราะหลักฐานชี้ว่าเขาประมาทและใช้อำนาจโดยมิชอบมากกว่าจะเป็นผู้วางแผนยักยอกทั้งหมด แต่เขาต้องคืนเงินส่วนที่เกี่ยวข้องและถูกห้ามดำรงตำแหน่งบริหารในบริษัทเดิม

จิงหวนถูกเลิกจ้างและถูกดำเนินคดีในส่วนของการปลอมแปลงเอกสารและร่วมโอนเงินโดยมิชอบ เธอส่งจดหมายมาขอโทษฉันจากทนาย แต่ฉันไม่ได้ตอบกลับ เพราะการที่เธอรู้สึกผิดเป็นเรื่องของเธอ ไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่จะช่วยให้เธอสบายใจ

บริษัทตั้งกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับพนักงานขึ้นใหม่ และกำหนดให้คำขอทุกฉบับต้องผ่านคณะกรรมการอย่างน้อยสามคน ไม่มีใครต้องนำเรื่องส่วนตัวไปขอร้องเจ้านายอีก

ส่วนฉันย้ายไปทำงานกับบริษัทเล็ก ๆ ที่ให้ความสำคัญกับคนมากกว่าภาพลักษณ์ เงินเดือนน้อยลง แต่ฉันไม่ต้องคอยพิสูจน์ว่าความเจ็บป่วยของคนในครอบครัวมีค่าพอจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่

ลูกของฉันเกิดในเช้าวันฝนตก เขาแข็งแรงและร้องเสียงดังจนพยาบาลหัวเราะ ฉันตั้งชื่อเขาว่าอันอัน เพราะอยากให้ชีวิตของเขาสงบกว่าชีวิตของผู้ใหญ่รอบตัว

เมื่อเจียงเจียได้ออกจากโรงพยาบาล เธอเปิดกล่องไม้ใบเล็กที่ฉันเก็บไว้ตั้งแต่เด็ก ข้างในมีรูปถ่ายเก่า ใบเสร็จค่าเทอม และกระดาษแผ่นหนึ่งที่เธอเคยเขียนให้ฉันตอนฉันกำลังจะลาออกจากมหาวิทยาลัย

“ถ้าเหนื่อยก็พัก แต่อย่าคิดว่าตัวเองไม่มีทางเลือก”

ฉันอ่านประโยคนั้นซ้ำหลายครั้ง ก่อนหัวเราะทั้งน้ำตา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันคิดว่าพี่สาวเป็นคนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ แต่ความจริงเธอเป็นคนสอนฉันมาตลอดว่า การรักใครไม่ได้แปลว่าต้องยอมให้คนนั้นทำร้ายเรา และการรักษาชีวิตของคนที่เรารักก็ไม่ควรต้องแลกด้วยการสูญเสียศักดิ์ศรีของตัวเอง

วันหนึ่ง ฉันพาลูกไปเยี่ยมพี่สาวที่สวนใกล้บ้าน เจียงเจียเดินช้า ๆ โดยถือไม้เท้า ส่วนอันอันนั่งอยู่ในรถเข็นเด็กและกำกระดิ่งเล็ก ๆ ที่เธอซื้อให้

“เห็นไหม” พี่สาวพูดกับเขา “น้าของหนูเดินได้แล้วนะ”

เด็กน้อยหัวเราะและเขย่ากระดิ่ง เสียงใส ๆ ดังไปตามทางเดิน

ฉันหยิบใบเสร็จเก่าที่พับอยู่ในกระเป๋าออกมา มันเป็นใบแรกที่ฉันใช้ยืนยันว่าพี่สาวยังมีสิทธิ์ได้รับการรักษา ใบกระดาษนั้นยับและมีรอยหมึกเลอะ แต่ฉันยังเก็บไว้ เพราะมันเตือนให้ฉันจำคืนที่เกือบสูญเสียเธอ และวันที่ฉันตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้ใครเป็นคนกำหนดราคาชีวิตของเราอีก

เจียงเจียมองใบเสร็จแล้วถาม “ยังเก็บอยู่อีกเหรอ”

“เก็บไว้เตือนตัวเอง”

“ว่าอะไร”

ฉันพับมันกลับเข้ากระเป๋า แล้วมองลูกที่กำลังหัวเราะอยู่ใต้แสงแดดอ่อน ๆ

“ว่าเอกสารแผ่นหนึ่งอาจช่วยพิสูจน์ความจริงได้ แต่คนที่ต้องยืนหยัดปกป้องความจริงนั้นคือตัวเราเอง”

Leave a Comment