กู้ชิงหยารู้ว่ามีคนต้องการให้เธอตายตั้งแต่วินาทีที่เรือระเบิดกลางทะเล แต่สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงคือ ชายชาวประมงที่ช่วยลากเธอขึ้นจากน้ำจะกลายเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่ข้างเธอในคืนประกาศหมั้น และอาจเป็นพยานสำคัญที่จะทำให้ทั้งตระกูลกู้พังลงต่อหน้าแขกนับร้อยคน
“ถ้ายังมีแรงก็ส่งเสียงหน่อย!”
เจียงเยว่ตะโกนพลางใช้เชือกคล้องร่างที่ลอยอยู่ข้างโขดหิน เขาออกเรือมาตั้งแต่เช้าเพื่อเก็บอวน ไม่ได้คิดว่าจะต้องลากคนขึ้นจากน้ำในช่วงแดดจัดเช่นนี้ ชายหนุ่มออกแรงจนไหล่สั่น ก่อนจะดึงหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวที่เปียกแนบตัวขึ้นมาบนเรือเล็ก
เธอไอสำลักน้ำอยู่พักใหญ่ แล้วคว้าข้อมือเขาไว้แน่น
“พาฉันกลับไปที่ตระกูลกู้”
“ตระกูลกู้ไหน?”
“ฉันคือกู้ชิงหยา ประธานกู้ซื่อกรุ๊ป”
เยว่หันไปมองเธอตั้งแต่ศีรษะจดเท้า ใบหน้าสวยซีดเผือด ผมยาวพันกันยุ่ง และมีรอยถลอกเหนือคิ้ว เขาไม่เห็นความเหมือนของประธานบริษัทชื่อดังที่มักปรากฏบนหน้าจอแม้แต่น้อย
“ถ้าอย่างนั้นให้คนของคุณมารับเอง ผมแค่พาคุณกลับฝั่ง”
“ฉันจะให้เงินคุณหนึ่งพันล้าน”
เยว่หยุดพายแล้วหันกลับมา “คุณพูดจริงหรือพูดเพราะสมองกระทบน้ำ?”
“สองพันล้านก็ได้”
“ไม่เอาสักบาท”
เธอพูดเหมือนเงินจำนวนนั้นไม่มีความหมาย แต่เยว่กลับไม่ได้รู้สึกประทับใจ เขาเคยเห็นคนรวยที่คิดว่าทุกอย่างซื้อได้ แม้แต่ชีวิตของคนอื่น ทว่าเมื่อครู่เขาเห็นชิงหยากระโดดลงน้ำจากเรือที่กำลังไหม้ ทั้งที่ผู้คุ้มกันของเธอหนีไปก่อนแล้ว
“ผมรับผิดชอบแค่พาคุณถึงฝั่ง” เขาพูด “เรื่องพันล้านหรือสองพันล้าน เก็บไว้ใช้ตอนต้องซื้อความซื่อสัตย์ของคนอื่นเถอะ”
ชิงหยามองเขานิ่งๆ เธอไม่คุ้นกับการถูกปฏิเสธ โดยเฉพาะจากชายที่สวมเสื้อเก่า กลิ่นแดด กลิ่นทะเล และมีมีดพกเล่มหนึ่งแขวนอยู่ข้างเอว
แต่ก่อนที่เธอจะถามอะไรต่อ เรือของเยว่ก็แล่นผ่านซากเรือยอชต์ที่กำลังจมลง ชิงหยาหันไปมองเปลวไฟที่ยังคุกรุ่น ดวงตาของเธอเย็นลง
นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ
ก่อนออกจากท่า เรือของเธอถูกตรวจสภาพแล้ว เครื่องยนต์ไม่มีปัญหา ถังเชื้อเพลิงก็เพิ่งเปลี่ยนใหม่ ที่สำคัญ คนที่ส่งข้อความนัดเธอออกทะเลในวันนี้รู้กำหนดการเพียงสามคน หนึ่งในนั้นคือกู้ชิงเฟิง น้องชายต่างมารดาที่กำลังพยายามแย่งตำแหน่งประธานบริษัทจากเธอ
เมื่อเรือของเยว่เทียบท่า รถสีดำหลายคันก็พุ่งเข้ามา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรีบวิ่งลงจากรถ แต่แทนที่จะเข้าไปดูแลชิงหยา พวกเขากลับกั้นเยว่ไว้เหมือนเป็นผู้ต้องสงสัย
“คุณหนูใหญ่ ในที่สุดคุณก็กลับมาแล้ว!” พ่อบ้านหลินรีบเข้ามาพยุงเธอ “นี่คือเจียงเยว่ คนที่ช่วยชีวิตคุณหนูครับ”
ชิงหยาพยักหน้า แล้วหันไปเห็นกู้ชิงเฟิงยืนอยู่ข้างรถ เขาสวมสูทสีเทา ใบหน้ามีรอยยิ้มที่ดูเหมือนโล่งใจ แต่ดวงตากลับว่างเปล่าเกินไป
“ดวงแข็งจริงๆ นะพี่สาว” เขาพูด “เรือระเบิดขนาดนั้น ยังกลับมาได้อีก”
“ผิดหวังหรือไงที่ฉันยังมีชีวิตอยู่?”
รอยยิ้มของชิงเฟิงแข็งค้างเพียงชั่วครู่ “ฉันแค่มาบอกข่าวดี คืนนี้ตระกูลกู้จัดงานเลี้ยง คุณต้องหมั้นกับหลัวจิ่งเหวินอย่างเป็นทางการ”
“เรื่องแต่งงานของฉัน ตั้งแต่เมื่อไรถึงกลายเป็นเรื่องที่นายตัดสินใจได้?”
“ตอนนี้เงินทุนของบริษัทกำลังตึงมือ ตระกูลหลัวเสนอเงินช่วยเหลือห้าพันล้าน ถ้าพี่ไม่แต่ง ก็ไม่มีเหตุผลให้พวกเขาช่วยเรา”
ชิงหยาหัวเราะเบาๆ ทั้งที่เสื้อผ้ายังเปียก “เรือฉันเพิ่งระเบิด คนของนายหายไปหมด และสิ่งแรกที่นายพูดคือเรื่องหมั้น นายเป็นห่วงบริษัทหรือเป็นห่วงว่าฉันรอดกลับมา?”
ชิงเฟิงไม่ตอบ เขาเพียงส่งสายตาให้บอดี้การ์ดนำเธอกลับคฤหาสน์
ชิงหยาก้าวผ่านเขาไป ก่อนหยุดตรงหน้าเยว่
“คืนนี้คุณต้องไปงานกับฉัน”
เยว่ชี้ตัวเอง “ผม?”
“ใช่ คุณจะเป็นผู้ชายของฉัน”
“ผมตกลงตั้งแต่เมื่อไร?”
“เมื่อคุณช่วยชีวิตฉัน”
“นั่นไม่ใช่สัญญาแบบนั้น”
ชิงหยาโน้มตัวเข้าไปใกล้ แม้ใบหน้าจะซีด แต่แววตากลับเด็ดขาด “ถ้าฉันกลับเข้าไปในบ้านคนเดียวคืนนี้ พวกเขาจะบังคับให้ฉันหมั้นกับหลัวจิ่งเหวิน และถ้าฉันปฏิเสธ คนที่ช่วยฉันจะถูกกล่าวหาว่าลักพาตัวหรือเรียกเงินจากฉัน คุณอยากลองดูไหมว่าคนรวยทำอะไรกับชาวประมงได้บ้าง?”
เยว่เงียบไป
เขาไม่ชอบคำขู่ แต่เขายิ่งไม่ชอบแววตาของเธอ แววตาของคนที่กำลังยืนอยู่หน้ากำแพงและไม่มีใครให้พึ่งพา
“ผมไปแค่ในฐานะพยานว่าช่วยคุณขึ้นจากทะเล”
“ตกลง”
“ไม่แตะเงินคุณ”
“ตามใจ”
“ไม่เล่นบทคู่รักเกินจำเป็น”
“ถ้าคุณทำตัวเหมือนคนรักของฉันไม่ไหว ฉันจะช่วยเอง”
เยว่ถอนหายใจ “แค่คืนเดียวเท่านั้น”
ชิงหยายิ้มเป็นครั้งแรก “สำหรับคุณอาจเป็นคืนเดียว แต่สำหรับฉัน มันอาจเป็นคืนที่เปลี่ยนทั้งตระกูล”
ในคฤหาสน์กู้ แพทย์ตรวจร่างกายชิงหยาและพบว่าเธอมีอาการกระทบกระเทือนเล็กน้อย ซี่โครงด้านซ้ายร้าว และมีแผลลึกที่ฝ่ามือ แต่เธอปฏิเสธการพักผ่อน เธอเดินตรงไปยังห้องทำงานของบิดา
กู้เหวินซานนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ ชายวัยหกสิบที่เคยเป็นผู้นำธุรกิจอย่างเด็ดขาด วันนี้กลับดูแก่ลงหลายปี เขามองลูกสาวผ่านแว่นตาแล้วถอนใจ
“ชิงหยา พ่อดีใจที่ลูกปลอดภัย”
“พ่อรู้เรื่องเรือระเบิดหรือยัง?”
“ฝ่ายตำรวจทางน้ำกำลังตรวจสอบ”
“แล้วพ่อรู้ไหมว่าใครส่งคนคุ้มกันของฉันออกจากเรือก่อนเกิดเหตุ?”
กู้เหวินซานนิ่งงัน
ชิงหยายื่นโทรศัพท์ให้เขา หน้าจอแสดงข้อความที่เธอได้รับก่อนออกเรือ เป็นคำสั่งเปลี่ยนเส้นทางไปยังอ่าวร้าง ข้อความถูกส่งจากบัญชีผู้ช่วยส่วนตัวของเธอ แต่คนที่รู้รหัสบัญชีมีเพียงฝ่ายบริหารและสมาชิกครอบครัว
“พ่อไม่ควรกลับมาวันนี้” เขาพูดในที่สุด “เรื่องคืนนี้สำคัญกว่าการตามหาคนทำ”
“พ่อกำลังจะให้ฉันแต่งงานกับผู้ชายที่ฉันไม่รัก เพื่อแลกเงินห้าพันล้าน แล้วบอกว่าเรื่องเรือไม่สำคัญ?”
“บริษัทกำลังจะถูกธนาคารยึด ถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ พนักงานหลายพันคนจะตกงาน”
“แล้วถ้าฉันตาย บริษัทจะไม่ตกงานหรือ?”
คำถามนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง กู้เหวินซานก้มหน้า เขาไม่ตอบว่าไม่รู้ และไม่กล้าตอบว่ารู้
เยว่ถูกพ่อบ้านพาไปห้องแต่งตัว เขาถูกตัดผม เปลี่ยนเสื้อผ้า และพยายามถูกฉีดสเปรย์ผมจนต้องถอยหนี
“อย่าฉีดใกล้ๆ ผม” เขาร้อง “ผมใช้เส้นผมดูทิศทางลมเวลาออกทะเล!”
ช่างแต่งหน้ามองเขาอย่างตกใจ พ่อบ้านหลินกลั้นหัวเราะ ส่วนชิงหยาซึ่งนั่งอยู่หน้ากระจกก็เผลอยิ้มออกมา
“ปล่อยผมเขาไว้แบบนั้น” เธอสั่ง “เขาไม่จำเป็นต้องดูเหมือนคนในตระกูลกู้”
เยว่หันไปมองเธอ “คุณจะพาผมไปอวดความจนหรือไง?”
“ฉันจะพาคุณไปให้ทุกคนเห็นว่าผู้ชายที่ฉันเลือก ไม่จำเป็นต้องมีนามสกุลดัง”
“ผมยังไม่ได้เลือกคุณ”
“คืนนี้คุณเลือกได้ว่าจะอยู่ข้างฉันหรือเดินออกไปแล้วปล่อยให้ฉันถูกลากเข้าพิธี”
คำพูดนั้นทำให้เยว่เงียบ เขามองมือซ้ายของเธอที่พันผ้าพันแผล ข้อมือมีรอยช้ำเป็นวงคล้ายถูกใครจับอย่างแรง
“รอยนี้ได้มายังไง?”
ชิงหยามองตาม “ตอนเรือระเบิด มีคนพยายามดึงฉันกลับเข้าไปในห้องเครื่อง”
“ผู้ชายหรือผู้หญิง?”
“ฉันไม่เห็นหน้า แต่กลิ่นน้ำมันติดเสื้อเขา และเขาสวมแหวนที่มีตราสิงโต”
เยว่หยุดมองมือของตัวเอง เขาไม่พูดอะไร แต่ภาพหนึ่งผุดขึ้นในความทรงจำ ตอนช่วยชิงหยาขึ้นเรือ เขาพบเศษโลหะสีดำติดอยู่ที่ชายกระโปรงของเธอ เป็นชิ้นส่วนจากกล่องควบคุมชนิดเดียวกับที่ใช้ในเรือประมงรุ่นเก่า
ใครบางคนไม่ได้แค่ระเบิดเรือ แต่ติดตั้งเครื่องมืออย่างเร่งรีบ และคนคนนั้นรู้ระบบเรือดี
งานเลี้ยงจัดขึ้นที่โรงแรมของตระกูลหลัว แขกจากบริษัทใหญ่และนักลงทุนมารวมตัวกันเต็มห้องโถง หลัวจิ่งเหวินยืนรอชิงหยาด้วยสีหน้าไม่พอใจ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีเสน่ห์ในสายตาคนทั่วไป แต่ชิงหยารู้ว่าเขาไม่เคยสนใจเธอ สิ่งที่เขาต้องการคือหุ้นของกู้ซื่อกรุ๊ป
เมื่อชิงหยาเดินเข้าห้องพร้อมเยว่ เสียงพูดคุยก็เบาลงแทบพร้อมกัน
“นั่นใคร?”
“คนชาวประมงหรือเปล่า?”
“คุณหนูกู้คงตกใจจนเสียสติไปแล้ว”
หลัวจิ่งเหวินเดินเข้ามาขวาง “ชิงหยา นี่เป็นงานของสองตระกูล เธอไม่ควรเอาคนแปลกหน้ามาทำให้ทุกคนขายหน้า”
ชิงหยาคล้องแขนเยว่แน่น “เขาชื่อเจียงเยว่ และเขาคือคนที่ช่วยชีวิตฉันวันนี้”
“ช่วยชีวิตแล้วเธอก็จะตอบแทนด้วยการประกาศว่าเขาเป็นแฟน?”
“อย่างน้อยเขาก็ช่วยฉัน ไม่เหมือนบางคนที่ส่งคนมารับฉันช้ากว่าสัญญาณขอความช่วยเหลือสิบเจ็ดนาที”
หลัวจิ่งเหวินหน้าตึง เขาหันไปหากู้ชิงเฟิง “นี่คือแผนของนายหรือ?”
ชิงเฟิงรีบยิ้ม “พี่สาวเพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง อย่าถือสาคำพูดของเธอเลย”
เยว่เหลือบมองชิงเฟิงแล้วก้มกระซิบ “เขาโกหกไม่เก่ง”
“คุณรู้ได้ยังไง?”
“เวลาคนโกหกเรื่องทะเล เขาจะมองไปทางขอบฟ้า แต่เขามองประตูหนีไฟตลอด”
ชิงหยาหันไปมอง และเห็นชิงเฟิงกำลังสั่งให้คนของเขาเฝ้าทางเดินด้านหลังจริงๆ
ไม่นาน ประธานหลัวก็ขึ้นเวทีประกาศว่าคืนนี้จะมีการลงนามสัญญาความร่วมมือและประกาศหมั้นระหว่างหลัวจิ่งเหวินกับกู้ชิงหยา ท่ามกลางเสียงปรบมือ ชิงหยากลับเห็นพ่อของเธอนั่งก้มหน้าอยู่ที่โต๊ะ
เธอตัดสินใจทันที
“ฉันมีเรื่องจะประกาศเหมือนกัน”
ทุกสายตาหันมาหาเธอ
ชิงหยายกมือที่คล้องแขนเยว่ขึ้น “คนที่ฉันเลือกคือเจียงเยว่ ใครคิดว่าเขาไม่คู่ควร ก็มาพูดต่อหน้าฉัน”
เสียงฮือฮาดังขึ้น แขกบางคนหัวเราะ หลัวจิ่งเหวินกำหมัดแน่น
“เขาเป็นแค่คนหาปลา” หลัวจิ่งเหวินพูด “เธอคิดว่าเขาจะปกป้องบริษัทได้หรือ?”
เยว่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอย่างใจเย็น “ผมไม่รู้เรื่องบริษัท แต่ผมรู้ว่าคนที่กำลังจะจมน้ำไม่ควรถูกถามว่ารวยแค่ไหนก่อนช่วย”
ประโยคนั้นทำให้แขกหลายคนเงียบลง
ชิงเฟิงเดินเข้ามาใกล้ “นายรู้ไหมว่ากำลังพูดอยู่กับใคร?”
“ไม่รู้ และไม่อยากรู้ด้วย” เยว่ตอบ “แต่ผมรู้ว่านายกำลังรังแกเธอต่อหน้าคนทั้งห้อง”
ชิงเฟิงแค่นหัวเราะ “คืนนี้มีงานเลี้ยงของตระกูลกู้ที่บ้านใหญ่ ถ้าแกกล้ามา ฉันจะทำให้แกรู้ว่าความแตกต่างระหว่างคนธรรมดากับมหาเศรษฐีเป็นยังไง”
“ก็แค่กินข้าวไม่ใช่เหรอ?” เยว่ยักไหล่ “ผมเจอคลื่นสูงกว่านี้มาแล้ว จะกลัวโต๊ะอาหารทำไม?”
หลังจากนั้นชิงหยาพาเยว่กลับบ้าน แม้ข้อตกลงเดิมจะมีเพียงการปรากฏตัวในงาน แต่เธอกลับให้เขาพักในห้องรับแขกของคฤหาสน์ เพราะเจ้าหน้าที่สืบสวนยังต้องสอบปากคำเขาในฐานะพยาน
คืนนั้น เยว่นำเศษโลหะสีดำวางบนโต๊ะ
“ผมเจอสิ่งนี้ติดเสื้อคุณ”
ชิงหยาหยิบขึ้นมาพิจารณา “คุณคิดว่าเป็นอะไร?”
“ชิ้นส่วนจากตัวจุดระเบิดแบบใช้แรงดัน ไม่ใช่ของที่เกิดจากเครื่องยนต์ขัดข้อง”
“คุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง?”
“ผมเคยซ่อมเรือให้บริษัทขนส่งหลายแห่ง ถ้าอยากจมเรือโดยไม่ทิ้งร่องรอย คุณต้องทำให้ระเบิดจากด้านใน แต่คนติดตั้งต้องอยู่ใกล้ห้องเครื่องมาก”
ชิงหยาเงียบไป ก่อนเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดท่าเรือ เธอขยายภาพชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเรือก่อนออกเดินทาง ชายคนนั้นสวมหมวกและหันหลังให้กล้อง แต่บนมือขวามีแหวนตราสิงโต
“คนนี้เป็นหัวหน้ารักษาความปลอดภัยของบริษัท” เธอพูด “เขาทำงานให้ฉันมาหกปี แต่วันนี้เขาเป็นคนแรกที่หายไป”
เยว่ชี้ไปที่เงาด้านหลังชายคนนั้น “ไม่ใช่เขาคนเดียว มีอีกคนอยู่ในรถ”
ชิงหยาซูมภาพจนเห็นแขนเสื้อของคนในรถ บนข้อมือมีนาฬิกาโลหะสีเงินแบบเดียวกับที่กู้ชิงเฟิงสวม
เธอไม่อยากเชื่อ แต่หลักฐานทำให้เธอไม่มีสิทธิ์หลับตา
เช้าวันต่อมา ชิงหยาสั่งตรวจบัญชีบริษัทโดยไม่แจ้งสมาชิกครอบครัว เธอพบว่าเงินทุนห้าพันล้านจากตระกูลหลัวไม่ได้เป็นเงินช่วยเหลือ แต่เป็นเงินกู้ที่มีเงื่อนไขให้ตระกูลหลัวเข้าควบคุมหุ้นของเธอ หากบริษัทชำระหนี้ไม่ได้ภายในหกเดือน
ยิ่งกว่านั้น เงินหลายร้อยล้านถูกโอนออกจากบัญชีบริษัทในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ผ่านบริษัทรับเหมาที่ไม่มีพนักงานจริง
ชื่อผู้อนุมัติการโอนคือกู้ชิงเฟิง
ชิงหยาเผชิญหน้าเขาที่ห้องประชุม
“เงินพวกนี้หายไปไหน?”
ชิงเฟิงไม่แม้แต่จะมองเอกสาร “พี่ตรวจบัญชีโดยไม่ผ่านบอร์ดบริหาร นี่เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต”
“ฉันถามว่าเงินหายไปไหน”
“ใช้ประคองบริษัท”
“บริษัทที่มีแต่ใบแจ้งหนี้ปลอม?”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนกลับมาเรียบเฉย “พี่เพิ่งรอดตาย ควรพักรักษาตัว ไม่ใช่สร้างเรื่องกล่าวหาครอบครัว”
ชิงหยาโยนสำเนาเอกสารลงบนโต๊ะ “ถ้าฉันสร้างเรื่อง นายก็ฟ้องฉันได้ แต่ถ้าฉันพูดถูก นายจะไม่มีโอกาสใช้บริษัทนี้หาเงินอีก”
ชิงเฟิงลุกขึ้น “อย่าคิดว่าพ่อรักพี่เพราะพี่เก่งกว่า ทุกอย่างที่พี่มีเป็นเพราะพ่อให้ พี่ไม่เคยรู้เลยว่าการรักษาบริษัทต้องเสียสละแค่ไหน”
“การเสียสละของนายคือขโมยเงินแล้วส่งคนมาฆ่าฉันหรือ?”
เขาชะงัก
เพียงชั่วขณะเดียว แต่ชิงหยาเห็นแล้ว
คืนนั้นมีคนพยายามเข้าไปในห้องทำงานของชิงหยา เธอซ่อนตัวอยู่หลังตู้หนังสือและเห็นชายสวมชุดดำค้นลิ้นชัก เขาพบแฟลชไดรฟ์ที่เธอเก็บไว้ แล้วรีบเดินออกทางระเบียง เยว่ซึ่งเฝ้าอยู่ด้านนอกจับตัวเขาไว้ได้
ชายคนนั้นไม่ใช่หัวหน้ารักษาความปลอดภัย แต่เป็นเจ้าหน้าที่ไอทีของบริษัท เขาถูกจ้างให้ลบข้อมูลจากกล้องท่าเรือ
ก่อนจะถูกส่งตัวให้ตำรวจ เขาพูดเพียงว่า “ผมไม่ได้อยากทำ พวกเขาขู่ว่าจะเอาเรื่องลูกชายผม”
คำว่า “พวกเขา” ทำให้ชิงหยาเริ่มสงสัยว่าชิงเฟิงอาจไม่ได้ทำทุกอย่างเพียงลำพัง
ในแฟลชไดรฟ์มีไฟล์บันทึกการประชุมเก่าของกู้เหวินซาน เมื่อสามเดือนก่อน พ่อของเธอเคยเรียกประชุมลับกับหลัวจิ่งเหวินและนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง เอกสารระบุว่าหากชิงหยาไม่สามารถบริหารบริษัทต่อได้ หุ้นของเธอจะถูกโอนให้กองทุนที่หลัวจิ่งเหวินควบคุม
แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือเสียงของบิดาในไฟล์
“ถ้าชิงหยาดื้อ ก็ทำให้เธอไม่มีทางเลือก เธอจะยอมหมั้นเองเมื่อรู้ว่าบริษัทกำลังจะล้ม”
ชิงหยานั่งฟังซ้ำอยู่หลายครั้ง เธอไม่ร้องไห้ เพียงใช้มือกุมขอบโต๊ะจนแผลที่ฝ่ามือเปิดอีกครั้ง
เยว่ยืนอยู่หน้าประตู ไม่ถามว่าเธอเป็นอะไร เขาเพียงนำผ้าสะอาดมาวางข้างเธอ
“คุณจะไม่ปลอบผมหน่อยหรือ?” เธอถามทั้งที่เสียงแหบ
“ถ้าคุณอยากร้องก็ร้อง ถ้าไม่อยากร้องก็ไม่ต้อง”
“พ่อฉันรู้เรื่องเงินที่หายไป”
“คุณยังรักเขาอยู่”
ชิงหยาหัวเราะอย่างขมขื่น “เขาเป็นพ่อฉัน ต่อให้เขาผลักฉันลงทะเล ฉันก็ยังอยากรู้ว่าทำไม”
เยว่นั่งลงตรงข้าม “บางครั้งคนที่ผลักเราไม่ได้เกลียดเรา เขาแค่กลัวจนเลือกทำสิ่งที่เลวที่สุด”
“คุณกำลังแก้ตัวให้เขา?”
“เปล่า ผมกำลังบอกว่าความกลัวอธิบายได้ แต่ไม่ได้ทำให้เขาพ้นผิด”
คำพูดนั้นทำให้ชิงหยาตัดสินใจ เธอจะไม่หนีออกจากตระกูล และจะไม่ยอมแต่งงานเพื่อแลกกับการช่วยบริษัท เธอจะเปิดเผยความจริงต่อคณะกรรมการและเก็บหลักฐานให้มากพอที่ไม่มีใครลบได้
แต่ก่อนที่เธอจะทำเช่นนั้น กู้เหวินซานกลับล้มลงในห้องทำงาน เขาถูกวางยาในแก้วชา แพทย์ช่วยชีวิตไว้ได้ แต่ยังหมดสติ
ชิงเฟิงรีบประกาศต่อคณะกรรมการว่าชิงหยาเครียดจนมีอาการหวาดระแวงและไม่เหมาะจะเป็นประธานบริษัท เขาเสนอให้ตั้งตนเองเป็นผู้รักษาการแทน พร้อมนำรายงานแพทย์ที่ระบุว่าเธอมีอาการทางจิตหลังประสบอุบัติเหตุ
ชิงหยารู้ทันทีว่ามีคนพยายามทำให้เธอดูเสียสติ
เธอไม่ไปประชุมคณะกรรมการตามคำเชิญ แต่ส่งเอกสารชุดหนึ่งแทน ในนั้นมีภาพจากกล้องสำรอง รายการเงินโอน และคำให้การของเจ้าหน้าที่ไอที
อย่างไรก็ตาม หลัวจิ่งเหวินใช้ข้ออ้างว่าหลักฐานได้มาจากบัญชีส่วนตัวของบริษัทและอาจถูกปลอมแปลง เขาขอให้คณะกรรมการยอมรับเงินห้าพันล้านจากตระกูลหลัวเพื่อรักษาสภาพคล่อง
ชิงหยาจึงทำสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง เธอขายหุ้นส่วนหนึ่งของตนเองให้กลุ่มนักลงทุนอิสระในราคาต่ำกว่าตลาด เพื่อแลกกับสิทธิ์ตรวจสอบบัญชีและระงับการโอนทรัพย์สินทั้งหมด
การตัดสินใจนั้นทำให้เธอสูญเสียอำนาจบางส่วน แต่ทำให้ชิงเฟิงไม่สามารถควบคุมบริษัทได้ตามลำพัง
“ถ้าพี่ขายหุ้น พี่ก็จะไม่ใช่ผู้ถือหุ้นใหญ่” ชิงเฟิงพูดอย่างเดือดดาล
“ดีกว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่สร้างจากศพของฉัน”
การตรวจสอบเริ่มขึ้นและพบว่าบริษัทรับเหมาปลอมเชื่อมโยงกับบัญชีของหลัวจิ่งเหวิน เงินที่ถูกโอนไปถูกนำไปซื้อที่ดินริมทะเลในชื่อของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการใหญ่ที่ตระกูลหลัวกำลังจะเปิดตัว
โครงการนั้นใช้ข้อมูลภายในของกู้ซื่อกรุ๊ป และหากเปิดเผยว่าข้อมูลถูกขโมย ตระกูลหลัวจะถูกฟ้องร้องและสูญเสียความน่าเชื่อถือ
ชิงหยาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเธอจึงต้องตาย หรืออย่างน้อยต้องถูกทำให้หายไปจากตำแหน่งประธานก่อนคืนงานเลี้ยง
แต่หลักฐานเรื่องผู้ลงมือวางระเบิดยังไม่พอ
เยว่กลับไปที่ท่าเรือคนเดียว เขาตรวจซากเรือและถามชาวประมงในพื้นที่ จนพบว่าก่อนเกิดเหตุมีเรือซ่อมบำรุงลำหนึ่งแล่นออกจากอ่าวโดยไม่เปิดสัญญาณ ชายคนขับใช้เสื้อคลุมของบริษัทกู้ซื่อกรุ๊ป แต่ไม่ใช่พนักงานของบริษัท
เยว่จำได้ว่าเรือลำนั้นทิ้งคราบน้ำมันชนิดเดียวกับที่ติดอยู่บนข้อมือของชิงหยา
เขาไม่ควรเข้าไปใกล้ซากเรือโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ แต่เขารู้ว่าถ้ารอ หลักฐานจะถูกทำลาย จึงดำน้ำลงไปและพบกล่องควบคุมสำรองติดอยู่ใต้ท้องเรือ ด้านในมีสวิตช์ที่ถูกถอดออก และเศษถุงมือยางที่มีตราของบริษัท รอยนิ้วมือบางส่วนถูกเก็บไว้บนชิ้นส่วนโลหะ
ขณะเยว่กำลังขึ้นจากน้ำ ชายหัวหน้ารักษาความปลอดภัยก็ปรากฏตัว เขาพยายามแย่งกล่องไปจากมือและผลักเยว่ลงโขดหิน
การต่อสู้เกิดขึ้นริมท่าเรือ เยว่ได้รับบาดเจ็บที่แขน แต่สามารถใช้เชือกผูกชายคนนั้นไว้กับเสาเหล็ก ก่อนโทรแจ้งตำรวจ
เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง ชายคนนั้นยังคงปฏิเสธทุกอย่าง จนกระทั่งเยว่นำแหวนตราสิงโตออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขา แหวนมีรอยขีดใหม่จากการต่อสู้ และตรงกับรอยบนข้อมือของชิงหยา
ชายคนนั้นยอมรับว่าเป็นผู้ติดตั้งระเบิด แต่ยืนยันว่าคนสั่งไม่ใช่ชิงเฟิง
“ใคร?” ชิงหยาถามในห้องสอบสวน
เขามองเธอด้วยสีหน้าหวาดกลัว “คนที่สั่งให้ผมทำ คือประธานกู้”
ชิงหยานิ่งไป
คำตอบนั้นทำให้ทุกอย่างซับซ้อนขึ้น เพราะพ่อของเธอนอนอยู่ในโรงพยาบาลและยังไม่ได้สติ แต่ตำรวจพบหลักฐานการโอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของกู้เหวินซานไปยังเขาในคืนก่อนเกิดเหตุ
ชิงเฟิงใช้หลักฐานนี้โจมตีเธอทันที เขากล่าวหาว่าเธอรู้เห็นกับพ่อและกำลังพยายามโยนความผิดให้คนอื่นเพื่อรักษาตำแหน่ง
ชิงหยาถูกสื่อรุมล้อมหน้าบริษัท เธอถูกถามว่าเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการตายของตนเองหรือไม่ หลายคนเรียกเธอว่าเป็นผู้หญิงที่ทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจ
เธอเกือบถอยกลับขึ้นรถ แต่เยว่เดินมายืนข้างๆ
“คุณไม่ต้องตอบทุกคำถาม” เขาพูด
“ถ้าฉันเงียบ พวกเขาจะพูดแทนฉัน”
ชิงหยาหันไปหากล้อง
“ฉันไม่รู้ว่าใครสั่งระเบิดเรือ และฉันจะไม่ปกป้องแม้แต่คนในครอบครัว หากเขาเกี่ยวข้อง แต่ขอให้ทุกคนรอผลการสอบสวน อย่าตัดสินคนจากข่าวที่ถูกปล่อยโดยคนได้ประโยชน์จากความวุ่นวาย”
คืนนั้น เยว่นำบันทึกอีกชิ้นมาให้เธอ เป็นเสียงจากโทรศัพท์ของหัวหน้ารักษาความปลอดภัยที่ตำรวจพบในรถ
เสียงกู้เหวินซานดังอยู่ในคลิปจริง แต่ประโยคถูกตัดขาดหลายช่วง
“ทำให้เธอกลัวก็พอ อย่าให้ถึงตาย…ฉันจะไม่ยอมให้พวกหลัวแตะต้องลูกสาวฉัน…”
กู้เหวินซานไม่ได้สั่งฆ่า เขาสั่งให้ข่มขู่ชิงหยาเพื่อบังคับให้เธอยอมถอนตัวจากการเจรจาบางอย่าง แต่คนรับคำสั่งกลับเพิ่มระเบิดเข้าไป เพราะได้รับเงินจากอีกฝ่าย
ชายที่อยู่เบื้องหลังคือหลัวจิ่งเหวิน เขาใช้คำสั่งคลุมเครือของกู้เหวินซานเป็นเกราะกำบัง และสั่งให้ชิงเฟิงช่วยลบข้อมูล
ชิงเฟิงไม่ได้เป็นผู้วางระเบิดโดยตรง แต่เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังเหตุการณ์ และเลือกปกป้องหลัวจิ่งเหวินเพื่อแลกกับตำแหน่งประธานบริษัท
เมื่อหลักฐานทั้งหมดถูกนำเสนอในการประชุมคณะกรรมการ หลัวจิ่งเหวินยังพยายามปฏิเสธ เขาอ้างว่าเสียงถูกตัดต่อ เงินโอนเป็นการลงทุน และหัวหน้ารักษาความปลอดภัยพยายามโยนความผิดให้ผู้มีอำนาจ
ชิงหยาจึงเปิดภาพจากกล้องสำรองที่พ่อบ้านหลินพบในเรือเล็กของเยว่ กล้องนั้นบันทึกภาพรถซ่อมบำรุงที่จอดอยู่ข้างเรือก่อนเกิดเหตุ และเห็นหลัวจิ่งเหวินเดินลงจากรถด้วยตนเอง
ภาพไม่ชัดพอจะใช้ตัดสินทุกข้อหา แต่เมื่อรวมกับรอยนิ้วมือ รายการเงินโอน ข้อความโทรศัพท์ และคำให้การของเจ้าหน้าที่ไอที มันมากพอให้ตำรวจออกหมายเรียกและอายัดทรัพย์สินของเขา
หลัวจิ่งเหวินมองชิงหยาอย่างเคียดแค้น “เธอคิดว่าชนะแล้วหรือ? ต่อให้ฉันล้ม บริษัทของเธอก็ไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิม”
“ฉันรู้” เธอตอบ “เพราะมันไม่ควรกลับไปเหมือนเดิม”
เธอไม่ได้พูดด้วยความโกรธ แต่ด้วยความแน่ใจ
บริษัทถูกปรับโครงสร้าง กู้ซื่อกรุ๊ปต้องขายโครงการบางส่วนเพื่อชำระหนี้ พนักงานจำนวนหนึ่งถูกเลิกจ้าง แม้ชิงหยาจะพยายามรักษาไว้มากที่สุด เธอไม่ปิดบังความจริงและตั้งกองทุนชดเชยจากเงินส่วนตัวของตนเอง
กู้ชิงเฟิงถูกพักงานและถูกสอบสวนเรื่องยักยอกเงิน เขายอมรับว่าโอนเงินให้หลัวจิ่งเหวินจริง แต่ยืนยันว่าไม่รู้เรื่องระเบิด เขาสูญเสียสิทธิ์ในบริษัทและต้องชดใช้เงินส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินของตนเอง
หลัวจิ่งเหวินถูกดำเนินคดีหลายข้อหา เขาไม่ได้สารภาพทุกอย่าง แต่หลักฐานทางการเงินทำให้ไม่อาจปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้อีก ตระกูลหลัวถอนตัวจากโครงการและประกาศขายทรัพย์สินจำนวนมากเพื่อชำระหนี้
กู้เหวินซานฟื้นขึ้นหลังจากนั้นเกือบสามสัปดาห์ เขาไม่สามารถกลับไปบริหารบริษัทได้อีก และต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดิน ชิงหยาไปหาเขาที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง
“พ่อสั่งให้พวกเขาขู่ฉันใช่ไหม?”
กู้เหวินซานหลับตาอยู่นาน “พ่อคิดว่าถ้าลูกกลัว ลูกจะยอมถอนตัวจากการเจรจา พ่อไม่รู้ว่าพวกเขาจะวางระเบิด”
“แต่พ่อรู้ว่าคนพวกนั้นอันตราย และยังส่งฉันไปหาเขา”
“พ่อคิดว่าพ่อควบคุมทุกอย่างได้”
ชิงหยามองชายที่เคยดูยิ่งใหญ่ในวัยเด็ก ตอนนี้เขาเหลือเพียงร่างผอมกับเสียงแหบพร่า
“พ่อช่วยบริษัทด้วยการทำให้ฉันกลายเป็นเหยื่อ แล้วเรียกมันว่าการปกป้อง”
น้ำตาของกู้เหวินซานไหลลงข้างแก้ม “พ่อขอโทษ”
“คำขอโทษไม่ได้ทำให้ฉันลืม”
“พ่อรู้”
“และฉันยังไม่พร้อมให้อภัย”
เขาพยักหน้าอย่างช้าๆ “ถ้าวันหนึ่งลูกให้อภัย พ่อจะถือว่าเป็นสิ่งที่พ่อได้รับ ไม่ใช่สิ่งที่พ่อมีสิทธิ์ขอ”
ชิงหยาไม่ได้กอดเขา เธอเพียงวางเอกสารลาออกจากตำแหน่งประธานลงบนโต๊ะ แล้วบอกว่าเธอจะบริหารบริษัทต่อในฐานะผู้ถือหุ้นคนหนึ่งและจะสร้างระบบตรวจสอบใหม่โดยไม่ให้สมาชิกครอบครัวควบคุมเงินตามลำพัง
ก่อนออกจากห้อง เธอหันกลับมา
“พ่อควรบอกตำรวจทุกอย่างที่รู้”
“พ่อจะบอก”
“ไม่ใช่เพื่อช่วยฉัน แต่เพื่อรับผิดชอบสิ่งที่พ่อทำ”
“พ่อเข้าใจแล้ว”
หลายเดือนต่อมา ชิงหยาขายคฤหาสน์หลังใหญ่และย้ายไปอยู่บ้านเล็กใกล้ชายฝั่ง เธอยังคงทำงานกับบริษัท แต่ลดขนาดธุรกิจลงและยกเลิกโครงการที่พยายามซื้อเสียงของชาวประมงในพื้นที่
เยว่กลับไปทำงานที่ท่าเรือ เขาไม่รับเงินสองพันล้านและไม่รับตำแหน่งในบริษัท แม้ชิงหยาจะเสนอให้เขาเป็นที่ปรึกษาด้านการขนส่ง
วันหนึ่งเธอพบเขากำลังซ่อมเรือลำเดิมที่ใช้ช่วยชีวิตเธอ
“แขนหายดีแล้วหรือ?” เธอถาม
“เกือบแล้ว”
“ฉันมีงานให้คุณ”
“ถ้าเป็นงานบริษัท ผมไม่เอา”
“ไม่ใช่งานบริษัท ฉันอยากให้คุณช่วยตรวจเรือของมูลนิธิที่ฉันกำลังตั้ง พวกเขาจะใช้เรือส่งยาและอาหารไปยังเกาะเล็กๆ”
เยว่เช็ดมือกับผ้าขี้ริ้ว “มีเงินเดือนหรือเปล่า?”
“มี”
“เท่าไร?”
“ไม่ถึงพันล้าน”
เขาหัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นผมขอคิดดูก่อน”
ชิงหยาหยิบเศษโลหะสีดำที่เธอเก็บไว้ในกล่องเล็กออกมา มันเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ทำให้เธอรอดพ้นจากการถูกกลืนหายไปพร้อมกับความจริง
“ฉันว่าจะคืนให้คุณ”
“เก็บไว้เถอะ” เยว่พูด “มันเตือนว่าคุณเคยรอดมาได้ยังไง”
“ฉันไม่ได้รอดเพราะโชค”
“จริง คุณรอดเพราะตัดสินใจว่ายน้ำเข้าหาเรือของผม”
ชิงหยามองทะเลที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า วันนั้นเธอเคยคิดว่าการคว้าเชือกของคนแปลกหน้าคือการซื้อเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่หลังจากนั้นเธอจึงรู้ว่า บางครั้งชีวิตไม่ได้ส่งคนมาช่วยเราเพื่อให้เรากลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม
“แล้วคืนนี้คุณจะไปกินข้าวกับฉันไหม?” เธอถาม
เยว่ยกคิ้ว “ในฐานะอะไร?”
ชิงหยาส่งยิ้มที่ไม่เหมือนรอยยิ้มในงานเลี้ยงวันนั้น “ในฐานะผู้ชายที่ฉันเลือกเอง แต่ครั้งนี้คุณมีสิทธิ์เลือกกลับ”
เยว่มองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางประแจลง
“ถ้าอาหารไม่แพงเกินไป ผมไป”
พวกเขาเดินออกจากท่าเรือไปพร้อมกัน โดยไม่มีแขก ไม่มีสัญญา และไม่มีเงินพันล้านคั่นกลาง ระหว่างทาง ชิงหยากำกล่องโลหะไว้ในมือ ส่วนเยว่ยังคงเงยหน้าดูทิศทางลมเหมือนที่ทำมาตลอดยี่สิบปี
ครั้งนี้ เธอไม่ได้ลากเขากลับบ้านเพื่อหนีจากใครอีกแล้ว เธอเดินข้างเขา เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอรู้ว่าตัวเองกำลังเลือกเส้นทางชีวิตด้วยมือของตัวเอง