เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วห้องโถงทันทีที่หลินชิงจูเดินลงมาจากชั้นบน รอยแผลเป็นสีเข้มกินพื้นที่ครึ่งใบหน้าของเธอจนผู้คนพากันหลบสายตา บางคนยกมือปิดปาก บางคนจงใจพูดให้ได้ยิน
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่กลางเวทีไม่สนใจเสียงเหล่านั้น เขาก้าวลงจากแท่นพิธี เดินไปหยุดตรงหน้าหญิงสาว แล้วถอดเสื้อคลุมของตัวเองคลุมไหล่ให้เธอ
“ผมจะแต่งงานกับเธอครับ” เย่เฉินพูดชัดเจน “ไม่ใช่เพราะเงินห้าสิบล้าน และไม่ใช่เพราะโรงฝึกตระกูลหลิน”
ห้องโถงเงียบลงชั่วขณะ ก่อนเสียงหัวเราะจะดังกว่าเดิม
ไม่มีใครเข้าใจว่าชายหนุ่มที่ไม่มีงาน ไม่มีทรัพย์สิน และเพิ่งปรากฏตัวในเมืองหลงเฉิงเมื่อไม่กี่วันก่อน จะยอมรับผู้หญิงที่ทุกคนเรียกว่า “หญิงอัปลักษณ์” เป็นภรรยาได้อย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นคือ เขากำลังจะกลายเป็นผู้สืบทอดโรงฝึกมวยตระกูลหลิน โรงฝึกเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมานับร้อยปี
หลินเหยาหัว ผู้เฒ่าของตระกูล มองเย่เฉินด้วยแววตาจริงจัง
“คิดให้ดี ชายหนุ่ม หากแต่งงานวันนี้ เจ้าจะไม่มีทางถอยกลับได้อีก”
เย่เฉินหันไปมองชิงจู เธอกำชายเสื้อแน่น ใบหน้าส่วนที่ไม่มีแผลซีดเผือดด้วยความอับอาย แต่ดวงตายังคงสงบนิ่งอย่างคนที่คุ้นเคยกับการถูกทอดทิ้ง
“ผมคิดดีแล้วครับ” เขาตอบ “ตั้งแต่วินาทีนี้ ชิงจูคือภรรยาของผม ใครดูถูกเธอ ก็เท่ากับดูถูกผม”
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งหัวเราะเยาะจากแถวหน้า เขาคือหลินเจิ้ง ผู้เป็นอาของชิงจูและเป็นคนที่ทุกคนคาดว่าจะได้สืบทอดโรงฝึกต่อจากผู้เฒ่า
“คำพูดสวยหรูจริงนะ” หลินเจิ้งปรบมือช้า ๆ “ถ้าไม่ใช่เพราะสินสอดห้าสิบล้าน ใครจะยอมแต่งกับเธอ? แกไม่มีเงินสักบาทด้วยซ้ำ อย่าทำเป็นวีรบุรุษเลย”
เย่เฉินไม่ได้โต้เถียง เขาเพียงยื่นมือไปหาชิงจู
“กลับบ้านกันเถอะ”
เธอไม่ขยับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือลงบนมือเขา มือของเธอเย็นและสั่นเล็กน้อย
เมื่อเดินผ่านผู้คน เสียงกระซิบยังคงตามหลังมาไม่หยุด บางคนบอกว่าเย่เฉินคงบ้า บางคนบอกว่าเขาคงต้องการเงิน และบางคนพนันกันว่าเขาจะทนอยู่กับชิงจูได้กี่คืน
ชิงจูได้ยินทุกคำ แต่เธอทำเหมือนไม่ได้ยิน
ในห้องพักด้านหลังโรงฝึก เธอหยุดอยู่หน้ากระจก ถอดผ้าคลุมออก แล้วมองรอยแผลบนใบหน้าตัวเอง เธอเคยมีใบหน้าที่งดงามที่สุดในเมืองหลงเฉิง แต่เมื่อสามปีก่อน เกิดไฟไหม้ที่โรงฝึกเก่า เปลวเพลิงทำลายผิวหนังของเธอและพรากชีวิตมารดาไปพร้อมกัน
หมอหลายคนบอกว่าแผลรักษาได้เพียงบางส่วน ศัลยแพทย์ชื่อดังทั่วประเทศเคยตรวจเธอแล้ว แต่ไม่มีใครรับรองว่าการรักษาจะสำเร็จ ในที่สุดผู้คนจึงเลิกมองเธอเป็นหญิงสาว และเริ่มมองเธอเป็นรอยแผลที่เดินได้
“คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้” ชิงจูพูดโดยไม่หันมา “ฉันรู้ว่าคุณแต่งงานกับฉันเพราะต้องการช่วยโรงฝึก และอาจจะต้องการเงินด้วย ฉันไม่โกรธคุณหรอก”
“ผมไม่ได้ต้องการเงิน”
“ทุกคนพูดอย่างนั้นในวันแรก” เธอยิ้มบาง ๆ “แต่พอเห็นหน้าฉันทุกเช้า พวกเขาก็เปลี่ยนใจ”
เย่เฉินเดินไปหยุดข้างเธอ เขามองรอยแผลผ่านกระจก ไม่ได้แสดงความรังเกียจแม้แต่น้อย
“ถ้าผมบอกว่ารักษาได้ คุณจะเชื่อไหม”
ชิงจูหัวเราะเบา ๆ “คุณไม่ใช่หมอเทวดา”
“ผมไม่ใช่หมอเทวดา แต่ผมรู้วิธีรักษา”
เขาหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ออกจากกระเป๋า ภายในมีเข็มเงินหลายเล่มกับขวดกระเบื้องสีขาว กล่องนั้นเป็นสิ่งเดียวที่บิดาของเขาทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิต ชายชราคนนั้นเคยเป็นหมอประจำกองทัพ และเคยรักษาบาดแผลของคนจำนวนมากโดยไม่เคยเปิดเผยวิชาให้คนนอก
เย่เฉินไม่เคยบอกใครว่า หลังจากบิดาเสียชีวิต เขาใช้เวลาห้าปีฝึกฝนทั้งการแพทย์และการต่อสู้จากตำราที่ถูกซ่อนไว้ใต้พื้นบ้าน เขากลับมาที่หลงเฉิงเพราะได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากผู้เฒ่าหลิน ในนั้นมีเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “ถ้าอยากรู้ว่าพ่อของเจ้าตายเพราะอะไร มาหาข้าที่โรงฝึกตระกูลหลิน”
เขาไม่คิดว่าจะต้องแต่งงานตั้งแต่วันแรกที่มาถึง แต่เมื่อเห็นชิงจูถูกบังคับให้ขึ้นเวทีเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือโรงฝึก เขาก็ตัดสินใจทันที
“หลับตาลง” เขาบอกเธอ
“มันจะเจ็บไหม”
“นิดหน่อย”
“ถ้ารักษาไม่ได้ล่ะ”
เย่เฉินมองเธอผ่านกระจก “ผมจะไม่ปล่อยให้คุณต้องเผชิญเรื่องนี้คนเดียว”
คำพูดนั้นเรียบง่ายจนชิงจูเงียบไป เธอหลับตาลงตามคำบอก เขาใช้เข็มเงินปักลงบนจุดต่าง ๆ รอบแผล จากนั้นแต้มยาสีขาวลงบนผิวที่แข็งและตึง
ความร้อนแล่นไปทั่วใบหน้า ชิงจูกัดริมฝีปากจนมีเลือดซึม แต่ไม่ร้องออกมา เย่เฉินคอยจับข้อมือเธอไว้เพื่อให้เธอรู้ว่ายังมีใครอยู่ตรงนั้น
การรักษาครั้งแรกใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง เมื่อเปิดผ้าพันแผลออก แผลยังไม่หาย แต่ผิวบางส่วนที่เคยดำคล้ำเริ่มมีสีจางลงอย่างเห็นได้ชัด
ชิงจูไม่กล้าเชื่อสายตา
“นี่เป็นเพียงครั้งแรก” เย่เฉินพูด “ถ้าทำต่อเนื่องสามเดือน ผิวหน้าของคุณจะฟื้นกลับมาได้มากกว่าที่หมอทั่วไปเคยบอก”
เธอยกมือแตะใบหน้าอย่างระมัดระวัง “คุณไปเรียนสิ่งนี้มาจากไหน”
“จากคนที่สัญญากับผมว่าจะกลับมา แต่ไม่เคยได้กลับมา”
ชิงจูไม่ถามต่อ เธอเห็นความเศร้าในดวงตาของเขา และเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าเขาเองก็มีบาดแผลที่มองไม่เห็น
เช้าวันต่อมา เย่เฉินเข้าร่วมการประชุมของโรงฝึก หลินเหยาหัวประกาศต่อหน้าผู้อาวุโสว่า เขาจะมอบสิทธิ์การบริหารให้ชิงจูหลังจากแต่งงาน และให้เย่เฉินเป็นผู้ช่วยดูแลกิจการจนกว่าเธอจะพร้อม
หลินเจิ้งลุกขึ้นทันที
“ท่านผู้เฒ่า ท่านจะมอบโรงฝึกให้คนนอกจริงหรือครับ ชายคนนี้แม้แต่การงานเป็นชิ้นเป็นอันยังไม่มี เขาไม่รู้แม้กระทั่งท่าพื้นฐานของมวยตระกูลหลิน”
“เขาเป็นสามีของชิงจู” ผู้เฒ่าตอบ “และชิงจูคือทายาทโดยชอบธรรม”
“ทายาทที่ฝึกมวยไม่ได้เพราะร่างกายอ่อนแอน่ะหรือครับ?”
ชิงจูกำหมัดใต้โต๊ะ เธอเคยถูกพูดเช่นนี้จนชิน แต่วันนี้ความเจ็บปวดกลับชัดเจนกว่าเดิม เพราะเย่เฉินนั่งอยู่ข้างเธอ
หลินเจิ้งโยนถุงมือฝึกลงบนโต๊ะ
“ถ้าเขาอยากเป็นคนของตระกูลหลิน ก็ให้พิสูจน์ตัวเอง ถ้าเอาชนะหลินหาว ลูกชายของผมได้ ผมจะไม่คัดค้านอีก”
หลินหาวเป็นนักมวยหนุ่มที่ชนะการแข่งขันระดับจังหวัดหลายครั้ง เขาสูงกว่าเย่เฉินเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ และมีชื่อเสียงเรื่องกำลังหมัดรุนแรง
เย่เฉินกลับส่ายหน้า
“ผมไม่จำเป็นต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเองด้วยการทำร้ายใคร”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
“กลัวหรือไง?” หลินหาวถาม
“ไม่กลัว” เย่เฉินตอบ “แต่ถ้าจะประลอง ผมขอเปลี่ยนกติกา ให้ชิงจูเป็นคนตัดสิน”
ทุกคนหันไปมองหญิงสาว
“เธอไม่มีพื้นฐานพอจะตัดสินการต่อสู้” หลินเจิ้งแค่นเสียง
“ถ้าอย่างนั้นพวกคุณก็คงไม่กลัวการตัดสินของเธอ” เย่เฉินพูด
คำท้าทายนั้นทำให้หลินเหยาหัวอนุญาตการประลองในวันรุ่งขึ้น
คืนนั้น ชิงจูพบเย่เฉินอยู่ในลานฝึก เขากำลังดูนักมวยรุ่นเยาว์ซ้อมอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะหยิบกระบองไม้ขึ้นมา
“ท่ามวยตระกูลหลินมีประวัติยาวนาน” เขาพูด “แต่สิ่งที่สืบทอดกันมานานไม่ได้แปลว่าจะไร้จุดอ่อน”
เขาสอนเธอให้ยืนถ่ายน้ำหนักอย่างถูกต้อง สอนวิธีหลบโดยไม่เสียสมดุล และสอนให้ใช้แรงของฝ่ายตรงข้ามย้อนกลับไปหาเจ้าของแรงนั้น
ชิงจูพยายามทำตามหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ขยับ ใบหน้าของเธอจะเจ็บจนต้องหยุด
“ถ้าฉันสู้ไม่ได้ ก็อย่าฝืนเลย”
“คุณไม่จำเป็นต้องชนะด้วยกำลัง” เย่เฉินกล่าว “คนที่ยืนหยัดได้นานกว่าต่างหากที่เป็นผู้ชนะ”
เขามองรูปถ่ายเก่าในห้องฝึก รูปนั้นเป็นภาพบิดาของชิงจูยืนเคียงข้างชายหนุ่มคนหนึ่ง ชายคนนั้นคือบิดาของเย่เฉิน ทั้งสองเคยเป็นสหายร่วมรบและร่วมกันก่อตั้งโรงฝึกแห่งนี้ขึ้นมา
ด้านหลังรูปมีวันที่เขียนไว้ว่า สิบสองปีก่อนเกิดไฟไหม้
เย่เฉินจำวันนั้นได้ดี เพราะมันตรงกับวันที่บิดาของเขาเสียชีวิต
หลังการฝึก ชิงจูถามผู้เฒ่าว่าเหตุใดจึงเชิญเย่เฉินมาแต่งงานกับเธอ แต่ชายชรากลับไม่ตอบตรง ๆ เขาเพียงบอกว่า พ่อของเย่เฉินเคยช่วยชีวิตเขาไว้ และการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่การซื้อขาย
“ถ้าพ่อของเขาเป็นคนสำคัญ ทำไมเขาถึงต้องใช้ชื่ออื่นเข้ามาที่นี่?” ชิงจูถาม
ผู้เฒ่าหลบตา “เมื่อถึงเวลา เขาจะบอกเจ้าเอง”
วันรุ่งขึ้น สนามฝึกเต็มไปด้วยคนในเมือง หลินเจิ้งตั้งใจเชิญผู้มีอิทธิพลและนักข่าวท้องถิ่นมาเป็นพยาน เขาต้องการทำให้เย่เฉินอับอายต่อหน้าทุกคน และใช้ความพ่ายแพ้ของเขาเป็นเหตุผลในการยึดอำนาจบริหารโรงฝึก
การต่อสู้เริ่มขึ้น หลินหาวพุ่งเข้าใส่ด้วยหมัดหนัก เย่เฉินไม่ตอบโต้ เขาหลบทีละก้าวจนเสียงคนดูเริ่มเยาะเย้ย
“คนแบบนี้ยังกล้าแต่งงานกับคุณหนูอีกหรือ?”
“เขาคงรู้ว่าตัวเองชนะไม่ได้ เลยเอาแต่หนี”
ชิงจูยืนอยู่ข้างเวที มือกำเชือกแน่น เย่เฉินบอกเธอว่าอย่าตัดสินจากความเร็ว แต่ให้ดูการลงน้ำหนักของเท้า
ในจังหวะที่หลินหาวเหวี่ยงหมัดขวา เย่เฉินเบี่ยงตัวเพียงเล็กน้อย เขาใช้ฝ่ามือกดข้อศอกของอีกฝ่าย ทำให้หมัดพุ่งผ่านเป้าหมายและร่างใหญ่เสียหลัก
หลินหาวโกรธจัด เขาใช้ท่าหลักของตระกูลหลินต่อเนื่องสามกระบวนท่า แต่เย่เฉินกลับหลบได้ทุกครั้ง จากนั้นจึงใช้นิ้วแตะจุดใต้ไหล่ของเขาเบา ๆ
แขนของหลินหาวชะงักทันที
“เป็นไปไม่ได้” หลินเจิ้งลุกขึ้น “นั่นคือจุดอ่อนของท่ามวยตระกูลเรา ไม่มีคนนอกรู้!”
เย่เฉินปล่อยให้หลินหาวถอยกลับไปตั้งหลัก เขาไม่ได้ซ้ำเติม เพียงพูดว่า “ท่าของพวกคุณแข็งแรง แต่บังคับให้หัวไหล่รับแรงมากเกินไป ถ้ายังฝืนใช้ต่อ อีกไม่กี่ปีแขนจะยกไม่ขึ้น”
คำพูดนั้นทำให้ผู้เฒ่าหันขวับ หลินเหยาหัวรู้ดีว่าคำเตือนนี้ถูกต้อง เพราะนักมวยรุ่นก่อนหลายคนต้องเลิกฝึกด้วยอาการบาดเจ็บตรงจุดเดียวกัน
หลินหาวยังไม่ยอมแพ้ เขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้เท้าพลิกจากอาการชาที่เย่เฉินกดไว้ ร่างของเขาล้มลงอย่างแรง
ชิงจูยกมือขึ้น
“พอแล้ว เย่เฉินชนะ”
ผู้คนเงียบกริบ หลินเจิ้งมองหลานสาวด้วยความโกรธ แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร เย่เฉินกลับเข้าไปช่วยพยุงหลินหาวขึ้น
“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อแย่งตำแหน่งจากใคร” เขากล่าว “ถ้าคุณยอมรักษาไหล่ ผมช่วยได้”
หลินหาวสะบัดมือเขาออก แต่สีหน้าเริ่มลังเล เพราะแขนขวาของเขายังชาอยู่
ชัยชนะครั้งนั้นทำให้เย่เฉินได้รับการยอมรับจากคนรุ่นเยาว์บางส่วน แต่หลินเจิ้งกลับยิ่งหวาดระแวง เขาเริ่มตรวจสอบอดีตของชายหนุ่ม และพบว่าเย่เฉินเคยทำงานรับจ้างในหลายเมืองโดยไม่เคยเปิดเผยครอบครัว
คืนนั้น ห้องเก็บเอกสารของโรงฝึกถูกงัด ผู้บุกรุกค้นหาสมุดบัญชีเก่าและเอกสารสิทธิ์ที่ดิน แต่ไม่ได้ขโมยเงินสักบาท
ชิงจูเป็นคนพบร่องรอยก่อน เธอสังเกตว่ากล่องเอกสารที่ถูกเปิดมีฝุ่นเกาะอยู่ด้านบน แต่พื้นใต้โต๊ะกลับมีรอยรองเท้าเปียก เหมือนคนร้ายรู้ล่วงหน้าว่าต้องค้นหาอะไร
เย่เฉินตรวจรอยนั้นแล้วพบเศษดินสีแดงแบบเดียวกับดินหลังโรงฝึกของหลินเจิ้ง
“คุณสงสัยอาหรือ?” ชิงจูถาม
“ผมสงสัยทุกคนที่ได้ประโยชน์จากเอกสารที่หายไป”
วันต่อมา หลินเจิ้งประกาศว่าโรงฝึกมีหนี้สินจำนวนมาก และเสนอให้ขายที่ดินด้านหลังแก่บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งเพื่อแก้ปัญหา เขาอ้างว่าเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุด แต่ชิงจูพบว่าราคาขายต่ำกว่ามูลค่าจริงเกือบครึ่งหนึ่ง
เมื่อเธอคัดค้าน หลินเจิ้งตบโต๊ะ
“เธอจะรู้อะไร เรื่องบัญชีเธอไม่เข้าใจด้วยซ้ำ ถ้าไม่ขาย ที่นี่ก็จะถูกยึด”
เย่เฉินขอดูบัญชี เขาพบว่าหนี้ส่วนใหญ่เกิดจากสัญญากู้เงินที่มีลายเซ็นของผู้เฒ่าหลิน แต่วันที่ในเอกสารเป็นวันที่หลังจากผู้เฒ่าเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว
“ลายเซ็นนี้ไม่ใช่ของผู้เฒ่า” เขาพูด
หลินเจิ้งหัวเราะ “แกเป็นใครถึงกล้ากล่าวหาฉัน?”
ชิงจูนำเอกสารไปให้ทนายตรวจสอบ ลายเซ็นยังต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ แต่ทนายยืนยันว่าหากเอกสารถูกทำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต การขายที่ดินก็ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที
หลินเจิ้งเริ่มกดดันหนักขึ้น เขาให้คนปล่อยข่าวว่าเย่เฉินแต่งงานกับชิงจูเพราะเงิน และกล่าวหาว่าเขาเป็นคนหลอกลวงที่ต้องการยึดโรงฝึก
ชิงจูได้ยินข่าวเหล่านั้นจนเริ่มหวั่นไหว เย่เฉินไม่เคยอธิบายว่าเขามาที่เมืองนี้เพราะอะไร ยิ่งเขาปกป้องเธอมากเท่าไร เธอยิ่งกลัวว่าวันหนึ่งเขาจะทิ้งเธอเมื่อความจริงถูกเปิดเผย
คืนหนึ่ง เธอเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า
“ฉันจะไปอยู่ที่อื่นสักพัก”
เย่เฉินมองกระเป๋าแล้วถาม “เพราะข่าวพวกนั้นหรือ”
“เพราะฉันไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไร”
เขาเงียบไปนาน ก่อนหยิบจดหมายเก่าออกจากกล่องไม้
“ผมมาที่นี่เพราะพ่อของผมตายอย่างมีเงื่อนงำ”
ชิงจูชะงัก
“คืนที่โรงฝึกเก่าถูกไฟไหม้ พ่อของผมอยู่ที่นั่นด้วย ทุกคนบอกว่าเขาเสียชีวิตเพราะช่วยแม่ของคุณ แต่ก่อนตายเขาส่งข้อความมาหาผมว่า อย่าเชื่อคนที่ถือกุญแจห้องเก็บเอกสาร”
ชิงจูมองกุญแจที่แขวนอยู่หน้าห้องนั้น เธอจำได้ว่าหลินเจิ้งเป็นคนถือกุญแจสำรองมาตลอด
“คุณคิดว่าครอบครัวฉันเกี่ยวข้องกับการตายของพ่อคุณ?”
“ผมยังไม่รู้” เย่เฉินตอบตรง ๆ “แต่ผมรู้ว่ามีบางคนใช้ไฟไหม้ครั้งนั้นปิดบังเรื่องบางอย่าง”
ชิงจูวางกระเป๋าลง
“ถ้าคุณยังไม่รู้ ก็อย่าเพิ่งตัดสินพวกเรา”
“ผมไม่เคยตัดสินคุณ”
“แต่คุณเข้ามาแต่งงานกับฉันเพื่อค้นหาความจริง”
คำพูดนั้นทำให้เย่เฉินนิ่งงัน เขาไม่อาจปฏิเสธได้ทั้งหมด แม้ความรู้สึกที่มีต่อเธอจะไม่ใช่เรื่องหลอกลวง แต่จุดเริ่มต้นของการแต่งงานก็เกิดจากความลับจริง ๆ
ชิงจูไม่ได้ออกจากบ้าน เธอเพียงขอให้เขาไม่ปิดบังเธออีก
หลังจากนั้น ทั้งสองเริ่มตรวจสอบประวัติโรงฝึกด้วยกัน พวกเขาพบว่าในคืนเกิดไฟไหม้ กล้องวงจรปิดหายไปสิบเจ็ดนาที และบันทึกการซื้อสารไวไฟถูกแก้ไขในภายหลัง ชื่อผู้ซื้อถูกลบออก แต่หมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้สั่งซื้อยังเหลืออยู่บางส่วน
หมายเลขนั้นเคยติดต่อกับโทรศัพท์ของหลินเจิ้งหลายครั้ง
อย่างไรก็ตาม หลักฐานยังไม่พอจะกล่าวหาเขา และหลินเจิ้งก็เตรียมสวนกลับ เขาแจ้งว่าชิงจูไม่มีสิทธิ์บริหารโรงฝึก เพราะเอกสารการสืบทอดถูกทำลายไปแล้ว พร้อมเรียกประชุมญาติทุกคนเพื่อถอดเธอออกจากตำแหน่ง
ในวันที่ประชุม หลินเหยาหัวล้มหมดสติหลังดื่มชา เย่เฉินตรวจชีพจรและพบว่าอาการไม่ได้เกิดจากโรคเดิม แต่มีสารบางอย่างทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว
เขารีบช่วยชีวิตผู้เฒ่าไว้ได้ แต่เรื่องนั้นทำให้ทุกคนตื่นตระหนก หลินเจิ้งรีบกล่าวหาว่าเย่เฉินเป็นคนวางยาเพื่อสร้างสถานการณ์
“เขาเป็นคนเดียวที่อยู่ใกล้พ่อ!” หลินเจิ้งตะโกน
ตำรวจเข้ามาสอบสวน ทุกคนในบ้านต้องให้ปากคำ เย่เฉินยืนยันว่าไม่ควรรีบกล่าวหาใคร แต่เขาเก็บถ้วยชาไว้และส่งตรวจอย่างเป็นทางการ
ในคืนนั้น ชิงจูพบว่าผู้เฒ่าพยายามเขียนบางอย่างก่อนหมดสติ เป็นเพียงตัวอักษรสองตัวบนกระดาษ “ห้องใต้ดิน”
ใต้พื้นห้องเก็บอุปกรณ์เก่ามีทางลงที่ถูกปิดด้วยตู้เหล็ก ทั้งสองช่วยกันเปิดมัน และพบหีบโลหะที่มีเอกสารจำนวนมากอยู่ข้างใน
เอกสารชุดแรกเป็นสมุดบัญชีของโรงฝึกเมื่อสิบสองปีก่อน มีรายการเงินก้อนใหญ่ถูกโอนออกหลายครั้งไปยังบริษัทที่ไม่มีชื่อในทะเบียนปัจจุบัน เอกสารอีกชุดเป็นสัญญาประกันชีวิตของบิดาเย่เฉินและมารดาของชิงจู
สิ่งที่ทำให้ชิงจูตัวสั่นคือ หนังสือมอบอำนาจฉบับหนึ่งลงวันที่ก่อนเกิดไฟไหม้เพียงสองวัน ในเอกสารนั้น หลินเจิ้งได้รับสิทธิ์จัดการทรัพย์สินของโรงฝึก หากผู้เฒ่าและทายาทเสียชีวิต
“เขาเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว” ชิงจูพูด
แต่ยังมีของอีกชิ้นในหีบ เป็นเครื่องบันทึกเสียงเก่า หลินเหยาหัวบันทึกข้อความไว้ก่อนเกิดเหตุ
“ถ้าใครได้ฟังสิ่งนี้ แปลว่าผมอาจไม่มีโอกาสพูดด้วยตัวเอง หลินเจิ้งยักยอกเงินของโรงฝึกมาหลายปี ผมกำลังจะเปิดโปงเขา เขาขู่ว่าจะทำร้ายชิงจู แต่พ่อของเย่เฉินรู้เรื่องและเข้ามาช่วยผม”
เสียงในเทปหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนผู้เฒ่าจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“คืนเกิดเหตุ หลินเจิ้งเป็นคนจุดไฟ เขาตั้งใจเผาเอกสารและฆ่าผมกับชิงจู พ่อของเย่เฉินพาชิงจูออกไปได้ แต่กลับเข้าไปช่วยภรรยาของผม และไม่ยอมออกมาอีก”
ชิงจูร้องไห้เงียบ ๆ เธอเข้าใจมาตลอดว่ามารดาเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ แต่ความจริงคือบิดาของเย่เฉินยอมตายเพื่อช่วยเธอและแม่ของเธอ
เย่เฉินกำเครื่องบันทึกแน่น ความแค้นที่ติดอยู่ในใจมาหลายปีไม่ได้หายไป แต่กลับมีน้ำหนักมากกว่าเดิม เพราะคนที่เขาเคยสงสัยอาจเป็นครอบครัวเดียวกับผู้หญิงที่เขารัก
ก่อนที่ทั้งสองจะนำหลักฐานไปให้ตำรวจ หลินเจิ้งรู้ว่าห้องใต้ดินถูกเปิด เขาส่งคนมาปิดทางออกในตอนกลางคืน ไฟในโรงฝึกดับลง และกลิ่นควันก็เริ่มลอยเข้ามา
ชิงจูได้ยินเสียงคนล็อกประตูจากด้านนอก เธอพยายามเปิดหน้าต่างแต่ถูกเหล็กดัดขวางไว้
“เขาจะเผาโรงฝึกอีกครั้ง” เธอพูด
เย่เฉินทุบกุญแจด้วยศอกจนเลือดออก แต่ประตูไม่เปิด เขาใช้ผ้าชุบน้ำพันรอบตัวชิงจู แล้วพาเธอคลานผ่านช่องระบายอากาศไปยังห้องฝึกเก่า
เปลวไฟลามเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผู้คนด้านนอกเริ่มตะโกน หลินหาวซึ่งอยู่เวรกลางคืนได้กลิ่นควันและพยายามช่วย แต่คนของบิดาขวางเขาไว้
เย่เฉินจำได้ว่าผู้เฒ่าเคยบอกว่าพื้นใต้เสาไม้ต้นที่สามกลวง เขาใช้แรงทั้งหมดกระแทกพื้นจนแผ่นไม้แตก เผยให้เห็นทางออกฉุกเฉินที่เชื่อมกับลานหลังโรงฝึก
เขาพาชิงจูออกมาได้ก่อนหลังคาจะถล่มลงมา
หลินเจิ้งยืนอยู่ห่างออกไปพร้อมถังน้ำมันในมือ เขาไม่ทันสังเกตว่าหลินหาวกำลังบันทึกภาพทุกอย่างด้วยโทรศัพท์
“พ่อ!” หลินหาวตะโกน “ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้?”
หลินเจิ้งหันกลับมา สีหน้าของเขาแตกสลายเป็นครั้งแรก
“เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นค่าของฉัน!” เขาตะโกน “ฉันทำงานให้ตระกูลนี้มาทั้งชีวิต แต่ผู้เฒ่ากลับจะมอบทุกอย่างให้เด็กผู้หญิงที่ไม่เคยขึ้นเวที ส่วนแกก็เอาแต่แพ้และทำให้ฉันขายหน้า!”
“ท่านผู้เฒ่าไม่เคยตัดสิทธิ์คุณ” ชิงจูพูด “ถ้าคุณขออย่างถูกต้อง เขาคงให้คุณดูแลโรงฝึก แต่คุณเลือกขโมยและฆ่าคน”
หลินเจิ้งกำถังน้ำมันแน่น เขาขยับเข้าหาเธอ แต่เย่เฉินก้าวมาขวาง
“พ่อของผมตายเพราะคุณ”
“เขาเลือกเอง” หลินเจิ้งหัวเราะอย่างสิ้นหวัง “ทุกคนที่ตายคืนนั้นเลือกเองทั้งนั้น”
หลินหาวส่งภาพให้ตำรวจแล้ว เจ้าหน้าที่มาถึงพร้อมหลักฐานจากห้องใต้ดิน รายงานตรวจสารในถ้วยชา และบันทึกการเงินที่แสดงการยักยอกเงินหลายปี หลินเจิ้งถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนในข้อหาวางเพลิง ทำร้ายร่างกาย และปลอมแปลงเอกสาร ส่วนคดีไฟไหม้เก่าถูกเปิดขึ้นใหม่
เขาไม่ได้เสียทุกอย่างในคืนเดียว โรงฝึกยังมีหนี้และต้องหยุดการฝึกชั่วคราวเพื่อซ่อมแซม แต่ทรัพย์สินที่เขาพยายามขายถูกระงับไว้ เงินที่ยักยอกต้องเข้าสู่กระบวนการเรียกคืน และชื่อเสียงของตระกูลหลินต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้น
หลินหาวขอถอนตัวจากการแข่งขันและให้การกับตำรวจ แม้เขาจะโกรธบิดา แต่ไม่ยอมปกป้องคนผิด เขายังมาหาเย่เฉินเพื่อรักษาไหล่ตามที่เคยเสนอให้
“ผมยังไม่ให้อภัยพ่อ” หลินหาวพูด “แต่ผมไม่อยากกลายเป็นเขา”
เย่เฉินช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเขาโดยไม่คิดเงิน และชวนให้กลับมาช่วยสอนเด็กในโรงฝึกเมื่อหายดี
หลินเหยาหัวรอดชีวิต แต่สุขภาพอ่อนแอลงมาก เขามอบกุญแจห้องเอกสารให้ชิงจูต่อหน้าคนในตระกูล
“ข้าผิดที่ปิดบังความจริง” เขาพูด “ข้าคิดว่าการเงียบจะปกป้องเจ้า แต่ความเงียบทำให้หลินเจิ้งมีเวลาทำร้ายทุกคน”
ชิงจูไม่ได้ตอบว่าให้อภัยทันที เธอเพียงรับกุญแจมาและกล่าวว่า “ต่อจากนี้ เราจะไม่ซ่อนเรื่องสำคัญไว้ใต้พื้นอีกแล้ว”
การรักษาใบหน้าของชิงจูดำเนินต่อไปหลายเดือน เย่เฉินใช้ยาสมุนไพรและเข็มเงินอย่างระมัดระวัง แผลไม่หายสนิททั้งหมด แต่ผิวที่เคยตึงและดำคล้ำค่อย ๆ อ่อนลง เธอสามารถขยับกล้ามเนื้อใบหน้าได้มากขึ้น และไม่ต้องปิดบังตัวเองด้วยผ้าคลุมตลอดเวลา
วันที่เขาพาเธอไปพบแพทย์ผิวหนัง ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าการรักษาได้ผลดี และเสนอวิธีผ่าตัดเพิ่มเติมเพื่อปรับรอยแผลให้เรียบขึ้น ชิงจูฟังอย่างตั้งใจ ก่อนหันไปถามเย่เฉิน
“ถ้าฉันไม่ทำต่อ คุณจะผิดหวังไหม”
“ไม่” เขาตอบ “ใบหน้าของคุณไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คุณมีค่า”
“แต่ฉันอยากทำ” เธอยิ้ม “ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นชมว่าสวย แต่เพราะฉันอยากมองตัวเองโดยไม่รู้สึกว่าถูกไฟไหม้ทุกครั้ง”
เย่เฉินพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นผมจะอยู่ข้างคุณ”
หลังจากการผ่าตัดครั้งสุดท้าย ชิงจูยังมีรอยแผลบาง ๆ เหลืออยู่ แต่เธอไม่ซ่อนมันอีก โรงฝึกเปิดใหม่โดยใช้ชื่อเดิม แต่เปลี่ยนวิธีบริหารทั้งหมด บัญชีถูกเปิดเผยต่อสมาชิก ผู้ฝึกสอนทุกคนได้รับค่าตอบแทนเป็นธรรม และมีการสร้างห้องเล็ก ๆ สำหรับรักษาอาการบาดเจ็บของนักมวย
ชิงจูเป็นผู้ดูแลโรงฝึกอย่างเต็มตัว ส่วนเย่เฉินสอนทั้งการต่อสู้และการปฐมพยาบาล เขายังคงไม่พูดถึงชื่อเสียงหรือเงินรางวัล เขาสนใจเพียงให้เด็ก ๆ รู้ว่าการต่อสู้ไม่ใช่การทำลายคนที่อ่อนแอกว่า
งานแต่งงานครั้งแรกของพวกเขาเป็นเพียงพิธีที่จัดขึ้นเพื่อหยุดเสียงนินทาและรักษาโรงฝึก แต่หนึ่งปีต่อมา ทั้งคู่จัดพิธีเล็ก ๆ อีกครั้งในลานฝึก ไม่มีเงินร้อยล้าน ไม่มีแขกผู้มีอิทธิพล และไม่มีใครถูกบังคับให้ขึ้นเวที
หลินเหยาหัวนั่งอยู่แถวหน้า หลินหาวยืนช่วยดูแลแขก ส่วนเด็ก ๆ ในโรงฝึกส่งเสียงเชียร์เมื่อเย่เฉินสวมแหวนให้ชิงจู
เมื่อถึงคราวของเธอ ชิงจูมองแหวนในมือ แล้วถามเบา ๆ
“คุณยังคิดว่าฉันสวยกว่าผู้หญิงทุกคนในเมืองอยู่ไหม?”
เย่เฉินยิ้ม “ผมไม่เคยเปลี่ยนความคิด”
“แม้จะเห็นรอยแผลแล้ว?”
“โดยเฉพาะเพราะผมเห็นมัน”
เธอไม่ได้ร้องไห้ เธอเพียงยกมือแตะแก้มตัวเองอย่างที่เคยทำในคืนแรก แต่ครั้งนี้นิ้วของเธอไม่ได้สั่น
หลายปีต่อมา โรงฝึกตระกูลหลินกลายเป็นสถานที่ที่รับเด็กยากจนเข้ามาฝึกโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ชิงจูยังคงมีรอยแผลบางส่วนบนใบหน้า และเธอไม่เคยคิดจะลบมันจนหมด เพราะมันเตือนให้เธอจำได้ว่าเธอเคยถูกทำให้เงียบเพียงใด และเลือกจะลุกขึ้นพูดแทนตัวเองอย่างไร
บนผนังห้องฝึกมีรูปถ่ายของชายสองคนที่ยืนเคียงข้างกันเมื่อสิบสองปีก่อน ใต้รูปนั้นมีข้อความใหม่ที่ชิงจูเขียนด้วยมือตัวเองว่า “ความจริงอาจถูกฝังไว้ใต้พื้น แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องเป็นผู้ขุดมันขึ้นมา”
ทุกเย็น หลังเด็ก ๆ กลับบ้าน เย่เฉินจะเก็บเข็มเงินลงในกล่องไม้ใบเดิม แล้วเดินออกไปปิดประตูโรงฝึกพร้อมชิงจู
ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าการแต่งงานกับเขาคือการแลกเปลี่ยนเงินกับชีวิตที่ไม่มีใครต้องการ แต่ท้ายที่สุด เธอจึงรู้ว่าในวันที่ทั้งเมืองหัวเราะเยาะเธอ ชายคนหนึ่งไม่ได้เห็นใบหน้าที่ถูกไฟเผา เขาเห็นเพียงผู้หญิงที่ยังยืนอยู่ท่ามกลางเถ้าถ่าน และยื่นมือให้เธอเลือกว่าจะเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเองหรือไม่.