คนงานก่อสร้างรับคนจากชั้นสิบแปด ก่อนโอนเงินสามหมื่นล้านและเปิดโปงความลับที่ตระกูลหลินซ่อนไว้

เสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายคนหนึ่งที่ร่วงผ่านหน้าต่างชั้นสิบแปดของอาคารหยุนตี้จิงหนาน ผู้คนด้านล่างเงยหน้ามองอย่างตื่นตระหนก แต่ก่อนที่ร่างนั้นจะกระแทกพื้น ชายในชุดคนงานก่อสร้างกลับก้าวออกมาและรับเขาไว้ได้ราวกับน้ำหนักของคนทั้งคนไม่ใช่สิ่งใดเลย

ไม่มีใครรู้ว่าควรตกใจกับคนที่ตกลงมาหรือคนที่รับเขาไว้ก่อนกันแน่ และไม่มีใครรู้ว่า ชายคนงานคนนั้นไม่ได้มาที่เจียงเฉิงเพื่อทำงานก่อสร้างเลย

หลินอวี้เหยาเป็นคนแรกที่ฝ่าฝูงชนเข้าไปหา เธอเห็นเลือดซึมตรงขมับของชายที่ตกลงมา ขณะเดียวกัน ชายผู้ช่วยชีวิตเขาก็ปล่อยมืออย่างระมัดระวังแล้วคุกเข่าตรวจชีพจร ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยฝุ่น ผมยุ่ง เสื้อผ้าเก่า และมีบัตรประจำตัวคนงานแขวนอยู่ที่คอ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งเย็นจนไม่มีใครกล้าสบตานานๆ

“เขายังมีชีพจร” ชายคนนั้นพูด “เรียกรถพยาบาล แล้วอย่าให้ใครขึ้นไปชั้นสิบแปด”

อวี้เหยามองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ความรู้สึกคุ้นเคยแล่นผ่านหัวใจอย่างรุนแรง เธอจำท่าทางการยืนและน้ำเสียงนั้นได้ แม้เวลาจะผ่านไปสามปีแล้วก็ตาม

“เซียวจิ่ง?”

ชายคนนั้นหันมาเพียงเล็กน้อย สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แต่ปลายนิ้วที่เปื้อนเลือดกลับกำแน่น

ก่อนที่อวี้เหยาจะได้ถามอะไร เสียงหัวเราะเย็นชาก็ดังมาจากทางประตูอาคาร เจ้าเทียนหาวเดินออกมาพร้อมชายชุดดำหลายคน เขามองคนเจ็บบนพื้นเหมือนมองสิ่งของไร้ค่า แล้วหันมายิ้มให้เธอ

“เธอยังมีเวลาสนใจคนอื่นอีกหรือ” เขาถาม “เงินกู้หนึ่งพันแปดร้อยล้านหยวนของตระกูลหลินจะครบกำหนดตอนสี่โมงเย็น ธนาคารทุกแห่งในเจียงเฉิงได้รับคำเตือนแล้ว ไม่มีใครกล้าให้เธอยืมแม้แต่หยวนเดียว”

อวี้เหยากำมือแน่น “นายทำอะไรกับพ่อฉัน”

“ฉันไม่ได้ทำอะไร” เทียนหาวตอบช้าๆ “ฉันแค่เชิญเขาไปคุยเรื่องหนี้สิน ถ้าเธอยอมลงนามโอนบริษัทก่อสร้างหลินให้ฉัน หนี้ทั้งหมดจะหายไปทันที”

“แล้วถ้าฉันไม่เซ็น?”

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดภาพชายชราที่ถูกมัดอยู่ในห้องมืด หลินเจิ้นตง บิดาของอวี้เหยา นั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้ามีรอยช้ำหลายแห่ง

หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบจนหายใจไม่ออก

“เธอก็จะได้เห็นว่าธุรกิจที่พ่อของเธอสืบทอดมาหลายสิบปีพังลงต่อหน้าต่อตา” เทียนหาวพูด “ส่วนพ่อของเธออาจไม่ได้มีโอกาสเห็นมัน”

เซียวจิ่งเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์เพียงครู่เดียว ก่อนจะเก็บสายตากลับมา เขาไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

สามปีก่อน เขาเคยเป็นคนที่อวี้เหยาคิดว่าตายไปแล้ว

ตอนนั้น เซียวจิ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพภาคเหนือ ผู้คนเรียกเขาว่าเทพสงคราม เพราะเขาเคยนำทหารออกจากพื้นที่อันตรายหลายครั้งโดยไม่เคยทอดทิ้งผู้ใต้บังคับบัญชา แต่หลังจากภารกิจหนึ่งที่ล้มเหลว เขากลับหายตัวไป บันทึกทางราชการระบุว่าเขาลาออกจากตำแหน่งและออกจากกองทัพ ส่วนข่าวลือในเจียงเฉิงบอกว่าเขาถูกศัตรูสังหารแล้ว

อวี้เหยาไม่เคยเชื่อข่าวนั้น แต่เธอก็ไม่เคยได้รับคำอธิบายจากเขา

ในคืนที่เขาหายไป เซียวจิ่งทิ้งเพียงเข็มกลัดโลหะรูปเสือเหนือไว้บนโต๊ะ และข้อความสั้นๆ ว่า “อย่าตามหาฉัน”

เธอทำตามคำสั่งนั้นอยู่สามปี จนกระทั่งวันนี้ ชายคนเดียวกันกลับยืนอยู่ตรงหน้าในชุดคนงานก่อสร้าง พร้อมรับคนจากชั้นสิบแปดด้วยมือเปล่า

“เธอรู้จักเขาหรือ” เทียนหาวถามด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

“ไม่เกี่ยวกับนาย” อวี้เหยาตอบ

“เกี่ยวสิ ทุกอย่างที่เธอทำตอนนี้เกี่ยวกับฉัน” เขาดีดนิ้ว ชายชุดดำสองคนลากเธอเข้ามาใกล้ “เหลือเวลาอีกสามสิบวินาที ลงนามในเอกสาร หรือคุกเข่าขอร้องให้ฉันยกเลิกการยึดบริษัท”

บนพื้นด้านข้างมีเอกสารวางอยู่ พร้อมปากกาสีดำเล่มหนึ่ง อวี้เหยาจำปากกานั้นได้ มันเป็นของบิดา เธอเคยเห็นมันอยู่ในลิ้นชักห้องทำงานมาตั้งแต่เด็ก บนปลอกปากกามีรอยขีดเล็กๆ สามรอยที่เธอเป็นคนทำตอนอายุสิบขวบ

เทียนหาวก้มลงมองนาฬิกา “ยี่สิบวินาที”

“สิบแปด” ชายข้างเขาพูดตาม

อวี้เหยามองเอกสาร เธอรู้ว่าหากเซ็น บริษัทจะตกเป็นของเทียนหาวทันที พนักงานหลายพันคนจะสูญเสียงาน ผู้รับเหมารายย่อยจะไม่ได้รับเงิน และชื่อของตระกูลหลินจะถูกลบออกจากวงการก่อสร้างเจียงเฉิงภายในคืนเดียว

เธอไม่กลัวการเสียเงิน แต่เธอไม่อาจยอมให้คนงานที่พ่อดูแลมาตลอดชีวิตต้องรับผลจากความแค้นของเทียนหาว

“ห้า”

อวี้เหยาหยิบปากกา แต่แทนที่จะเซ็น เธอกลับหักมันออกเป็นสองท่อน

เสียงหัวเราะรอบข้างหยุดลง

“ฉันจะไม่ลงนามในเอกสารที่เกิดจากการลักพาตัว” เธอพูด “ถ้านายอยากได้บริษัท ก็ไปพิสูจน์ในศาล”

เทียนหาวตบหน้าเธอจนใบหน้าหันไปตามแรง เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เซียวจิ่งก็จับข้อมือเขาไว้

ไม่มีใครเห็นว่าเขาเคลื่อนไหวอย่างไร รู้ตัวอีกที เทียนหาวก็ถูกบิดแขนจนคุกเข่าลงกับพื้น

“ปล่อยฉัน” เทียนหาวกัดฟัน

“ถ้านายแตะต้องเธออีกครั้ง” เซียวจิ่งพูดเสียงต่ำ “นายจะไม่มีมือข้างไหนใช้เซ็นเอกสารได้”

บอดี้การ์ดพุ่งเข้ามาพร้อมกัน เซียวจิ่งผลักอวี้เหยาไปด้านหลังแล้วรับการโจมตีทุกครั้งอย่างแม่นยำ เขาไม่ใช้กำลังเกินจำเป็น แต่ทุกการเคลื่อนไหวทำให้ชายชุดดำล้มลงอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งนาที ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเทียนหาวได้อีก

ผู้คนรอบข้างเริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย เทียนหาวเห็นสถานการณ์ไม่เป็นใจจึงถอยหลัง แต่ก่อนออกไป เขากระซิบกับอวี้เหยา

“พ่อของเธอยังอยู่ในมือฉัน และนี่เป็นแค่ประตูบานแรก ถ้าเธอคิดว่าคนงานก่อสร้างคนนี้ช่วยเธอได้ เธอก็ลองดู”

คืนนั้น อวี้เหยาพาเซียวจิ่งกลับไปยังสำนักงานชั่วคราวของตระกูลหลิน อาคารสำนักงานใหญ่ถูกเจ้าหนี้ปิดผนึกไว้แล้ว เหลือเพียงห้องเก็บแบบแปลนเก่าที่ไม่มีใครสนใจ เธอเปิดกล่องปฐมพยาบาลและเช็ดเลือดบนแขนเขา

“สามปีที่ผ่านมา นายอยู่ที่ไหน”

“ที่ที่ไม่มีใครตามเจอ”

“ทำไมถึงกลับมา”

เซียวจิ่งไม่ตอบทันที เขามองเข็มกลัดรูปเสือที่ห้อยอยู่บนคอเธอ

“เพราะคนที่ฆ่าผู้บัญชาการกูเซียวเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง”

อวี้เหยาชะงัก กูเซียวเป็นพี่ชายของเธอและเป็นเพื่อนร่วมรบของเซียวจิ่ง เขาถูกพบเป็นศพในโกดังร้างเมื่อสามปีก่อน คดีถูกสรุปว่าเป็นการปล้นที่ผิดพลาด แต่เซียวจิ่งไม่เคยเชื่อเช่นนั้น

“นายคิดว่าพี่ฉันไม่ได้ตายเพราะโจรปล้น?”

“เขาถูกฆ่าเพราะค้นพบการโอนเงินจำนวนมหาศาลผ่านบริษัทของพ่อเธอ” เซียวจิ่งตอบ “แต่บริษัทของพ่อเธอไม่ได้เป็นคนทำ สิ่งที่เขาพบคือมีใครบางคนใช้ชื่อของตระกูลหลินบังหน้า”

อวี้เหยานึกถึงคืนที่พี่ชายเสียชีวิต ก่อนหน้านั้นหนึ่งสัปดาห์ กูเซียวเคยโทรหาเธอ เขาพูดเพียงว่า หากวันหนึ่งพ่อขอให้เธอเปิดตู้เซฟในห้องทำงาน อย่าเชื่อเอกสารที่มีลายเซ็นของเขา เพราะลายเซ็นนั้นอาจไม่ใช่ของเขา

หลังจากนั้นโทรศัพท์ของเขาก็ถูกปิด

“พ่อรู้เรื่องนี้หรือ” เธอถาม

“รู้บางส่วน” เซียวจิ่งตอบ “และเขาพยายามปกป้องเธอด้วยการเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว”

“ปกป้องฉันด้วยการปิดบังความจริงจนบริษัทกำลังจะล้มละลายอย่างนั้นหรือ”

ความโกรธของอวี้เหยาไม่ได้มีต่อเทียนหาวเท่านั้น แต่มีต่อชายชราที่เธอรักที่สุดด้วย เธอเคยคิดว่าพ่อเป็นเสาหลักของครอบครัว ทว่าตอนนี้เธอเริ่มสงสัยว่าใต้เสานั้นมีรอยร้าวมากมายเพียงใด

เซียวจิ่งหยิบกระสุนปืนเก่าออกจากกระเป๋า กระสุนมีรอยสลักเป็นตัวอักษรเล็กๆ ว่า S-18

“นี่เป็นของที่พบข้างศพกูเซียว” เขาพูด “และวันนี้ฉันพบสัญลักษณ์เดียวกันบนเครื่องควบคุมลิฟต์ชั้นสิบแปด คนที่ตกลงมาไม่ได้ฆ่าตัวตาย เขาเป็นพยานคนสำคัญ และคนบนชั้นนั้นกำลังจะกำจัดเขา”

อวี้เหยามองกระสุนในมือเขา ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา เธอเคยเห็นเครื่องหมาย S-18 บนกล่องเอกสารของพ่อเมื่อหลายปีก่อน พ่อบอกว่าเป็นรหัสโครงการก่อสร้าง แต่ตอนนั้นเธอไม่เคยถามต่อ

“คืนนี้มีงานเลี้ยงของสมาคมนักลงทุน” เธอพูด “เทียนหาวจะอยู่ที่นั่น รวมถึงคนที่สั่งปิดธนาคารทุกแห่ง ถ้าพ่อถูกขังอยู่ในอาคารเดียวกัน เราต้องเข้าไป”

“ฉันจะเข้าไปเอง”

“ไม่” อวี้เหยาส่ายหน้า “นี่เป็นความลับของตระกูลหลิน และเป็นปัญหาที่พ่อทิ้งไว้ ฉันไม่สามารถรอให้นายเผชิญหน้าแทนฉันทุกครั้งได้”

เซียวจิ่งมองเธอนานกว่าปกติ ก่อนพยักหน้า

งานเลี้ยงจัดขึ้นที่ชั้นบนสุดของศูนย์การค้าหยุนตี้จิงหนาน แขกทุกคนสวมชุดราคาแพง อวี้เหยาสวมชุดสีดำเรียบๆ และพาเซียวจิ่งไปด้วย แต่เมื่อถึงทางเข้า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกลับขวางพวกเขา

“คุณเซียวไม่มีรายชื่อเชิญ” ชายเฝ้าประตูพูด “อีกอย่าง การแต่งกายไม่เหมาะสม”

เทียนหาวยืนอยู่ไม่ไกล เขายิ้มอย่างพอใจ “ฉันบอกแล้วว่า งานคืนนี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนงานก่อสร้าง”

อวี้เหยาหันไปมองเขา “ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ไม่เข้าร่วม”

เธอหมุนตัวจะเดินออก แต่เทียนหาวคว้าข้อมือเธอไว้

“วันนี้ถ้าเธอกล้าเดินออกไป ฉันจะทำให้ตระกูลหลินหายไปจากวงการธุรกิจทั้งหมด”

อวี้เหยาดึงมือออก “ตระกูลหลินสร้างช่องทางใหม่ได้ บริษัทหาเงินใหม่ได้ แต่ฉันจะไม่ยอมขายศักดิ์ศรีให้กับคนที่ดูถูกฉันเพียงเพื่อรักษาธุรกิจ”

เซียวจิ่งยกมือแตะบัตรประจำตัวคนงานที่คอ เขากำลังจะหันหลังกลับ ทันใดนั้น รถยนต์สีดำหลายคันก็จอดหน้าทางเข้า ชายวัยกลางคนในเครื่องแบบเรียบก้าวลงจากรถ ผู้คนในงานต่างเงียบลงทันที

“ผู้ตรวจการหานชิวซานมาถึงแล้ว” ใครบางคนกระซิบ

ชายคนนั้นเดินตรงมาหาเซียวจิ่ง ก่อนยืนตัวตรงและทำความเคารพ

“ท่านผู้บัญชาการ”

เสียงกระซิบรอบด้านเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง

หานชิวซานหันไปมองเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย “เขาไม่จำเป็นต้องมีรายชื่อเชิญ หากผู้จัดงานยังกล้าขวางเขา ฉันจะขอตรวจสอบใบอนุญาตของสถานที่แห่งนี้ทั้งหมด”

เทียนหาวหน้าซีด “เขาลาออกจากตำแหน่งแล้ว”

“เขาออกจากตำแหน่ง” หานชิวซานตอบ “แต่ไม่ได้ออกจากความเคารพของทหาร และยิ่งไม่ใช่เหตุผลที่นายจะดูถูกเขา”

อวี้เหยาเดินเข้าไปในงานพร้อมเซียวจิ่ง ความกดดันที่เคยกดทับเธอเหมือนถูกเปิดออกชั่วครู่ แต่เธอรู้ดีว่าเทียนหาวจะไม่ยอมแพ้เพียงเพราะถูกทำให้อับอาย

ไม่นาน เสียงระเบิดเล็กๆ ก็ดังจากด้านหลังงาน ไฟบางส่วนดับลง กลิ่นหอมแปลกๆ แพร่ไปทั่วห้อง ผู้คนเริ่มไอและล้มลงกับพื้น การ์ดรักษาความปลอดภัยตะโกนให้ทุกคนออกจากทางเข้า แต่ประตูฉุกเฉินกลับถูกล็อกจากภายนอก

เซียวจิ่งดึงผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกให้อวี้เหยา “อย่าสูดกลิ่นนี้ มันทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง”

“พ่ออยู่ชั้นไหน”

เธอเห็นชายคนหนึ่งลากกระเป๋าเหล็กผ่านประตูด้านข้าง บนกระเป๋ามีเครื่องหมาย S-18 เช่นเดียวกับกระสุน

เซียวจิ่งกำลังจะตามไป แต่อวี้เหยาคว้าแขนเขาไว้ “ฉันเห็นคนของเทียนหาวพาพ่อไปทางนั้น”

พวกเขาวิ่งเข้าไปในทางเดินบริการ ขณะที่ระบบระบายอากาศเริ่มปล่อยควันสีขาวเข้ามา เซียวจิ่งหยุดหน้าแผงควบคุมแล้วเปิดฝาออกอย่างรวดเร็ว

“ห้องควบคุมหลักอยู่สุดทางเดิน ฉันจะปิดระบบ”

“ฉันไปกับนาย”

“ข้างนอกยังมีคนของเทียนหาวอยู่ ถ้าเราแยกกัน เธอจะปลอดภัยกว่า”

“สามปีที่แล้วนายก็พูดแบบนี้ แล้วหายไป” อวี้เหยาจ้องหน้าเขา “ครั้งนี้ฉันจะไม่ปล่อยให้นายหายไปอีก”

เซียวจิ่งนิ่งไป ก่อนยื่นมีดพับเล่มเล็กให้เธอ

“ถ้าได้ยินเสียงปืน อย่าวิ่งเข้าหาเสียง ให้หาทางออกก่อน”

“นายก็ทำตามที่บอกตัวเองด้วย”

ทั้งสองแยกกันตรงทางเดินแคบ อวี้เหยามุ่งหน้าไปยังห้องเก็บของด้านล่าง เธอพบรอยเลือดหยดเป็นระยะ และเห็นบัตรประจำตัวของกูเซียวตกอยู่ใต้ประตูเหล็ก บัตรใบนี้ถูกเก็บไว้ในห้องของพี่ชายมาตลอดหลังเขาเสียชีวิต ไม่มีทางที่มันจะมาอยู่ที่นี่ได้ หากไม่มีใครนำมันออกมา

เธอใช้มีดงัดประตู ภายในห้องมืดมีกล้องวงจรปิดและเครื่องบันทึกเสียงวางเรียงอยู่ หลินเจิ้นตงถูกมัดอยู่กับเก้าอี้ ส่วนเทียนหาวยืนอยู่ข้างเขา

“เธอมาเร็วกว่าที่คิด” เขาพูด

อวี้เหยาชี้มีดไปข้างหน้า “ปล่อยพ่อฉัน”

เทียนหาวหัวเราะ “คิดว่ามีดเล่มเดียวจะช่วยได้หรือ”

“ไม่ แต่กล้องของนายช่วยฉันได้”

เธอชี้ไปยังไฟสถานะสีแดงบนกล้องตัวหนึ่ง เทียนหาวหันไปมองโดยไม่รู้ตัว อวี้เหยาจึงรู้ว่ากล้องกำลังบันทึกอยู่

“นายบังคับพ่อฉันให้โอนเงิน และใช้ลายเซ็นปลอมยื่นกู้ ถ้าเขาเป็นผู้ร่วมมือจริง นายคงไม่ต้องมัดเขาไว้”

เทียนหาวหน้าเปลี่ยนสี “เธอไม่รู้อะไรทั้งนั้น”

“ฉันรู้ว่าเงินหนึ่งพันแปดร้อยล้านไม่ได้หายไปจากบัญชีบริษัท แต่ถูกส่งต่อไปยังบัญชีของบริษัทเปลือกนอกสามแห่ง และสองแห่งจดทะเบียนในชื่อคนที่ตายไปแล้ว”

หลินเจิ้นตงเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวอย่างตกใจ เขาไม่เคยบอกเธอเรื่องบัญชีเหล่านั้น

อวี้เหยาพูดต่อ “ฉันยังรู้ด้วยว่าโครงการ S-18 ไม่ใช่โครงการก่อสร้าง มันเป็นรหัสการลำเลียงอาวุธผ่านคลังสินค้าของเรา พี่กูเซียวค้นพบเรื่องนี้และถูกฆ่าเพื่อปิดปาก”

เทียนหาวเดินเข้ามาหา “ถ้าเธอรู้แล้วก็ควรรู้ด้วยว่า พ่อของเธอเซ็นเอกสารทุกฉบับ”

“เขาถูกบังคับ” เสียงของเซียวจิ่งดังจากหน้าประตู

เทียนหาวหันกลับไป เห็นเซียวจิ่งยืนอยู่พร้อมชายของหานชิวซานหลายคน

“ระบบระบายอากาศถูกปิดแล้ว” เซียวจิ่งพูด “และสายของนายที่ห้องควบคุมก็ถูกจับหมด”

เทียนหาวคว้าปืนจากเอวแล้วจ่อไปยังหลินเจิ้นตง “ถอยไป ไม่อย่างนั้นคนแก่คนนี้ตาย”

อวี้เหยาสังเกตเห็นมือของพ่อขยับช้าๆ เขาใช้นิ้วเคาะพนักเก้าอี้เป็นจังหวะสามครั้ง หยุดหนึ่งครั้ง แล้วเคาะอีกสามครั้ง เป็นสัญญาณที่ทั้งสองเคยใช้ตอนเธอยังเด็ก หมายถึง “อย่ามองฉัน ให้มองด้านหลัง”

ด้านหลังของเทียนหาวมีตู้เซฟเปิดค้างอยู่ ข้างในมีแฟ้มเอกสารสีแดงและโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง

อวี้เหยาก้าวไปด้านข้าง “เทียนหาว นายต้องการบริษัทของฉันเพราะมันมีสิทธิ์เข้าถึงท่าเรือ ไม่ใช่เพราะต้องการแก้แค้นพ่อฉัน”

“หุบปาก!”

“นายไม่ได้เป็นเจ้าของแผนการทั้งหมด นายเป็นเพียงคนที่รับงานต่อจากคนที่อยู่สูงกว่านาย”

ดวงตาของเขากระตุก อวี้เหยารู้ว่าเธอพูดถูก

“คนคนนั้นคือใคร” เธอถาม

เทียนหาวกำปืนแน่น “พ่อของเธอรู้ดี”

หลินเจิ้นตงหลับตา เขาใช้เวลาหลายวินาทีก่อนพูดออกมา

“เป็นพี่ชายของฉันเอง”

อวี้เหยาชะงัก

พ่อเล่าว่า หลายปีก่อน หลินเจิ้นตงสร้างบริษัทมากับหลินเจิ้นตงผู้เป็นพี่ชายร่วมสายเลือด ทั้งสองเริ่มจากไซต์ก่อสร้างเล็กๆ และสัญญาว่าจะไม่ใช้ธุรกิจทำร้ายผู้คน แต่พี่ชายของเขากลับแอบใช้เส้นทางขนส่งของบริษัทลักลอบขายอาวุธให้กลุ่มอาชญากรรม เมื่อเจิ้นตงค้นพบ เขาพยายามถอนตัวและแจ้งเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ ทว่าพี่ชายกลับขู่จะทำร้ายอวี้เหยาและกูเซียว

เพื่อรักษาชีวิตลูกๆ เจิ้นตงยอมเซ็นเอกสารบางส่วนและเก็บหลักฐานไว้ในตู้เซฟ S-18 เขาคิดว่าจะมีเวลาพอรวบรวมหลักฐานทั้งหมด แต่กูเซียวกลับค้นพบความจริงก่อน และถูกสังหาร

“ฉันผิดเอง” เจิ้นตงพูดเสียงสั่น “ฉันคิดว่าการเงียบจะปกป้องพวกเธอได้ แต่ความเงียบของฉันทำให้พี่ชายมีอำนาจมากขึ้น”

เทียนหาวถอยไปทางประตู เขาไม่ได้เป็นคนวางแผนทั้งหมด แต่เป็นผู้จัดการเงินและคนลงมือในเจียงเฉิง เมื่อรู้ว่าหลักฐานกำลังจะถูกเปิดเผย เขาจึงพยายามยึดบริษัทก่อน

“พวกเธอคิดว่าชนะแล้วหรือ” เขาพูด “แม้ฉันถูกจับ คนที่อยู่เบื้องหลังก็ยังลบทุกอย่างได้”

อวี้เหยามองโทรศัพท์ในตู้เซฟ “ถ้าเขาลบได้ พ่อคงไม่เก็บโทรศัพท์ของพี่ไว้”

หน้าจอถูกล็อกด้วยรหัส เธอลองวันเกิดของกูเซียวไม่สำเร็จ ลองวันก่อตั้งบริษัทก็ไม่สำเร็จ จนสังเกตเห็นรอยขีดสามรอยบนปากกาที่เทียนหาวนำมา อวี้เหยานึกถึงจังหวะเคาะของพ่อ และลองใส่รหัส 3183 ซึ่งเป็นรหัสที่พี่ชายเคยใช้เรียกเธอตอนเด็ก—ชั้นสาม ห้องสิบแปด วันที่สาม

โทรศัพท์เปิดขึ้น

ไฟล์เสียงเริ่มเล่น เสียงของกูเซียวแหบพร่าแต่ชัดเจน

“ถ้าใครได้ฟังไฟล์นี้ แสดงว่าผมคงไม่มีโอกาสกลับบ้านแล้ว เงินที่หายไปไม่ได้ถูกใช้โดยพ่อ แต่ถูกส่งไปซื้อเวลาให้พยานและครอบครัวของพนักงานที่ถูกบังคับให้ร่วมขบวนการ บัญชีทั้งหมดอยู่ในแฟ้มสีแดง ส่วนหลักฐานต้นฉบับถูกส่งให้ผู้ตรวจการหานชิวซานแล้ว”

เทียนหาวหน้าซีดลงทันที

เสียงในโทรศัพท์ดังต่อ “คนที่ออกคำสั่งอยู่ในตระกูลหลิน แต่ไม่ใช่พ่อ ผมไม่รู้ชื่อจริงของผู้ติดต่อ รู้เพียงว่าเขาใช้คำว่า ‘ผู้ดูแลชั้นนอก’ และติดต่อผ่านคนชื่อเทียนหาว”

เซียวจิ่งมองเทียนหาว “คำให้การนี้บันทึกไว้ก่อนนายจะรู้ว่ากูเซียวสืบเรื่องอยู่ นั่นคือเหตุผลที่นายรีบฆ่าเขา”

เทียนหาวยกปืนขึ้น ทว่าอวี้เหยาขว้างมีดใส่ข้อมือเขา ปืนร่วงลงพื้น เซียวจิ่งพุ่งเข้าไปกดเขาลงอย่างรวดเร็ว หานชิวซานเข้าควบคุมตัวทันที

ไม่มีเสียงปืน ไม่มีใครตายเพิ่ม มีเพียงเสียงเครื่องบันทึกที่ยังเล่นต่อไปจนจบ

กูเซียวทิ้งข้อความสุดท้ายไว้ให้น้องสาว

“อวี้เหยา ถ้าเธอเป็นคนได้ยิน ฉันอยากให้เธอรู้ว่า การปกป้องครอบครัวไม่ใช่การยอมให้คนชั่วใช้ชื่อของเรา พ่ออาจตัดสินใจผิด แต่เขาไม่เคยขายเรา อย่าให้ความโกรธทำให้เธอกลายเป็นคนแบบพวกมัน”

หลังจากเทียนหาวถูกนำตัวไป การสืบสวนไม่ได้จบลงในคืนเดียว หลักฐานจากแฟ้มสีแดงต้องถูกตรวจสอบ บัญชีธนาคารถูกอายัด เจ้าหน้าที่เรียกพนักงานและผู้รับเหมาหลายสิบคนไปให้ปากคำ บริษัทของตระกูลหลินยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน และเงินกู้หนึ่งพันแปดร้อยล้านยังไม่หายไปเพียงเพราะมีหลักฐานใหม่

อวี้เหยาจึงตัดสินใจไม่หลบหนี เธอเปิดเผยข้อมูลต่อเจ้าหนี้และพนักงานทั้งหมด ยอมรับว่าบริษัทถูกใช้เป็นทางผ่านของเงินบางส่วน แม้ตัวเธอจะไม่รู้เรื่องมาก่อนก็ตาม เธอขอเวลาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ และนำทรัพย์สินส่วนตัวของครอบครัวบางส่วนออกขายเพื่อจ่ายค่าจ้างพนักงานก่อน

หลายคนตำหนิเธอ บางคนบอกว่าเธอควรปิดบริษัทแล้วหนีไป แต่คนงานเก่าของพ่อกลับยืนอยู่ข้างเธอ พวกเขารู้ว่าเงินที่ถูกกล่าวหาว่าหายไปจำนวนหนึ่งเคยถูกใช้ช่วยครอบครัวของคนงานที่ถูกข่มขู่ และรู้ว่าหลินเจิ้นตงเคยปฏิเสธการขนส่งสินค้าที่ผิดกฎหมายหลายครั้ง แม้จะต้องเสียสัญญาจำนวนมาก

สามเดือนต่อมา เทียนหาวถูกดำเนินคดีในข้อหาลักพาตัว กรรโชก และร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ส่วนผู้บงการที่เป็นพี่ชายของหลินเจิ้นตงหลบหนีออกนอกประเทศในช่วงแรก แต่หลักฐานจากโทรศัพท์และบัญชีปลอมทำให้เจ้าหน้าที่ติดตามเส้นทางเงินได้ เขาถูกจับที่ชายแดนในเวลาต่อมา

หลินเจิ้นตงรอดชีวิตจากการถูกทำร้าย แต่ร่างกายอ่อนแอลงมาก เขาไม่อาจกลับไปบริหารบริษัทได้อีก และเขาไม่ขอให้ลูกสาวให้อภัยง่ายๆ

“ฉันไม่ได้ต้องการให้ลูกบอกว่าพ่อทำถูก” เขาพูดในวันที่ออกจากโรงพยาบาล “ฉันแค่อยากให้ลูกใช้ชีวิตโดยไม่ต้องแบกความกลัวของพ่อไว้”

อวี้เหยานั่งเงียบอยู่ข้างเตียง ก่อนตอบว่า “ฉันยังโกรธพ่ออยู่ แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้ความโกรธทำลายทุกอย่างที่พี่พยายามรักษาไว้”

ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกไม่ได้กลับมาเหมือนเดิมทันที บางคืนอวี้เหยายังสะดุ้งตื่นเพราะฝันเห็นกูเซียว บางครั้งเธอเห็นเอกสารปลอมก็รู้สึกอยากทำลายทุกอย่างแล้วเดินจากไป แต่ทุกครั้งที่เธอกลับไปยังไซต์ก่อสร้างและเห็นคนงานได้รับค่าจ้างตรงเวลา เธอก็รู้ว่าการอยู่ต่อเป็นการตัดสินใจของเธอเอง ไม่ใช่ภาระที่ใครยัดเยียดให้

เซียวจิ่งยังคงอยู่ในเจียงเฉิง แม้เขาจะไม่ได้สวมเครื่องแบบและไม่ต้องการกลับไปรับตำแหน่งเดิม เขาช่วยจัดระบบรักษาความปลอดภัยให้บริษัทและฝึกคนงานให้รู้จักรับมือกับเหตุฉุกเฉิน เมื่ออวี้เหยาถามว่าเขาจะจากไปอีกหรือไม่ เขาตอบเพียงว่า

“ครั้งนี้ ถ้าฉันต้องไป ฉันจะบอกเธอก่อน”

“แค่นั้นยังไม่พอ” เธอพูด

“แล้วต้องทำอย่างไร”

อวี้เหยาส่งเข็มกลัดรูปเสือคืนให้เขา “ต้องกลับมา”

เซียวจิ่งรับเข็มกลัดไว้ แต่ไม่ได้ติดบนเสื้อ เขาใส่มันลงในกระเป๋าเสื้อใกล้หัวใจ

หนึ่งปีหลังจากเหตุการณ์นั้น บริษัทหลินไม่ได้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิมในทันที มันเล็กลงมาก ตัดโครงการที่ไม่โปร่งใสออกทั้งหมด และเลือกทำงานกับผู้รับเหมาที่ตรวจสอบได้ แม้กำไรลดลง แต่ไม่มีพนักงานคนใดต้องหวาดกลัวว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนอื่นอีก

อวี้เหยาเก็บแฟ้มสีแดงไว้ในห้องทำงานใหม่ เธอไม่ได้ซ่อนมันในตู้เซฟ เพราะหลักฐานไม่ควรเป็นความลับของคนเพียงคนเดียวอีกต่อไป ทุกปีในวันที่กูเซียวเสียชีวิต เธอจะเปิดไฟล์เสียงของเขาให้พนักงานรุ่นใหม่ฟัง ไม่ใช่เพื่อปลุกความแค้น แต่เพื่อให้พวกเขารู้ว่าบริษัทเคยเกือบสูญเสียทุกอย่างเพราะคนไม่กี่คนเลือกความเงียบ

ในเย็นวันหนึ่ง เธอกลับไปที่อาคารหยุนตี้จิงหนาน อาคารชั้นสิบแปดถูกปรับปรุงใหม่ หน้าต่างที่เคยมีคนตกลงมาถูกเปลี่ยนเป็นกระจกนิรภัย และติดตั้งระบบป้องกันการเปิดจากภายนอก

เซียวจิ่งยืนอยู่บนดาดฟ้า มองแสงแรกของวันถัดไปค่อยๆ ปรากฏเหนือเมือง

“วันนั้นนายรับเขาไว้ได้อย่างไร” อวี้เหยาถาม “คนคนหนึ่งตกจากชั้นสิบแปด แต่นายรับเขาได้เหมือนรู้ล่วงหน้า”

“ฉันเห็นเงาสะท้อนบนกระจกก่อนเขาจะกระโดด”

“แล้วทำไมถึงเสี่ยง”

เซียวจิ่งหันมามองเธอ “เพราะถ้ายังมีโอกาสช่วยคน เราก็ไม่ควรยืนดูเขาตาย”

อวี้เหยามองเมืองที่เคยพยายามกลืนครอบครัวของเธอ เธอยังจำเสียงหัวเราะของเทียนหาว จำเวลานับถอยหลัง และจำวันที่ทุกคนบอกว่าไม่มีใครกล้าช่วยตระกูลหลินได้

แต่สุดท้าย ความช่วยเหลือไม่ได้มาจากธนาคารหรือมหาเศรษฐี มันมาจากคนงานที่ถูกดูถูก คนเก่าที่ไม่ยอมทอดทิ้งบริษัท และผู้หญิงคนหนึ่งที่ตัดสินใจว่าจะไม่เซ็นชื่อให้กับความกลัวอีก

อวี้เหยาวางบัตรประจำตัวของกูเซียวลงบนขอบหน้าต่าง แล้วหันไปหาเซียวจิ่ง

“กลับบ้านกันเถอะ”

เขาพยักหน้า ทั้งสองเดินลงจากดาดฟ้าไปพร้อมกัน ข้างนอก คนงานกำลังเริ่มงานก่อสร้างในเช้าวันใหม่ และที่ชั้นสิบแปด หน้าต่างบานเดิมสะท้อนแสงอาทิตย์โดยไม่มีใครต้องร่วงหล่นลงมาอีก

Leave a Comment