สามีหายตัวหลังโอนเงินบริษัทสองล้าน แต่ผู้หญิงอีกคนกลับยืนยันว่าเขาอยู่กับเธอและกำลังหนีจากภรรยา

“ถ้าคุณยังมองผู้หญิงคนนั้นไม่เลิก ก็ไปอยู่กับเธอเลย!”

ซูชิงตบหน้าหลินห้าวกลางชายหาด เสียงฝ่ามือกระทบแก้มเขาดังกว่าคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง ผู้คนรอบข้างหันมามอง แต่ชายหนุ่มกลับไม่โกรธ เขาเพียงจ้องเธอด้วยแววตาเหนื่อยล้า ราวกับคำพูดที่กำลังจะเอ่ยมีน้ำหนักมากกว่าการทะเลาะครั้งไหน ๆ

“อย่าเสียใจทีหลังก็แล้วกัน”

เขาพูดแค่นั้น ก่อนหยิบหน้ากากดำน้ำสีเหลืองขึ้นมาแล้วเดินลงทะเลไป

ซูชิงคิดว่าเขาแค่ต้องการประชด เธอจึงยืนกอดอกอยู่บนหาด ปล่อยให้ความโกรธบดบังความรู้สึกผิด แต่ผ่านไปสิบห้านาที หลินห้าวยังไม่กลับมา ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เรือค้นหาลำแรกก็ออกจากฝั่ง และเมื่อครบสามชั่วโมง เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังไม่พบแม้แต่ร่องรอยของเขา

ในห้องพักของโรงแรม กระเป๋าสตางค์ บัตรประชาชน โทรศัพท์สำรอง นาฬิกา และแหวนแต่งงานของเขายังวางอยู่ครบทุกชิ้น มีเพียงตัวหลินห้าวกับโทรศัพท์เครื่องหลักเท่านั้นที่หายไป

“คุณหลินห้าวสูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร ใส่ชุดดำน้ำสีเหลือง ลงทะเลไปเกินสามชั่วโมงแล้ว” เจ้าหน้าที่ประกาศผ่านวิทยุ “ทุกหน่วยเริ่มค้นหาและกู้ภัยทางทะเลทันที”

ซูชิงกุมแหวนแต่งงานแน่นจนขอบโลหะกดเข้าเนื้อ

“เขาต้องไม่เป็นอะไร” เธอพึมพำ “หลินห้าวไม่มีวันทิ้งฉันไปแบบนี้”

แต่เวลาผ่านไปเจ็ดสิบสองชั่วโมง การค้นหาถูกยุติชั่วคราวเนื่องจากกระแสน้ำแรง เจ้าหน้าที่แจ้งว่าโอกาสรอดชีวิตลดลงอย่างมาก ทว่าไม่มีศพ ไม่มีอุปกรณ์ดำน้ำ ไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงว่าเขากลับขึ้นฝั่ง และไม่มีข้อความสุดท้ายจากเขา

สิ่งเดียวที่ปรากฏขึ้นกลับเป็นรายงานทางการเงินของบริษัทเวอร์ซา

หนึ่งวันก่อนหลินห้าวหายตัว เขาโอนเงินของบริษัทจำนวนสองล้านหยวนออกจากบัญชีผู้บริหาร แล้วเงินก้อนนั้นก็ถูกแบ่งโอนไปยังบัญชีหลายบัญชีที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ยาก

ซูชิงนั่งอยู่ในห้องประชุมเล็กของบริษัท ขณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบวางเอกสารลงตรงหน้าเธอ

“คุณแน่ใจหรือคะว่าหลินห้าวเป็นคนอนุมัติรายการนี้”

“ลายเซ็นดิจิทัลและรหัสยืนยันมาจากบัญชีของเขาครับ” เจ้าหน้าที่ตอบ “ถ้ามองตามหลักฐาน เขาอาจวางแผนเอาเงินหนีไปก่อนจะสร้างเหตุการณ์ว่าตัวเองประสบอุบัติเหตุ”

คำพูดนั้นทำให้ซูชิงแทบหายใจไม่ออก

หลินห้าวอาจเป็นคนเย็นชา เขาอาจลืมวันครบรอบแต่งงาน อาจมองผู้หญิงสวยบนชายหาดจนทำให้เธอหงุดหงิด แต่เขาไม่เคยใช้เงินของบริษัทแม้แต่เหรียญเดียวโดยไม่บันทึกหลักฐาน และยิ่งไม่มีทางหนีไปพร้อมกับเงินสองล้านโดยทิ้งของมีค่าทั้งหมดไว้ในห้องพัก

ท่ามกลางข่าวลือที่แพร่ไปทั่วบริษัท ผู้คนเริ่มซุบซิบว่าผู้อำนวยการหลินคงหนีไปกับชู้รัก บางคนบอกว่าเขาเบื่อภรรยาที่เอาแต่ทำงาน บางคนหัวเราะเมื่อซูชิงเดินผ่านทางเดิน

“รู้หน้าก็ไม่รู้ใจจริง ๆ”

“ได้เงินตั้งสองล้าน จะกลับมาทำไม”

ซูชิงทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่ทุกคำกลับฝังลึกอยู่ในใจ เธอใช้เวลาหกปีสร้างทีมสื่อสารของเวอร์ซาขึ้นมาจากศูนย์ หลินห้าวเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ทั้งคู่แต่งงานกันมาเจ็ดปี และแม้ความสัมพันธ์จะห่างเหินลง แต่พวกเขายังวางแผนจะซื้อบ้านหลังเล็กใกล้ทะเลเมื่อเก็บเงินได้พอ

เขาไม่ใช่คนที่จะหอบเงินหนีไป

หรืออย่างน้อย เธออยากเชื่อเช่นนั้น

หนึ่งสัปดาห์หลังการหายตัว บริษัทส่งเด็กฝึกงานคนใหม่มาประจำทีมของซูชิง ชื่อหลินซิงฉือ เขาเป็นชายหนุ่มท่าทางสุภาพ พูดน้อย และมีรอยแผลเล็ก ๆ ที่โคนคิ้วขวา

ทันทีที่เขาเห็นแผ่นพับโครงการท่องเที่ยวที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาก็พูดขึ้นว่า “วิวทะเลที่ไห่หนานสวยมากใช่ไหมครับ ผู้จัดการซู”

ซูชิงเงยหน้าขึ้นทันที

เธอไม่เคยเล่าให้ใครในทีมฟังว่าเคยไปไห่หนานกับหลินห้าว และข้อมูลนั้นก็ไม่ได้อยู่ในเอกสารการทำงานทั่วไป

“เธอรู้ได้อย่างไรว่าเคยไปที่นั่น”

หลินซิงฉือชะงัก ก่อนยิ้มเก้อ ๆ “ผมเห็นจากข้อมูลฝ่ายบุคคลครับ ขอโทษที่ยุ่งเรื่องส่วนตัว”

คำตอบฟังดูสมเหตุสมผล แต่แววตาของเขาไม่ใช่แววตาของคนที่เพิ่งรู้เรื่องนั้นจากเอกสาร เขามองเธอเหมือนกำลังตรวจสอบปฏิกิริยา

คืนนั้น ซูชิงกลับไปค้นกล่องของใช้เก่าที่บ้าน ในรูปถ่ายจากทริปไห่หนาน หลินห้าวยืนอยู่ข้างเธอและยกมือบังแดดให้ ภาพนั้นถ่ายเมื่อสามปีก่อน ก่อนที่เธอจะพบว่าเขาเริ่มเดินทางไปทำงานบ่อยขึ้นและกลับบ้านดึกเกือบทุกคืน

ด้านหลังรูปมีข้อความที่หลินห้าวเขียนไว้ด้วยลายมือ

“ถ้าวันหนึ่งฉันทำให้เธอสงสัย ขอให้จำไว้ว่าฉันยังอยากกลับบ้าน”

ตอนนั้นซูชิงคิดว่าเป็นเพียงคำหวานธรรมดา แต่หลังจากเขาหายตัว ข้อความนี้กลับทำให้เธอนอนไม่หลับ

สามวันต่อมา หญิงสาวชื่อชิงเทียนมาที่ร้านกาแฟใกล้บริษัท เธอแต่งตัวเรียบหรูและวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะตรงหน้าซูชิงโดยไม่สั่งเครื่องดื่ม

“คุณคือซูชิงใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ คุณมีธุระอะไรกับฉัน”

ชิงเทียนเลื่อนรูปถ่ายบนหน้าจอมาให้ดู ในภาพหลินห้าวกำลังนั่งอยู่ในห้องพักแห่งหนึ่ง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกำลังยิ้มให้คนถ่าย

“หลินห้าวอยู่ที่ไหน” ชิงเทียนถาม “แล้วเงินสองล้านของเวอร์ซา พวกคุณเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน”

ซูชิงกำมือใต้โต๊ะ “เขาอยู่กับคุณหรือ”

“เขาอยู่กับฉัน และสบายดีมาก” ชิงเทียนตอบ “อย่างน้อยก็มีอิสระกว่าตอนอยู่กับภรรยาที่คอยจับผิดเขาทุกเรื่อง”

เธอเปิดวิดีโอสั้น ๆ ให้ดู หลินห้าวนั่งอยู่ริมหน้าต่าง เสียงของเขาดังออกมาจากโทรศัพท์

“ชิงเทียน เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”

ซูชิงฟังซ้ำสองครั้ง เสียงนั้นเป็นเสียงของสามีจริง ๆ แต่ภาพมีบางอย่างผิดปกติ เงาที่ตกบนใบหน้าหลินห้าวมาจากคนละทิศกับเงาของแก้วน้ำบนโต๊ะ และวิดีโอไม่มีเสียงลมจากหน้าต่างที่เปิดอยู่

“พวกคุณคบกันมานานแค่ไหน” เธอถาม

“สามปี”

ซูชิงมองใบหน้าของอีกฝ่าย “สามปี แต่เขายังไม่เคยยื่นเรื่องหย่ากับฉัน”

รอยยิ้มของชิงเทียนแข็งค้างไปชั่วขณะ

“เขาบอกว่าจะหย่า หลังจัดการเรื่องบริษัทเสร็จ”

“เขาบอกคุณอย่างนั้นหรือ หรือคุณอยากได้ยินอย่างนั้น”

ชิงเทียนลุกขึ้นทันที “ถ้าคุณไม่เชื่อ ก็ตามหาเขาเองก็แล้วกัน แต่ถ้าหาไม่เจอ ก็อย่ากล่าวหาฉันเมื่อเงินหายไปพร้อมกับเขา”

หลังหญิงสาวเดินออกจากร้าน ซูชิงส่งวิดีโอให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เธอไม่รู้ว่ามันถูกตัดต่อหรือไม่ แต่เธอรู้ว่าหลินห้าวเป็นคนไม่ชอบถูกถ่ายวิดีโอ และในภาพนั้นเขาไม่สวมแหวนแต่งงาน

ช่วงเวลาที่เธอเริ่มสงสัยหลินซิงฉือมากขึ้น ชายหนุ่มกลับเป็นคนเดียวในบริษัทที่ไม่ร่วมพูดถึงสามีของเธอ เขาทำงานละเอียด จดจำเอกสารได้แม่น และมักถามเรื่องรายการโอนเงินเก่าของฝ่ายการเงินโดยอ้างว่าอยากเรียนรู้ระบบบริษัท

วันหนึ่ง ซูชิงพบว่าเขาเปิดแฟ้มโครงการไห่หนานโดยไม่ได้รับอนุญาต

“เธอเป็นใครกันแน่” เธอถามตรง ๆ

หลินซิงฉือยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะ ก่อนค่อย ๆ ปิดแฟ้ม “ผมเป็นเด็กฝึกงานครับ”

“ฉันถามว่าเธอเป็นใคร ไม่ใช่ตำแหน่งงาน”

เขามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม “ถ้าผมตอบว่าเป็นน้องชายของหลินห้าว คุณจะเชื่อไหม”

ซูชิงไม่เคยรู้ว่าหลินห้าวมีน้องชาย หลินห้าวเคยพูดเพียงว่าพ่อแม่เสียชีวิตไปนานแล้วและเขาไม่มีญาติสนิทเหลืออยู่

“หลินห้าวไม่มีน้องชาย”

“เขาไม่อยากให้คุณรู้”

ซิงฉือหยิบภาพถ่ายใบเล็กจากกระเป๋า เป็นภาพเด็กชายสองคนยืนอยู่หน้าร้านอาหารเก่า คนหนึ่งคือหลินห้าว อีกคนคือเขาเอง

“เราใช้คนละนามสกุลหลังพ่อกับแม่แยกทางกัน” เขาพูด “หลินห้าวไปอยู่กับพ่อ ส่วนผมอยู่กับแม่ เขาส่งเงินให้ผมเรียนมาตลอด แต่ไม่เคยยอมให้ผมติดต่อคุณ”

ซูชิงยังไม่วางใจ “แล้วทำไมต้องเข้ามาเป็นเด็กฝึกงาน”

ซิงฉือหลบตา “เพราะผมคิดว่าพี่ชายของผมอาจตายแล้ว และคนในบริษัทกำลังช่วยกันซ่อนความจริง”

เขาเล่าว่า ก่อนหลินห้าวหายตัว หลินห้าวโทรหาเขาในตอนดึก พูดเพียงว่า “ถ้าฉันไม่กลับมา ให้ดูบัญชีของโครงการไห่หนาน อย่าเชื่อชิงเทียน และอย่าให้ซูชิงเซ็นเอกสารใด ๆ”

จากนั้นสายก็ถูกตัด

ซิงฉือไม่เคยได้รับสายอีก เขาจึงสมัครเข้ามาในบริษัทด้วยชื่อของตัวเองเพื่อสืบว่าหลินห้าวกำลังกลัวอะไร

ทั้งสองเริ่มตรวจสอบเอกสารทีละชุด พวกเขาพบว่าการโอนเงินสองล้านไม่ได้เกิดจากคำสั่งเดียว แต่ถูกแบ่งเป็นสิบสองรายการภายในเวลาสี่สิบนาที บางรายการใช้รหัสผ่านของหลินห้าว บางรายการใช้สิทธิ์ของรองประธานบริษัทชื่อกัวเหวินเฉิง

ที่สำคัญ รายการโอนเริ่มขึ้นก่อนหลินห้าวจะไปถึงชายหาดหนึ่งวัน

ถ้าเขาหนีเพราะต้องการเอาเงิน เขาคงไม่จำเป็นต้องแบ่งรายการให้ยุ่งยาก และยิ่งไม่ต้องโอนเงินไปยังบัญชีของบริษัทคู่แข่งที่เขาเคยต่อต้าน

ซูชิงจึงไปพบกัวเหวินเฉิง เขาต้อนรับเธอด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและแสดงความเสียใจต่อการหายตัวของหลินห้าว แต่เมื่อเธอถามถึงรหัสยืนยัน เขากลับตอบว่าจำไม่ได้ว่าเคยอนุมัติรายการเหล่านั้น

“ระบบมีการยืนยันด้วยใบหน้าและโทรศัพท์ของหลินห้าว” เขาพูด “ถ้าเขาเป็นคนทำ คุณก็ต้องยอมรับความจริง”

“แล้วทำไมเงินส่วนหนึ่งถึงไปเข้าบัญชีบริษัทที่คุณเป็นผู้ถือหุ้นเงียบ ๆ”

กัวเหวินเฉิงหน้าเปลี่ยนสี “คุณกำลังกล่าวหาผม”

“ฉันกำลังถามว่าคุณรู้จักบัญชีนั้นได้อย่างไร ทั้งที่รายงานฉบับนี้ยังไม่ถูกส่งให้คณะกรรมการ”

เขาไม่ตอบ แต่ในคืนนั้น ซูชิงได้รับข้อความจากหมายเลขไม่รู้จัก

“เลิกขุดคุ้ย ถ้าไม่อยากเสียคนที่เหลืออยู่”

เธอแจ้งตำรวจทันที ทว่าไม่มีทางระบุตัวผู้ส่งได้ หลักฐานที่มีจึงยังไม่เพียงพอจะเอาผิดใคร ส่วนบริษัทเริ่มพักงานเธอชั่วคราว โดยอ้างว่าเธออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนเงินและพยายามบิดเบือนการตรวจสอบ

ซูชิงกลับถึงบ้านพบว่าประตูถูกเปิดทิ้งไว้ ลิ้นชักที่เก็บเอกสารถูกค้นกระจาย กล่องรูปถ่ายหายไป และคอมพิวเตอร์ของเธอถูกถอดฮาร์ดไดรฟ์

แต่คนที่บุกรุกพลาดสิ่งหนึ่ง—เครื่องบันทึกเสียงเก่าที่หลินห้าวให้เธอไว้เมื่อหลายปีก่อนยังอยู่ใต้กล่องชา

ซูชิงเปิดฟังอย่างระมัดระวัง ภายในมีเพียงเสียงสนทนาที่บันทึกไว้โดยบังเอิญระหว่างเธอกับหลินห้าวในคืนหนึ่ง

“ทำไมคุณถึงไม่บอกฉันเรื่องโครงการไห่หนาน” เธอถามในเสียงบันทึก

“เพราะคนที่เซ็นสัญญาไม่ใช่คนที่เธอคิด” หลินห้าวตอบ

“หมายความว่าอย่างไร”

“ถ้าฉันพูดตอนนี้ เธอจะตกอยู่ในอันตราย”

“คุณคิดว่าฉันดูแลตัวเองไม่ได้หรือ”

เสียงเงียบไปนาน ก่อนเขาจะพูดเบา ๆ “ผมกลัวว่าจะกลับบ้านไม่ได้”

ตอนนั้นซูชิงมัวแต่โกรธที่เขาปิดบังเรื่องงาน เธอจึงเดินหนีไปโดยไม่ถามต่อ

เธอเปิดไฟล์เสียงซ้ำหลายรอบ จนได้ยินเสียงกระดาษถูกเลื่อนและเสียงของหลินห้าวพูดชื่อหนึ่งเบามาก

“กัวเหวินเฉิง…”

ซูชิงกับซิงฉือนำไฟล์เสียงไปให้ตำรวจ พร้อมเอกสารทั้งหมด เจ้าหน้าที่พบว่าก่อนการโอนเงิน มีการเข้าถึงบัญชีของหลินห้าวจากคอมพิวเตอร์ในห้องประชุมของกัวเหวินเฉิง และภาพจากกล้องวงจรปิดในวันนั้นหายไปช่วงสี่สิบห้านาทีพอดี

แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าหลินห้าวอยู่ที่ไหน

ชิงเทียนปรากฏตัวอีกครั้งในคืนฝนตก เธอมาที่บ้านซูชิงโดยไม่แต่งหน้าและไม่มีท่าทีเย่อหยิ่งเหมือนครั้งก่อน

“ฉันไม่ได้พาเขาหนี” เธอพูดทันที

“แล้ววิดีโอนั่นคืออะไร”

“เป็นวิดีโอที่เขาส่งให้ฉันเมื่อสามปีก่อน”

ชิงเทียนยื่นโทรศัพท์ให้ดู ไฟล์ต้นฉบับมีวันที่เก่ากว่าวันที่หลินห้าวหายตัวไปหลายปี เธอยอมรับว่าเคยคบกับเขาจริง แต่ความสัมพันธ์จบลงนานแล้ว หลินห้าวส่งเงินช่วยเธอรักษาแม่ที่ป่วย ทว่าเขาไม่เคยสัญญาว่าจะหย่ากับซูชิง

“ฉันโกรธคุณ” ชิงเทียนพูด “ฉันคิดว่าคุณเป็นคนที่ขังเขาไว้ในชีวิตที่ไม่มีความสุข แต่ก่อนเขาหายตัว เขามาหาฉันและบอกว่ามีคนกำลังใช้ชื่อเขาโอนเงิน เขาขอให้ฉันเก็บสำเนาเอกสารไว้ ถ้าเขาเกิดอะไรขึ้นให้ส่งต่อให้คนที่ไว้ใจได้”

“ทำไมคุณไม่ส่งให้ตำรวจ”

ชิงเทียนหัวเราะทั้งน้ำตา “เพราะฉันกลัว กัวเหวินเฉิงเป็นคนจ่ายค่ารักษาแม่ฉัน เขาบอกว่าถ้าฉันพูด แม่จะไม่ได้รับการรักษาต่อ”

ในกระเป๋าของเธอมีแฟลชไดรฟ์หนึ่งอัน ภายในเป็นสำเนาสัญญาโครงการไห่หนานและรายชื่อผู้รับเงิน ปรากฏว่าบริษัทคู่แข่งที่รับเงินนั้นเป็นบริษัทบังหน้าของกัวเหวินเฉิง เขาใช้โครงการปลอมดึงเงินออกจากเวอร์ซา และหลินห้าวค้นพบความผิดปกติในวันที่เตรียมรายงานต่อคณะกรรมการ

แต่เอกสารยังไม่พอจะบอกว่าหลินห้าวถูกพาไปที่ใด

คำตอบมาจากรายละเอียดเล็ก ๆ ในภาพถ่ายที่ชิงเทียนเคยส่งให้ซูชิง ด้านหลังหน้าต่างในภาพมีแถบสีน้ำเงินบนกระจก และเงาของเสาไฟรูปร่างเฉพาะตัว ซิงฉือนึกได้ว่าโกดังเก่าของเวอร์ซาบริเวณท่าเรือมีหน้าต่างแบบเดียวกัน

ตำรวจเข้าตรวจค้นโกดังในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่พบเพียงเก้าอี้ที่ถูกมัด เชือกขาด และคราบเลือดแห้งเล็กน้อยบนพื้น หลินห้าวถูกพาตัวออกไปแล้ว ทว่าเจ้าหน้าที่พบโทรศัพท์เครื่องหลักของเขาซ่อนอยู่ในช่องระบายอากาศ

ในโทรศัพท์มีข้อความที่ยังไม่ได้ส่งถึงซูชิง

“ถ้าเธอเห็นข้อความนี้ แปลว่าฉันทำตามแผนไม่สำเร็จ อย่าเชื่อว่าฉันหนีไปกับเงิน และอย่าโทษตัวเองสำหรับเรื่องที่ชายหาด ฉันได้ยินทุกคำที่เธอพูด แต่ฉันดีใจที่เธอยังโกรธ เพราะนั่นแปลว่าเธอยังไม่ยอมแพ้ต่อฉัน”

ซูชิงอ่านถึงตรงนั้นแล้วต้องวางโทรศัพท์ลง เธอเพิ่งรู้ว่าหลินห้าวไม่ได้ลงทะเลเพราะน้อยใจอย่างเดียว เขาตั้งใจใช้การเดินทางครั้งนั้นล่อให้คนของกัวเหวินเฉิงคิดว่าเขาหลบหนีทางเรือ แต่มีใครบางคนรออยู่ที่ชายหาดและพาเขาออกไปก่อน

คำเตือนเรื่องการดูผู้หญิงจึงเป็นเพียงเรื่องทะเลาะธรรมดาที่เกิดขึ้นท่ามกลางแผนการใหญ่กว่า ไม่ใช่ความทรยศทั้งหมดที่เธอเคยเชื่อ

ตำรวจติดตามเส้นทางรถขนของจากโกดัง พบว่ารถคันหนึ่งเดินทางไปยังโรงงานร้างนอกเมืองในคืนเดียวกัน ซูชิงอยากไปด้วย แต่เจ้าหน้าที่ห้ามเพราะสถานที่อาจมีอาวุธและคนร้ายยังไม่ถูกจับ

เธอจึงทำสิ่งที่หลินห้าวเคยทำ—สังเกตสิ่งที่คนอื่นมองข้าม

จากสัญญาโครงการ เธอพบว่ากัวเหวินเฉิงกำหนดการส่งมอบเอกสารไว้วันถัดจากวันที่หลินห้าวหายตัว หากเอกสารไม่ถูกส่ง เขาจะสูญเสียสิทธิ์ในโครงการมูลค่ามหาศาล ซูชิงจึงใช้บัญชีของบริษัทส่งข้อความไปหาเขา โดยทำให้ดูเหมือนว่าเธอพบเอกสารฉบับจริงแล้ว

“ถ้าคุณอยากได้เอกสาร มารับด้วยตัวเอง ฉันจะเอาไปที่โรงงานเก่าตอนสองทุ่ม”

กัวเหวินเฉิงตอบกลับภายในสามนาที

เขาไม่รู้ว่าตำรวจอ่านข้อความอยู่ด้วย

คืนนั้น การจับกุมเกิดขึ้นในโรงงานร้าง กัวเหวินเฉิงมาพร้อมชายสองคน เขาเชื่อว่าซูชิงถือเอกสารสำคัญ แต่ทันทีที่เปิดไฟ กล้องของตำรวจหลายตัวก็เริ่มบันทึกภาพ

“หลินห้าวอยู่ที่ไหน” ซูชิงถาม

กัวเหวินเฉิงยังคงพยายามทำสีหน้าสงบ “สามีคุณหนีไปแล้ว คุณกำลังเสียสติ”

เสียงเคาะดังมาจากห้องด้านหลัง เจ้าหน้าที่พังประตูเข้าไปและพบหลินห้าวนอนอยู่บนพื้น เขาขาดน้ำและมีแผลที่ซี่โครง แต่ยังมีสติ เขาถูกมัดไว้หลายวัน ทว่าไม่ได้ถูกทำร้ายจนถึงขั้นเสียชีวิต เพราะกัวเหวินเฉิงต้องการให้เขาปลดล็อกบัญชีและเซ็นเอกสารโอนสิทธิ์

เมื่อเห็นซูชิง หลินห้าวพยายามลุกขึ้น

“อย่าเข้ามา” เขาพูดเสียงแหบ “พื้นลื่น”

ซูชิงหยุดอยู่ตรงหน้าเขา น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

“คุณยังมีแรงเตือนฉันอีกหรือ”

หลินห้าวยิ้มบาง ๆ “ถ้าไม่เตือน เธอคงเดินมาล้มแล้วโทษผมอีก”

เธอคุกเข่าลงข้างเขา แต่ไม่ได้กอดทันที ทั้งสองมีเรื่องที่ยังต้องพูดมากเกินกว่าจะลบด้วยน้ำตาเพียงคืนเดียว

กัวเหวินเฉิงถูกควบคุมตัวในข้อหายักยอกเงินบริษัท ข่มขู่ และกักขังหน่วงเหนี่ยว การสอบสวนภายหลังพบว่าเขาใช้บัญชีของหลินห้าวมานานหลายเดือน โดยอาศัยสิทธิ์ของผู้บริหารระดับสูงและสร้างเอกสารโครงการปลอม หลินห้าวค้นพบเรื่องนี้และพยายามรวบรวมหลักฐานเงียบ ๆ เพราะเกรงว่าหากแจ้งบริษัททันที คนที่ร่วมมือกับกัวเหวินเฉิงจะลบข้อมูลทั้งหมด

เงินส่วนใหญ่ถูกอายัดและทยอยนำกลับคืนบริษัทได้ มีเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกส่งต่อไปยังบัญชีต่างประเทศและยังอยู่ระหว่างติดตาม เวอร์ซาต้องปรับโครงสร้างฝ่ายบริหาร ผู้บริหารหลายคนถูกสอบสวน และชื่อของหลินห้าวได้รับการคืนความบริสุทธิ์อย่างเป็นทางการ

แต่ความสัมพันธ์ของเขากับซูชิงไม่อาจกลับคืนเหมือนก่อนเกิดเรื่อง

หลังออกจากโรงพยาบาล หลินห้าวกลับมาอยู่บ้านได้เพียงสองคืน ซูชิงก็ยื่นเอกสารให้เขา

“นี่คือข้อตกลงแยกกันอยู่” เธอพูด “ฉันไม่ได้ทำเพราะไม่รักคุณ แต่เพราะฉันไม่รู้แล้วว่าควรเชื่ออะไร และฉันไม่อยากใช้ความกลัวเป็นเหตุผลให้เรายังอยู่ด้วยกัน”

หลินห้าวอ่านเอกสารเงียบ ๆ

“ผมทำให้คุณอยู่ในอันตราย”

“ใช่”

“ผมคิดว่าถ้าผมปกป้องคุณด้วยการไม่บอกอะไร คุณจะปลอดภัย”

“แต่การไม่บอกทำให้ฉันต้องอยู่กับคำถามว่าคุณรักฉันหรือกำลังทิ้งฉัน”

เขาพยักหน้า ไม่แก้ตัว

ชิงเทียนให้การกับตำรวจและได้รับความคุ้มครองในช่วงแรก แม่ของเธอได้รับการรักษาต่อจากกองทุนช่วยเหลือพนักงานของบริษัท หลังจากนั้นชิงเทียนย้ายไปอยู่เมืองอื่น ทั้งเธอกับซูชิงไม่ได้กลายเป็นเพื่อนสนิท แต่ทั้งสองคนไม่ต้องเป็นศัตรูกันอีก

ส่วนหลินซิงฉือปฏิเสธตำแหน่งถาวรที่เวอร์ซา เขาเลือกกลับไปเรียนต่อด้านบัญชีนิติเวช ก่อนจากกัน เขายื่นภาพถ่ายใบเดิมให้ซูชิง

“พี่ชายผมเคยพูดว่าคุณเป็นคนเดียวที่กล้าถามเขาในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าถาม”

ซูชิงมองภาพเด็กชายสองคน “เขาพูดถึงฉันอย่างนั้นหรือ”

“เขาพูดอีกว่าคุณเป็นคนที่เขาอยากกลับบ้านไปหา แม้วันที่เขาไม่รู้ว่าบ้านยังต้อนรับเขาอยู่หรือเปล่า”

หกเดือนผ่านไป ซูชิงกับหลินห้าวยังคงแยกกันอยู่ พวกเขาพบกันสัปดาห์ละครั้งเพื่อพูดคุยเรื่องค่าใช้จ่าย เอกสารบริษัท และการรักษาของเขา ไม่มีคำสัญญาว่าจะกลับมาเป็นสามีภรรยา ไม่มีการให้อภัยแบบง่าย ๆ

แต่หลินห้าวเริ่มบอกทุกอย่าง เขาส่งสำเนาเอกสารทุกฉบับให้เธอ ไม่ตัดสินใจเรื่องสำคัญโดยไม่ปรึกษา และยอมรับแม้กระทั่งความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างการสนทนา

ซูชิงเองก็เริ่มเรียนรู้ว่าจะตั้งคำถามโดยไม่ต้องรอให้ความกลัวระเบิดออกมาเป็นความโกรธ

วันหนึ่ง ทั้งคู่กลับไปที่ชายหาดเดิมเพื่อส่งมอบรายงานการตรวจสอบฉบับสุดท้ายให้คณะกรรมการท้องถิ่น หลินห้าวเดินช้าลงเพราะแผลยังเจ็บ เขาหยุดตรงจุดที่เคยทะเลาะกับเธอ

“วันนั้น ถ้าผมไม่กลับมา…” เขาเริ่มพูด

“แต่คุณกลับมาแล้ว” ซูชิงตัดบท “อย่าใช้สิ่งที่อาจเกิดขึ้นมาขอให้ฉันลืมสิ่งที่เกิดขึ้นจริง”

หลินห้าวก้มหน้า “ผมรู้”

เธอถอดแหวนแต่งงานออกจากกระเป๋า แหวนวงเดิมที่เจ้าหน้าที่พบในห้องพัก เธอไม่ได้สวมมันมาตลอดหลายเดือน

หลินห้าวมองแหวน แต่ไม่ยื่นมือรับ

“คุณจะคืนให้ผมไหม”

“ยังไม่ใช่วันนี้” ซูชิงตอบ “แต่ฉันก็ยังไม่ทิ้งมัน”

คลื่นซัดเข้าหาฝั่งอย่างช้า ๆ เหมือนวันนั้น ทว่าคราวนี้หลินห้าวไม่ได้เดินหนีลงทะเล และซูชิงไม่ได้ยืนรออยู่ที่เดิม

พวกเขาเดินกลับขึ้นฝั่งเคียงข้างกัน โดยเว้นระยะห่างไว้พอให้ทั้งสองคนหายใจได้ และใกล้กันพอจะรู้ว่า หากวันหนึ่งต้องเริ่มต้นใหม่ เส้นทางนั้นจะต้องเกิดจากความจริง ไม่ใช่ความกลัว

Leave a Comment