ในวันที่เซี่ยงลี่เฟิงมีเงินเหลืออยู่ในกระเป๋าเพียงยี่สิบสามหยวน ภรรยาของเขากลับพูดต่อหน้าพนักงานร้านอาหารว่า ผู้ชายอย่างเขาไม่คู่ควรแม้แต่จะซื้อข้าวให้เธอหนึ่งมื้อ แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น เธอก็ลากเขาไปจดทะเบียนหย่าโดยไม่รู้เลยว่า ชื่อของเขากำลังถูกผูกไว้กับบ้านที่กำลังจะพังลงมาทับคนทั้งหลัง
“เอาเงินของคุณไปให้หมดแล้ว ยังจะทำเป็นคนดีอีกเหรอ” หย่าหลินพูดพลางหัวเราะเบา ๆ “ตอนนี้แค่ซื้อปลาทอดยี่สิบสามหยวนยังต้องยืนคิดนานเลย”
ลี่เฟิงยื่นเงินให้พนักงานร้านแล้วพยักหน้า “เอาปลาชิงหลี่หนึ่งตัวครับ”
พนักงานก้มมองหน้าจอ ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างลำบากใจ “ขอโทษครับ เงินไม่พอ รายการนี้ยี่สิบห้าหยวน”
เสียงหัวเราะจากโต๊ะข้าง ๆ ดังขึ้น หย่าหลินรีบหยิบโทรศัพท์ออกมาโอนเงินให้สองหยวน แล้วกระแทกมันลงบนโต๊ะ
“เห็นไหม แค่สองหยวนคุณยังต้องให้ฉันช่วย”
ลี่เฟิงไม่ได้ตอบ เขานั่งลงอย่างเงียบ ๆ มองอาหารที่ยังไม่ได้แตะตรงหน้า เขาเหนื่อยมาทั้งวัน และตั้งใจซื้อปลากลับไปให้พ่อแม่ของหย่าหลิน เพราะแม่ของเธอเพิ่งถอนฟัน กินได้แต่อาหารนิ่ม ๆ แต่ความตั้งใจนั้นไม่มีความหมายอีกแล้ว
เมื่อกลับถึงห้องเช่า โทรศัพท์ของเขาดังขึ้น เป็นสายจากเฉินเว่ย เพื่อนร่วมงานในบริษัทรับเหมาก่อสร้าง
“พี่เฟิง ผมขอยืมเงินห้าสิบหยวนได้ไหม พรุ่งนี้ต้องจ่ายค่ารถกลับบ้าน”
ลี่เฟิงเหลือบมองกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง ก่อนตอบว่า “ฉันก็ไม่มีแล้ว ลองหาทางอื่นดู”
“พี่ไม่ได้เก่งเรื่องประหยัดเงินที่สุดหรอกเหรอ” เฉินเว่ยพยายามหัวเราะ แต่เสียงของเขาแห้งแล้ง “ขอแค่ห้าสิบเอง”
“ฉันบอกว่าไม่มี”
ลี่เฟิงวางสาย เขาไม่เคยรู้สึกว่าคำว่า ‘ไม่มี’ หนักเท่าวันนั้นมาก่อน
หย่าหลินยืนกอดอกอยู่หน้าหน้าต่าง เธอแต่งตัวดีขึ้นทุกวันตั้งแต่ย้ายไปทำงานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เธอเริ่มพูดถึงสามีของเพื่อนร่วมงานที่ซื้อรถใหม่ ซื้อแหวนให้ภรรยา และพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศ ส่วนลี่เฟิงยังขี่รถจักรยานยนต์เก่าคันเดิมไปดูไซต์งานกลางแดดและฝน
“พรุ่งนี้เก้าโมง ไปห้องทะเบียนสมรส” เธอพูด
ลี่เฟิงเงยหน้าขึ้น “หมายความว่าอย่างไร”
“หย่า”
เขามองเธออยู่นาน “เพราะเงินห้าสิบหยวนเหรอ”
“ไม่ใช่เพราะห้าสิบหยวน”
“แล้วเพราะอะไร”
หย่าหลินเม้มปาก ก่อนพูดช้า ๆ “ฉันอยากมีชีวิตปกติ”
คำพูดนั้นเหมือนมีดที่ไม่ได้กรีดผิวหนัง แต่ทิ้งบาดแผลลึกกว่านั้น
ลี่เฟิงหัวเราะออกมาเบา ๆ “ชีวิตปกติของเธอคืออะไร รถคันใหม่ บ้านหลังใหญ่ หรือสามีที่จ่ายเงินโดยไม่ต้องคิดทุกหยวน”
“อย่างน้อยก็ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องประหยัดทุกอย่างจนหายใจไม่ออก”
“เงินเดือนฉันเดือนละหมื่นหยวน ฉันโอนให้เธอทั้งหมด เหลือไว้ใช้แค่ห้าร้อย ค่าเช่าบ้านสี่พันสองร้อย ค่าใช้จ่ายประจำวันอีกสองพันสามร้อย ค่าดูแลพ่อแม่ของเธอเดือนละสามพัน ฉันเป็นคนจ่ายทั้งหมด”
“นั่นเป็นสิ่งที่คุณเต็มใจทำเอง”
“ฉันเต็มใจดูแลครอบครัว ไม่ได้แปลว่าฉันสมควรถูกดูถูก”
หย่าหลินหลบตาไปทางอื่น “ถ้าคุณลำบากนัก ก็ไม่ต้องทำ”
“ตอนนี้ฉันเพิ่งเข้าใจ” ลี่เฟิงพูด “ที่ผ่านมาฉันไม่ได้แบกครอบครัวของเราอยู่คนเดียว แต่กำลังแบกความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอของเธอด้วย”
เธอตวัดสายตากลับมา “ถ้าไม่อยากหย่า ก็อย่าพูดเหมือนคนเสียสละ”
“ตกลง พรุ่งนี้เก้าโมง”
หย่าหลินนิ่งไปเหมือนไม่คิดว่าเขาจะตอบง่ายขนาดนั้น “คุณอย่าเสียใจทีหลัง”
“คนที่ควรเสียใจอาจไม่ใช่ฉัน”
เช้าวันต่อมา ทั้งสองเซ็นเอกสารโดยแทบไม่มองหน้ากัน พนักงานยื่นใบรับรองการหย่าให้ ลี่เฟิงรับมาเก็บไว้ในซองเอกสารสีน้ำเงิน เขาเคยใช้ซองนั้นเก็บใบเสร็จค่าวัสดุก่อสร้าง และไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นที่เก็บหลักฐานว่าชีวิตคู่ของเขาจบลงแล้ว
หลังออกจากสำนักงาน หย่าหลินขึ้นรถของชายคนหนึ่งที่จอดรออยู่ริมถนน ชายคนนั้นชื่อเจียงหย่ง เป็นผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทที่เธอทำงานอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตเรียบกริบและนาฬิกาเรือนแพง
ก่อนปิดประตูรถ หย่าหลินหันมาบอกว่า “บ้านที่เราซื้อด้วยกัน ฉันจะเอาส่วนของฉัน คุณอย่าคิดหนีความรับผิดชอบ”
“บ้านยังผ่อนไม่หมด”
“คุณเป็นคนเซ็นรับรองโครงสร้างตอนต่อเติมชั้นบนไม่ใช่เหรอ อย่าทำเหมือนตัวเองไม่เกี่ยว”
ลี่เฟิงขมวดคิ้ว “ต่อเติมอะไร”
แต่รถเคลื่อนออกไปแล้ว
บ้านหลังนั้นเป็นทาวน์เฮาส์สองชั้นที่พวกเขาซื้อหลังแต่งงาน ลี่เฟิงเป็นคนตรวจแบบเดิมทุกหน้า เขารู้ดีว่าบ้านรับน้ำหนักได้ตามที่ระบุไว้ ไม่มีชั้นสาม และไม่มีการต่อเติมห้องเช่าด้านบนตามที่หย่าหลินพูด
เขาขับรถกลับไปดูทันที และพบว่าบ้านทั้งแถวกำลังวุ่นวาย น้ำสกปรกไหลออกมาจากชั้นบนของบ้านเลขที่สิบสองจนท่วมบันได ไฟฟ้าถูกตัด เจ้าของบ้านหลายคนยืนด่ากันอยู่หน้าประตู
“คุณเซี่ยงมาแล้ว!” ชายร่างใหญ่คนหนึ่งตะโกน “บริษัทคุณบอกว่าต่อเติมได้ ตอนนี้พื้นบ้านฉันทรุด ผนังร้าว น้ำรั่วทุกวัน คุณจะรับผิดชอบอย่างไร”
ลี่เฟิงเดินเข้าไปใกล้ เห็นคานคอนกรีตเหนือประตูมีรอยร้าวยาว และได้กลิ่นปูนเปียกผสมกลิ่นสายไฟไหม้
“ทุกคนปิดเบรกเกอร์ก่อน อย่าเข้าไปข้างใน” เขาตะโกน “น้ำโดนระบบไฟ อันตรายมาก”
“อย่ามาสั่ง!” เจ้าของบ้านหญิงตวาด “เราจ่ายเงินให้บริษัทคุณแล้ว คนที่มาคุมงานทุกวันก็คือคุณ ชื่อคุณอยู่ในเอกสารทั้งหมด”
ลี่เฟิงหยุดชะงัก
เขารีบโทรหาหัวหน้าช่าง แต่ไม่มีใครรับสาย จากนั้นจึงโทรหาเหลียงจื้อ ผู้จัดการโครงการ
“พี่เหลียง เกิดอะไรขึ้น ทำไมมีการต่อเติมชั้นบน”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง “เรื่องนี้บริษัทให้คุณดูแล คุณเซ็นเอกสารตรวจรับเอง”
“ผมไม่เคยเซ็น”
“เอกสารอยู่ในแฟ้ม มีลายเซ็นคุณชัดเจน”
ก่อนที่ลี่เฟิงจะถามต่อ สายก็ถูกตัด
เจ้าของบ้านยื่นสำเนาสัญญามาตรงหน้า ในช่องผู้ควบคุมงานมีชื่อ ‘เซี่ยงลี่เฟิง’ และลายเซ็นที่ดูเหมือนของเขาอย่างน่ากลัว
เขาจำได้ว่าเมื่อสามเดือนก่อน บริษัทเรียกเขาเข้าไปเซ็นเอกสารชุดหนึ่ง หัวหน้าบอกว่าเป็นใบเบิกวัสดุและรายงานความคืบหน้า เขาเซ็นหลายหน้าในห้องประชุมโดยไม่ได้ตรวจทุกแผ่น เพราะวันนั้นพ่อของเขาเข้าโรงพยาบาล และเขาต้องรีบกลับไปยืมเงินค่ารักษา
แต่เอกสารชุดนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่หัวหน้าบอก
“คุณต้องจ่ายค่าซ่อม” ชายคนเดิมผลักไหล่เขา “บ้านพวกเราพังเพราะคุณ”
ลี่เฟิงไม่ถอย “ผมจะรับผิดชอบในส่วนที่เป็นความผิดของผม แต่ขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งรื้อหรือเคลื่อนย้ายอะไร ผมจะเรียกวิศวกรมาตรวจอิสระ”
“ตรวจไปก็เปล่าประโยชน์ ชื่อคุณอยู่ในสัญญาแล้ว!”
คืนนั้นคลิปเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ในกลุ่มชุมชน มีคนถ่ายภาพตอนชาวบ้านล้อมด่าลี่เฟิงพร้อมข้อความว่า ‘ผู้รับเหมาหนีความรับผิดชอบ’ ภายในไม่กี่ชั่วโมง บริษัทของเขาได้รับโทรศัพท์ร้องเรียนหลายสิบสาย
วันรุ่งขึ้น หย่าหลินโทรมา
“คุณไปทำอะไรที่โครงการของบริษัทฉัน”
“บริษัทของเธอรู้เรื่องนี้หรือยัง”
“อย่าดึงฉันเข้าไปเกี่ยว คุณเป็นคนเซ็นเอกสารเอง”
“ฉันไม่เคยเซ็นอนุมัติการต่อเติม”
“แต่ลายเซ็นอยู่ตรงนั้น” เธอตอบทันที “คุณชอบบอกว่าตัวเองถูกเอาเปรียบ แล้วตอนนี้จะให้ใครสงสารอีก”
ลี่เฟิงกำโทรศัพท์แน่น “เธอรู้มาก่อนใช่ไหมว่ามีการแก้แบบ”
“ฉันไม่ใช่วิศวกร”
“แต่เธอเป็นคนส่งไฟล์แบบฉบับใหม่ให้ฝ่ายบัญชี”
ปลายสายเงียบ
เขาเคยเห็นอีเมลของเธอบนคอมพิวเตอร์ที่บ้าน เพราะครั้งหนึ่งเธอขอให้เขาช่วยเปิดไฟล์เอกสาร เขาจำชื่อไฟล์ได้ว่า ‘แบบต่อเติมชั้น 3_ฉบับสุดท้าย’ แต่ตอนนั้นเขาคิดว่าเป็นโครงการอื่น
“ลี่เฟิง เรื่องของคุณก็จัดการเอง” หย่าหลินพูดในที่สุด “เราไม่ได้เป็นสามีภรรยากันแล้ว อย่ามาใช้เรื่องนี้กดดันฉัน”
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไม่ควรลบอีเมลของตัวเอง”
เธอวางสายทันที
ลี่เฟิงกลับไปค้นซองเอกสารสีน้ำเงิน เขาพบใบเสร็จหลายใบที่ยังไม่ได้ทิ้ง ใบหนึ่งเป็นค่าขนส่งปูนเกรดมาตรฐาน อีกใบเป็นรายการเหล็กเส้นที่เขาสั่งตามแบบเดิม แต่ในคลิปจากไซต์งาน เขาเห็นเหล็กเส้นที่ใช้จริงมีขนาดเล็กกว่า และปูนบางส่วนถูกเปลี่ยนเป็นเกรดราคาถูก
นี่ไม่ใช่เพียงการต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต วัสดุก่อสร้างก็ถูกสับเปลี่ยน
เขาโทรหาเฉินเว่ยอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนร่วมงานลังเลอยู่นานกว่าจะรับสาย
“พี่เฟิง ผมไม่อยากยุ่ง”
“ฉันไม่ได้จะให้เธอช่วยโกหก ฉันแค่อยากรู้ว่าใครเป็นคนส่งวัสดุชุดที่สองเข้ามา”
“วันนั้นมีรถของบริษัทหลัวอันเข้ามา แต่ใบส่งของออกในชื่อซัพพลายเออร์อีกเจ้า”
“ใครเซ็นรับ”
“ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการ”
“ชื่ออะไร”
เฉินเว่ยเงียบไป ก่อนพูดเบา ๆ “หย่าหลิน”
ลี่เฟิงหลับตา ภาพภรรยาเก่าที่กำลังหัวเราะเรื่องเงินสองหยวนปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขาอยากเชื่อว่าเธอแค่ไม่รู้ แต่ชื่อของเธอกำลังปรากฏอยู่ในทุกจุดที่เขาพยายามปะติดปะต่อ
เขาไปพบวิศวกรอิสระชื่อหลินอวี้ ซึ่งเคยทำงานกับบริษัทเดียวกัน หลินอวี้ตรวจบ้านอยู่สองวัน ก่อนบอกว่าโครงสร้างชั้นบนรับน้ำหนักเกินกว่าที่ฐานรากออกแบบไว้ หากฝนตกหนักอีกครั้ง พื้นบางส่วนอาจทรุดจนเกิดอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย
“ใครเป็นคนอนุมัติแบบนี้” หลินอวี้ถาม
ลี่เฟิงยื่นเอกสารให้เธอ “ในกระดาษเป็นผม แต่ลายเซ็นไม่เหมือนลายเซ็นที่ผมใช้ในใบสั่งวัสดุ”
“ดูคล้ายมาก แต่เส้นปิดท้ายแตกต่างกัน ถ้าจะพิสูจน์ต้องใช้ไฟล์ต้นฉบับและประวัติการส่งเอกสาร”
เขาจึงเริ่มเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ ทั้งใบส่งของ ภาพจากกล้องวงจรปิด บันทึกการโทร และไฟล์แบบที่ยังค้างอยู่ในคอมพิวเตอร์เก่าในไซต์งาน
ระหว่างนั้น บริษัทสั่งพักงานเขาและประกาศว่าเขาเป็นผู้ควบคุมงานที่ละเลยหน้าที่ เพื่อนร่วมงานหลายคนหลบหน้า เจ้าของบ้านบางคนมาดักรอหน้าห้องเช่า บิดาของเขาซึ่งเพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องได้ยินเสียงคนตะโกนด่าลูกชายทุกคืน
แม่ของหย่าหลินโทรมาหาเขาในคืนหนึ่ง
“ลี่เฟิง แม่รู้ว่าลูกลำบาก แต่ช่วยจ่ายค่าผ่อนบ้านเดือนนี้ก่อนได้ไหม ถ้าหย่าหลินไม่อยู่ บ้านจะถูกยึด”
เขาเงียบไป “แม่ครับ ตั้งแต่เดือนนี้ผมจะไม่โอนเงินให้แล้ว”
“แต่ลูกเป็นสามีของหย่าหลิน”
“เราเซ็นหย่ากันแล้ว”
ปลายสายเงียบลง แล้วเสียงสะอื้นก็ดังขึ้น “ลูกจะใจร้ายกับครอบครัวเราจริง ๆ เหรอ”
“ผมไม่ได้ใจร้าย ผมแค่ไม่มีเงินเหลือพอจะช่วยคนที่เลือกเดินออกจากชีวิตผม และยังปล่อยให้ผมรับความผิดแทน”
เขาวางสายด้วยมือที่สั่น แต่เป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปีที่เขาพูดคำว่า ‘ไม่’ โดยไม่รีบขอโทษตามหลัง
สามวันต่อมา เจ้าของบ้านนัดประชุมที่สำนักงานนิติบุคคล ลี่เฟิงนำหลินอวี้ไปด้วย เขาไม่ได้ขอให้ทุกคนเชื่อว่าตัวเองบริสุทธิ์ แต่ขอให้เปิดเอกสารทั้งหมดต่อหน้าทุกคน
เมื่อเจ้าของโครงการนำแฟ้มมา ลี่เฟิงพบว่าหน้ารายงานตรวจรับถูกสลับเลขหน้า วันที่ในเอกสารระบุว่าเขาตรวจงานวันที่สิบสอง แต่บันทึกการเข้าออกของโรงพยาบาลแสดงว่าเขาอยู่เฝ้าพ่อทั้งวัน และกล้องวงจรปิดหน้าห้องฉุกเฉินยืนยันเวลาได้
“วันที่สิบสอง ผมอยู่โรงพยาบาล” เขาพูด “ส่วนวันที่สิบสาม ผมกลับไปไซต์งาน และยังถ่ายรูปวัสดุชุดเดิมไว้ในโทรศัพท์”
เขาเปิดภาพให้ทุกคนดู เหล็กเส้นในภาพมีตราประทับของผู้ผลิตรายหนึ่ง แต่ภาพถ่ายที่เจ้าของบ้านถ่ายหลังต่อเติมกลับเป็นเหล็กอีกยี่ห้อหนึ่ง
หลินอวี้ชี้ไปยังใบส่งของ “วัสดุชุดที่สองเข้าหน้างานวันที่สิบสี่ แต่รายงานตรวจรับลงวันที่สิบสอง นั่นหมายความว่ารายงานถูกทำย้อนหลัง”
ผู้จัดการโครงการลุกขึ้นทันที “คุณกำลังใส่ร้ายบริษัท”
“ผมยังไม่ได้กล่าวหาใคร” ลี่เฟิงตอบ “ผมกำลังถามว่า ทำไมเอกสารของบริษัทถึงมีวันที่ที่เป็นไปไม่ได้”
ในเวลานั้นเอง หย่าหลินเดินเข้ามา เธอสวมเสื้อคลุมสีครีมและถือแฟ้มสีดำ เจียงหย่งเดินตามหลังเธอ
“พอได้แล้ว” เธอพูดกับลี่เฟิง “คุณคิดว่าการลากฉันมาเกี่ยวจะทำให้ตัวเองพ้นผิดหรือ”
ลี่เฟิงมองแฟ้มในมือเธอ “ฉันไม่ได้ลากเธอมา เธอเป็นคนส่งแบบแก้ไขให้ฝ่ายบัญชี”
“ฉันแค่ทำตามคำสั่ง”
“คำสั่งจากใคร”
หย่าหลินไม่ตอบ
เจียงหย่งก้าวเข้ามาขวาง “คุณเซี่ยง คุณกับหย่าหลินหย่ากันแล้ว อย่าใช้อารมณ์ส่วนตัวมาทำลายชื่อเสียงคนอื่น”
ลี่เฟิงมองนาฬิกาบนข้อมือของเขา แล้วนึกถึงคืนหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน หย่าหลินเคยบอกว่านาฬิกาเรือนนั้นเป็นของขวัญจากบริษัท เพราะเขาได้รับรางวัลพนักงานดีเด่น แต่ในวันเดียวกัน เขาเห็นข้อความแจ้งเตือนการโอนเงินจากบัญชีบริษัทไปยังบัญชีส่วนตัวของเจียงหย่งบนโทรศัพท์ของเธอ
ตอนนั้นเขาไม่ถาม เพราะคิดว่าเป็นเรื่องงาน
เขาหันไปหาเฉินเว่ยซึ่งนั่งอยู่ท้ายห้อง “นายเอาไฟล์บันทึกการส่งของมาได้ไหม”
เฉินเว่ยหน้าซีด “ผมส่งให้พี่ทางอีเมลแล้ว”
“เปิดเลย”
ไฟล์แสดงว่าเอกสารแบบต่อเติมถูกส่งจากบัญชีของหย่าหลินไปยังเจียงหย่งเวลา 23.47 น. ในคืนก่อนวันเริ่มงาน และถูกส่งต่อไปยังผู้รับเหมารายย่อยในอีกสิบห้านาทีถัดมา
หย่าหลินจ้องหน้าจอ “นั่นไม่ได้แปลว่าฉันอนุมัติ”
“แต่เธอเป็นคนแก้ตัวเลขงบประมาณ” ลี่เฟิงพูด “งบเดิมใช้วัสดุสิบแปดหมื่นหยวน งบใหม่เหลือหนึ่งแสนสองหมื่น ส่วนต่างหกหมื่นถูกโอนเข้าบัญชีบริษัทคู่ค้า ก่อนเงินก้อนนั้นจะถูกแบ่งไปยังบัญชีของเจียงหย่ง”
เจ้าของบ้านส่งเสียงฮือฮา
เจียงหย่งกระชากแฟ้มจากโต๊ะ “คุณไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลการเงิน”
“ผมไม่ได้เข้าถึงระบบบริษัท” ลี่เฟิงตอบ “ไฟล์นี้ถูกส่งมาจากคนที่ลืมลบประวัติการแก้ไขเอกสาร”
เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ หน้าจอแสดงรายการเงินเดือนของหย่าหลินที่ถูกหักไปทุกเดือนเป็นเวลาหนึ่งปี รวมถึงเงินโอนจำนวนสามพันหยวนให้แม่ของเธอ และเงินโอนอีกหลายรายการไปยังบัญชีของเจียงหย่ง
ลี่เฟิงไม่ได้ตั้งใจเปิดเผยเรื่องเงินของเธอต่อหน้าคนอื่น แต่เขาต้องการให้ทุกคนรู้ว่า ตลอดเวลาที่หย่าหลินกล่าวหาว่าเขาไม่เคยให้ชีวิตดี ๆ กับเธอ เขากำลังใช้เงินเดือนทั้งหมดดูแลหนี้และครอบครัวของเธอ ขณะที่เธอแอบนำเงินส่วนหนึ่งไปสร้างชีวิตอีกแบบกับคนอื่น
หย่าหลินมองรายการโอนแล้วตัวสั่น “คุณเปิดบัญชีของฉันได้อย่างไร”
“มันเป็นบัญชีร่วมที่เราใช้จ่ายค่าบ้าน ก่อนหย่า ฉันขอรายการเดินบัญชีจากธนาคารเพื่อแบ่งทรัพย์สิน”
เธอเงยหน้าขึ้น “คุณกำลังแก้แค้นฉัน”
“ถ้าฉันต้องการแก้แค้น ฉันคงเอาเอกสารนี้ไปให้สื่อก่อน แต่ฉันเลือกเอามาวางตรงหน้าคนที่บ้านกำลังจะพัง เพราะฉันยังอยากให้ไม่มีใครเจ็บมากกว่านี้”
คำพูดนั้นทำให้เธอเงียบลง
การประชุมจบลงด้วยการแจ้งหน่วยงานก่อสร้างและตำรวจท้องที่ให้ตรวจสอบเอกสาร บริษัทถูกสั่งหยุดงานชั่วคราว และต้องจัดทีมวิศวกรเข้าค้ำยันอาคารทุกหลัง ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นถูกหักจากเงินประกันโครงการ ไม่ใช่เงินของเจ้าของบ้าน
แต่เรื่องยังไม่จบง่าย ๆ บริษัทกล่าวหาลี่เฟิงว่าขโมยข้อมูลภายในและทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง เขาถูกเรียกไปให้ปากคำหลายครั้ง เขาต้องใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายจ้างทนาย ขณะที่เจ้าของบ้านบางคนเริ่มลังเลเพราะบริษัทเสนอเงินชดเชยเพื่อแลกกับการถอนคำร้อง
ลี่เฟิงเกือบยอมแพ้ในคืนที่บิดาของเขาถามว่า “ถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของลูก ทำไมลูกต้องเจ็บขนาดนี้”
เขานั่งอยู่ข้างเตียงและมองมือที่หยาบกร้านของพ่อ “เพราะผมเคยคิดว่าถ้าผมอดทนพอ ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
“ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ถ้าเราไม่พูดความจริง คนที่โกหกจะเป็นคนกำหนดว่าเราเป็นใคร”
หลินอวี้ช่วยเขาตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม จนพบว่ารถขนวัสดุชุดที่สองเข้าพื้นที่ตอนกลางคืนในวันที่ลี่เฟิงไม่ได้อยู่ไซต์งาน กล้องตัวหนึ่งถูกหันไปทางอื่น แต่กล้องร้านขายของตรงข้ามบันทึกทะเบียนรถไว้ได้
ทะเบียนนั้นเป็นของบริษัทคู่ค้าที่เจียงหย่งแนะนำเข้ามา
หลักฐานสำคัญที่สุดกลับมาจากเฉินเว่ย เขานำโทรศัพท์เครื่องเก่ามามอบให้ทนาย ภายในมีข้อความเสียงที่เขาเคยบันทึกไว้โดยไม่ตั้งใจ ตอนเจียงหย่งสั่งให้เปลี่ยนเหล็กเส้นและบอกว่า “ถ้ามีปัญหา ก็ให้เซี่ยงลี่เฟิงรับไป เขาเซ็นทุกอย่างอยู่แล้ว”
เฉินเว่ยเก็บโทรศัพท์ไว้นานเพราะกลัวตกงาน เขาร้องไห้ตอนสารภาพว่า “ผมรู้ว่าพี่ไม่ได้ทำ แต่ตอนนั้นผมไม่กล้าพูด”
ลี่เฟิงไม่ได้ตบไหล่หรือพูดว่าทุกอย่างไม่เป็นไร เขาเพียงตอบว่า “อย่างน้อยวันนี้นายก็เลือกพูดแล้ว”
เมื่อหลักฐานครบ หน่วยงานตรวจสอบพบว่ามีการปลอมแปลงรายงานและทุจริตจัดซื้อจริง เจียงหย่งถูกให้ออกจากงานและถูกดำเนินคดี ส่วนผู้จัดการโครงการยอมรับว่าเขารู้เรื่องการแก้แบบ แต่ไม่คิดว่าจะเกิดความเสียหายรุนแรงถึงขั้นนี้
หย่าหลินไม่ได้ถูกตัดสินว่าเป็นผู้วางแผนหลัก แต่เธอเป็นคนส่งเอกสารและรับเงินส่วนแบ่ง เธอจึงต้องคืนเงินและถูกบริษัทฟ้องเรียกค่าเสียหาย ระหว่างการสอบสวน เธอยอมรับว่าเธอกับเจียงหย่งคบกันมาหลายเดือนก่อนการหย่า
“ฉันคิดว่าเขาจะให้ชีวิตที่ฉันต้องการ” เธอบอกลี่เฟิงในวันที่ทั้งคู่พบกันที่สำนักงานทนาย “ฉันเบื่อการต้องนับเงินทุกครั้งก่อนซื้อของ เบื่อที่ต้องเห็นคุณกลับบ้านพร้อมเสื้อเปื้อนปูน ฉันอยากมีสามีที่ทำให้คนอื่นอิจฉา”
ลี่เฟิงนั่งตรงข้ามเธออย่างสงบ “เธอไม่ได้อยากมีชีวิตปกติ เธออยากให้คนอื่นมองว่าชีวิตเธอดี”
หย่าหลินน้ำตาคลอ “ฉันขอโทษ”
“คำขอโทษของเธอเป็นของเธอ ฉันจะรับฟังหรือไม่เป็นสิทธิ์ของฉัน”
เธอก้มหน้า “แม่ฉันบอกว่าคุณไม่ยอมช่วยจ่ายค่าบ้านแล้ว”
“บ้านเป็นทรัพย์สินร่วม เราจะขายและแบ่งตามกฎหมาย ส่วนหนี้ที่เธอสร้างเองจากเงินที่โอนไปให้เจียงหย่ง ฉันจะไม่รับผิดชอบ”
“คุณใจร้ายขึ้นมาก”
“ไม่ ฉันแค่หยุดทำร้ายตัวเองเพื่อให้เธอรู้สึกว่าฉันเป็นคนดี”
บ้านถูกค้ำยันและซ่อมแซมอยู่หลายเดือน เจ้าของบ้านทุกหลังได้รับการตรวจโครงสร้างใหม่ บริษัทประกันจ่ายค่าที่พักชั่วคราวให้ครอบครัวที่ต้องย้ายออก และผู้รับเหมารายใหม่รื้อชั้นต่อเติมที่ผิดแบบออกทั้งหมด
ลี่เฟิงไม่ได้กลับไปทำงานที่บริษัทเดิม เขาใช้เงินชดเชยส่วนหนึ่งเปิดสำนักงานตรวจรับงานขนาดเล็กกับหลินอวี้ รับตรวจบ้านให้คนที่ไม่มีความรู้ด้านก่อสร้าง เขาตั้งกฎข้อแรกไว้หน้าประตูว่า ‘อย่าเซ็นเอกสารที่ยังไม่ได้อ่าน แม้คนยื่นให้จะเป็นคนที่คุณรักที่สุด’
บางคนมองว่ากฎนั้นขมเกินไป แต่ลี่เฟิงไม่คิดเช่นนั้น
เขาเริ่มจัดการหนี้ของตัวเองทีละรายการ เปลี่ยนรถจักรยานยนต์คันเก่าเมื่อมีเงินพอ และพาพ่อแม่ไปกินปลาทอดร้านเล็ก ๆ ใกล้บ้าน ในวันแรกที่ได้รับค่าจ้างจากงานใหม่ แม่ของเขาเห็นเขานับเงินอยู่หน้าโต๊ะแล้วถามว่า “ไม่เก็บไว้ทั้งหมดเหมือนเมื่อก่อนหรือ”
ลี่เฟิงส่ายหน้า “ผมจะแบ่งไว้ใช้ แบ่งไว้ช่วยพ่อแม่ และแบ่งไว้ให้ตัวเองบ้าง”
พ่อหัวเราะ “เพิ่งรู้หรือว่าตัวเองก็ต้องใช้ชีวิต”
เขายิ้ม “เพิ่งรู้ครับ”
หลายเดือนหลังจากนั้น หย่าหลินย้ายออกจากคอนโดที่เคยอยู่กับเจียงหย่ง เธอต้องทำงานชดใช้หนี้และขายรถเพื่อคืนเงินบางส่วนให้บริษัท เธอไม่เคยได้ชีวิตหรูหราที่ฝันไว้ และความสัมพันธ์กับเจียงหย่งก็จบลงทันทีที่เงินกับตำแหน่งของเขาหายไป
เธอเคยส่งข้อความหาลี่เฟิงหลายครั้ง บางข้อความเป็นคำขอโทษ บางข้อความเป็นการถามว่าเขาสบายดีไหม เขาอ่านทุกข้อความ แต่ตอบเพียงครั้งเดียว
“ขอให้เธอรับผิดชอบชีวิตของตัวเองให้ได้ จากนั้นเราจะไม่ติดค้างกันอีก”
เขาไม่ได้เกลียดเธอเหมือนในวันแรกแล้ว ความเกลียดต้องการให้คนสองคนยังผูกพันกันอยู่ แต่สิ่งที่เขารู้สึกตอนนี้เป็นเพียงความเหนื่อยล้าที่ค่อย ๆ จางไป และความเสียดายต่อเจ็ดปีที่เขาใช้ความอดทนผิดที่
วันที่บ้านหลังสุดท้ายได้รับใบรับรองความปลอดภัย เจ้าของบ้านหญิงคนเดิมนำปลาทอดถุงหนึ่งมาให้เขา
“คราวก่อนคุณยังไม่ได้กินเลย” เธอพูด
ลี่เฟิงรับถุงนั้นไว้ “ขอบคุณครับ”
“คุณช่วยพวกเราไว้มาก”
“ผมแค่ทำในสิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก”
เธอส่ายหน้า “หลายคนเห็นปัญหาแล้วเดินหนี แต่คุณกลับอยู่จนจบ”
ลี่เฟิงมองบ้านที่เพิ่งทาสีใหม่ รอยร้าวบนผนังหายไปแล้ว แต่เสาปูนต้นหนึ่งยังถูกเก็บไว้โดยตั้งใจ เจ้าของบ้านบอกว่าจะไม่ฉาบทับ เพราะอยากจำไว้ว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยไว้ใจเอกสารมากกว่าความปลอดภัย
คืนนั้นลี่เฟิงกลับถึงบ้าน เปิดซองเอกสารสีน้ำเงิน และพบใบรับรองการหย่าอยู่ด้านบน เขามองมันครู่หนึ่ง ก่อนเก็บไว้ในลิ้นชักที่ใช้เก็บสัญญางาน ไม่ใช่ลิ้นชักข้างเตียงเหมือนเมื่อก่อน
จากนั้นเขาหยิบปลาทอดออกจากถุง แบ่งให้พ่อแม่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งวางลงบนจานของตัวเอง เขากินช้า ๆ โดยไม่ต้องรอให้ใครอนุญาต และไม่ต้องคอยคำนวณว่ามื้ออาหารนี้จะทำให้เขาเหลือเงินเท่าไร
ปลาทอดตัวนั้นราคาแพงกว่ายี่สิบสามหยวนเล็กน้อย แต่คราวนี้เขาจ่ายได้ด้วยเงินของตัวเอง
และเป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปีที่เงินในกระเป๋าไม่ได้บอกว่าเขามีค่าน้อยเพียงใด มันเพียงเตือนเขาว่า ชีวิตที่เหลืออยู่ยังเป็นของเขาเอง