ชายใบ้ที่ถูกตระกูลซู่เหยียดหยามกลับช่วยชีวิตผู้นำตระกูลด้วยเข็มเงิน และเปิดความจริงของสามปีที่ทุกคนพยายามซ่อน

ชายหนุ่มที่ถูกคนทั้งตลาดเรียกว่าไอ้คนใบ้กำลังถูกลากออกจากตรอก เมื่อชายสามคนเตะเขาจนล้มลงกับพื้น แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าอีกไม่กี่นาทีต่อมา มือที่สั่นเทาของเขาจะช่วยชีวิตผู้นำตระกูลซู่ และทำให้ความลับที่ถูกฝังมานานสามปีถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคน

“ปล่อยผมนะ!”

ลู่เฉินพยายามดิ้น แต่ชายร่างใหญ่ที่จับคอเสื้อของเขาไว้ไม่ยอมปล่อย หมัดหนึ่งกระแทกเข้าที่ท้องจนเขาทรุดลง เขาไอจนตัวงอ เลือดไหลจากมุมปากหยดลงบนพื้นหินเก่า

“คราวหน้าแกยังจะมาที่นี่อีกไหม” ชายคนนั้นถาม

ลู่เฉินเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาไม่มีความกลัว มีเพียงความอดทนที่ถูกบีบจนเกือบขาด

“ไม่มาแล้วครับ…ผมไม่กล้ามาอีกแล้วครับ”

เขาพูดอย่างยากลำบาก เสียงแหบพร่าและเบาจนแทบไม่ได้ยิน ชายทั้งสามหัวเราะก่อนจะผลักเขาล้มลงอีกครั้ง

“ไสหัวไป อย่าให้ฉันเห็นหน้าแกอีก!”

ลู่เฉินใช้มือค้ำพื้น พยายามลุกขึ้นช้า ๆ เขาไม่โต้เถียง ไม่อธิบาย และไม่บอกว่าที่เขามาที่ตรอกนี้ก็เพราะต้องมารับยาที่ภรรยาของเขาสั่งไว้ เขาแค่เก็บถุงกระดาษที่ตกอยู่ข้างเท้า แล้วเดินกะเผลกออกไปท่ามกลางสายตาของผู้คน

ไม่มีใครรู้ว่าชายผู้ดูอ่อนแอคนนี้เคยเป็นทายาทคนสำคัญของตระกูลซู่ ไม่มีใครรู้ว่าอาการพูดไม่ได้และความทรงจำที่ขาดหายของเขาไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุธรรมดา และไม่มีใครรู้ว่าคนที่สั่งให้เขาออกจากบ้านเมื่อสามปีก่อนกำลังจะต้องคุกเข่าขอความช่วยเหลือจากเขา

เมื่อเขาเดินพ้นตรอก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“ลู่เฉิน!”

หนานเยี่ยนวิ่งเข้ามาหาเขา เธอสวมเสื้อคลุมสีซีดและถือร่มที่พับยังไม่ทันเก็บ ผมยาวยุ่งเล็กน้อยเพราะรีบวิ่งมา เมื่อเห็นเลือดที่ริมฝีปากของเขา เธอก็รีบยื่นมือไปจับใบหน้าเขา

“ฉันขอโทษ ฉันกลับมาช้าไป ยังเจ็บอยู่ไหม”

ลู่เฉินส่ายหน้า เขาพยายามยิ้ม แม้ใบหน้าจะซีดจนแทบไม่มีสี

“ไม่เจ็บแล้ว”

หนานเยี่ยนชะงัก มือของเธอหยุดค้างอยู่บนแก้มเขา

เสียงเมื่อครู่นี้ชัดเจน แม้จะเบาและขาดห้วง แต่มันเป็นเสียงของเขา เสียงที่เธอไม่ได้ยินมานานถึงสามปี

“เมื่อกี้…คุณพูดหรือเปล่า”

ลู่เฉินกะพริบตา ราวกับตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจ

“หนานเยี่ยน”

เพียงชื่อสองพยางค์ก็ทำให้หญิงสาวน้ำตาคลอ เธอรีบหันหน้าไปทางอื่น ไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธอร้องไห้ แต่ลู่เฉินกลับยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธออย่างช้า ๆ

“สามปีมานี้…ทำให้เธอต้องลำบากแล้วนะ”

หนานเยี่ยนกัดริมฝีปากแน่น เธอเป็นคนเดียวที่ยังเชื่อว่าเขาจะกลับมาพูดได้ แม้หมอหลายคนจะบอกว่าโอกาสนั้นแทบไม่มี

“ฉันไม่ได้ลำบากเพราะคุณ” เธอตอบ “ฉันลำบากเพราะคนอื่นต่างหาก”

ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อสามปีก่อน ในวันที่ลู่เฉินประสบอุบัติเหตุหลังพิธีแต่งงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง รถของเขาถูกชนบนถนนภูเขาระหว่างเดินทางกลับจากบ้านเจ้าสาว หลังการผ่าตัด เขาฟื้นขึ้นมาโดยจำอะไรไม่ได้เกือบทั้งหมด และไม่สามารถพูดได้

ตระกูลซู่ประกาศต่อหน้าคนนอกว่าเขาเป็นเพียงคนรับใช้ที่เกาะหนานเยี่ยนกิน ไม่ใช่ทายาทของบ้าน แต่หนานเยี่ยนรู้ว่าพวกเขากำลังโกหก เธอเคยเห็นเอกสารที่ระบุว่าลู่เฉินถือหุ้นในบริษัทของครอบครัวมากกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์ และเคยเห็นผู้ใหญ่ทุกคนก้มศีรษะให้เขาก่อนเกิดอุบัติเหตุ

หลังจากเขาป่วย ตำแหน่งทายาทจึงถูกมอบให้ลู่เหวิน ลูกพี่ลูกน้องของเขา ส่วนหนานเยี่ยนถูกบังคับให้เซ็นสัญญาหย่า หากไม่ยอม เธอจะถูกขับออกจากบ้านและร้านยาสมุนไพรเล็ก ๆ ของครอบครัวจะถูกยึด

เธอไม่เซ็น

เธอพาลู่เฉินออกมาเช่าห้องเก่าในเมืองเก่า รับจ้างจัดยาตามร้าน และดูแลเขาด้วยเงินที่หาได้วันต่อวัน คนในตลาดหัวเราะเยาะเธอที่ยอมอยู่กับสามีพิการ ส่วนตระกูลซู่เรียกเธอว่าเมียคนจนที่หวังสมบัติ

แต่หนานเยี่ยนไม่เคยสนใจคำพูดเหล่านั้น เธอรู้ว่าลู่เฉินยังมีบางอย่างซ่อนอยู่ในแววตา บางครั้งเมื่อได้กลิ่นสมุนไพรหรือเห็นเข็มเงิน เขาจะนิ่งไปนานเหมือนกำลังพยายามดึงความทรงจำจากส่วนลึกของจิตใจ

วันนั้นเธอออกไปซื้อยาสำหรับเขา และฝากให้เขารออยู่หน้าร้านน้ำชา ลู่เฉินเห็นชายสามคนกำลังทำร้ายเด็กส่งของ เขาจึงเข้าไปห้าม พวกนั้นเป็นคนของตระกูลซู่ พวกเขาไม่พอใจที่เขายังปรากฏตัวในย่านที่บ้านตระกูลซู่เป็นเจ้าของ

หนานเยี่ยนอยากพาเขากลับห้อง แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปถึงถนนใหญ่ เสียงโกลาหลก็ดังขึ้นจากหน้าร้านน้ำชา

“ช่วยด้วย! มีคนล้มลง!”

ผู้คนแตกตื่น ชายชราคนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ชุดผ้าไหมสีเข้มและแหวนหยกที่นิ้วทำให้ทุกคนจำได้ว่าเขาคือซู่เจิ้งไห่ ผู้นำตระกูลซู่และประธานบริษัทซู่กรุ๊ป

“คุณปู่! คุณปู่ตื่นสิครับ!” ลู่เหวินคุกเข่าอยู่ข้างตัวชายชรา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

หนานเยี่ยนรีบฝ่าฝูงชนเข้าไป ลู่เฉินตามเธอไปด้วยท่าทางโซเซ

“เรียกรถพยาบาลหรือยัง” เธอถาม

“เรียกแล้ว แต่ถนนเมืองเก่ารถติดมาก” ชายคนหนึ่งตอบ “เจ้าหน้าที่บอกว่าอาจใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง”

ซู่เจิ้งไห่หายใจติดขัด มือข้างหนึ่งกุมหน้าอก ใบหน้าซีดและริมฝีปากเริ่มคล้ำ หนานเยี่ยนจับชีพจรเขาแล้วพบว่ามันเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง

“ต้องพาเขาไปที่โล่งและเปิดทางหายใจ” เธอบอก

“เธอเป็นใคร มายุ่งอะไรกับคุณปู่ของฉัน” ลู่เหวินตวาด “ถอยไป!”

“ถ้าไม่ทำอะไร เขาอาจไม่รอดก่อนรถพยาบาลมา”

“เธอเป็นแค่คนขายยา จะไปรู้อะไร”

ในขณะนั้นเอง ลู่เฉินนั่งลงข้างชายชรา เขาแตะข้อมือของซู่เจิ้งไห่เบา ๆ จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที

“เลือดไหลย้อน…หัวใจถูกกด…” เขาพึมพำ

ทุกคนเงียบลง

ลู่เหวินจ้องเขาเหมือนเห็นผี “แกพูดได้?”

ลู่เฉินไม่สนใจ เขามองไปยังหนานเยี่ยน

“เส้นชีพจรเสียหายมาก รอรถพยาบาลไม่ทัน ต้องฝังเข็มเดี๋ยวนี้”

หนานเยี่ยนรู้ว่าเขาไม่เคยพูดประโยคยาวขนาดนี้ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ เธอเองก็ตกใจ แต่สติของเธอยังอยู่กับชายชราที่กำลังจะตาย

“เราไม่มีเข็มเงิน” เธอบอก

ลู่เฉินเหลือบมองถุงยาที่เธอถืออยู่ ก่อนจะดึงเข็มเย็บผ้าบาง ๆ ที่ใช้ผูกปากถุงออกมา

“ใช้เข็มนี้ได้ แต่ต้องฆ่าเชื้อ”

“ลู่เฉิน หยุดเดี๋ยวนี้!” ลู่เหวินตะโกน “แกเป็นคนเสียสติหรือไง ถ้าคุณปู่เป็นอะไรไป แกต้องรับผิดชอบ!”

“ถ้าอยากให้เขารอดก็หุบปาก” ลู่เฉินตอบโดยไม่เงยหน้า “หรือจะยืนดูเขาตาย”

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนชะงัก ชายหนุ่มที่เคยถูกเรียกว่าคนใบ้กำลังพูดด้วยน้ำเสียงเย็นจัดและมั่นคง แตกต่างจากคนอ่อนแอที่พวกเขาเคยรู้จักโดยสิ้นเชิง

หนานเยี่ยนตัดสินใจทันที เธอหยิบขวดแอลกอฮอล์จากกระเป๋า เทลงบนเข็ม และช่วยเปิดเสื้อของซู่เจิ้งไห่

ลู่เฉินหลับตา สูดลมหายใจลึก จากนั้นแทงเข็มลงบนจุดเหนือข้อมือ จุดใต้กระดูกไหปลาร้า และบริเวณหน้าอกอย่างแม่นยำ มือของเขาเคลื่อนไหวเร็วแต่ไม่สั่นแม้แต่น้อย

บางคนในฝูงชนจำเขาได้

“นั่นไม่ใช่คนของตระกูลซู่หรือ คนที่นอนเป็นผักมาสามปีน่ะ”

“ใช่ เขากลับมาพูดได้ตั้งแต่เมื่อไร”

“ถ้าเขาฝังเข็มผิด คุณปู่ซู่ก็ตายแน่”

ลู่เหวินอยากผลักเขาออก แต่หนานเยี่ยนขวางไว้

“ใครแตะตัวเขาตอนนี้จะทำให้ชีพจรของคุณปู่แย่ลง”

“เธอคิดว่าตัวเองเป็นหมอหรือ”

“ไม่ใช่ แต่ฉันรู้ว่าคนที่กำลังจะตายไม่ควรถูกขัดขวาง”

ลู่เฉินกดนิ้วลงตรงกลางหน้าอกของซู่เจิ้งไห่ เขาจำได้เลือนรางว่าครั้งหนึ่งเคยทำเช่นนี้ในห้องรักษาที่มีควันสมุนไพรลอยอยู่รอบตัว มีชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังและพูดว่า

“วิชานี้ช่วยคนได้ แต่ถ้าใช้ผิดจังหวะ มันก็ฆ่าคนได้เหมือนกัน”

ภาพนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว ความเจ็บปวดแล่นผ่านศีรษะจนเขาแทบล้ม หนานเยี่ยนรีบจับไหล่เขา

“คุณไหวไหม”

“ยังไหว”

เขากดจุดสุดท้ายแล้วถอนมือออก ซู่เจิ้งไห่ไอแรง ๆ ก่อนจะสูดหายใจเข้าได้อีกครั้ง สีหน้าที่ซีดคล้ำเริ่มมีเลือดกลับมา

เสียงไซเรนดังขึ้นที่ปลายถนน รถพยาบาลมาถึงในอีกไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่รีบตรวจอาการและนำซู่เจิ้งไห่ขึ้นรถ

ก่อนประตูรถจะปิด ชายชราลืมตาขึ้น เขามองลู่เฉินอยู่นาน ราวกับจำบางสิ่งได้

“เฉิน…เป็นแกจริง ๆ…”

จากนั้นเขาก็หมดสติไปอีกครั้ง

ประโยคสั้น ๆ นั้นถูกบันทึกไว้ด้วยโทรศัพท์ของผู้คนหลายเครื่อง ภายในค่ำวันเดียว คลิปชายใบ้ช่วยชีวิตผู้นำตระกูลซู่ก็แพร่ไปทั่วเมืองเก่า

ลู่เหวินกลับไม่ขอบคุณ เขาชี้หน้าลู่เฉินต่อหน้าคนมากมาย

“แกจงใจทำให้คุณปู่ตกอยู่ในอันตราย แล้วแกล้งช่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจใช่ไหม”

หนานเยี่ยนมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

“ถ้าคุณคิดแบบนั้น ก็รอผลตรวจจากโรงพยาบาล”

“เธออย่าทำเป็นฉลาด ที่แกช่วยคุณปู่ก็เพราะอยากกลับเข้าตระกูลซู่”

ลู่เฉินเดินเข้าไปใกล้ลู่เหวิน ดวงตาของเขาเย็นลง

“ฉันไม่ต้องการบ้านหลังนั้น”

“ถ้าอย่างนั้นก็อย่ากลับมาให้เห็นหน้า”

“ฉันจะกลับไป” ลู่เฉินพูดช้า ๆ “ไม่ใช่เพราะบ้าน แต่เพราะมีบางอย่างในบ้านหลังนั้นที่เป็นของฉัน”

หนานเยี่ยนหันมามองเขา เธอไม่เคยได้ยินเขาพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อน

คืนนั้น ลู่เฉินมีไข้สูงจากความเหนื่อยล้าและอาการปวดศีรษะ เขานอนหลับไม่สนิท ภาพจากอดีตผุดขึ้นเป็นช่วง ๆ เขาเห็นห้องเก็บเอกสาร เห็นมือของใครบางคนกำลังเปิดซองสีน้ำตาล และได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้

“อย่าเซ็นเอกสารนี้ ถ้าเซ็นแล้วพวกเขาจะเอาทุกอย่างไป”

เขาพยายามมองใบหน้าผู้หญิงคนนั้น แต่ทุกครั้งที่ภาพใกล้เข้ามา ความเจ็บปวดก็ทำให้เขาตื่น

หนานเยี่ยนนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง เธอเปลี่ยนผ้าเย็นบนหน้าผากเขาและเห็นมือของเขากำผ้าห่มแน่น

“คุณจำอะไรได้หรือ”

ลู่เฉินลืมตา “ยังไม่มากพอ”

“ไม่ต้องฝืน”

“สามปีที่ผ่านมา…ฉันพูดไม่ได้จริง ๆ หรือ”

หนานเยี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง

หมอเคยบอกว่าเส้นประสาทในลำคอของเขาเสียหาย แต่ผลตรวจหลายฉบับมีวันที่ไม่ตรงกัน บางฉบับระบุว่าเขาไม่สามารถพูดได้จากความเสียหายทางกายภาพ บางฉบับกลับบอกว่าอาการน่าจะเกิดจากภาวะทางจิตใจ หลังจากนั้นไม่นาน เอกสารเหล่านั้นก็หายไปจากโรงพยาบาล

“ฉันไม่รู้” เธอตอบตามจริง “แต่ฉันไม่เคยเชื่อว่าคุณจะไม่มีวันหาย”

ลู่เฉินมองเธอ มือของเขาค่อย ๆ เลื่อนไปแตะข้อมือเธอ

“ขอบคุณที่ยังอยู่”

หนานเยี่ยนหัวเราะทั้งน้ำตา “ฉันอยู่เพราะคุณเคยสัญญาว่าจะพาฉันไปดูทะเล ถ้าคุณลืม ฉันยังไม่อนุญาตให้คุณตาย”

ก่อนแต่งงาน ลู่เฉินเคยเขียนสัญญาเล็ก ๆ บนกระดาษใบหนึ่ง เขาเขียนว่าจะพาเธอไปทะเลในวันครบรอบหนึ่งปี แต่กระดาษนั้นเปื้อนเลือดจากอุบัติเหตุและถูกเก็บอยู่ในกล่องไม้ข้างเตียงมาจนถึงวันนี้

เช้าวันต่อมา รถของตระกูลซู่มาจอดหน้าห้องเช่า หญิงวัยกลางคนชื่อซูเหม่ย แม่ของลู่เหวินลงจากรถพร้อมทนาย

“ประธานซู่ฟื้นแล้ว” เธอบอก “เขาต้องการพบลู่เฉิน”

หนานเยี่ยนไม่เปิดประตูทันที

“พบในฐานะอะไร”

“ในฐานะคนในครอบครัว”

“เมื่อวานเขายังเป็นคนเสียสติ วันนี้กลายเป็นครอบครัวแล้วหรือคะ”

ซูเหม่ยหน้าแข็ง “อย่าทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ลู่เฉินช่วยชีวิตพ่อฉัน เราควรตอบแทนเขา แต่เขาต้องเซ็นเอกสารยืนยันว่าไม่เรียกร้องทรัพย์สินใด ๆ ของตระกูลซู่”

เธอสอดเอกสารเข้ามาใต้ประตู

ลู่เฉินหยิบมันขึ้นมาอ่าน แม้สามปีที่ผ่านมาจะทำให้เขาไม่ได้ใช้ความรู้ด้านกฎหมายและธุรกิจ แต่เขายังจำลายเซ็นของตัวเองได้ เขามองเอกสารหน้าแรกแล้วพบว่าผู้ถือหุ้นชื่อเขาถูกระบุว่าเป็นผู้ไร้ความสามารถ และมีการโอนสิทธิ์การลงคะแนนให้ลู่เหวิน

“ฉันยังไม่ได้อ่านฉบับจริง” เขาบอก

ซูเหม่ยหัวเราะเยาะ “แกพูดได้แล้วก็อย่าคิดว่าตัวเองกลับมาเป็นคนเดิม เรื่องทุกอย่างจบไปนานแล้ว”

“ถ้าจบแล้ว ทำไมต้องให้ฉันเซ็น”

สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย

ลู่เฉินจึงรู้ว่าตนเองกำลังแตะถูกจุด

เขาไม่เซ็น และยอมไปโรงพยาบาลเพื่อพบซู่เจิ้งไห่พร้อมกับหนานเยี่ยน ทันทีที่เข้าไปในห้องพักผู้ป่วย ชายชราก็ไล่คนอื่นออก เหลือเพียงเขา หนานเยี่ยน และลู่เฉิน

“ฉันคิดว่าแกตายไปแล้ว” ซู่เจิ้งไห่พูดเสียงเบา

“ผมยังไม่ตายครับ เพียงแต่ทุกคนช่วยกันทำให้ผมกลายเป็นคนที่ไม่มีเสียง”

ซู่เจิ้งไห่หลับตา เขารู้ว่าลู่เฉินกำลังกล่าวถึงอะไร

สามปีก่อน ลู่เฉินเป็นผู้บริหารฝ่ายการเงินของบริษัท เขาพบการโอนเงินจำนวนมากจากบัญชีบริษัทไปยังบริษัทเปลือกหลายแห่ง เงินถูกนำไปใช้ซื้อที่ดินบริเวณเมืองเก่าในราคาต่ำ ก่อนที่ลู่เหวินจะขายต่อให้บริษัทคู่แข่งในราคาสูง

ลู่เฉินรวบรวมหลักฐานและเตรียมรายงานต่อคณะกรรมการ แต่ในคืนก่อนการประชุม รถของเขาถูกชน ขณะเดียวกัน เอกสารทั้งหมดก็หายไป และรายงานทางการแพทย์ระบุว่าเขาไม่สามารถรับผิดชอบต่อการตัดสินใจใด ๆ ได้

ซู่เจิ้งไห่เคยสงสัยว่าลูกชายของน้องชายมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เขาไม่มีหลักฐาน และในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังประสบปัญหา เขากลับปล่อยให้ลู่เหวินเข้าควบคุมงานแทน

“พ่อรู้ว่าผมถูกทำร้าย แต่ไม่ตามหาความจริง” ลู่เฉินพูด

“ฉันผิด” ชายชราตอบ “ฉันคิดว่าถ้าปล่อยให้เรื่องเงียบ บริษัทจะรอด”

“บริษัทอาจรอด แต่คนในบ้านของพ่อเกือบฆ่าผม”

ซู่เจิ้งไห่ไอ น้ำตาคลออยู่ในดวงตา “คืนเกิดเหตุ แม่ของแกเอาซองเอกสารมาให้ฉัน เธอบอกว่าลู่เหวินกำลังยักยอกเงิน แต่ก่อนที่ฉันจะเปิดดู เธอก็ถูกรถชนเสียชีวิต”

หนานเยี่ยนหันไปมองลู่เฉิน

“แม่ของผมไม่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือครับ”

ซู่เจิ้งไห่ส่ายหน้า “ฉันไม่รู้ แต่คนขับรถหายตัวไป และกล้องวงจรปิดหน้าบริษัทถูกลบ”

คำสารภาพนั้นทำให้ความหมายของสามปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปทั้งหมด ลู่เฉินไม่ได้เป็นเพียงชายที่สูญเสียเสียง เขาเป็นพยานคนสุดท้ายที่อาจรู้ว่าเอกสารอยู่ที่ไหน

ทันใดนั้น ลู่เฉินจำได้ว่าในคืนเกิดเหตุเขาไม่ได้ถือซองเอกสารกลับบ้าน เขาเอามันซ่อนไว้ในห้องเก็บยาเก่าของครอบครัว เพราะกลัวคนในบ้านค้นรถของเขา

ห้องเก็บยานั้นถูกปิดตายหลังอุบัติเหตุ และกุญแจอยู่กับหนานเยี่ยน เธอได้รับมันจากแม่ของลู่เฉินในวันที่พาเขาออกจากบ้าน โดยไม่รู้ว่ามันใช้เปิดประตูห้องเก็บเอกสารด้านหลังคลินิกเก่า

ทั้งคู่กลับไปที่คลินิกในคืนนั้น อาคารถูกทิ้งร้างและมีฝุ่นจับหนา หนานเยี่ยนถือไฟฉาย ส่วนลู่เฉินค่อย ๆ เดินสำรวจผนัง เขาเห็นรอยขีดสามเส้นที่มุมชั้นยาและนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำไว้

หลังตู้ไม้มีช่องว่างเล็ก ๆ เมื่อเลื่อนตู้ออก พวกเขาพบกล่องเหล็กขึ้นสนิม แต่ซองเอกสารด้านในถูกเปิดไปแล้ว

“มีคนมาที่นี่ก่อนเรา” หนานเยี่ยนพูด

ลู่เฉินหยิบกระดาษที่เหลืออยู่ขึ้นมา เป็นเพียงสำเนาใบส่งมอบสินค้าและใบเสร็จค่าซ่อมรถ ใบเสร็จหนึ่งใบมีวันที่ก่อนเกิดอุบัติเหตุสองวัน และชื่ออู่ซ่อมรถที่ใช้เปลี่ยนป้ายทะเบียนรถคันหนึ่ง

หนานเยี่ยนจำชื่ออู่นั้นได้ เพราะสามปีก่อนเธอเคยเห็นชายคนหนึ่งมาถามหาลู่เฉินที่หน้าห้องเช่า ชายคนนั้นสวมเสื้อช่างและมีรอยแผลเป็นยาวบนมือ

พวกเขาตามหาอู่จนพบว่ามันปิดกิจการไปแล้ว แต่เจ้าของเก่าชื่อเฉินซานยังอาศัยอยู่ในบ้านชานเมือง เมื่อไปถึง เฉินซานไม่ยอมเปิดประตูในตอนแรก ทว่าพอเห็นรูปของลู่เฉิน เขาก็หน้าซีด

“ผมไม่อยากยุ่งกับเรื่องนั้นอีก” เขาบอก

“มีคนเกือบตายเพราะคุณเงียบ” หนานเยี่ยนตอบ

เฉินซานนั่งลงอย่างหมดแรง “คืนนั้นมีรถสองคันมาที่อู่ คันหนึ่งเป็นรถของลู่เฉิน อีกคันเป็นรถตู้สีดำ คนของตระกูลซู่สั่งให้ผมเปลี่ยนป้ายทะเบียนรถตู้และซ่อมกันชน พวกเขาบอกว่ารถคันนั้นชนสุนัข แต่ผมรู้ว่ากันชนมีคราบเลือด”

เขาเก็บสำเนาใบรับงานไว้เพราะกลัวไม่ได้รับเงิน และมีรูปถ่ายจากกล้องหน้าร้านที่บันทึกภาพรถตู้ไว้ แม้ภาพจะไม่ชัด แต่เห็นเลขทะเบียนสามตัวท้ายและคนขับได้

คนขับคือหลิวเป่า คนสนิทของลู่เหวิน

หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะเอาผิดใคร แต่พอจะทำให้บริษัทต้องเปิดการตรวจสอบภายใน หนานเยี่ยนติดต่อทนายหญิงชื่อหลินอวี้ซึ่งเคยทำงานให้ซู่กรุ๊ป และเก็บสำเนาบัญชีบางส่วนไว้หลังลาออก

หลินอวี้ไม่อยากช่วย เพราะรู้ว่าการต่อสู้กับตระกูลซู่อาจทำให้เธอเสียใบอนุญาตและงานทั้งหมด แต่เมื่อเห็นลายเซ็นปลอมในเอกสาร เธอก็ตัดสินใจรับคดี

“การโอนหุ้นเกิดขึ้นหลังลู่เฉินหมดสติสองวัน” เธออธิบาย “เอกสารระบุว่าเขาเซ็นด้วยตัวเอง แต่ลายเซ็นนี้ใช้ปากกาหมึกน้ำเงิน ส่วนลู่เฉินอยู่ห้องไอซียูและมือขวาถูกเข้าเฝือก”

หนานเยี่ยนมองลู่เฉิน “คุณจำได้ไหมว่าใครเข้าไปหาคุณในห้องพัก”

ลู่เฉินหลับตา เขาจำกลิ่นน้ำหอมหวานจัดได้ จำเสียงผู้หญิงพูดว่า “ถ้าอยากให้ภรรยาของแกปลอดภัย ก็อย่าพยายามพูดเรื่องที่เกิดขึ้น”

เขาไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้หนานเยี่ยนฟัง เพราะช่วงเวลานั้นเขาพูดไม่ได้ และกลัวว่าคนที่ข่มขู่จะทำร้ายเธอจริง ๆ

“ซูเหม่ย” เขาพูด

หนานเยี่ยนกำมือแน่น แต่ไม่ได้ร้องไห้

“เธอขู่คุณด้วยฉันหรือ”

“ใช่”

“แล้วทำไมคุณไม่บอกฉัน”

“ตอนนั้นผมจำชื่อคุณไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ผมเห็นคุณนอนอยู่หน้าห้องทุกคืน ผมไม่อยากให้คุณเป็นอันตราย”

ความเงียบระหว่างทั้งคู่หนักอึ้ง หนานเยี่ยนอยากโกรธ แต่เมื่อเห็นความกลัวที่เขาเก็บซ่อนไว้ตลอดสามปี ความโกรธก็กลายเป็นความเจ็บปวด

“คราวหน้าอย่าตัดสินใจปกป้องฉันคนเดียว” เธอบอก “ถ้าเราจะสู้ ก็ต้องสู้ด้วยกัน”

การตรวจสอบเริ่มขึ้นหลังจากหลินอวี้ยื่นหลักฐานต่อคณะกรรมการบริษัท ลู่เหวินพยายามใช้ข่าวลือทำลายชื่อเสียงของลู่เฉิน เขาบอกสื่อว่าลู่เฉินป่วยทางจิตและกำลังถูกภรรยาควบคุมเพื่อแย่งทรัพย์สิน

บางคนเชื่อเขา เพราะลู่เฉินยังมีอาการปวดศีรษะและความทรงจำบางช่วงขาดหาย แต่เขาไม่หลบซ่อนอีกต่อไป เขาเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการด้วยตัวเอง และวางเอกสารทุกฉบับลงบนโต๊ะ

“ผมอาจจำทุกอย่างไม่ได้” เขาพูด “แต่เอกสารไม่เคยลืม และตัวเลขไม่เคยรู้จักโกหก”

ลู่เหวินพยายามตัดการประชุม อ้างว่าลู่เฉินไม่มีใบรับรองแพทย์ว่าหายเป็นปกติ ทว่าแพทย์คนใหม่ตรวจแล้วพบว่าอาการพูดไม่ได้ของเขาไม่ได้เกิดจากความเสียหายของเส้นเสียงทั้งหมด แต่เป็นผลจากการถูกทำให้หวาดกลัวซ้ำ ๆ และยากล่อมประสาทที่ถูกใช้เกินจำเป็นในช่วงพักฟื้น

เมื่อหลินอวี้ขอเวชระเบียนฉบับเต็ม โรงพยาบาลกลับส่งเอกสารไม่ครบ หลายหน้าถูกแก้ไขและลายเซ็นของแพทย์ไม่ตรงกัน

ลู่เฉินจึงตามหาแพทย์ผู้รักษาเดิม เขาพบว่าหมอคนนั้นลาออกและย้ายไปต่างจังหวัด แต่ยังเก็บสมุดบันทึกส่วนตัวไว้ แพทย์ยอมรับว่าเขาเคยเขียนความเห็นว่าลู่เฉินอาจกลับมาพูดได้ หากได้รับการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม แต่ถูกผู้บริหารโรงพยาบาลสั่งให้แก้ไขรายงาน

ผู้บริหารคนนั้นเป็นญาติของซูเหม่ย และโรงพยาบาลได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทซู่กรุ๊ป

หลักฐานเริ่มเชื่อมโยงกันเป็นเส้นเดียว ตั้งแต่รถชน การปลอมเอกสารหุ้น การปกปิดผลตรวจ ไปจนถึงการข่มขู่พยาน

แต่ในวันที่คณะกรรมการกำลังจะลงมติ ลู่เหวินกลับนำเอกสารอีกชุดออกมา เป็นสัญญาที่ระบุว่าหนานเยี่ยนเคยรับเงินจากตระกูลซู่จำนวนมากเพื่อดูแลลู่เฉิน และเธอมีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินของเขาหากเขาเสียชีวิต

ข่าวแพร่ไปทั่วอย่างรวดเร็ว ผู้คนกล่าวหาว่าหนานเยี่ยนอยู่กับลู่เฉินเพราะเงิน

หนานเยี่ยนนั่งนิ่งอยู่ในห้องประชุม เธอรู้ว่าสัญญานั้นมีลายเซ็นของเธอจริง แต่ไม่เคยรู้ว่าหน้าหลังมีข้อความเรื่องทรัพย์สิน เธอเซ็นเอกสารตอนที่ลู่เฉินยังอยู่ในโรงพยาบาล เพราะซูเหม่ยบอกว่าจะใช้เงินนั้นจ่ายค่ารักษา

ลู่เฉินมองเธอและถามเบา ๆ “คุณเซ็นเพราะผมหรือ”

“ฉันเซ็นเพราะเขาบอกว่าจะหยุดการรักษาถ้าฉันไม่เซ็น”

ลู่เฉินกำหมัด แต่คราวนี้เขาไม่ได้ระเบิดอารมณ์ เขาถามหลินอวี้ว่า “เอกสารนี้ใช้ได้หรือไม่”

“ต้องตรวจสอบต้นฉบับและเงื่อนไขทั้งหมด แต่ข้อความถูกเติมภายหลังอย่างชัดเจน”

หนานเยี่ยนก้มหน้า “ถ้าคุณอยากถอนตัวจากเรื่องนี้ ฉันเข้าใจ”

ลู่เฉินจับมือเธอต่อหน้าคณะกรรมการ

“คนที่ควรถอนตัวไม่ใช่คุณ”

จากนั้นเขาก็หันไปหาลู่เหวิน

“คุณต้องการให้ทุกคนคิดว่าภรรยาผมโลภ เพื่อให้ไม่มีใครถามว่าทำไมเธอถึงต้องเซ็นเอกสารที่คุณเตรียมไว้ แต่คุณลืมไปว่าคนที่รับเงินย่อมมีหลักฐานการโอน และบัญชีของหนานเยี่ยนไม่มีเงินก้อนนั้นแม้แต่บาทเดียว”

หลินอวี้เปิดรายการเดินบัญชี ทุกครั้งที่ตระกูลซู่ระบุว่าโอนเงินให้หนานเยี่ยน เงินกลับถูกโอนไปยังบริษัทเปลือกแห่งหนึ่ง จากนั้นจึงถูกส่งต่อเข้าบัญชีของลู่เหวิน

ห้องประชุมเงียบกริบ

ลู่เหวินตบโต๊ะ “เป็นไปไม่ได้!”

“เป็นไปได้” หลินอวี้ตอบ “เพราะคุณใช้บัญชีของภรรยาลุงเป็นทางผ่าน แล้วปลอมเอกสารให้ดูเหมือนเธอเป็นผู้รับผลประโยชน์”

ซูเหม่ยเริ่มตัวสั่น เธอหันไปมองลูกชาย ลู่เหวินไม่พูดอะไร แต่ความเงียบของเขากลับเป็นคำตอบ

คณะกรรมการลงมติพักอำนาจของลู่เหวินและสั่งตรวจสอบบัญชีบริษัทอย่างเป็นทางการ ซู่เจิ้งไห่ยอมให้ทนายส่งหลักฐานเรื่องการปลอมเอกสารให้เจ้าหน้าที่ แม้รู้ว่าการทำเช่นนั้นอาจทำให้ตระกูลเสื่อมเสีย

แต่เรื่องรถชนยังขาดพยานสำคัญ หลิวเป่าหายตัวไปหลังเกิดเหตุ และไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน

สามวันต่อมา หนานเยี่ยนได้รับข้อความจากหมายเลขไม่รู้จัก

“ถ้าอยากรู้ว่าใครสั่งชนรถ ให้มาที่โกดังริมแม่น้ำคนเดียว”

ลู่เฉินไม่ยอมให้เธอไปคนเดียว พวกเขาแจ้งหลินอวี้และตำรวจ แล้วเดินทางไปยังโกดังโดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามอยู่ห่าง ๆ

หลิวเป่านั่งอยู่ในโกดัง มือข้างหนึ่งมีผ้าพันแผล ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เขาบอกว่าลู่เหวินส่งคนตามหาเขา หลังจากข่าวเริ่มแพร่กระจาย

“ผมไม่ได้ตั้งใจฆ่าใคร” เขาพูด “วันนั้นผมได้รับคำสั่งให้ขับรถตามคุณลู่เฉิน ถ้าเขาไม่ยอมมอบซองเอกสาร ก็ให้ชนรถเพื่อขู่ แต่เบรกของผมถูกตัด ผมควบคุมรถไม่ได้”

“ใครตัดเบรก” ลู่เฉินถาม

หลิวเป่าส่ายหน้า “ผมไม่เห็น แต่ก่อนออกเดินทาง ลู่เหวินบอกว่าถ้าคุณไม่รอด เอกสารทุกอย่างจะถูกเก็บ และเขาจะดูแลคุณหนานเยี่ยนเอง”

ลู่เฉินนิ่งไป

คำพูดนั้นอธิบายว่าทำไมหนานเยี่ยนจึงถูกบังคับให้เซ็นเอกสารหลังเขาป่วย และทำไมซูเหม่ยถึงเฝ้าบอกว่าลู่เฉินไม่มีวันกลับมาเป็นคนเดิม

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวหลิวเป่า เขาส่งโทรศัพท์เครื่องเก่าให้หลินอวี้ ในนั้นมีเสียงสนทนาที่เขาบันทึกไว้เพื่อใช้ต่อรองกับลู่เหวิน เสียงไม่ชัดทั้งหมด แต่มีประโยคสำคัญพอจะเชื่อมโยงกับเอกสารและเส้นทางเงิน

ลู่เหวินถูกสอบสวนในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร ยักยอกทรัพย์ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายร่างกาย ส่วนซูเหม่ยต้องรับผิดชอบเรื่องการข่มขู่และการปกปิดหลักฐาน เธอไม่ได้ถูกจับทันทีเพราะให้ความร่วมมือ แต่ทรัพย์สินหลายรายการถูกอายัดระหว่างการตรวจสอบ

ซู่เจิ้งไห่ลาออกจากตำแหน่งประธานชั่วคราว เขาไม่ปกป้องลูกชาย แม้จะรู้ว่าตัวเองอาจสูญเสียครอบครัวที่เหลืออยู่

“ผมไม่ต้องการตำแหน่ง” ลู่เฉินบอกในวันที่เขากลับไปที่บ้านตระกูลซู่ “ผมจะขายหุ้นบางส่วนและแยกบริษัทออกเป็นหน่วยงานอิสระ เงินส่วนหนึ่งใช้ชดเชยพนักงานและคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากการทุจริต ที่เหลือเก็บไว้เป็นของผมกับหนานเยี่ยน”

ซู่เจิ้งไห่มองเขา “แกยังเรียกที่นี่ว่าบ้านได้ไหม”

ลู่เฉินมองบันไดใหญ่ ภาพวันที่เขาถูกหามออกจากบ้านยังคงอยู่ในความทรงจำ แม้รายละเอียดจะพร่าเลือน

“บ้านไม่ใช่สถานที่ที่คนเรียกชื่อเรา บ้านคือที่ที่เราไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีค่า”

ซู่เจิ้งไห่ก้มศีรษะให้เขาเป็นครั้งแรกในรอบสามปี

“ฉันขอโทษ”

ลู่เฉินไม่ได้ตอบรับทันที เขาไม่ได้ลืมคืนที่ไม่มีใครเชื่อเขา ไม่ได้ลืมวันที่หนานเยี่ยนต้องทำงานจนเป็นลม และไม่ได้ลืมว่าชายชราคนนี้เลือกความสงบของตระกูลมากกว่าความจริง

“ผมให้อภัยที่พ่อกลัวได้” เขาพูดในที่สุด “แต่ผมยังให้อภัยการที่พ่อปล่อยให้คนอื่นทำร้ายเราไม่ได้”

ซู่เจิ้งไห่พยักหน้า เขารับคำตอบนั้นโดยไม่โต้แย้ง

หลายเดือนต่อมา การตรวจสอบบริษัทเสร็จสิ้น ลู่เหวินถูกดำเนินคดีและต้องชดใช้เงินจำนวนมาก ทรัพย์สินที่ได้มาจากการยักยอกถูกขายเพื่อคืนให้บริษัท ส่วนซูเหม่ยย้ายออกจากบ้านตระกูลซู่และยอมรับสารภาพบางส่วนเพื่อแลกกับการลดโทษ

หลิวเป่าถูกคุมประพฤติภายใต้การคุ้มครองพยาน เขายอมให้การทุกอย่างเกี่ยวกับคืนเกิดเหตุ รวมถึงชื่อของคนที่ตัดเบรก แม้หลักฐานจะทำให้คดีซับซ้อนขึ้นและต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีคำพิพากษา

หนานเยี่ยนยังเปิดร้านยาสมุนไพรเล็ก ๆ ต่อไป เธอไม่ย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ของตระกูลซู่ แม้จะมีสิทธิ์ทำได้ ลู่เฉินช่วยปรับปรุงร้านและเปิดห้องให้คำปรึกษาด้านการฟื้นฟูร่างกาย เขาไม่เรียกตัวเองว่าแพทย์ เพราะไม่ได้มีใบอนุญาต แต่ใช้ความรู้ที่จำได้ค่อย ๆ ช่วยเหลือผู้คนภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ

บางครั้งเขายังปวดศีรษะ และความทรงจำบางส่วนอาจไม่กลับมาอีก แต่เขาไม่พยายามเป็นคนเดิมทุกอย่าง เขาเรียนรู้ที่จะพูดเมื่อกลัว พูดเมื่อโกรธ และพูดก่อนที่ความเงียบจะกลายเป็นกรงขัง

วันครบรอบแต่งงานปีที่สี่ หนานเยี่ยนพาเขาไปทะเลตามสัญญาเก่าที่เขาเคยเขียนไว้บนกระดาษเปื้อนเลือด

พวกเขานั่งอยู่บนชายหาดจนพระอาทิตย์คล้อยต่ำ ลู่เฉินหยิบกระดาษใบนั้นออกจากกระเป๋า ขอบกระดาษยับและสีแดงจางจนเกือบมองไม่เห็นแล้ว

“สัญญานี้หมดอายุแล้ว” เขาพูด

หนานเยี่ยนเลิกคิ้ว “คุณเพิ่งพาฉันมา แล้วจะบอกว่าหมดอายุได้อย่างไร”

“ผมไม่ได้อยากพาคุณมาดูทะเลแค่ครั้งเดียว”

เขาหยิบปากกาขึ้นมาเขียนข้อความด้านล่างของสัญญา

หนานเยี่ยนอ่านแล้วเงียบไป

ลู่เฉินเขียนว่า ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร เราจะไม่ปล่อยให้ใครคนหนึ่งต้องเผชิญมันตามลำพัง

เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงวางศีรษะลงบนไหล่เขา คลื่นซัดเข้าหาฝั่งแล้วถอยกลับ ทิ้งรอยน้ำไว้บนผืนทรายก่อนถูกคลื่นลูกใหม่ลบออก

สามปีที่เสียงของลู่เฉินถูกขโมยไป เขาเคยคิดว่าการกลับมาพูดได้คือการได้ชีวิตคืนมา แต่เมื่อมองหนานเยี่ยนที่นั่งอยู่ข้างกาย เขาจึงเข้าใจว่าชีวิตของเขาไม่ได้เริ่มต้นใหม่ในวันที่เสียงกลับมา

มันเริ่มต้นในวันที่มีคนหนึ่งคนยังเชื่อว่าเขาจะกลับมา แม้ทุกคนจะบอกให้เธอเดินจากไป

ลู่เฉินพับกระดาษสัญญาเก็บไว้ แล้วจับมือหนานเยี่ยนแน่น

คราวนี้เขาไม่ต้องพูดคำขอบคุณอีก เพราะเธอได้ยินมันจากการกระทำของเขามาตลอดสามปีแล้ว

Leave a Comment