เธอถูกใส่ร้ายจนเกือบถูกปลดจากบริษัท แต่กระสุนเพียงนัดเดียวกลับพาไปพบความลับของคนที่เธอไว้ใจที่สุด

“หมอบลง!”

กระสุนพุ่งผ่านขมับของซูชิงเสวียนไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร ก่อนจะฝังลึกเข้าไปในกรอบหน้าต่างชั้นสามสิบสองของอาคารศูนย์การแพทย์ฝั่งตรงข้าม เสียงกระจกแตกทำให้ผู้คนในห้องประชุมกรีดร้องและหมอบลงกับพื้น แต่ชายคนหนึ่งกลับลุกขึ้นยืนทันที เขาไม่มองหาที่กำบัง ไม่ตะโกนเรียกตำรวจ และไม่แม้แต่จะหันไปถามว่าเธอบาดเจ็บหรือไม่

เขาเพียงก้มมองรอยกระสุนบนผนัง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า “คนยิงอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างออกไปประมาณสามร้อยแปดสิบเมตร ชั้นสามของศูนย์การแพทย์ กระสุนถูกยิงจากมุมสูง แต่หัวกระสุนเบนไปทางซ้าย หน้าต่างบานนั้นเพิ่งปิดลง คนร้ายยังอยู่ไม่ไกล”

ชายคนนั้นชื่อกู้เหยียน เขาเป็นบอดี้การ์ดคนใหม่ของซูชิงเสวียน และเป็นคนที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามานานถึงห้าปี

ในเวลานั้นชิงเสวียนไม่รู้ว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่กระสุนที่เฉียดใบหน้า หากเป็นความจริงที่กำลังค่อย ๆ เปิดเผยว่า คนที่สั่งยิงเธออาจเป็นคนเดียวกับคนที่กำลังช่วยเธอรักษาตำแหน่งประธานบริษัท

กู้เหยียนกระโดดออกจากหน้าต่างโดยไม่ลังเล เขาใช้มือข้างหนึ่งเกาะขอบอาคาร อีกข้างจับราวเหล็กของป้ายโฆษณา แล้วไต่ลงไปตามแนวผนังเหมือนคนที่คุ้นเคยกับความสูงจนไม่รู้จักคำว่ากลัว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยวิ่งไปถึงประตูทางหนีไฟ แต่เขากลับตะโกนบอกว่าอย่าเสียเวลา เพราะคนร้ายคงใช้รถหลบหนีไปแล้ว

ชิงเสวียนยืนอยู่กลางห้องประชุม มือยังสั่นไม่หาย เธอมองชายคนนั้นผ่านกระจกที่แตกร้าว แม้ร่างของเขาจะหายไปจากสายตาแล้ว แต่ท่าทางเย็นชาและแววตาที่เหมือนอ่านทุกอย่างออกยังติดอยู่ในความทรงจำ

ห้าปีก่อน กู้เหยียนก็เคยเป็นแบบนี้ เขามักหลบอยู่หลังเงาของเธอ พูดน้อย ไม่อธิบาย และมองเห็นอันตรายก่อนใครเสมอ เพียงแต่ตอนนั้นเขาไม่ได้เป็นบอดี้การ์ด เขาเป็นศิษย์เอกของอาจารย์หลัว ชายผู้ฝึกฝนพวกเขาทั้งคู่ให้รู้จักการปกป้องตัวเองและการรักษาคำพูด

หลังจากอาจารย์หลัวหายตัวไป กู้เหยียนก็จากไปโดยไม่บอกลา ชิงเสวียนเคยคิดว่าเขาทอดทิ้งเธอ แต่ความจริงคือ เขาถูกส่งไปตามหาคนที่อยู่เบื้องหลังการตายของพี่ชายเธอ และระหว่างนั้นชื่อของเขาถูกทำให้กลายเป็นชื่อของผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรมหลายคดี

เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง บริษัทของชิงเสวียนกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต

บริษัทหานหลิงไบโอเทคของเธอใช้เงินหลายพันล้านหยวนพัฒนาโครงการโรงงานผลิตยาชีวภาพแห่งใหม่ แต่โรงงานทดลองยังสร้างไม่เสร็จ สายการผลิตหยุดชะงัก วัตถุดิบที่สั่งซื้อไว้ถูกกักอยู่ในโกดังของผู้จัดจำหน่าย และข่าวลือเรื่องการทุจริตแพร่ไปทั่วอินเทอร์เน็ต

ที่เลวร้ายกว่านั้น นักลงทุนรายใหญ่ถอนตัวติดต่อกันสามรายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ หุ้นของบริษัทตกลงจนคณะกรรมการบริหารเริ่มพูดถึงการปลดเธอออกจากตำแหน่ง

ในคืนที่กู้เหยียนมาถึงบ้าน ชิงเสวียนไม่ยอมให้เขาเข้าไปในห้องส่วนตัว เธอสั่งแม่บ้านทุกคนห้ามแตะต้องของของเธอ และกำชับระบบรักษาความปลอดภัยให้ทำงานตามขั้นตอนเดิม ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้นำอาหารหรือเครื่องดื่มเข้ามาโดยไม่ตรวจสอบ

กู้เหยียนเดินตรวจบ้านอย่างละเอียด เขาเปิดกล่องอาหารกลางวันขึ้นดูแล้วขมวดคิ้ว

“ตั้งแต่คืนนี้ คุณต้องกินอาหารที่ผมเตรียมให้” เขาบอก

“คุณมาทำงานเป็นบอดี้การ์ด ไม่ใช่นักโภชนาการ”

“ถ้าผมต้องปกป้องคุณทั้งที่ท้องว่าง การตัดสินใจของผมอาจช้าลง”

“คนที่ควรระวังคือฉัน ไม่ใช่คุณ”

กู้เหยียนมองขวดน้ำบนโต๊ะ “น้ำขวดนี้อย่าดื่ม”

ชิงเสวียนหันกลับมา “ทำไม”

“มีสารที่ทำลายกล้ามเนื้อหัวใจแบบเรื้อรัง ถ้าดื่มทีละน้อยทุกวัน อีกประมาณสองเดือนคุณจะมีภาวะหัวใจล้มเหลว ทุกคนจะคิดว่าคุณทำงานหนักจนร่างกายรับไม่ไหว”

ชิงเสวียนหยิบขวดขึ้นมาดู ฉลากยังสมบูรณ์ ฝาขวดไม่ถูกเปิด ระบบล็อกประตูไม่มีร่องรอยถูกงัด และแม่บ้านทุกคนผ่านการตรวจสอบประวัติมาอย่างละเอียด เธอจึงถามว่าเขารู้ได้อย่างไร

“กลิ่นโลหะที่ขอบฝา” กู้เหยียนตอบ “คนวางยาคิดว่าคุณจะไม่สังเกต เพราะสารนี้ละลายน้ำจนมองไม่เห็น แต่เขาไม่รู้ว่าผมเคยเจอสารชนิดนี้มาก่อน”

“ใครเป็นคนทำ”

“คนที่เข้าถึงบ้านได้โดยไม่ต้องทำลายระบบล็อก และอยู่ใกล้ตัวคุณพอจะเปลี่ยนขวดได้ทุกวัน”

คำตอบนั้นทำให้ชิงเสวียนไม่พูดต่อ เธอนึกถึงคนไม่กี่คนที่มีสิทธิ์เข้าบ้าน แต่ไม่มีใครดูน่าสงสัยเท่าหานซูหมิง รองประธานบริษัทและคู่หมั้นของเธอ

ซูหมิงเป็นคนช่วยเธอประคองบริษัทหลังบิดาเสียชีวิต เขาพูดต่อหน้าทุกคนว่าไม่สนใจทรัพย์สินหรืออำนาจ เพียงอยากช่วยผู้หญิงที่รักให้รักษาธุรกิจของครอบครัวไว้ ทว่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เขากลับเริ่มเสนอให้เธอขายหุ้นบางส่วนให้ตระกูลหานเพื่อแลกกับเงินทุนก้อนใหม่

ข้อเสนอนั้นมีเงื่อนไขเดียว คือชิงเสวียนต้องลาออกจากตำแหน่งประธาน และยกเลิกการหมั้นหมายกับเขาเสียก่อน

ซูหมิงบอกว่าการหมั้นทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าเธอถอนตัวจากฝ่ายบริหาร เขาจะสามารถรวบรวมเงินจากตระกูลหานมาช่วยบริษัทได้โดยไม่มีใครกล่าวหาว่าใช้อำนาจส่วนตัว แต่ชิงเสวียนเห็นชัดว่าเขาเป็นคนสร้างวิกฤตขึ้นมาก่อน แล้วค่อยยื่นมือเข้ามาเหมือนเป็นผู้ช่วยชีวิต

“ถ้าฉันออกจากบริษัท แล้วคุณจะช่วยจริงหรือ” เธอเคยถาม

ซูหมิงยิ้มบาง ๆ “คุณไม่เชื่อผมเหรอ”

“ฉันไม่เชื่อข้อเสนอที่บังคับให้คนหนึ่งเสียทั้งตำแหน่งและคู่หมั้นพร้อมกัน”

เขาไม่ได้ตอบ เพียงวางเอกสารบนโต๊ะแล้วบอกว่า หากเธอไม่เซ็นภายในเจ็ดวัน ธนาคารจะยึดทรัพย์สินค้ำประกันทั้งหมด

ในเช้าวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการบริหารเรียกประชุมฉุกเฉิน ขณะที่ชิงเสวียนกำลังเดินเข้าห้อง เธอเห็นชายคนหนึ่งยืนรออยู่ตรงปลายทางเดิน ชื่อของเขาคือเฮ่อจื่อเฉิง ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อซึ่งหายตัวไปหลังเกิดปัญหาในโครงการ

“เจ้านายเก่าของคุณยังมีชีวิตอยู่” เฮ่อจื่อเฉิงกระซิบ

ชิงเสวียนหยุดกึก “คุณหมายถึงใคร”

“อาจารย์หลัว”

กู้เหยียนที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอเปลี่ยนสีหน้าเป็นครั้งแรก

เฮ่อจื่อเฉิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงส่งกระดาษแผ่นเล็กให้กู้เหยียน บนกระดาษมีสัญลักษณ์รูปวงกลมที่ถูกขีดด้วยเส้นสามเส้น สัญลักษณ์เดียวกับที่อาจารย์หลัวใช้ทิ้งไว้ทุกครั้งเมื่อไม่สามารถสื่อสารได้โดยตรง

กู้เหยียนเก็บกระดาษลงกระเป๋า “คุณเอามาจากไหน”

“คนที่ส่งข่าวฝากบอกว่า ถ้าอยากพบอาจารย์ ก็ต้องหยุดวิ่งเข้ากับดักของหุยอี้เตรียง”

ชื่อหุยอี้เตรียงทำให้ชิงเสวียนนึกถึงบริษัทคู่แข่งซึ่งกำลังแย่งสิทธิบัตรโครงการเดียวกันอยู่ หุยอี้เตรียงเป็นประธานกลุ่มการแพทย์ขนาดใหญ่ และเป็นคนสุดท้ายที่พบกับบิดาของเธอก่อนเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสองปีก่อน

ตอนนั้นทุกคนบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ชิงเสวียนไม่เคยเชื่อ เพราะรถของบิดาถูกพบห่างจากถนนหลักหลายร้อยเมตร และกล้องวงจรปิดในบริเวณนั้นเสียพอดี

กู้เหยียนเตือนเธอว่าอย่ารีบตามหาอาจารย์หลัว เพราะถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าเธอยังมีหลักฐานอยู่ พวกเขาจะลงมือก่อนที่เธอจะตั้งหลักได้ แต่ชิงเสวียนไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้

“ถ้าอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านต้องรอให้ฉันเข้มแข็งพอก่อนแน่” เธอพูด “ฉันจะไม่ลากท่านกลับมาเพราะความกลัวของตัวเอง”

ทั้งคู่เข้าไปในห้องประชุมพร้อมแฟ้มเอกสารหลายชุด กู้เหยียนนำรายงานการติดต่อของผู้ถือหุ้น สัญญาโครงการ ใบสั่งซื้อ และบันทึกการโอนเงินมาวางเรียงบนโต๊ะ ส่วนชิงเสวียนเปิดประชุมโดยไม่รอให้ซูหมิงเริ่มกล่าวหา

รองประธานคนหนึ่งลุกขึ้นพูดทันทีว่า โรงงานใช้เงินไปหลายพันล้านแต่ไม่มีผลผลิต ความล้มเหลวทั้งหมดเกิดจากการบริหารของชิงเสวียน เธอจึงควรถอนตัวและปล่อยให้ตระกูลหานเข้ามาแก้ปัญหา

ซูหมิงวางมือบนโต๊ะอย่างสงบ “ผมไม่ได้ต้องการตำแหน่งของเธอ ผมแค่เสนอทางออกที่ช่วยทุกคน”

ชิงเสวียนเปิดแฟ้มเล่มหนึ่ง “ถ้าเป็นทางออกจริง ทำไมเงินสามร้อยล้านจึงถูกโอนไปยังบริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อเดือนก่อน และบริษัทนั้นมีผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียวคือเลขาของคุณ”

ห้องประชุมเงียบลง

ซูหมิงเหลือบมองเอกสาร “เป็นค่าบริการให้คำปรึกษาตามปกติ”

“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงสัญญา ใบเสร็จ และรายงานการส่งมอบงาน”

“เอกสารอยู่ที่ฝ่ายการเงิน”

“ฉันตรวจแล้ว ไม่มี”

เขาเริ่มมีสีหน้าแข็งขึ้น “คุณกำลังกล่าวหาผมต่อหน้าคณะกรรมการโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ”

กู้เหยียนวางแฟลชไดรฟ์ลงบนจอ “หลักฐานอยู่ในนี้”

ภาพการโอนเงินปรากฏขึ้น บัญชีปลายทางไม่ได้เป็นของบริษัทที่ซูหมิงอ้าง แต่เป็นบัญชีของผู้รับเหมารายหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับหุยอี้เตรียง เงินถูกโอนออกในคืนเดียวกับที่โรงงานถูกสั่งหยุดก่อสร้าง และหลังจากนั้นมีการถอนเงินสดเป็นช่วง ๆ จนยอดรวมเกือบหมด

ซูหมิงหัวเราะเบา ๆ “ไฟล์พวกนี้ตัดต่อได้ ใครก็ใส่ชื่อสกุลหานลงไปเพื่อโยนความผิดให้ผมได้”

ชิงเสวียนไม่ได้เถียง เธอหยิบเอกสารอีกชุดขึ้นมา “นี่คือเลขทะเบียนรถของผู้รับเหมาที่ขนวัตถุดิบออกจากโกดังเมื่อคืนก่อน ใบผ่านประตู และภาพจากกล้องด้านหลังอาคาร ซึ่งกล้องตัวนี้ไม่ได้เชื่อมกับระบบของบริษัท มีเพียงฝ่ายรักษาความปลอดภัยและผู้ดูแลโครงการเท่านั้นที่รู้ว่ามันยังใช้งานได้”

ประธานคณะกรรมการเปิดดูเอกสารทีละใบ ใบผ่านประตูลงชื่อโดยผู้ช่วยของซูหมิง ส่วนบันทึกโทรศัพท์แสดงให้เห็นว่า ก่อนรถคันนั้นออกจากโกดังสิบห้านาที เขาโทรหาผู้รับเหมาเจ็ดครั้ง

ซูหมิงยังคงไม่ยอมรับ เขาพยายามบอกว่าผู้ช่วยอาจใช้ชื่อเขาโดยพลการ แต่กู้เหยียนเปิดเสียงบันทึกการสนทนาในคืนที่โรงงานหยุดก่อสร้าง

“ถ้าชิงเสวียนถูกปลด เงินทุกก้อนจะกลับมาอยู่ในมือเรา” เสียงของซูหมิงดังจากลำโพง “อย่าให้สายการผลิตเดินต่อก่อนวันที่ผมบอก”

เขาไม่ได้พูดถึงการทำร้ายเธอโดยตรง แต่คำสั่งนั้นชัดเจนพอจะทำให้ทั้งห้องเปลี่ยนสีหน้า

ตามข้อบังคับของบริษัท หากกรรมการหรือผู้เกี่ยวข้องมีส่วนในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทุจริต หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน สิทธิ์การลงคะแนนของบุคคลนั้นต้องถูกระงับทันที คณะกรรมการจึงลงมติพักสิทธิ์ซูหมิงเป็นเวลาเจ็ดสิบสองชั่วโมง และส่งเอกสารทั้งหมดให้ฝ่ายตรวจสอบอิสระ

ก่อนออกจากห้อง ซูหมิงโน้มตัวมากระซิบกับชิงเสวียน “สามวันสั้นเกินไป โรงงานมีวัตถุดิบเหลือให้เดินสายการผลิตได้ไม่ถึงสี่วัน ถึงตอนนั้นคุณก็จะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปฏิเสธผม”

ชิงเสวียนมองเขาโดยไม่หลบตา “ฉันไม่จำเป็นต้องปฏิเสธคนที่กำลังจะถูกสอบสวน”

แต่ชัยชนะในห้องประชุมไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหลักหายไป วัตถุดิบยังถูกกักไว้ ช่องทางขนส่งถูกปิด และธนาคารประกาศว่าจะระงับวงเงินหากบริษัทไม่แสดงแผนแก้ไขภายในสามวัน

ช่องทางจัดจำหน่ายที่สำคัญที่สุดอยู่ในมือของเว่ยจินซาน เจ้าของเครือข่ายห้องเย็นซึ่งควบคุมการขนส่งวัตถุดิบทางการแพทย์เกือบหนึ่งในสามของเมืองหลินโจว เขาไม่รับพบคนที่ไม่มีใบนัด และไม่มีใครสามารถเปิดประตูของเขาได้หากไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว

ชิงเสวียนไปถึงคลังสินค้าของเขาในตอนบ่าย แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันไว้หน้าประตู

“ถ้าอยากพบคุณเว่ย กรุณาส่งใบนัดมาก่อน”

“ฉันไม่ได้เตรียมมา”

“งั้นก็กลับไปเตรียมแล้วค่อยมา อย่ามายืนขวางทาง”

กู้เหยียนเดินไปด้านหน้า ยื่นบัตรประจำตัวให้เจ้าหน้าที่ดู ชายคนนั้นหัวเราะและผลักอกเขาเบา ๆ

“ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้คนทำท่าเก่ง”

กู้เหยียนจับข้อมือเขาไว้ ไม่ได้ออกแรงมาก แต่ชายร่างใหญ่กลับทรุดลงกับพื้นทันที

ชิงเสวียนเตือน “อย่าทำให้เขาพิการ”

“ผมแค่ทำให้เขานั่งลง”

เสียงปรบมือดังขึ้นจากชั้นบน เว่ยจินซานยืนอยู่หลังราวเหล็ก มองกู้เหยียนด้วยสายตาประเมินคน

“กู้เหยียน ไม่ได้เจอกันห้าปี นายยังชอบหลบอยู่หลังคนอื่นเหมือนเดิม”

“คุณเว่ยยังชอบให้คนอื่นยืนรอนานเหมือนเดิม”

เว่ยจินซานหัวเราะแล้วสั่งให้เปิดประตูรับพวกเขา เขาเคยพบกู้เหยียนตอนแข่งรถบนภูเขาเมื่อหลายปีก่อน และรู้ว่าชายคนนี้ไม่ใช่บอดี้การ์ดธรรมดา

ระหว่างการเจรจา เว่ยจินซานปฏิเสธที่จะส่งวัตถุดิบให้บริษัท เพราะสัญญาขนส่งถูกยกเลิกโดยธนาคาร และหากเขาเข้าไปเกี่ยวข้อง บริษัทของเขาอาจถูกฟ้องตามมา ชิงเสวียนจึงเสนอให้ใช้ทรัพย์สินส่วนตัวค้ำประกันชั่วคราว

“บ้านของฉันและหุ้นที่เหลือทั้งหมด” เธอบอก “ถ้าบริษัทไม่ชำระเงินภายในสามสิบวัน คุณยึดได้ทันที”

กู้เหยียนหันมามองเธอ “คุณไม่ควรเอาทุกอย่างไปเสี่ยง”

“ถ้าฉันไม่เสี่ยง คนงานสองพันคนจะตกงาน และโครงการที่พ่อฉันสร้างมาจะถูกคนอื่นขโมยไป”

เว่ยจินซานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “ทำไมต้องปกป้องโครงการนี้ขนาดนั้น”

ชิงเสวียนไม่ได้ตอบทันที เธอหยิบภาพถ่ายใบหนึ่งออกจากกระเป๋า เป็นภาพบิดาของเธอยืนอยู่หน้าโรงงานทดลองข้างอาจารย์หลัว ด้านหลังภาพมีวันที่เขียนไว้ด้วยลายมือของบิดา

“เพราะพ่อไม่ได้ตายจากอุบัติเหตุ” เธอพูด “ท่านกำลังจะเปิดโปงคนที่ขโมยผลวิจัยของเรา และโรงงานแห่งนี้คือหลักฐานสุดท้าย”

เว่ยจินซานมองภาพอยู่นาน ก่อนจะบอกให้เธอรอด้านนอก เขาคุยกับกู้เหยียนตามลำพัง

“นายรู้ไหมว่าผู้ชายที่จับอาจารย์หลัวไว้คือใคร”

“หุยอี้เตรียง”

“ผิด คนที่อยู่เบื้องหน้าเป็นแค่คนรับคำสั่ง คนอยู่เบื้องหลังคือคนที่มีอำนาจพอจะทำให้คดีทั้งหมดเงียบ และยังมีสิทธิ์เข้าถึงบ้านของชิงเสวียนทุกวัน”

กู้เหยียนมองเขาอย่างเย็นชา “ซูหมิง”

เว่ยจินซานไม่ตอบ แต่ส่งสำเนาใบส่งของให้เขา ในเอกสารมีตราประทับของบริษัทหานหลิงและลายเซ็นของบิดาชิงเสวียน ทว่าชื่อผู้รับวัตถุดิบเป็นบริษัทเดียวกับที่โอนเงินออกไป

ปัญหาคือเอกสารดังกล่าวลงวันที่ก่อนบิดาของเธอเสียชีวิตสองวัน และลายเซ็นนั้นเป็นลายเซ็นปลอม

คืนนั้นกู้เหยียนตรวจบ้านใหม่ทั้งหมด เขาพบว่ากล้องวงจรปิดในห้องเก็บเอกสารมีช่วงเวลาที่ถูกลบออกเจ็ดนาทีทุกคืน เวลาที่ชิงเสวียนมักอยู่ในห้องทำงานและแม่บ้านเปลี่ยนน้ำดื่มให้เธอ

เขาไม่กล่าวหาใครทันที แต่แอบติดตั้งเครื่องบันทึกสัญญาณไว้ในตู้ไฟ หลังเที่ยงคืน สัญญาณจากห้องรับแขกถูกส่งออกไปยังหมายเลขที่ลงทะเบียนในชื่อบริษัทของซูหมิง

ชิงเสวียนเห็นข้อมูลนั้นแล้วพูดว่า “ฉันเคยคิดว่าถึงเขาจะอยากได้บริษัท เขาก็คงไม่ทำร้ายฉัน”

“คนเราไม่ได้เริ่มต้นด้วยการทำร้ายกันเสมอไป” กู้เหยียนตอบ “บางคนเริ่มจากการทำให้เราไม่เชื่อใจตัวเอง แล้วค่อยบอกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเราตัดสินใจผิด”

ชิงเสวียนนั่งเงียบอยู่หน้าเปียโนเก่าของบิดา เธอเปิดฝากระดาษโน้ตที่วางอยู่บนเครื่อง ด้านในมีข้อความสั้น ๆ เขียนด้วยดินสอว่า “อย่าเชื่อคนที่รีบปลอบในวันที่ทุกคนกล่าวโทษลูก”

เธอจำได้ว่าบิดาเคยพูดประโยคนี้ตอนเธออายุสิบหก ในวันที่เธอถูกกล่าวหาว่าทำเอกสารของบริษัทหาย และซูหมิงเป็นคนเดียวที่เข้ามาปลอบเธอ

ตอนนั้นเขาบอกว่าไม่เป็นไร เขาจะช่วยเธอเอง

ความทรงจำที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นเงาดำในคืนนั้น

เช้าวันที่สอง เว่ยจินซานส่งรถขนวัตถุดิบไปยังโรงงาน แต่รถถูกตำรวจจราจรเรียกตรวจกลางทางเพราะมีคำสั่งว่าบริษัทหานหลิงใช้เอกสารนำเข้าปลอม ฝ่ายกฎหมายของบริษัทตรวจสอบแล้วพบว่าคำสั่งดังกล่าวถูกส่งมาจากอีเมลของชิงเสวียนเอง

ถ้าเธอปฏิเสธ ก็เท่ากับยอมรับว่าระบบของบริษัทถูกเจาะ ถ้ายอมรับเอกสาร ก็เท่ากับเธอเป็นผู้สั่งการทุจริต

กู้เหยียนค้นข้อมูลการเข้าสู่ระบบและพบว่าอีเมลถูกเปิดจากคอมพิวเตอร์ในห้องประชุมช่วงเวลาที่เธออยู่กับคณะกรรมการ ซูหมิงเองก็อยู่ในห้องนั้น แต่เขาอ้างว่าตลอดเวลานั่งอยู่ในที่ซึ่งกล้องจับภาพได้

หลักฐานชิ้นใหม่ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนจะชี้ไปยังผู้ช่วยของซูหมิง ผู้ช่วยคนนั้นชื่อหลินเจีย เธอทำงานกับซูหมิงมานานสิบปีและเป็นคนที่ถูกจับได้ว่าครอบครองรหัสผ่านของผู้บริหาร

หลินเจียร้องไห้และบอกว่าเธอเพียงทำตามคำสั่ง ไม่รู้ว่าเอกสารจะถูกใช้เพื่อทำลายบริษัท แต่กู้เหยียนสังเกตเห็นว่าเธอสวมกำไลเงินเส้นหนึ่ง ซึ่งมีตราสัญลักษณ์สามเส้นเหมือนของอาจารย์หลัว

“คุณรู้จักอาจารย์หลัวหรือ” เขาถาม

หลินเจียหน้าซีด ก่อนจะตอบว่าไม่เคย

กู้เหยียนไม่กดดันเธอ เขาเพียงวางภาพถ่ายของชายชราคนหนึ่งบนโต๊ะ เป็นภาพจากกล้องหน้าคลังสินค้าในคืนที่อาจารย์หลัวหายตัวไป ในภาพนั้นมีหลินเจียยืนอยู่ข้างรถตู้

หลังจากเงียบอยู่นาน เธอจึงยอมรับว่าเคยช่วยซูหมิงนำตัวอาจารย์หลัวออกจากบ้านพัก แต่ไม่ได้รู้ว่าเขาจะถูกส่งไปที่ใด เธอทำเพราะซูหมิงขู่จะเปิดโปงหนี้สินของน้องชายเธอและทำให้เขาต้องติดคุก

หลินเจียมอบกุญแจดอกหนึ่งให้กู้เหยียน บอกว่าเป็นกุญแจห้องเก็บของใต้โรงแรมเก่าในเขตอุตสาหกรรม

คืนนั้น กู้เหยียนกับชิงเสวียนเดินทางไปที่โรงแรมโดยไม่แจ้งใคร พวกเขาพบห้องเก็บของอยู่ใต้ชั้นจอดรถ ภายในมีเอกสารงานวิจัย กล่องยา และเสื้อคลุมของอาจารย์หลัว แต่ไม่มีตัวคน

บนโต๊ะมีเครื่องบันทึกเสียงเก่า กู้เหยียนกดเปิด เสียงอาจารย์หลัวดังออกมาอย่างแผ่วเบา

“ชิงเสวียน ถ้าเธอได้ยินข้อความนี้ แปลว่าคนที่เราไว้ใจที่สุดอาจเป็นคนเปิดประตูให้ศัตรู งานวิจัยไม่ได้ถูกขโมยทั้งหมด ส่วนที่สำคัญที่สุดอยู่ในสิ่งที่พ่อของเธอไม่เคยยอมให้ใครแตะต้อง”

ชิงเสวียนหันไปมองกู้เหยียน “เปียโน”

พวกเขากลับบ้านก่อนรุ่งเช้าและถอดแผ่นไม้ด้านหลังเปียโนออก ภายในมีช่องลับเล็ก ๆ ซ่อนการ์ดหน่วยความจำไว้ บนการ์ดนั้นมีวิดีโอจากคืนก่อนเกิดอุบัติเหตุของบิดา

ภาพสั่นไหวจากกล้องหน้ารถแสดงให้เห็นชายสองคนกำลังเปลี่ยนระบบเบรกของรถ คนหนึ่งคือผู้รับเหมาของหุยอี้เตรียง อีกคนสวมเสื้อคลุมของบริษัทหานหลิงและมีแหวนตราตระกูลหานอยู่ที่นิ้ว

แต่ใบหน้าของเขาถูกบดบัง

ชิงเสวียนเปิดภาพช้า ๆ จนเห็นรอยแผลเล็ก ๆ บนข้อมือชายคนนั้น รอยแผลเป็นรูปเสี้ยววงกลม ซึ่งเธอจำได้ว่าเคยเห็นบนแขนของซูหมิงในวันที่เขามาปลอบเธอหลังงานศพของบิดา

ก่อนที่พวกเขาจะตรวจสอบต่อ ไฟทั้งบ้านก็ดับลง เสียงหน้าต่างแตกดังมาจากชั้นล่าง กู้เหยียนผลักชิงเสวียนลงกับพื้นและยิงไฟฉายไปยังทางเดิน ชายสวมหน้ากากสองคนกำลังค้นห้องทำงาน

การต่อสู้กินเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที คนหนึ่งถูกกู้เหยียนทำให้หมดสติ อีกคนหนีออกทางประตูหลังไปพร้อมกับกระเป๋าเอกสาร แต่ชิงเสวียนเห็นของที่เขาทำตกไว้ นั่นคือโทรศัพท์เครื่องเล็กที่มีเพียงหมายเลขเดียวในรายชื่อ

หมายเลขนั้นเป็นของซูหมิง

ในเวลาเดียวกัน โรงงานได้รับคำสั่งให้หยุดสายการผลิตทั้งหมด เนื่องจากผู้ตรวจสอบพบการปนเปื้อนในวัตถุดิบ ถ้าบริษัทไม่แก้ไขภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ใบอนุญาตผลิตจะถูกระงับ และเงินกู้จะถูกเรียกคืนทันที

ซูหมิงปรากฏตัวต่อหน้าสื่อพร้อมคำกล่าวว่า เขาเสียใจต่อความล้มเหลวของชิงเสวียน แต่จะพยายามช่วยบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เขาเสนอเงินกู้ฉุกเฉินโดยมีเงื่อนไขว่าเธอต้องเซ็นโอนอำนาจบริหารภายในวันนั้น

ชิงเสวียนรับเอกสารมาอ่าน แล้วฉีกมันต่อหน้ากล้อง

“คุณสร้างไฟขึ้นมาเอง แล้วเดินถือถังน้ำมาขอซื้อบ้านของฉัน”

ซูหมิงยิ้มเย็น “ถ้าคุณไม่มีหลักฐาน คนก็จะคิดว่าคุณกำลังดิ้นรนเฮือกสุดท้าย”

“ฉันมีหลักฐาน”

“วิดีโอเก่าที่เห็นเพียงเงาคนหนึ่งน่ะหรือ”

คำพูดนั้นทำให้ชิงเสวียนรู้ว่าเขาเห็นวิดีโอแล้ว และคนที่ส่งข้อมูลให้เขาต้องอยู่ใกล้เธอมากพอจะเข้าถึงการ์ดหน่วยความจำ

เธอหันไปมองกู้เหยียน แต่เขาไม่ได้มองใคร เขามองกระจกด้านหน้าอาคารแทน

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็รู้ว่ามีวิดีโอ” ชิงเสวียนพูด “แต่คุณไม่รู้ว่ามีสำเนาอีกชุด”

ซูหมิงชะงักเพียงเสี้ยววินาที

กู้เหยียนกดโทรศัพท์ ส่งไฟล์วิดีโอไปยังนักข่าวสามคนพร้อมกัน และแนบข้อมูลการโอนเงิน ใบผ่านประตู และคำให้การของหลินเจียไปด้วย ข่าวถูกเผยแพร่ก่อนที่ซูหมิงจะสั่งให้ใครลบได้

ทว่าไฟล์ยังไม่เพียงพอสำหรับการจับกุม เขายังมีอำนาจทางกฎหมายและผู้สนับสนุนจำนวนมาก ชิงเสวียนจึงตัดสินใจใช้สิ่งที่อันตรายที่สุด นั่นคือการเปิดเผยบัญชีลับของบริษัทต่อคณะกรรมการและธนาคารทั้งหมด แม้จะหมายความว่าบริษัทอาจถูกตรวจสอบอย่างละเอียดและชื่อของเธออาจถูกลากเข้าไปในคดีด้วย

“คุณไม่จำเป็นต้องยอมเสียชื่อไปพร้อมกับเขา” กู้เหยียนบอก

“ถ้าฉันซ่อนความผิดของตัวเองไว้หลังคำว่าไม่รู้ ฉันก็ไม่ต่างจากเขา”

ชิงเสวียนยอมรับต่อหน้าคณะกรรมการว่า เธอเคยเซ็นอนุมัติงบประมาณหลายรายการโดยไม่ได้ตรวจสอบผู้รับเหมาให้ละเอียดพอ แม้เธอจะไม่ได้รับเงินหรือรู้แผนการ แต่ความประมาทของเธอทำให้ซูหมิงมีช่องทางก่อเหตุ

คำสารภาพนั้นทำให้ราคาหุ้นตกลงอีกครั้ง แต่ธนาคารยอมชะลอการยึดทรัพย์ เพราะเห็นว่าบริษัทให้ความร่วมมือในการตรวจสอบและมีแผนฟื้นฟูที่ชัดเจน

กู้เหยียนตามรอยเงินไปยังคลังสินค้าแห่งหนึ่งนอกเมือง ที่นั่นเขาพบอาจารย์หลัวถูกขังอยู่ในห้องด้านหลัง ชายชราผอมลงมากและขาข้างหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้าย แต่ยังมีสติครบถ้วน

เมื่อเห็นชิงเสวียน อาจารย์หลัวพยายามลุกขึ้น เธอรีบเข้าไปประคองเขา

“หนูคิดว่าท่านตายแล้ว”

“ฉันพยายามทำให้พวกมันคิดแบบนั้น”

อาจารย์หลัวบอกว่าบิดาของชิงเสวียนค้นพบว่าหุยอี้เตรียงกับซูหมิงลักลอบใช้ข้อมูลวิจัยของบริษัทมาหลายปี ซูหมิงไม่ได้เริ่มต้นจากความโลภเพียงอย่างเดียว เขาเคยเชื่อว่าบริษัทควรอยู่ในมือของคนที่มีความสามารถมากกว่าชิงเสวียน และเขามองว่าการแต่งงานกับเธอเป็นวิธีที่ทำให้ทั้งสองตระกูลอยู่ในอำนาจเดียวกัน

เมื่อบิดาของเธอปฏิเสธ เขาจึงร่วมมือกับหุยอี้เตรียง วางแผนทำให้บริษัทล้มเหลว แล้วรอรับมันในราคาถูก

“แล้วทำไมท่านไม่หนี” ชิงเสวียนถาม

อาจารย์หลัวมองกู้เหยียน “เพราะถ้าฉันหนี คนที่พวกมันจะตามต่อไปคือเธอ ฉันต้องรอให้กู้เหยียนกลับมา”

กู้เหยียนกำหมัดแน่น เขาเพิ่งรู้ว่าอาจารย์ยอมถูกจับเพื่อปกป้องทั้งเขาและชิงเสวียน

การสอบสวนกินเวลาหลายเดือน ซูหมิงถูกควบคุมตัวในข้อหายักยอกเงิน ปลอมแปลงเอกสาร และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักขังอาจารย์หลัว ส่วนคดีการเสียชีวิตของบิดาชิงเสวียนถูกเปิดขึ้นใหม่จากวิดีโอและหลักฐานทางการเงิน หุยอี้เตรียงถูกสอบสวนในฐานะผู้ร่วมวางแผน แม้เขาจะพยายามโยนความผิดให้คนอื่น แต่เส้นทางการโอนเงินและคำให้การของผู้รับเหมาทำให้ปฏิเสธได้ยาก

หลินเจียได้รับการคุ้มครองในฐานะพยาน เธอยอมรับผิดในส่วนที่ช่วยปลอมเอกสารและชดใช้เงินบางส่วนให้บริษัท ชิงเสวียนไม่ถอนฟ้องทั้งหมด แต่ช่วยให้เธอได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่ เพราะเธอรู้ว่าการถูกข่มขู่ไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการทำร้ายคนอื่น ทว่าไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้ความผิดทุกอย่างหายไปเช่นกัน

บริษัทหานหลิงไม่ได้กลับมาแข็งแกร่งในทันที โรงงานต้องหยุดการผลิตหลายเดือน เงินลงทุนจำนวนมากสูญหาย และชื่อเสียงที่เคยสร้างมาหลายปีต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นคืน แต่ชิงเสวียนปฏิรูปคณะกรรมการ ตั้งฝ่ายตรวจสอบอิสระ และไม่ยอมให้คนในครอบครัวเข้าถึงบัญชีบริษัทโดยไม่มีการตรวจสอบอีกต่อไป

เธอยกเลิกการหมั้นหมายกับซูหมิงอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพราะต้องการลงโทษเขา แต่เพราะไม่ต้องการให้ชีวิตของตัวเองถูกใช้เป็นหลักประกันอำนาจของใครอีก

หลายเดือนต่อมา อาจารย์หลัวเดินได้ด้วยไม้เท้าและย้ายมาอยู่ในบ้านหลังเล็กใกล้โรงงาน กู้เหยียนยังคงทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย แต่เขาไม่หลบอยู่หลังเงาของชิงเสวียนอีกแล้ว เขายืนข้างเธอในที่ประชุมทุกครั้ง และเมื่อมีใครถามว่าเขาเป็นเพียงบอดี้การ์ดหรือไม่ เขาจะตอบว่าเป็นคนที่ช่วยตรวจดูว่าประตูทุกบานปิดสนิทหรือยัง

วันหนึ่ง ชิงเสวียนพบขวดน้ำใบเดิมถูกวางไว้บนโต๊ะทำงาน เธอหยิบมันขึ้นมาแล้วหัวเราะเบา ๆ ก่อนเทน้ำลงกระถางต้นไม้แทน

กู้เหยียนมองจากประตู “ยังไม่ไว้ใจน้ำขวดอีกหรือ”

“ฉันไว้ใจตัวเองมากกว่าเดิมแล้ว” เธอตอบ “แต่ระวังไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย”

นอกหน้าต่าง โรงงานทดลองเปิดสายการผลิตใหม่เป็นครั้งแรก แสงจากอาคารทอดลงบนถนนเส้นเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยมีคนพยายามทำลายชีวิตเธอ

ชิงเสวียนเก็บภาพถ่ายของบิดากลับเข้าไปในช่องลับหลังเปียโน แต่คราวนี้เธอไม่ได้ซ่อนมันไว้เพื่อปกป้องความทรงจำ เธอวางมันไว้ตรงที่ทุกคนมองเห็นได้

เพราะสิ่งที่เธอเคยคิดว่าเป็นเพียงภาพจากอดีต กลายเป็นหลักฐานที่ช่วยพาเธอกลับมายืนอยู่บนขาของตัวเองอีกครั้ง

Leave a Comment