ย่าผู้ใจร้ายยกกระท่อมผุพังกับโอ่งรั่วให้เด็กกำพร้าสี่คน แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในโอ่งจะทำให้ทั้งหมู่บ้านต้องชดใช้

วันที่ผู้ใหญ่บ้านกดนิ้วมือของหลินจื้อเหวินลงบนเอกสารแยกบ้าน เสียงหัวเราะของคนในเรือนใหญ่ดังกลบเสียงร้องไห้ของน้อง ๆ ทั้งสามคน และไม่มีใครรู้ว่าโอ่งดินเผาใบเก่าที่พวกเขาถูกยัดเยียดให้เอาไปด้วยนั้น หนักขึ้นทุกครั้งที่มีคนในครอบครัวกำลังจะตาย

จื้อเหวินมองรอยนิ้วมือสีแดงบนกระดาษ แล้วมองย่าหลินที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ เธอไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองหลานทั้งสี่คน

“ตั้งแต่วันนี้ บ้านรองแยกออกไปอยู่เอง” ย่าพูด “ที่ดินไม่มี บ้านไม่มี เสบียงก็ไม่มี พวกแกโตแล้วก็หาทางเลี้ยงตัวเองกันเอง”

“พ่อกับแม่เพิ่งเสียไปได้ไม่ถึงสามวัน” จื้อเหวินกำมือแน่น “อย่างน้อยให้พวกเราอยู่ที่นี่จนผ่านพิธีครบก่อนได้ไหม”

“บ้านใหญ่มีคนต้องกินต้องใช้ ไม่ใช่โรงทาน” หลินจื้อเฟิง ลูกชายคนโตของย่า ตบโต๊ะ “พ่อแม่แกเลือกเข้าไปในป่าลึกเอง พวกเขาตายเพราะความดื้อของตัวเอง อย่ามาทำเหมือนบ้านใหญ่เป็นหนี้ชีวิตแก”

น้องสาวคนรอง หลินหว่านซิง ลุกพรวดขึ้น แม้ใบหน้าจะซีดเพราะอดอาหารมาหลายวัน “พ่อกับแม่เข้าไปหาสมุนไพรให้ย่า ถ้าไม่มีสมุนไพรที่พวกท่านเอากลับมา ย่าก็คง—”

“เด็กผู้หญิงอย่าสอดปากตอนผู้ใหญ่คุยกัน” จื้อเฟิงขยับจะตบ แต่จื้อเหวินคว้าข้อมือเขาไว้ก่อน

ในเรือนเงียบลงทันที จื้อเหวินอายุเพียงสิบแปดปี แต่หลังของเขาผ่านงานในทุ่งนามามากกว่าผู้ชายหลายคน มือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยแตกจากการแบกฟืนและขุดดิน เขาจ้องหน้าลุงโดยไม่ถอย

“อย่าแตะน้องของผม”

“แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร” จื้อเฟิงสะบัดมือ “สามเดือนที่ผ่านมา ข้าวที่พวกแกกินก็เป็นข้าวที่บ้านใหญ่แบ่งให้ เงินชดเชยจากกองผลิตห้าร้อยหยวนก็ถูกใช้ไปกับหนี้ของพ่อแกสองร้อยหยวน ที่เหลือสามร้อยหยวนก็หมดไปกับยาของหลินเนี่ยนอันแล้ว ยังจะมาทวงบุญคุณอะไรอีก”

ชื่อของน้องคนเล็กทำให้จื้อเหวินหันไปมองเด็กชายวัยหกขวบที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ข้างประตู เนี่ยนอันป่วยมาตั้งแต่เกิด ทุกสองวันต้องกินยา ไม่เช่นนั้นจะมีไข้สูงจนชัก แม่ของเขาเคยขายต่างหูคู่เดียวเพื่อซื้อยา ส่วนเงินชดเชยทั้งหมดที่ผู้ใหญ่บ้านประกาศว่าให้ครอบครัวคนตาย ย่ากลับเป็นคนเก็บไว้

“เงินสามร้อยหยวนอยู่ที่ไหน” จื้อเหวินถาม

ย่าหลินช้อนตาขึ้นช้า ๆ “ใช้หมดแล้ว”

“หมดกับยาเนี่ยนอันจริงหรือ”

“แกกำลังกล่าวหาย่าหรือ”

ไม่มีใครตอบ แต่หว่านซิงเห็นซองผ้าสีแดงวางอยู่ใต้แขนเสื้อของย่า และเห็นจื้อเฟิงเหลือบมองมันด้วยสายตาระแวดระวัง นั่นไม่ใช่สีหน้าของคนที่ไม่มีเงินเหลือแม้แต่เหรียญเดียว

ผู้ใหญ่บ้านกระแอมเบา ๆ เขาไม่อยากให้เรื่องบานปลาย จึงเลื่อนกุญแจสนิมดอกหนึ่งไปตรงหน้าจื้อเหวิน

“กระท่อมท้ายหมู่บ้านทางตะวันตก มีหลังคาครึ่งหนึ่ง พื้นยังพอซ่อมได้ ส่วนของใช้ในบ้านรอง ขนไปได้เท่าที่มี”

“แล้วโอ่งใบนั้นล่ะ” หว่านซิงถาม เมื่อเห็นคนงานสองคนกำลังกลิ้งโอ่งดินเผาเก่าออกมาจากห้องเก็บของ

“ของที่พ่อแม่แกทิ้งไว้” ย่าพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก้นมันรั่ว เก็บไว้ก็เปลืองที่ เอาไปด้วยเสีย จะได้ไม่ต้องกลับมาเอาอะไรอีก”

โอ่งใบนั้นมีรอยแตกร้าวรอบคอ ภายนอกถูกเคลือบด้วยสีเขียวหม่นจนแทบมองไม่เห็นลาย ด้านข้างมีรูปคล้ายคลื่นน้ำสามชั้น แต่ตรงก้นกลับไม่มีรูให้เห็น แม้ทุกคนจะยืนยันว่ามันรั่วจนใช้การไม่ได้แล้ว

จื้อเหวินไม่อยากได้มัน แต่เขาไม่มีแรงเถียงอีกต่อไป เขายกโอ่งขึ้นด้วยสองแขนและรู้สึกประหลาดใจ เพราะมันหนักเกินกว่าจะเป็นโอ่งเปล่า ทว่าพอถามว่าข้างในมีอะไร ทุกคนกลับบอกว่าไม่มีอะไรเลย

ก่อนออกจากเรือนใหญ่ ย่าหลินพูดตามหลังมา “อย่ากลับมาขอข้าวบ้านใหญ่ ถ้าพวกแกอดตายก็อย่าโทษใคร”

จื้อเหวินไม่หันกลับไปมอง เขาเดินนำหน้าผ่านสายตาชาวบ้านที่แอบมองจากหน้าต่าง หว่านซิงแบกผ้าห่มเก่า หลินเซวียนวัยสิบขวบถือหม้อแตก ส่วนเนี่ยนอันถูกพี่ชายคนโตอุ้มไว้บนหลัง

ระยะทางไปกระท่อมไม่ถึงครึ่งลี้ แต่วันนั้นมันยาวนานราวกับเดินข้ามภูเขา เมื่อไปถึง พวกเขาพบว่าหลังคาด้านตะวันออกหายไปเกือบหมด ฝนเพิ่งตกเมื่อคืน พื้นดินจึงกลายเป็นโคลน เตียงไม้มีเพียงแผ่นเดียว และมุมห้องเต็มไปด้วยมูลหนู

เซวียนยืนนิ่งอยู่กลางบ้าน “พี่ใหญ่ เราจะอยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอ”

“อยู่ชั่วคราว” จื้อเหวินตอบ แม้ตัวเองก็ไม่เชื่อ “พี่จะซ่อมหลังคา พอพ้นฤดูหนาวเราจะสร้างบ้านใหม่”

“แล้วเราจะกินอะไรคืนนี้” หว่านซิงถาม

จื้อเหวินมองมือเปล่าของตัวเอง เขาพยายามยิ้ม “พรุ่งนี้พี่จะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร เอาไปขายที่ตลาด แล้วซื้อข้าวมาให้”

“แต่พี่ก็ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อวาน”

“ผู้ชายตัวจริงไม่แพ้เรื่องแค่นี้หรอก”

คำพูดนั้นทำให้หว่านซิงก้มหน้า เพราะเธอรู้ว่าพี่ชายกำลังกลั้นความหิวจนริมฝีปากสั่น เขาจัดให้น้องสาวสองคนนอนบนเตียง ส่วนตัวเองปูเสื้อเก่าลงบนพื้นดิน แล้วอุ้มเนี่ยนอันไปนอนใกล้เตาผิงที่ไม่มีฟืน

กลางดึก เสียงไอของเนี่ยนอันปลุกทุกคนให้ตื่น เด็กชายตัวร้อนจนหน้าผากแทบลวกมือ หว่านซิงร้องไห้และขอให้จื้อเหวินไปตามหมอที่กองผลิต แต่พี่ชายกลับส่ายหน้า

“หน้าทางเข้าหมู่บ้านมีคนของบ้านใหญ่เฝ้าอยู่ พวกเขาไม่อยากให้เราไปขอความช่วยเหลือจากใคร”

“แล้วจะทำยังไง”

จื้อเหวินมองโอ่งเก่าใบนั้น เขาจำได้ว่าตอนขนย้าย มันหนักราวกับมีหินอยู่ข้างใน เขาจึงใช้มีดงัดฝาปิดที่ผุกร่อนออก แต่ข้างในกลับว่างเปล่า มีเพียงผงสีดำเกาะอยู่ตามก้นโอ่ง

“อาจจะเอาไว้ใส่น้ำได้” เซวียนพูด

จื้อเหวินยกโอ่งไปตักน้ำจากบ่อหลังบ้าน น้ำไหลเข้าไปเพียงครู่เดียวก็หายวับจนหมด เขาคว่ำโอ่งดู แต่ไม่มีน้ำหยดออกมาแม้แต่หยดเดียว

“ก้นรั่วจริง ๆ” หว่านซิงพูดอย่างหมดหวัง

จื้อเหวินวางโอ่งไว้ข้างเตา แล้วใช้ปลายนิ้วแตะผงดำที่ก้น เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร จึงล้างมือในถ้วยน้ำเล็ก ๆ และเผลอทำให้น้ำในถ้วยหกลงไปในโอ่ง

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นทำให้เขาถอยหลังจนชนผนัง

ภายในโอ่งที่ว่างเปล่าเมื่อครู่ ค่อย ๆ มีน้ำใสผุดขึ้นมาจากก้น น้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างช้า ๆ จนถึงครึ่งใบ ทั้งที่ไม่มีรอยรั่วและไม่มีใครเทน้ำลงไป กลิ่นหอมเย็นคล้ายใบไม้หลังฝนลอยออกมา

“พี่ใหญ่…” หว่านซิงกระซิบ

จื้อเหวินไม่ตอบ เขาตักน้ำใส่ถ้วยเล็กแล้วดมดู ไม่มีสี ไม่มีตะกอน และไม่มีกลิ่นผิดปกติ เขาไม่กล้าให้เนี่ยนอันดื่ม จึงแตะน้ำเพียงปลายลิ้นตัวเอง

ความหิวที่บีบรัดท้องมาตลอดทั้งวันหายไปทันที ความเหนื่อยล้าจากการลากโอ่งและแบกน้องหายราวกับไม่เคยมีมาก่อน แขนขาที่หนักอึ้งกลับมีแรงขึ้นจนหัวใจเต้นแรง

จื้อเหวินรีบคายถ้วยทิ้ง แต่ความรู้สึกนั้นยังคงอยู่ เขาจึงตักน้ำอีกเล็กน้อยให้หว่านซิงดื่ม เธอเพิ่งกลืนลงไปไม่กี่อึกก็หยุดร้องไห้ อาการปวดท้องจากความหิวค่อย ๆ บรรเทา และสีหน้าซีดเซียวเริ่มมีเลือดฝาด

“ให้เนี่ยนอันลองเถอะ” เธอพูด

จื้อเหวินลังเลอยู่นาน ก่อนใช้ผ้าสะอาดกรองน้ำแล้วป้อนให้เด็กชายทีละหยด เนี่ยนอันไออยู่สองครั้ง จากนั้นก็หลับลึกเป็นครั้งแรกในรอบหลายคืน

พวกเขาไม่รู้ว่าน้ำนั้นรักษาโรคได้หรือเพียงทำให้ร่างกายมีแรง แต่เช้าวันต่อมา ไข้ของเนี่ยนอันลดลงจนเหลือเพียงอุ่น ๆ และเด็กชายขอข้าวเป็นมื้อแรกในรอบสองวัน

จื้อเหวินเดินไปตลาดพร้อมสมุนไพรที่เก็บได้เพียงถุงเล็ก เขาไม่ได้บอกใครเรื่องโอ่ง แต่ทดลองพกน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่ไปหนึ่งกระบอก ระหว่างทาง เขาดื่มไปอึกเดียวและรู้สึกว่าการเดินขึ้นเขาทั้งคืนไม่หนักเท่าเดิม

ที่ตลาด หมอหลิวจากร้านยาซื้อสมุนไพรของเขาในราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพราะรู้ว่าจื้อเหวินไม่มีทางเลือก จื้อเหวินรับเงินแล้วซื้อข้าวสาร เกลือ ผ้าพันแผล และยาของเนี่ยนอัน เขาไม่ซื้อเนื้อแม้แต่น้อย เพราะเงินที่เหลือยังไม่พอซ่อมหลังคา

ขณะกำลังกลับ เขาเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งล้มอยู่ข้างร้านข้าว ใบหน้าของเธอซีดและริมฝีปากแห้ง จื้อเหวินจำได้ว่าเป็นหลานสาวของคนงานกองผลิต เขาจึงส่งกระบอกไม้ไผ่ให้นางดื่มโดยไม่คิดมาก

เด็กหญิงลุกขึ้นได้หลังจากนั้นไม่นาน แม่ของนางตกใจและถามว่าเขาให้อะไร จื้อเหวินตอบเพียงว่าเป็นน้ำจากบ่อบนเขา

คืนนั้น ข่าวเรื่องน้ำประหลาดเริ่มแพร่ไปทั่วหมู่บ้านอย่างเงียบ ๆ

หว่านซิงเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นว่าโอ่งจะมีน้ำเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่คนในครอบครัวมีความทุกข์หนัก เมื่อเนี่ยนอันไข้ขึ้น น้ำจะผุดเร็วขึ้น เมื่อเซวียนร้องไห้เพราะหิว น้ำจะสูงขึ้นจนเกือบเต็มใบ แต่ถ้าพวกเขาตักน้ำไปเททิ้งโดยไม่ใช้เพื่อช่วยใคร น้ำในโอ่งจะลดลงเหลือเพียงก้นถ้วย

จื้อเหวินไม่รู้ว่านี่เป็นเวทมนตร์หรือสิ่งที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ เขารู้เพียงว่าต้องปกป้องความลับนี้ เขาตัดสินใจใช้น้ำรักษาน้อง ๆ เท่านั้น และยังคงขึ้นเขาเก็บสมุนไพรเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว

แต่ความลับไม่เคยอยู่รอดในหมู่บ้านที่ทุกคนรู้ว่าใครมีข้าวกี่ถัง

สามวันต่อมา หลินจื้อเฟิงมาที่กระท่อมพร้อมย่าหลิน เขาไม่ได้ถามไถ่เด็ก ๆ แต่เดินตรงไปหาโอ่งที่ตั้งอยู่ข้างเตา

“ได้ยินว่าพวกแกไม่ต้องซื้อยาแล้ว” จื้อเฟิงพูด “ของที่พ่อแกทิ้งไว้เป็นของบ้านใหญ่ เอาโอ่งมาให้ฉัน”

จื้อเหวินขยับยืนขวาง “พ่อแม่ยกให้พวกเราแล้ว”

“ในเอกสารไม่ได้เขียนว่าโอ่งเป็นของแก”

“ในเอกสารก็ไม่ได้เขียนว่าเงินชดเชยห้าร้อยหยวนเป็นของย่า” หว่านซิงสวนทันที

ย่าหลินหน้าเปลี่ยนสี “เด็กอย่างแกจะรู้อะไร”

จื้อเหวินหยิบกระดาษแยกบ้านขึ้นมา “ผู้ใหญ่บ้านลงชื่อรับรองว่าทรัพย์สินของบ้านรองมีเพียงกระท่อม โอ่งหนึ่งใบ หม้อหนึ่งใบ และเสื้อผ้าตามที่เห็น ถ้าจะเอาคืน ก็ไปถามผู้ใหญ่บ้านต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน”

จื้อเฟิงไม่คาดคิดว่าเขาจะกล้าต่อรอง จึงคว้าตัวเซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ถ้าไม่ส่งโอ่งมา น้องแกจะไปอยู่บ้านใหญ่ ฉันจะให้มันทำงานชดใช้ข้าว”

เซวียนร้องไห้ หว่านซิงใช้ไม้ฟืนฟาดมือเขา แต่ถูกผลักล้มลงกับพื้น จื้อเหวินพุ่งเข้าชนลุงจนทั้งคู่ล้มกลิ้ง เศษไม้จากหลังคาทิ่มเข้าที่แขนของจื้อเหวิน เลือดไหลเป็นทาง

เนี่ยนอันตกใจจนไอไม่หยุด ทันใดนั้นน้ำในโอ่งก็เริ่มผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมเย็นแผ่ไปทั่วกระท่อม

จื้อเฟิงหยุดชะงัก เขามองโอ่งด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด

คืนนั้นเขากลับไปมือเปล่า แต่ก่อนออกจากกระท่อม เขาพูดเสียงต่ำ “แกปิดบังอะไรไว้ไม่ได้นานหรอก”

จื้อเหวินใช้ผ้าพันแผลที่ซื้อจากตลาดปิดแผลตัวเอง เขาไม่บอกน้อง ๆ ว่ากลัวแค่ไหน หากบ้านใหญ่รู้ว่าโอ่งมีค่า พวกเขาไม่มีทางรักษามันไว้ได้ ด้วยกำลังของเด็กกำพร้าสี่คน แม้แต่ประตูไม้ผุ ๆ ยังป้องกันใครไม่ได้

หว่านซิงนั่งเงียบอยู่ข้างเตา ก่อนพูดขึ้นว่า “พ่อเคยบอกว่าโอ่งนี้ไม่ใช่ของที่บ้านเราได้มาโดยบังเอิญ”

“พ่อเคยพูดอะไร”

“ก่อนเข้าเขาครั้งสุดท้าย พ่อบอกว่าถ้ากลับมาไม่ทัน ให้เก็บโอ่งไว้ อย่าให้คนโลภเปิดฝาด้านล่าง เขาบอกว่าของบางอย่างมีไว้ช่วยคน ไม่ใช่เอาไปแลกเงิน”

จื้อเหวินหันไปมองโอ่ง เขาเคยคิดว่าพ่อพูดถึงสมุนไพรหรือเครื่องมือรักษาโรค แต่ตอนนี้คำพูดนั้นกลับชัดเจนขึ้นทุกที

เขาตรวจดูรอยคลื่นบนตัวโอ่งอย่างละเอียด จึงพบว่าคลื่นชั้นล่างมีเส้นเล็ก ๆ ต่อกันเป็นรูปตัวอักษรโบราณ หว่านซิงจำได้ว่าพ่อเคยสอนให้เธออ่านบางคำจากสมุดจดสมุนไพร คำเหล่านั้นแปลได้ว่า “น้ำจะปรากฏเมื่อผู้ถือยอมแบ่งสิ่งสุดท้ายให้ผู้อื่น”

จื้อเหวินนึกถึงเด็กหญิงที่ตลาด เขาไม่ได้ให้เธอดื่มเพราะต้องการเงินหรือคำขอบคุณ เขาให้เพราะเห็นว่านางกำลังจะเป็นลม และหลังจากนั้นน้ำในโอ่งก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

เขาตัดสินใจทันทีว่าจะไม่ขายน้ำให้คนร่ำรวย แต่จะใช้มันรักษาคนที่ไม่มีทางเลือก อย่างไรก็ตาม เขายังต้องหาทางปกป้องน้อง ๆ และพิสูจน์เรื่องเงินชดเชยของพ่อแม่

วันรุ่งขึ้น จื้อเหวินไปหาผู้ใหญ่บ้านพร้อมหว่านซิง เขาไม่ได้กล่าวหาย่าตรง ๆ แต่ขอให้ตรวจบัญชีเงินชดเชยของกองผลิต เพราะในใบประกาศมีลายมือผู้ใหญ่บ้านระบุชัดว่าเงินห้าร้อยหยวนจ่ายให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต

ผู้ใหญ่บ้านมีท่าทีลำบากใจ “ย่าหลินมารับเงินแทนในฐานะผู้ดูแลครอบครัว”

“แต่ย่าไม่ได้เป็นผู้ดูแลพวกเรา” จื้อเหวินตอบ “ย่าบังคับแยกบ้านทันทีหลังได้เงิน ถ้าเงินถูกใช้กับยา ก็ขอให้แสดงใบซื้อยาและบัญชีให้ตรวจ”

ผู้ใหญ่บ้านเงียบไป เพราะเขาเองจำได้ว่าในวันที่จ่ายเงิน ย่าหลินรับถุงเงินต่อหน้าคนงานหลายคน จากนั้นจื้อเฟิงก็พาเงินไปยังร้านขายวัสดุก่อสร้างเพื่อซื้อกระเบื้องมุงหลังคาให้เรือนใหญ่

จื้อเหวินไม่ต้องการเพียงเงินคืน เขาต้องการให้ทุกคนเห็นว่าพ่อแม่ไม่ได้ทอดทิ้งลูก ๆ และเงินที่พวกเขาหามาด้วยชีวิตไม่ควรถูกขโมยไปง่าย ๆ

แต่ก่อนที่ผู้ใหญ่บ้านจะเรียกย่ามาสอบถาม ข่าวอีกเรื่องก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้าน เนี่ยนอันลุกขึ้นเดินได้โดยไม่ต้องเกาะผนัง และเด็กหญิงที่ตลาดซึ่งเคยป่วยเรื้อรังก็กลับมากินข้าวได้เป็นปกติ

คนนับสิบเริ่มมาที่กระท่อม บ้างถือเงิน บ้างถือไก่ บ้างนำข้าวสารมาแลกน้ำ บางคนบอกว่าจะจ่ายเท่าไรก็ได้ จื้อเหวินปฏิเสธทั้งหมด เขาให้ดื่มเฉพาะคนที่มีอาการหนักและให้ทีละน้อย เพราะน้ำในโอ่งไม่ได้มีไม่จำกัด

ในบรรดาคนเหล่านั้นมีชายชราจากบ้านปลายหมู่บ้าน เขาเคยเห็นพ่อของจื้อเหวินลงเขาในคืนเกิดอุบัติเหตุ ชายชราบอกว่าก่อนพ่อแม่ของเขาตกจากหน้าผา ทั้งคู่กำลังตามหาดอกไม้สีขาวที่ขึ้นใกล้ถ้ำหิน และมีคนอีกคนหนึ่งอยู่กับพวกเขา

“คนคนนั้นใส่เสื้อของบ้านใหญ่” ชายชราพูด “ฉันเห็นเขาถือถุงสมุนไพรของพ่อแก แต่ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าใส่ร้าย”

จื้อเหวินถามว่าชายคนนั้นเป็นใคร ชายชราส่ายหน้า แต่บอกว่าที่รองเท้าของเขามีหัวเข็มขัดทองเหลืองรูปนกอินทรี

จื้อเหวินจำได้ว่าจื้อเฟิงมีหัวเข็มขัดแบบนั้น

เขาไม่รีบกล่าวหา เพราะรู้ว่าความสงสัยไม่ใช่หลักฐาน เขากับหว่านซิงจึงกลับไปค้นห้องเก็บของของบ้านรอง ซึ่งของส่วนใหญ่ถูกบ้านใหญ่ยึดไปแล้ว พวกเขาพบเพียงสมุดจดสมุนไพรของแม่ที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นพื้น และใบรับซื้อยาของร้านหมอหลิว

ในสมุดมีวันที่หลายวันก่อนเกิดเหตุ แม่เขียนไว้ว่าพ่อค้นพบสมุนไพรชนิดหนึ่งซึ่งช่วยลดไข้ของเนี่ยนอันได้ แต่ต้องเก็บจากบริเวณถ้ำหินด้านตะวันตก พ่อแม่จึงตั้งใจเข้าไปเก็บและนำไปขายเพื่อชำระหนี้ทั้งหมด

หน้าสุดท้ายของสมุดมีประโยคที่เขียนค้างไว้ว่า “จื้อเฟิงขอให้เราแบ่งทางขึ้นเขา เขาบอกว่ามีคนรับซื้อสมุนไพรในราคาสูง แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า…”

ประโยคจบลงตรงนั้น

คืนนั้น จื้อเหวินนอนไม่หลับ เขานึกถึงคำพูดของย่าที่บอกว่าพ่อแม่ดื้อดึงเข้าไปในป่าลึกเอง หากพวกเขาเพียงต้องการช่วยเนี่ยนอัน เหตุใดจื้อเฟิงจึงรู้เส้นทางและคนรับซื้อสมุนไพรดีนัก

เช้าวันต่อมา จื้อเหวินขึ้นเขาไปกับชายชรา เขาพบรอยล้อเกวียนเก่าที่ถูกฝนชะจนเกือบจาง และพบเศษหัวเข็มขัดทองเหลืองติดอยู่ในพุ่มหนามใกล้หน้าผา นอกจากนี้ยังมีเศษผ้าสีน้ำเงินของเสื้อพ่อเขาเกี่ยวอยู่กับกิ่งไม้

เมื่อกลับถึงหมู่บ้าน จื้อเหวินนำสิ่งของทั้งหมดไปให้ผู้ใหญ่บ้านดู ชายชราก็ยอมให้การต่อหน้าคนหลายคน จื้อเฟิงถูกเรียกมาสอบถาม แต่เขายังคงปฏิเสธ

“ฉันแค่บอกทางให้พวกเขา” เขาพูด “ฉันไม่ได้ขึ้นเขาไปด้วย”

“ถ้าอย่างนั้นหัวเข็มขัดของนายไปอยู่ที่หน้าผาได้อย่างไร” หว่านซิงถาม

จื้อเฟิงหันไปตวาด “เด็กเมื่อวานซืนอย่างแกจะรู้อะไร”

ระหว่างที่ทุกคนกำลังโต้เถียง เนี่ยนอันซึ่งยืนอยู่ข้างจื้อเหวินก็เริ่มหอบ เด็กชายตัวร้อนขึ้นในเวลาไม่กี่ลมหายใจ จื้อเหวินรีบพากลับกระท่อมและตักน้ำจากโอ่งให้ดื่ม อาการของเนี่ยนอันดีขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่น้ำในโอ่งกลับลดลงจนเกือบหมด

จื้อเหวินเข้าใจทันทีว่าโอ่งไม่ใช่บ่อน้ำที่ไม่มีวันหมด มันกำลังตอบแทนความเมตตา แต่ก็ใช้สิ่งที่มีอยู่เพื่อแลกกับชีวิตของคนอื่น หากเขายังให้ทุกคนดื่มโดยไม่มีแผน น้อง ๆ อาจไม่มีน้ำเหลือในวันที่ต้องการที่สุด

เขาจึงประกาศว่าจะไม่รับคนป่วยทั้งหมดไว้ที่กระท่อมอีก แต่จะรวบรวมสมุนไพรและแบ่งน้ำให้เฉพาะผู้ที่หมอหลิวรับรองว่าจำเป็น คำประกาศนี้ทำให้บางคนไม่พอใจ ทว่าเขายอมรับคำด่าโดยไม่เปลี่ยนใจ

“ถ้าพวกคุณต้องการน้ำเพราะได้ยินว่ามันวิเศษ ผมช่วยทุกคนไม่ได้” เขาพูด “แต่ถ้าคนในบ้านกำลังจะตาย ผมจะไม่ถามว่าพวกคุณมีเงินหรือไม่”

หมอหลิวเริ่มช่วยเขาจดชื่อผู้ป่วยและอาการ ทำให้การใช้โอ่งเป็นระบบขึ้น ขณะเดียวกันหว่านซิงเรียนรู้วิธีต้มสมุนไพร เซวียนรับหน้าที่เก็บฟืน ส่วนเนี่ยนอันแม้ยังอ่อนแรง แต่คอยเขียนสัญลักษณ์บนกระดานเพื่อบอกว่าคนใดได้รับน้ำแล้ว

เป็นครั้งแรกที่พวกเขาไม่ได้เพียงรอให้ความสงสารช่วยชีวิต แต่กำลังสร้างทางรอดด้วยมือของตนเอง

ย่าหลินทนมองคนในหมู่บ้านทยอยมาที่กระท่อมไม่ได้ นางเริ่มปล่อยข่าวว่าโอ่งนั้นเป็นของต้องสาป และน้ำที่ดื่มเข้าไปจะทำให้คนตายช้าลงเพียงเพื่อเรียกเงินมากขึ้น บางคนเริ่มกลัว บางคนเริ่มเรียกร้องให้ผู้ใหญ่บ้านยึดโอ่งไปตรวจ

ในคืนฝนตกหนัก จื้อเฟิงพาคนงานสามคนมาที่กระท่อม เขาบอกว่าผู้ใหญ่บ้านมีคำสั่งให้ย้ายโอ่งไปเก็บที่ศาลากลางหมู่บ้าน เพราะเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง

จื้อเหวินรู้ว่ามันเป็นคำโกหก ผู้ใหญ่บ้านไม่มีเหตุผลต้องส่งคนมาตอนกลางคืน เขาจึงให้น้อง ๆ ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นกระดานและยืนขวางประตูคนเดียว

“ถอยไป” จื้อเฟิงพูด “แกไม่มีสิทธิ์ขัดขืน”

“ถ้าจะเอา ให้เอาเอกสารมา”

คนงานคนหนึ่งผลักเขาจนล้ม จื้อเฟิงยกตะเกียงน้ำมันขึ้นและทำทีจะเข้าไปในบ้าน แต่หว่านซิงซึ่งแอบอยู่หลังผนังกลับร้องขึ้นว่า “พี่ใหญ่ ไฟ!”

เปลวไฟจากตะเกียงลามไปที่กองฟางข้างโอ่ง จื้อเหวินรีบคว้าผ้าชุบน้ำดับไฟ ขณะที่จื้อเฟิงฉวยจังหวะยกโอ่งขึ้น แต่โอ่งกลับหนักขึ้นอย่างกะทันหันจนเขาทรุดลงกับพื้น

คนงานทั้งสามช่วยกันก็ยังยกไม่ไหว

เสียงฝนด้านนอกดังขึ้นเรื่อย ๆ และน้ำในโอ่งเริ่มเอ่อล้นออกมาเป็นสาย จื้อเฟิงมองมันด้วยความตกใจ ก่อนที่พื้นใต้โอ่งจะเกิดรอยแตก น้ำไหลไปตามร่องดินตรงหน้าเขา เผยให้เห็นถุงผ้าสีแดงที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้น

จื้อเฟิงหน้าซีด

ถุงนั้นคือเงินชดเชยสามร้อยหยวนที่เขาเคยบอกว่าถูกใช้ซื้อยา น้ำฝนชะดินจนมองเห็นซองเงินและใบเสร็จจากร้านวัสดุก่อสร้างหลายใบ ใบเสร็จหนึ่งมีวันที่ตรงกับวันที่ย่ารับเงินจากกองผลิต และมีลายมือของจื้อเฟิงเป็นผู้เซ็นรับของ

หว่านซิงวิ่งออกมาจากที่ซ่อนแล้วคว้าถุงไว้ “นี่คือเงินของเรา!”

จื้อเฟิงพยายามแย่งคืน แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับมาถึงพอดี เขาได้รับข้อความจากหมอหลิวที่สงสัยว่าคนของบ้านใหญ่กำลังจะก่อเหตุ จึงพาชาวบ้านมาด้วยหลายคน

ต่อหน้าทุกสายตา จื้อเฟิงไม่สามารถปฏิเสธได้อีก เขายอมรับว่าเป็นคนขอเงินจากย่าไปซื้อกระเบื้องให้เรือนใหญ่ แต่ยืนยันว่าไม่ได้ทำให้พ่อแม่ของจื้อเหวินตกหน้าผา

“พวกเขาไม่ยอมแบ่งสมุนไพรให้ฉัน” เขาพูดเสียงสั่น “ฉันแค่ตามไปคุย ฉันไม่ได้แตะต้องใคร”

ชายชรายกมือขึ้น “ฉันเห็นนายที่หน้าผา นายดึงถุงสมุนไพรจากมือแม่ของเด็ก ๆ แล้วผลักนาง”

“นางลื่นเอง!”

“แล้วพ่อของพวกเขาล่ะ”

จื้อเฟิงเงียบไปนาน ก่อนหลุดปากว่า “ถ้าเขาไม่ย้อนกลับไปช่วยภรรยา เรื่องก็คงไม่เกิด”

คำพูดนั้นกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่สุด เพราะมันแสดงว่าเขาอยู่ในที่เกิดเหตุ แม้ยังไม่ใช่คำสารภาพทั้งหมด ผู้ใหญ่บ้านเรียกคนที่ไปพบศพมาสอบถามเพิ่มเติม ทุกคนจำได้ว่าพบถุงสมุนไพรตกอยู่ด้านบนหน้าผา แต่ศพของพ่อกับแม่อยู่ต่ำลงไป และมีรอยรองเท้าหลายคู่บนดินเปียก

การสอบสวนใช้เวลาหลายสัปดาห์ ผู้ใหญ่บ้านส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่จากอำเภอเข้ามาตรวจสอบ จื้อเฟิงถูกสั่งห้ามออกจากหมู่บ้าน เขายังไม่ยอมรับว่าเจตนาฆ่า แต่หลักฐานเรื่องการผลักแม่ของจื้อเหวินและการทิ้งคนบาดเจ็บไว้โดยไม่เรียกใครมาช่วยทำให้เขาต้องรับผิดตามกฎหมาย

ย่าหลินถูกเรียกไปให้ปากคำเรื่องเงินชดเชย นางพยายามบอกว่าเงินทั้งหมดเป็นสิทธิ์ของผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูเด็ก ๆ แต่ใบเสร็จและถุงเงินที่ซ่อนอยู่ใต้กระท่อมทำให้คำพูดนั้นฟังไม่ขึ้น เงินที่เหลือถูกส่งคืนให้จื้อเหวิน ส่วนกระเบื้องที่ซื้อไปถูกนำมาประเมินและหักชดใช้เป็นทรัพย์สิน

ไม่มีใครในบ้านใหญ่ถูกปลดออกจากหมู่บ้านหรือสูญเสียทุกอย่างในชั่วข้ามคืน แต่ชื่อเสียงที่เคยใช้กดหัวคนอื่นไม่เหลืออีกต่อไป จื้อเฟิงต้องขึ้นศาลในเวลาต่อมา และได้รับโทษจากการทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บจนเสียชีวิตโดยประมาทร้ายแรง รวมทั้งการปกปิดความจริงและยักยอกเงินชดเชย

ย่าหลินไม่ได้ไปเยี่ยมเขาในวันแรกที่ศาล นางนั่งอยู่หน้าบ้านใหญ่เพียงลำพังหลายวัน หลังจากนั้นจึงมาหาจื้อเหวินที่กระท่อม แต่เขาไม่เชิญนางเข้าไป

“ย่ามาเอาเงินคืนหรือ” เขาถาม

“ฉันมาขอโทษ”

“คำขอโทษทำให้พ่อกับแม่กลับมาไม่ได้”

ย่าก้มมองพื้น “ฉันกลัวว่าถ้าแบ่งทุกอย่างให้พวกแก บ้านใหญ่จะไม่เหลืออะไร ฉันคิดว่าคนที่มีแรงทำงานควรได้มากกว่า”

“แต่พวกเราก็เป็นครอบครัวของย่า”

นางนิ่งไป น้ำตาหยดลงบนมือที่เหี่ยวย่น “ฉันรู้ตอนที่สายเกินไป”

จื้อเหวินไม่ได้ให้อภัยนางในวันนั้น เขาเพียงบอกว่าสามารถมาเยี่ยมเนี่ยนอันได้เมื่อเด็กแข็งแรง แต่ห้ามแตะต้องโอ่งและห้ามตัดสินใจแทนพวกเขาอีก การให้อภัยไม่ใช่การลืมว่าใครทำอะไร และเขาไม่ต้องรีบมอบมันให้ใครเพียงเพราะอีกฝ่ายร้องไห้

หลังจากเรื่องราวแพร่ไปถึงอำเภอ เจ้าหน้าที่บางคนต้องการนำโอ่งไปตรวจสอบ พวกเขาเชื่อว่าอาจเป็นวัตถุโบราณหรือมีสารบางอย่างที่ยังไม่ค้นพบ จื้อเหวินยินยอมให้หมอหลิวเก็บตัวอย่างน้ำและดิน แต่ปฏิเสธการยึดโอ่งโดยไม่มีคำสั่งตามกฎหมาย

เขารู้ว่าถ้าโอ่งตกไปอยู่ในมือของคนโลภ เรื่องเดิมอาจเกิดขึ้นอีก เพียงเปลี่ยนจากคนในครอบครัวเป็นคนมีอำนาจ

ผลการตรวจไม่พบพิษหรือสารอันตราย น้ำมีแร่ธาตุหลายชนิดและมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว แต่ไม่มีใครอธิบายได้ว่าเหตุใดน้ำจึงเพิ่มขึ้นเอง และเหตุใดมันจึงลดลงเมื่อผู้รับไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ

หมอหลิวเสนอให้จื้อเหวินขายน้ำในราคาสูง แต่เขาปฏิเสธ เขาใช้เงินชดเชยที่ได้รับคืนซื้อเมล็ดพันธุ์ ซ่อมกระท่อม และเปิดพื้นที่เล็ก ๆ หน้าบ้านให้คนป่วยมาพบหมอโดยไม่ต้องจ่ายค่าตรวจ เขายังทำบัญชีอย่างละเอียด ทุกหยดที่ตักจากโอ่งต้องมีชื่อผู้รับและเหตุผลกำกับไว้

หว่านซิงโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอเรียนรู้การรักษาจากหมอหลิวและกลายเป็นคนดูแลบัญชี เซวียนกลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำตำบล ส่วนเนี่ยนอันยังต้องกินยาตามคำสั่งหมอ แต่ไม่เคยมีไข้รุนแรงอีก เขาชอบนั่งวาดรูปคลื่นสามชั้นลงบนกระดาษและบอกทุกคนว่าสักวันหนึ่งจะเป็นหมอ เพื่อไม่ให้ใครต้องรอความช่วยเหลือเหมือนเขา

หนึ่งปีหลังจากวันแยกบ้าน กระท่อมหลังเก่าถูกซ่อมจนกลายเป็นบ้านไม้หลังเล็กที่มีหลังคากระเบื้องใหม่ เงินส่วนหนึ่งมาจากการขายสมุนไพรที่จื้อเหวินรวบรวมและปลูกเอง ไม่ใช่จากโอ่ง เขาย้ำกับน้อง ๆ เสมอว่าเวทมนตร์ช่วยพวกเขาได้เพียงครั้งแรก แต่ชีวิตที่ดีขึ้นเกิดจากการทำงานและการไม่ยอมให้ใครตัดสินคุณค่าของพวกเขา

คืนหนึ่ง ขณะทุกคนนั่งกินข้าวอยู่หน้าบ้าน ชายแปลกหน้าจากต่างหมู่บ้านมาขอพบจื้อเหวิน เขาบอกว่ารู้เรื่องโอ่งและเสนอเงินจำนวนมากเพื่อซื้อไป เขาวางถุงเงินลงบนโต๊ะจนพื้นไม้สั่น

จื้อเหวินเปิดถุงดู แล้วปิดมันกลับ

“ผมไม่ขาย”

“คิดให้ดี เงินนี้สร้างบ้านใหญ่ได้ทั้งหลัง”

“บ้านที่สร้างด้วยการแย่งสิ่งจำเป็นจากคนอื่น ไม่ใช่บ้านที่ผมอยากอยู่”

ชายคนนั้นหัวเราะเยาะและเดินจากไป แต่ในคืนนั้นน้ำในโอ่งไม่เพิ่มขึ้น เพราะจื้อเหวินไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือโลภ เขากลับไปนอนโดยไม่คิดถึงเงินก้อนนั้นอีก

เช้าวันต่อมา เขาพบหญิงชราคนหนึ่งนอนหมดแรงอยู่ข้างทาง นางเดินทางมาจากหมู่บ้านไกลเพื่อหายาให้หลานชาย จื้อเหวินพานางเข้าบ้าน ให้หมอหลิวตรวจ และตักน้ำจากโอ่งใส่ถ้วย

น้ำผุดขึ้นมาอย่างใสสะอาดจนเต็มถ้วย

จื้อเหวินมองน้อง ๆ ที่กำลังช่วยกันเตรียมข้าวต้ม แล้วนึกถึงคืนแรกในกระท่อม วันที่พวกเขามีเพียงโอ่งรั่ว ผ้าห่มเก่า และความหิวจนต้องกลืนน้ำลายแทนอาหาร เขาเคยสัญญาว่าจะสร้างบ้านหลังใหญ่ให้ทุกคน และในที่สุดเขาก็ทำได้ แม้บ้านหลังนั้นไม่ได้ใหญ่โตเหมือนเรือนของย่า

มันมีประตูที่ล็อกจากด้านในได้ มีเตียงพอสำหรับทุกคน และมีโต๊ะตัวหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถบังคับให้พวกเขาเซ็นเอกสารใด ๆ ได้อีก

หลายปีต่อมา จื้อเหวินยังคงเก็บโอ่งไว้ข้างหน้าต่าง ไม่เคยนำไปขาย ไม่เคยให้ใครขนย้าย และไม่เคยใช้มันเพื่อตอบแทนความแค้น เมื่อมีคนถามว่าสิ่งใดทำให้เขารอด เขามักตอบว่าเป็นทั้งน้ำในโอ่งและมือของน้อง ๆ ที่ไม่เคยปล่อยกันในวันที่ลำบากที่สุด

ส่วนบนของโอ่งยังมีรอยร้าวเหมือนเดิม แต่ทุกครั้งที่มีคนเข้ามาด้วยหัวใจซื่อตรง น้ำจะค่อย ๆ เอ่อขึ้นจากก้นใบเก่า และสะท้อนแสงแดดยามเช้าเหมือนกำลังเตือนว่า ของล้ำค่าที่สุดไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนหนึ่งร่ำรวย หากคือสิ่งที่ทำให้คนที่ถูกทอดทิ้งยังมีแรงยืนขึ้นได้อีกครั้ง

Leave a Comment