เด็กหญิงคนหนึ่งถือหยกของแม่มาทวงหนี้จากตระกูลฟู… จนผลตรวจดีเอ็นเอเปิดโปงความลับที่ถูกฝังมาสามปี

เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ วางถุงผ้าขาด ๆ ลงบนโต๊ะอาหารของตระกูลฟู แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หนูไม่ได้มาขอกินข้าว หนูมาขอเงินค่าใช้จ่ายของหนู”

คนทั้งห้องเงียบลงทันที ไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำว่าเธอเดินเท้าเปล่าเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ได้อย่างไร ทุกสายตาจับจ้องไปยังหยกสีเขียวหม่นที่ห้อยอยู่บนคอของเด็กคนนั้น เพราะตราประทับเล็ก ๆ บนเนื้อหยกเป็นเครื่องหมายของตระกูลฟูที่หายไปพร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่งเมื่อสามปีก่อน

เด็กหญิงชื่อเหมียนเหมียน อายุเพียงห้าขวบ เธอไม่รู้ว่าคนในบ้านนี้เป็นใคร ไม่รู้ว่าทำไมผู้หญิงหลายคนจึงมองเธอด้วยความรังเกียจ และไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มที่ยืนอยู่หัวโต๊ะจึงจ้องหยกของเธอราวกับเห็นผี

เธอรู้เพียงว่าแม่เคยบอกว่าอย่าทำมันหาย และถ้ามีใครถามว่ามาจากไหน ให้ตอบว่า “แม่เป็นคนเก็บไว้ในเสื้อผ้าของหนูตั้งแต่ยังเด็ก”

“เด็กคนนี้มาจากไหน” หญิงสูงวัยที่นั่งอยู่ด้านข้างถามด้วยเสียงเย็นชา

“หนูมาจากทางใต้ค่ะ” เหมียนเหมียนตอบ “แม่บอกให้มาหาคุณผู้ชายฟู”

“ใครสอนให้เธอพูดแบบนี้”

เด็กหญิงก้มลงมองปลายเท้าที่เปื้อนฝุ่น “แม่สอนว่า ถ้าทำของคนอื่นเสีย ต้องชดใช้ ถ้าตระกูลฟูเป็นเจ้าของของชิ้นนี้ หนูก็ต้องเอามาคืน แต่แม่ไม่ได้บอกว่าคุณผู้ชายจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูหนูหรือเปล่า”

ชายหนุ่มที่ชื่อฟูหลินชวนขยับตัวเป็นครั้งแรก เขาไม่ชอบการที่คนแปลกหน้าบุกเข้าบ้าน แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่อาจละสายตาคือรอยแผลเป็นเล็ก ๆ บนคิ้วซ้ายของเด็กหญิง รอยแผลนั้นเหมือนกับรอยของเว่ยหลี หญิงสาวที่เขาเคยรักและเชื่อว่าเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อน

“หยกชิ้นนั้นได้มาจากไหน” เขาถาม

“แม่ให้หนูค่ะ”

“แม่เธอชื่ออะไร”

เหมียนเหมียนกำสายเชือกที่คอแน่นขึ้น “เว่ยหลี”

เสียงแก้วกระทบจานดังขึ้นเบา ๆ ผู้หญิงหลายคนในห้องหันไปมองฟูหลินชวนพร้อมกัน ชื่อของเว่ยหลีไม่ควรถูกเอ่ยในบ้านนี้อีกแล้ว ตั้งแต่คืนที่เธอถูกกล่าวหาว่าขโมยเอกสารสำคัญและเงินของบริษัท จากนั้นเธอก็หายตัวไป มีเพียงใบมรณบัตรฉบับหนึ่งที่ระบุว่าเธอเสียชีวิตในโรงพยาบาลทางใต้

ฟูหลินชวนเคยเชื่อว่าเว่ยหลีทรยศเขา เขาเคยเชื่อว่าเธอใช้ความรักเพื่อเข้าถึงข้อมูลของตระกูล และเมื่อความจริงถูกเปิดโปง เธอก็หนีไปพร้อมกับเงินก้อนใหญ่ ทว่าเวลาหลายปีไม่เคยลบรอยสงสัยออกจากใจเขาได้เลย

“เว่ยหลีตายแล้ว” หญิงสูงวัยพูดชัดถ้อยชัดคำ “เด็กคนนี้อาจถูกใครบางคนส่งมาเพื่อหลอกเอาเงิน”

เหมียนเหมียนเงยหน้า “แม่ตายแล้วจริง ๆ ค่ะ หนูเห็นแม่หลับและไม่ตื่นอีกเลย แต่แม่บอกก่อนหน้านั้นว่า ถ้าหนูไม่มีเงินซื้ออาหาร ให้มาหาคุณผู้ชาย”

ความตรงไปตรงมาของเด็กทำให้ไม่มีใครตอบได้ในทันที

ฟูหลินชวนสั่งให้คนรับใช้พาเธอเข้าไปในบ้าน แต่หญิงสูงวัยรีบห้าม “ให้เธออยู่ข้างนอกก่อน เราจะตรวจดีเอ็นเอ ถ้าเป็นลูกของหลินชวนจริง ค่อยว่ากัน”

“ถ้าหนูไม่ใช่ลูก หนูจะคืนหยกให้ค่ะ” เหมียนเหมียนพูด “แต่ถ้าหนูเป็นลูก หนูขอเงินซื้อนมกับข้าวทุกวันได้ไหม”

คำถามธรรมดาของเด็กกลับทำให้คนในห้องรู้สึกอึดอัดกว่าคำกล่าวหาใด ๆ

คืนนั้น ฟูหลินชวนให้จัดห้องเล็ก ๆ ใกล้ห้องรับแขก เขาไม่ได้ตั้งใจจะรับเด็กไว้ เพียงต้องการรอผลตรวจอย่างเป็นทางการ แต่เหมียนเหมียนยืนอยู่หน้าประตู ไม่ยอมเข้าไปนอนบนเตียงใหม่

“หนูนอนได้ตรงนี้ก็ได้ค่ะ” เธอชี้ไปที่พื้น “แม่เคยบอกว่าอย่าแตะของคนอื่น ถ้าทำผ้าปูยับ หนูคงต้องชดใช้”

ฟูหลินชวนมองเตียงสีขาวสะอาดแล้วถอนหายใจ “ผ้าปูเปลี่ยนได้”

“แต่ถ้าเปลี่ยนบ่อย ๆ ต้องใช้เงิน”

“ตระกูลฟูมีเงินพอ”

เหมียนเหมียนไม่เชื่อ เธอถามต่อว่า “พรุ่งนี้หนูจะมีนมไหม วันมะรืนล่ะ แล้ววันถัดไปล่ะ”

หลินชวนตอบอย่างไม่ทันคิด “มีทุกวัน”

เด็กหญิงจึงยอมขึ้นเตียง แต่เธอเลือกนอนริมสุดและเอาถุงผ้าเก่า ๆ วางไว้ใต้หมอน ราวกับกลัวว่าจะมีใครขโมยสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเธอกับแม่

คืนนั้นหลินชวนนอนไม่หลับ เขาได้ยินเสียงเด็กไอเบา ๆ จากห้องข้าง ๆ และนึกถึงคำเตือนของเว่ยหลีในอดีต “ถ้าฉันเจ็บด้านซ้าย อย่าให้ฉันดื่มน้ำเย็นนะ ฉันจะปวดจนหายใจไม่ออก”

เหมียนเหมียนบอกเขาในตอนเย็นว่าแม่มักเจ็บหน้าอกด้านซ้าย และห้ามดื่มน้ำเย็นเวลามีอาการ คำพูดนั้นเป็นรายละเอียดเล็กเกินกว่าคนแปลกหน้าจะรู้ หากเด็กถูกฝึกมา ใครบางคนต้องรู้เรื่องของเว่ยหลีอย่างใกล้ชิดมาก

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่จากศูนย์ตรวจดีเอ็นเอมาถึงบ้าน การเก็บตัวอย่างจากกระพุ้งแก้มใช้เวลาไม่นาน เหมียนเหมียนนั่งนิ่ง แม้เจ้าหน้าที่จะบอกว่าไม่เจ็บ แต่เธอยังถามว่าถ้าผลออกมาแล้วเธอไม่ใช่ลูกของเขา จะต้องออกจากบ้านทันทีหรือไม่

“ยังไม่มีใครพูดว่าจะไล่เธอออก” หลินชวนตอบ

“คุณพูดแล้วต้องทำตามนะคะ”

ชายหนุ่มชะงัก เขาไม่เคยสัญญาเรื่องนั้น แต่เด็กหญิงจำทุกคำราวกับคำสัญญาคือสิ่งเดียวที่ปกป้องคนจนได้

ระหว่างรอผลตรวจ หลินชวนพาเธอไปซื้อเสื้อผ้า รองเท้า แปรงสีฟัน และของใช้จำเป็น เหมียนเหมียนไม่ยอมเลือกของแพง เธอหยิบรองเท้าคู่หนึ่งขึ้นมาดูราคาแล้ววางคืน

“คู่นี้ถูกกว่าค่ะ”

“เธอชอบคู่ไหน”

“คู่ที่คุณซื้อให้ได้โดยไม่ลำบาก”

พนักงานแอบยิ้ม หลินชวนกลับรู้สึกเจ็บแปลก ๆ เด็กวัยห้าขวบไม่ควรคำนวณว่าผู้ใหญ่จะมีเงินพอซื้ออาหารให้เธอถึงวันไหน

เมื่อกลับถึงบ้าน เขาพบว่าเหมียนเหมียนแบ่งขนมกระป๋องหนึ่งออกเป็นส่วนเล็ก ๆ แล้วเก็บครึ่งหนึ่งไว้ในลิ้นชัก

“ทำไมไม่กินให้หมด”

“กลัวพรุ่งนี้ไม่มี”

“ฉันบอกแล้วว่าจะซื้อให้ทุกวัน”

“แม่ก็เคยพูดว่าจะมีข้าวกินทุกวันค่ะ แต่พอแม่ไม่มีเงิน ข้าวก็หายไป”

หลินชวนไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาจึงเปิดตู้กับข้าวให้เธอดู ข้างในมีนมผงหลายกระป๋องและอาหารเต็มชั้น

เหมียนเหมียนมองอยู่นานก่อนถาม “ของพวกนี้เป็นของหนูจริง ๆ หรือคะ”

“ใช่”

เธอจึงหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมากินอย่างช้า ๆ และเก็บอีกชิ้นไว้ในมือ ไม่ใช่เพราะเธอไม่หิว แต่เพราะเธอยังไม่เชื่อว่าความอิ่มจะไม่ถูกเรียกคืนในวันรุ่งขึ้น

ผลตรวจเบื้องต้นออกในวันถัดมา ความเป็นไปได้ที่ฟูหลินชวนจะเป็นบิดาของเหมียนเหมียนสูงกว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ ข่าวนี้ทำให้บ้านทั้งหลังวุ่นวาย หญิงสูงวัยสั่งให้ตรวจซ้ำที่สถาบันอิสระทันที ขณะที่หลินชวนยืนอ่านข้อความบนโทรศัพท์ซ้ำหลายครั้ง

เขาเป็นพ่อของเด็กจริง ๆ

แต่คำตอบนั้นกลับนำไปสู่คำถามที่น่ากลัวกว่าเดิม เว่ยหลีมีลูกกับเขา แล้วเหตุใดเธอจึงไม่เคยบอก เขาเคยได้รับเพียงข่าวว่าเธอทำผิดและเสียชีวิต ไม่มีใครเคยพูดถึงเด็กคนหนึ่งที่ถูกทิ้งให้โตมาท่ามกลางความขาดแคลน

“ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดใหม่” หลินชวนสั่งผู้ช่วย “สามปีที่ผ่านมาเว่ยหลีอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนดูแลเด็ก ใครจ่ายเงินให้เธอ และใบมรณบัตรออกโดยโรงพยาบาลใด”

ผู้ช่วยลังเลก่อนตอบว่า ใบมรณบัตรระบุวันที่ยี่สิบเจ็ดของเดือนหนึ่งเมื่อสามปีก่อน โรงพยาบาลเซิ่งหนานเป็นผู้ออกเอกสาร ทว่าชื่อผู้แจ้งการเสียชีวิตกลับไม่ใช่ญาติของเว่ยหลี เป็นเพียงลายเซ็นของเจ้าหน้าที่โครงการแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทฟู

หลินชวนรู้สึกเย็นวาบ เขาเคยเห็นตราประทับนั้นมาก่อน บนเอกสารการเงินที่ทำให้เว่ยหลีถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงิน ตราประทับของศูนย์ตรวจดีเอ็นเอกับตราประทับของโครงการแพทย์เมื่อสามปีก่อนมีรูปแบบเหมือนกันเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ

เขาส่งตัวอย่างเอกสารไปตรวจสอบอย่างเงียบ ๆ และขอให้สถาบันที่สองเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอใหม่โดยไม่ให้คนในครอบครัวรู้

ท่ามกลางความสับสน เหมียนเหมียนยังคงใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง เธอไม่กล้าหยิบอาหารเอง ไม่กล้าเปิดโทรทัศน์ และทุกครั้งที่มีคนเดินผ่านห้อง เธอจะรีบเก็บของเล่นเข้าไปใต้เตียง

วันหนึ่งหลินชวนเห็นเธอกำลังขัดรองเท้าคู่ใหม่ด้วยผ้าแห้ง

“รองเท้าไม่สกปรก” เขาบอก

“แม่บอกว่าของที่คนอื่นซื้อให้ต้องรักษาให้ดี ถ้าพังจะต้องคืน”

“ฉันไม่ได้ซื้อให้เธอยืม ฉันซื้อให้เธอใส่”

เด็กหญิงเงยหน้ามอง “ถ้าหนูเป็นลูกคุณจริง ๆ หนูต้องคืนทุกอย่างที่คุณซื้อให้ไหมคะ”

คำถามนั้นทำให้หลินชวนเข้าใจว่าเหมียนเหมียนไม่ได้ต้องการเงินมากที่สุด เธอต้องการความมั่นใจว่าจะไม่ถูกส่งคืนเหมือนสิ่งของที่หมดประโยชน์

เขาจึงนั่งลงตรงหน้าเธอ “ของที่ฉันซื้อให้ เธอไม่ต้องคืน ส่วนเรื่องอื่น เราจะคุยกันเมื่อเธอโตพอเข้าใจ”

“แล้วหนูต้องเรียกคุณว่าอะไร”

หลินชวนเงียบไปครู่หนึ่ง “เรียกหลินชวนก็ได้”

“เรียกพ่อได้ไหม”

เขาไม่พร้อม แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ “ถ้าเธออยากเรียก”

เหมียนเหมียนลองออกเสียงเบามาก “พ่อหลินชวน” แล้วก้มลงขัดรองเท้าต่อ ราวกับเป็นเพียงคำธรรมดา แต่คำนั้นกลับติดอยู่ในใจชายหนุ่มตลอดทั้งวัน

ในเวลาเดียวกัน ฟูจิ้งเหวิน ลูกพี่ลูกน้องของหลินชวนเริ่มกดดันครอบครัวให้ส่งเด็กออกไป เขาเป็นผู้บริหารที่ดูแลโครงการแพทย์ของตระกูล และเป็นคนแรกที่นำเอกสารกล่าวหาเว่ยหลีมาให้ทุกคนดูเมื่อสามปีก่อน

“เด็กคนนั้นอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือ” จิ้งเหวินพูด “ถ้าข่าวเรื่องลูกของเว่ยหลีแพร่ออกไป หุ้นของบริษัทจะสั่นคลอน”

“สิ่งที่ทำให้บริษัทสั่นคลอนไม่ใช่เด็ก” หลินชวนตอบ “แต่คือเอกสารที่อาจถูกปลอม”

จิ้งเหวินยิ้มบาง ๆ “นายกำลังจะรื้อเรื่องเก่าเพราะเด็กคนหนึ่งเรียกนายว่าพ่อหรือ”

“ฉันกำลังรื้อเพราะเว่ยหลีอาจไม่ได้ตายอย่างที่ทุกคนบอก”

คืนนั้น ผู้ช่วยนำผลตรวจเอกสารมาให้ ตราประทับทั้งสองไม่ได้มาจากเครื่องเดียวกัน แต่มีการใช้แม่พิมพ์เดียวกันในช่วงเวลาที่ศูนย์ตรวจดีเอ็นเอแห่งนั้นอยู่ภายใต้โครงการพิเศษของบริษัทฟู ผู้มีสิทธิ์เข้าถึงแม่พิมพ์มีเพียงผู้อำนวยการศูนย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย และผู้รับผิดชอบโครงการแพทย์

ชื่อของจิ้งเหวินอยู่ในรายชื่อนั้น

หลินชวนไม่รีบกล่าวหา เขาสั่งให้ตรวจบัญชีธนาคารและเอกสารการโอนเงินย้อนหลังสามปี สิ่งที่พบคือเงินช่วยเหลือเด็กจำนวนเล็กน้อยถูกโอนเข้าบัญชีของหญิงชื่อหลิวชิงทุกเดือน หญิงคนนั้นเคยทำงานเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลเซิ่งหนาน และเป็นคนที่ดูแลเว่ยหลีหลังคลอด

ทว่าการโอนเงินหยุดลงในเดือนที่เว่ยหลีถูกประกาศว่าเสียชีวิต

หลินชวนตามหาหลิวชิงจนพบเธอในเมืองเล็ก ๆ ริมทะเล หญิงวัยกลางคนไม่ยอมพูดในตอนแรก แต่เมื่อเห็นรูปเหมียนเหมียน เธอก็ร้องไห้ออกมา

“เว่ยหลีไม่ได้ตายวันนั้น” หลิวชิงกล่าว “เธอมีอาการหัวใจล้มเหลวและถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน แต่ก่อนหมอจะช่วยได้ คนของโครงการก็เข้ามา พวกเขาบอกว่าหากเว่ยหลีฟื้น เธอจะถูกส่งเข้าคุกในข้อหาขโมยเงิน เธอจึงฝากลูกไว้กับฉันและขอให้ฉันพาเด็กหนีไป”

“แล้วเธออยู่ที่ไหน”

หลิวชิงหยิบซองจดหมายเก่าออกมา “เธอรอดชีวิต แต่ร่างกายอ่อนแอมาก เว่ยหลีไม่กลับไปหาคุณ เพราะเธอเชื่อว่าคุณเป็นคนเซ็นเอกสารให้ตำรวจจับเธอ”

หลินชวนกำซองจดหมายจนยับ เขาไม่เคยเซ็นเอกสารนั้น ลายเซ็นในเอกสารเป็นลายเซ็นดิจิทัลของเขาที่ฝ่ายกฎหมายดูแลอยู่

“ทำไมคุณถึงไม่บอกเรื่องนี้กับผม”

หลิวชิงมองเขาด้วยความขมขื่น “เพราะคนที่ตามหาเราเป็นคนเดียวกับคนที่จ่ายเงินให้ฉันดูแลเด็ก ถ้าฉันพูด เว่ยหลีและเหมียนเหมียนจะไม่มีที่ไป”

เธอบอกที่อยู่ล่าสุดของเว่ยหลี เป็นห้องเช่าเก่าในเมืองภูเขา แต่เมื่อหลินชวนไปถึง เขาพบเพียงเตียงว่าง กล่องยา และเสื้อคลุมตัวหนึ่งที่มีรอยเลือดจาง ๆ บริเวณชายเสื้อ

เหมียนเหมียนเห็นภาพเสื้อคลุมแล้วจำได้ทันที “แม่ใส่ตัวนี้วันที่บอกให้หนูไปหาคุณ หนูไม่อยากไป แต่แม่บอกว่าถ้าแม่ไม่กลับมา ให้เอาหยกไปให้คุณ”

เด็กหญิงล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าและหยิบกระดาษพับครึ่งออกมา มันเป็นรูปวาดด้วยดินสอ มีบ้านหลังหนึ่ง คนสามคนยืนอยู่หน้าบ้าน และด้านหลังมีตัวเลขเรียงกันหลายหลัก

หลินชวนสังเกตว่าตัวเลขนั้นตรงกับเลขบัญชีโครงการแพทย์ของบริษัทฟู ข้าง ๆ กันมีรูปตราประทับเล็ก ๆ และคำที่เด็กเขียนอย่างไม่เป็นระเบียบว่า “คนที่เอาเงินของหนูไป”

เว่ยหลีคงไม่ได้เพียงหนี เธอกำลังเก็บหลักฐาน

จากข้อมูลของหลิวชิง เว่ยหลีเคยทำงานฝ่ายบัญชีของโครงการแพทย์ เธอพบว่าบริษัทเบิกเงินช่วยเหลือผู้ป่วยจำนวนมากเกินจริง เงินส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านบัญชีของมูลนิธิ แล้วไหลเข้าบัญชีบริษัทรับเหมาที่จิ้งเหวินเป็นเจ้าของร่วม เว่ยหลีเก็บหลักฐานไว้และตั้งใจจะเปิดโปง แต่ก่อนจะทำเช่นนั้น เธอกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคนยักยอกเงินเสียเอง

หลินชวนกลับบ้านพร้อมหลักฐานที่มี แต่ยังไม่พบตัวเว่ยหลี เขาตัดสินใจไม่บอกเหมียนเหมียนว่าแม่อาจกำลังตกอยู่ในอันตราย เพียงบอกว่าเขาจะตามหาแม่ให้เจอ

“ถ้าพ่อหาเจอ แม่จะกลับมาอยู่กับเราไหมคะ”

หลินชวนไม่ตอบทันที “ฉันจะถามแม่ของเธอว่าเธอต้องการอะไร”

“แล้วถ้าแม่ไม่อยากอยู่กับเรา”

“เราจะไม่บังคับแม่”

เด็กหญิงพยักหน้า แม้สีหน้าจะผิดหวัง “แม่เคยบอกว่า คนเราจะรักกันก็ได้ แต่ห้ามจับใครขังไว้เพราะกลัวเขาจะจากไป”

คำพูดนั้นทำให้หลินชวนรู้ว่าเว่ยหลีไม่ได้หนีเพราะไม่รักเขา เธอหนีเพราะเชื่อว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของกรงที่กำลังปิดล้อมเธอ

ไม่นานหลังจากนั้น เหมียนเหมียนหายตัวไปจากบ้านในช่วงงานเลี้ยงต้อนรับเล็ก ๆ ของตระกูลฟู บนโต๊ะมีอาหารเต็มไปหมดและทุกคนกำลังสนใจแขกจากบริษัท จิ้งเหวินอ้างว่าเด็กคงเดินออกไปเอง แต่กล้องวงจรปิดบริเวณประตูด้านหลังกลับถูกปิดไว้สิบสองนาที

หลินชวนไม่รอตำรวจอย่างเดียว เขาตรวจภาพจากกล้องร้านค้าข้างถนนและพบรถตู้สีเทาจอดอยู่ท้ายซอย คนขับสวมหมวกของมูลนิธิฟู แต่รถคันนั้นไม่ได้อยู่ในทะเบียนรถของมูลนิธิ

เขาแจ้งตำรวจ พร้อมส่งสำเนาเอกสารทั้งหมดให้ทนายและคณะกรรมการบริษัท เพื่อไม่ให้หลักฐานถูกลบอีก หากเกิดอะไรขึ้นกับเขา อย่างน้อยความลับจะไม่ถูกฝังไปพร้อมกัน

หลังจากค้นหาหลายชั่วโมง ตำรวจพบรถตู้จอดอยู่ที่โกดังเก่าของโครงการแพทย์ เหมียนเหมียนถูกขังอยู่ในห้องด้านใน เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่กำหยกไว้แน่นจนมือเป็นรอยแดง

คนที่เฝ้าเธอสารภาพว่าได้รับคำสั่งให้เอาหยกคืนและพาเด็กออกจากเมือง เขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่งโดยตรง แต่โทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อมีซิมของบริษัทรับเหมาซึ่งเป็นของจิ้งเหวิน

จิ้งเหวินยังพยายามปฏิเสธ เขาบอกว่าอาจมีคนใช้ชื่อเขา และกล่าวหาหลินชวนว่ากำลังทำลายตระกูลเพราะความรู้สึกส่วนตัว ทว่าหลักฐานไม่ได้มีเพียงโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง

บัญชีเงินโครงการ ใบมรณบัตรปลอม ลายเซ็นดิจิทัล รายชื่อพยาบาล และบันทึกการรักษาของเว่ยหลีล้วนเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ การสอบสวนใช้เวลาหลายเดือน กว่าความจริงจะค่อย ๆ ปรากฏชัด

จิ้งเหวินเป็นผู้จัดการยักยอกเงิน แต่เขาไม่ได้ลงมือคนเดียว เขาได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายบางคน และใช้ความกลัวของครอบครัวเป็นเกราะกำบัง ทุกคนยอมให้เว่ยหลีเป็นแพะ เพราะกลัวชื่อเสียงของตระกูลจะเสียหาย

หญิงสูงวัยผู้เป็นย่าของหลินชวนยอมรับว่า เธอเคยเห็นความผิดปกติในบัญชี แต่เลือกเชื่อเอกสารมากกว่าเว่ยหลี เพราะคิดว่าผู้หญิงจากครอบครัวยากจนคงไม่มีวันสู้กับตระกูลฟูได้

เธอขอโทษเหมียนเหมียนอย่างจริงใจ แต่เด็กหญิงยังไม่พร้อมให้อภัย เธอเพียงจับมือหลินชวนแน่นและยืนอยู่ข้างเขา

เว่ยหลีถูกพบในคลินิกเล็ก ๆ บนภูเขา เธอมีอาการหัวใจเรื้อรังและร่างกายทรุดโทรมจากการขาดการรักษาต่อเนื่อง สามปีที่ผ่านมาหลิวชิงช่วยปกปิดตัวตนของเธอ เพราะเว่ยหลีเชื่อว่าหากกลับไป ตระกูลฟูจะพรากลูกไปจากเธอ

เมื่อหลินชวนเข้าไปในห้องพัก เว่ยหลีหันหน้าหนีทันที

“คุณไม่ควรมาที่นี่”

“ผมรู้”

“ถ้าคุณรู้ ก็กลับไป”

หลินชวนวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ “ผมไม่ได้มาขอให้คุณกลับไปหาผม ผมมาบอกว่าชื่อของคุณจะได้รับการคืน และคนที่ทำร้ายคุณจะต้องรับผิดชอบ”

เว่ยหลีมองแฟ้ม แต่ไม่แตะต้องมัน “คุณเชื่อผมหรือยัง”

“ผมเชื่อว่าผมผิดที่ไม่ถามคุณให้มากพอ”

“คุณเคยถามฉันไหม”

คำถามนั้นทำให้เขาเงียบ

เว่ยหลีหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ “คุณเห็นเอกสาร เห็นลายเซ็น เห็นคำพูดของคนในครอบครัว แล้วตัดสินฉันก่อนที่ฉันจะได้อธิบาย คุณไม่ได้เกลียดฉันเพราะฉันทรยศ คุณเกลียดฉันเพราะคุณเชื่อว่าฉันทำให้คุณโง่”

“ใช่” หลินชวนยอมรับ “ผมโกรธคุณ แต่ผมโกรธตัวเองมากกว่า”

เขาบอกเรื่องเหมียนเหมียนให้ฟัง เด็กหญิงไม่ใช่เพียงหลักฐานของความสัมพันธ์ในอดีตอีกแล้ว เธอเป็นเด็กที่ถามทุกเช้าว่าจะมีนมในวันพรุ่งนี้หรือไม่ และยังกลัวว่ารองเท้าที่พ่อซื้อให้จะต้องคืน

เว่ยหลีหลับตา น้ำตาไหลลงข้างแก้ม “เธอเกลียดฉันไหม”

“เธอคิดถึงคุณทุกคืน”

“แล้วคุณล่ะ”

“ผมไม่รู้ว่าความรักที่เหลืออยู่เรียกว่าอะไร แต่ผมรู้ว่าผมไม่อยากให้คุณต้องกลัวคนเดียวอีก”

เว่ยหลีไม่ได้กลับบ้านทันที เธอใช้เวลาหลายสัปดาห์รักษาตัวและให้ปากคำกับทนาย ส่วนเหมียนเหมียนถูกส่งไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก เพื่อช่วยให้เธอเรียนรู้ว่าการมีอาหาร เสื้อผ้า และที่นอน ไม่ใช่หนี้สินที่ต้องชดใช้

หลินชวนเองก็ต้องเรียนรู้เช่นกัน เขาเคยคิดว่าการปกป้องครอบครัวคือการควบคุมทุกอย่าง แต่ตอนนี้เขาต้องยอมรับว่าคนที่เขารักมีสิทธิ์ตัดสินใจ แม้การตัดสินใจนั้นจะไม่รวมเขาอยู่ด้วย

การสอบสวนทำให้บริษัทฟูสูญเสียความน่าเชื่อถือ โครงการแพทย์ถูกตรวจสอบใหม่ เงินที่ถูกยักยอกถูกติดตามคืนทีละส่วน จิ้งเหวินถูกดำเนินคดีในข้อหาทุจริต ปลอมแปลงเอกสาร และมีส่วนในการกักขังเด็ก เขาไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในคืนเดียว แต่ต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมและสายตาของผู้คนที่เคยเชื่อเขา

เจ้าหน้าที่บางคนได้รับโทษทางวินัย บางคนต้องให้ปากคำ และตระกูลฟูจำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ป่วยที่ถูกตัดสิทธิ์จากโครงการ ความเสียหายไม่อาจแก้ได้ด้วยการบริจาคเงินก้อนใหม่ แต่การยอมรับความจริงทำให้คนที่เคยถูกทำร้ายมีโอกาสเริ่มต้นอีกครั้ง

เว่ยหลีย้ายมาอยู่บ้านหลังเดิมเพียงชั่วคราว เธอกับหลินชวนไม่ได้กลับไปเป็นคู่รักในทันที พวกเขาทะเลาะกันเรื่องเล็ก ๆ พูดถึงความเจ็บปวดเก่า ๆ และบางวันก็เลือกอยู่คนละห้อง เพราะความไว้ใจที่หายไปสามปีไม่อาจสร้างกลับได้ด้วยคำขอโทษไม่กี่คำ

แต่เหมียนเหมียนค่อย ๆ เปลี่ยนบ้านทั้งหลัง เธอวางถ้วยนมไว้บนโต๊ะทุกเช้า ถามทุกคนว่ากินข้าวแล้วหรือยัง และเลิกเก็บขนมไว้ในลิ้นชักเมื่อแน่ใจว่าพรุ่งนี้จะมีอาหารจริง ๆ

คืนหนึ่ง หลินชวนพบเธอนั่งอยู่หน้าประตูเหมือนวันแรกที่มาถึง

“ทำไมไม่นอนในห้อง” เขาถาม

เหมียนเหมียนยิ้ม “หนูไม่ได้รอให้ใครอนุญาตค่ะ หนูแค่มานั่งดูดาว”

เขานั่งลงข้างเธอ ในมือของเด็กหญิงมีหยกชิ้นเดิม แต่เชือกเส้นใหม่ถูกเปลี่ยนให้แข็งแรงกว่าเดิม

“หนูจะเก็บหยกไว้ไหม” หลินชวนถาม

“เก็บค่ะ แม่บอกว่าห้ามทำหาย”

“ถ้าวันหนึ่งอยากถอดออกก็ได้ ไม่ต้องเก็บไว้เพราะกลัวใคร”

เหมียนเหมียนมองเขาแล้วพยักหน้า “ถ้าหนูถอด หนูจะวางไว้ในที่ที่ทุกคนเห็น”

หลายเดือนต่อมา เว่ยหลีเริ่มกลับมาทำงานด้านบัญชีให้มูลนิธิแห่งใหม่ที่แยกออกจากบริษัทฟู เธอเป็นคนตรวจสอบทุกยอดเงินด้วยตัวเอง และไม่ยอมให้ใครใช้ชื่อผู้ป่วยเป็นเครื่องมืออีก หลินชวนไม่ได้เป็นเจ้านายของเธอ เขาเป็นเพียงคนที่ต้องสร้างความเชื่อใจใหม่จากจุดเริ่มต้น

ในวันเกิดปีที่หกของเหมียนเหมียน เด็กหญิงไม่ขอของเล่นราคาแพง เธอขอให้ทุกคนกินข้าวพร้อมกัน และขอให้แม่ทำซุปอุ่น ๆ โดยไม่ใส่น้ำเย็นลงไป เพราะแม่ยังเจ็บหน้าอกด้านซ้ายอยู่บ้าง

หลังอาหาร เธอหยิบกระดาษแผ่นใหม่มาวาดรูปบ้าน คราวนี้มีคนสามคนยืนอยู่หน้าประตู และมีถ้วยนมวางอยู่บนโต๊ะข้างใน เธอเขียนตัวเลขลงไปเพียงตัวเดียว คือเลขหก

“นี่คืออะไร” หลินชวนถาม

“อายุของหนูค่ะ”

“ทำไมไม่เขียนเลขบัญชีเหมือนรูปเก่า”

เหมียนเหมียนตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “เพราะตอนนี้หนูไม่ต้องจำว่าเงินอยู่ที่ไหนแล้ว หนูรู้ว่าข้าวอยู่บนโต๊ะ และพรุ่งนี้ก็จะมีเหมือนเดิม”

เว่ยหลีมองลูกสาวแล้วน้ำตาคลอ หลินชวนเอื้อมมือไปจับมือเธอ แต่หยุดไว้กลางอากาศ เขาไม่อยากถือสิทธิ์ในสิ่งที่เธอยังไม่อนุญาต

เว่ยหลีจึงเป็นฝ่ายยื่นมือออกมาเอง เพียงแตะปลายนิ้วเขาเบา ๆ ไม่ใช่การให้อภัยทั้งหมด แต่เป็นสัญญาณว่าบางสิ่งอาจเริ่มต้นใหม่ได้ หากทั้งคู่ไม่รีบเรียกมันด้วยชื่อเดิม

คืนนั้น เหมียนเหมียนถอดหยกออกจากคอเป็นครั้งแรก เธอวางมันไว้บนชั้นไม้ใกล้ประตู ที่ซึ่งทุกคนมองเห็นได้ชัด แล้วเดินเข้าไปนอนโดยไม่หันกลับมาดู

หยกชิ้นนั้นเคยเป็นหลักฐานของการสูญเสีย เป็นของที่แม่ฝากไว้เพื่อให้ลูกตามหาพ่อ และเป็นสิ่งที่ทำให้ความลับของตระกูลฟูถูกเปิดออก

แต่ในบ้านหลังนั้น มันกลายเป็นเพียงเครื่องเตือนใจว่าเด็กคนหนึ่งไม่ควรต้องใช้ความยากจนพิสูจน์สิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ และคำสัญญาที่มีค่าที่สุดไม่ใช่คำพูดว่าจะมีนมในวันพรุ่งนี้ หากเป็นการทำให้เด็กเชื่อได้จริง ๆ ว่า เมื่อเธอตื่นขึ้นมา จะไม่มีใครพาเธอไปทิ้งไว้หน้าประตูอีก

Leave a Comment