ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้าไปขวางปลายกระบี่ในวินาทีที่หญิงชราถูกผลักล้มลงกลางถนน และสิ่งที่ทำให้คนทั้งตลาดเงียบกริบไม่ใช่แค่การที่เขารับคมอาวุธด้วยมือเปล่า แต่คือคำพูดของเขา
“ถอยไป ถ้าไม่อยากให้คนทั้งตระกูลของแกหายไปจากเจียงเฉิง”
เลือดหยดหนึ่งไหลจากฝ่ามือของเขาลงบนพื้นหิน ทว่าใบหน้ากลับนิ่งสงบ ราวกับชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่หลานชายคนที่สามของตระกูลจิน ผู้มีอำนาจควบคุมธุรกิจขนส่งและบ่อนพนันเกือบครึ่งเมือง
จินหยวนหัวเราะลั่น เขาไม่เคยถูกใครขัดขวางต่อหน้าคนของตัวเองเช่นนี้มาก่อน ยิ่งคนที่กล้าขวางเป็นเพียงชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีเทาไร้ตราสัญลักษณ์ เขายิ่งรู้สึกว่าถูกหยามเกียรติ
“แกเป็นใคร กล้ามาขวางฉันอย่างนั้นหรือ”
ชายหนุ่มไม่ตอบ เขาก้มลงประคองหญิงชราขึ้นช้าๆ หญิงคนนั้นอายุราวเจ็ดสิบกว่า ใบหน้าซูบผอม เสื้อผ้าเก่าและมือทั้งสองข้างสั่นเทา ที่ข้อศอกมีรอยถลอก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าคืออาการหายใจติดขัดของเธอ
“ยาย ยังเจ็บตรงไหนอีกไหม”
“ฉันไม่เป็นไร… แต่เธอรีบไปเถอะ พวกเขาเป็นคนของตระกูลจิน”
“ถ้าผมไป แล้วใครจะพายายไปโรงพยาบาล”
จินหยวนชักสีหน้า “โรงพยาบาล? คนของฉันแค่สั่งสอนยายแก่คนหนึ่ง แกกลับทำเหมือนเกิดเรื่องใหญ่โต เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังยืนอยู่ต่อหน้าใคร”
เขายกมือขึ้น ชายฉกรรจ์สี่คนที่ยืนอยู่ด้านหลังจึงแหวกฝูงชนออกมา พวกนั้นไม่ได้แต่งเครื่องแบบ แต่ทุกคนมีรอยสักรูปเปลวไฟสีดำตรงข้อมือ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของหน่วยรักษาความปลอดภัยตระกูลจิน
“จับมันไว้”
ชายหนุ่มปล่อยมือจากหญิงชรา แล้วขยับตัวเพียงก้าวเดียว หมัดของคนแรกพุ่งเข้าหาใบหน้า แต่ถูกเขาเบี่ยงด้วยข้อศอก จากนั้นสันมือกระแทกเข้าที่ต้นคอจนชายคนนั้นทรุดลงโดยไม่มีโอกาสร้อง อีกสองคนเข้าพร้อมกัน คนหนึ่งถูกเตะเข้าที่เข่า อีกคนถูกจับแขนบิดจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น
คนสุดท้ายชะงัก เขามองเพื่อนที่นอนกองอยู่บนพื้นแล้วกำหมัดแน่น ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ด้วยความโกรธ ชายหนุ่มหลบหมัดและใช้ฝ่ามือผลักหน้าอกอีกฝ่าย แรงกระแทกทำให้ร่างใหญ่ลอยไปชนแผงขายผลไม้จนลังไม้แตกกระจาย
เสียงสูดหายใจดังไปทั่วตลาด
จินหยวนถอยหลังไปหนึ่งก้าว เขาไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะมีฝีมือเช่นนี้ แต่ความกลัวอยู่กับเขาเพียงชั่วครู่ ก่อนความหยิ่งผยองจะกลับเข้ามาแทนที่
“ฝีมือไม่เลว แกคงเป็นนักรบที่พวกมันเชิญมาใช่ไหม”
“ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงอะไร”
“ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร วันนี้ฉันจะทำให้แกรู้ว่าการยุ่งเรื่องของตระกูลจินต้องจ่ายราคาเท่าไร”
จินหยวนหยิบโทรศัพท์ออกมา กดหมายเลขด้วยนิ้วที่ยังสั่นเล็กน้อย
“พี่ใหญ่ มีคนทำร้ายผมที่ตลาดตะวันตก มันอ้างว่าไม่กลัวตระกูลจิน… ผมอยากเห็นว่ามันจะเก่งได้แค่ไหนเมื่อเจอกับคนจริงๆ”
เขาวางสาย แล้วหันกลับมายิ้มเย็น
“คุกเข่าขอโทษต่อหน้าฉันเดี๋ยวนี้ แล้วทำลายมือข้างที่ใช้ทำร้ายคนของฉันเสีย ไม่อย่างนั้นไม่ใช่แค่แก แม้แต่ครอบครัวของแกก็อย่าหวังจะอยู่ในเจียงเฉิงต่อไป”
ชายหนุ่มมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดเบาๆ
“คนที่ควรคุกเข่าไม่ใช่ผม”
“แกพูดว่าอะไรนะ”
“พวกคุณชนยายจนล้ม ขโมยเงินค่ารักษาของเธอ แล้วข่มขู่ไม่ให้ใครช่วย คนที่ควรขอโทษคือพวกคุณ”
จินหยวนหัวเราะ “ยายคนนี้ติดหนี้ตระกูลจิน ที่ดินของเธออยู่บนเส้นทางโครงการใหม่ เราให้เงินชดเชยไปแล้ว แต่เธอกลับไม่ยอมเซ็นสัญญา จะให้ฉันสุภาพกับคนแบบนี้หรือ”
หญิงชราหน้าซีด “ฉันไม่ได้รับเงิน เธอเอาเอกสารปลอมมาให้ฉันเซ็นต่างหาก ที่ดินผืนนี้เป็นของครอบครัวฉันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ฉันจะไม่ขายให้พวกเธอ”
จินหยวนตวัดสายตาไปหาเธอ “หุบปาก ถ้ายังพูดมาก ฉันจะทำให้ลูกชายแกไม่มีที่ทำงาน และหลานของแกไม่มีโรงเรียนเรียน”
ชายหนุ่มเหลือบมองมือของหญิงชรา ในนั้นมีซองผ้าสีซีดที่เธอกำแน่น ริมซองมีตราประทับเก่ารูปภูเขาสามยอด เขาจำตรานั้นได้ แม้จะไม่แน่ใจว่าความทรงจำของตนถูกต้องหรือไม่
ก่อนเขาจะถามอะไร เสียงรถหลายคันก็ดังขึ้นจากปลายถนน รถสีดำสามคันหยุดเรียงกัน คนในตลาดพากันหลบออกจากทาง ชายวัยกลางคนในชุดสูทก้าวลงจากรถคันกลาง ใบหน้าแข็งกร้าวและท่าทางของเขาทำให้จินหยวนรีบเดินเข้าไปหา
“พี่จินเฉิง มันทำร้ายผมกับคนของเรา”
จินเฉิงไม่ตอบน้องชายทันที เขามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหญิงชรา แล้วสายตาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าเป็นใคร”
“คนที่ไม่ชอบเห็นคนแก่ถูกรังแก”
“คำตอบฉลาดดี แต่ใช้ไม่ได้กับฉัน”
จินเฉิงยกมือ ชายสิบกว่าคนกระจายตัวล้อมพื้นที่ ท่ามกลางพวกเขามีชายร่างสูงคนหนึ่งถือไม้กระบองเหล็ก เขาคือหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของตระกูลจิน ผู้มีชื่อเสียงว่าไม่เคยปล่อยให้คู่ต่อสู้ยืนได้เกินสามกระบวนท่า
“จัดการมัน” จินเฉิงสั่ง
ชายร่างสูงพุ่งเข้าใส่โดยไม่พูดอะไร กระบองเหล็กฟาดลงมาตรงศีรษะของชายหนุ่ม เขายกแขนรับ แรงกระแทกทำให้พื้นใต้เท้าแตกร้าวเล็กน้อย แต่เขาไม่ถอย กลับจับปลายกระบองแล้วดึงคนตรงหน้าเข้าหาตัว ใช้ไหล่กระแทกจนอีกฝ่ายเซไปหลายก้าว
การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มไม่ได้โจมตีอย่างบ้าคลั่ง เขาเลือกทำลายจังหวะและข้อต่อของคู่ต่อสู้ทีละคน หลีกเลี่ยงไม่ให้ใครได้รับบาดเจ็บถึงชีวิต แต่เมื่อคนของจินเฉิงพยายามเตะหญิงชราที่ล้มอยู่ เขาก็เปลี่ยนท่าทีทันที
เขาคว้าข้อมือชายคนนั้น บิดจนอีกฝ่ายร้องลั่น แล้วกดลงกับพื้น
“แตะต้องยายอีกครั้ง ผมจะไม่หยุดแค่ทำให้แขนหัก”
ความเงียบเข้าปกคลุมตลาด
จินเฉิงมองชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาเคยพบผู้มีฝีมือมามาก แต่คนตรงหน้าไม่ได้เพียงแข็งแรง เขามีการควบคุมร่างกายที่แม่นยำผิดธรรมดา และที่สำคัญคือไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“แกมาจากตระกูลไหน”
“ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีเหตุผลต้องไว้ชีวิต”
จินเฉิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “โทรหาท่านเย่ บอกเขาว่าคนของเขากำลังสร้างปัญหาในพื้นที่ของเรา”
ชื่อของตระกูลเย่ทำให้คนรอบข้างเริ่มกระซิบกัน ตระกูลเย่เป็นตระกูลเก่าแก่ที่สุดในเจียงเฉิง มีทั้งธุรกิจยา โรงแรม และบริษัทก่อสร้างอยู่ในมือ ไม่มีใครอยากมีเรื่องกับพวกเขา
แต่ชายหนุ่มกลับนิ่งกว่าเดิม
หญิงชรามองเขาด้วยความหวาดหวั่น “เธอรู้จักตระกูลเย่หรือ”
“ยายรู้จักพวกเขาไหม”
เธอหลบตาและกอดซองผ้าแน่นขึ้น “สามสิบปีก่อน ลูกชายของฉันทำงานอยู่บ้านตระกูลเย่ เขาถูกกล่าวหาว่าขโมยเอกสารสำคัญแล้วถูกไล่ออก หลังจากนั้นเขาก็เสียชีวิตในอุบัติเหตุ รถของเขาตกจากหน้าผา แต่ก่อนตายเขาทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้ฉัน”
เธอเปิดซอง เผยให้เห็นแผ่นโลหะเล็กๆ ที่มีตราภูเขาสามยอด และกระดาษเก่าที่พับหลายชั้น
ชายหนุ่มเห็นตรานั้นแล้วรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระแทกเข้าที่หน้าอก
เขาเคยเห็นมันบนจี้ที่แม่ของเขาสวมทุกวัน จี้ซึ่งหายไปในคืนที่บ้านถูกไฟไหม้ และเป็นคืนเดียวกับที่พ่อแม่ของเขาเสียชีวิต
“ยายชื่ออะไร”
“หลินซิ่ว”
ชายหนุ่มเงียบไปนาน ก่อนถามด้วยเสียงต่ำ
“ลูกชายของยายชื่อหลินเหว่ยใช่ไหม”
หญิงชราจ้องหน้าเขา “เธอรู้ชื่อเขาได้อย่างไร”
เขาไม่ตอบ เพราะในเวลานั้นรถสีดำอีกคันก็แล่นมาจอด ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีเข้มก้าวลงมา ผู้คนของตระกูลจินรีบเปิดทางให้เขา ชายผู้นั้นมีใบหน้าคมและดวงตาเย็นชา เขาคือเย่จ้าน ผู้ดูแลกองกำลังรักษาความปลอดภัยของตระกูลเย่ และเป็นหลานชายของเย่กวานป๋อ ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูล
จินเฉิงเดินเข้าไปคำนับเล็กน้อย
“คุณเย่ คนของคุณทำร้ายหลานชายผมและพยายามขัดขวางธุรกิจของตระกูลจิน”
เย่จ้านเหลือบมองจินหยวน “คนของฉันอยู่ที่ไหน”
“มันยังยืนอยู่ตรงนั้น”
“เขาไม่ใช่คนของฉัน”
ชายหนุ่มมองเย่จ้าน “แต่คุณรู้จักผม”
คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มของเย่จ้านหายไป
“เราเคยพบกันหรือ”
“คุณอาจจำไม่ได้ แต่ผมจำได้ดี คืนที่บ้านของผมถูกเผา คุณยืนอยู่ข้างรถของชายคนหนึ่งที่สวมแหวนตราภูเขาสามยอด”
เย่จ้านกำหมัดโดยไม่รู้ตัว
ภาพในอดีตแล่นกลับมาอย่างรวดเร็ว เขาจำเด็กชายวัยสิบขวบที่ร้องเรียกพ่อแม่อยู่หน้าเรือนซึ่งถูกไฟลุกท่วมได้ จำได้ว่าผู้เป็นปู่สั่งให้เขาแน่ใจว่าไม่มีใครรอดออกมา และจำได้ว่าคนรับใช้หญิงคนหนึ่งแอบพาเด็กคนนั้นหนีไปทางประตูหลัง
เด็กคนนั้นควรตายไปแล้ว
“แกคือเย่เฉิน” เขาพูดในที่สุด
ชื่อที่ไม่มีใครเรียกชายหนุ่มมานานกว่ายี่สิบปี ทำให้หญิงชราหันมามองเขาอย่างตกตะลึง
เย่เฉินไม่แสดงอาการประหลาดใจ “ในที่สุดก็จำได้”
จินเฉิงหันไปหาเย่จ้าน “นี่เป็นเรื่องของตระกูลเย่หรือ”
“ไม่ใช่เรื่องที่นายต้องถาม”
เย่จ้านก้าวเข้ามา “เย่เฉิน คุณควรตายไปตั้งแต่คืนนั้น”
“ผมก็คิดอย่างนั้น” เฉินตอบ “ถ้าหญิงชราคนหนึ่งไม่เสี่ยงชีวิตช่วยผมไว้ ผมคงไม่มีโอกาสกลับมาถามว่าทำไมพวกคุณต้องฆ่าพ่อแม่ของผม”
เย่จ้านส่งสัญญาณให้คนของเขาเข้าล้อม เฉินขยับหญิงชราไปอยู่ด้านหลัง แล้วเผชิญหน้ากับคนทั้งหมดเพียงลำพัง
“วันนี้ฉันจะให้แกได้คำตอบ” เย่จ้านพูด “เพราะคนที่ตายไปแล้วไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร ส่วนคนที่รอดกลับมาโดยไม่มีชื่อ ไม่มีตระกูล และไม่มีหลักฐาน ก็เป็นแค่สุนัขที่เห่าใส่บ้านของคนอื่น”
เฉินยิ้มบางๆ “คุณพูดถูกเรื่องหนึ่ง ผมไม่มีชื่อ ไม่มีตระกูล และไม่มีหลักฐานมากพอในตอนนี้”
เขาแตะปลายซองผ้าที่อยู่ในมือหลินซิ่ว
“แต่ผมมีสิ่งที่คุณกลัว”
เย่จ้านไม่รอให้เขาพูดต่อ กระบี่สั้นถูกชักออกจากฝักและพุ่งเข้าหาลำคอของเฉิน การเคลื่อนไหวเร็วจนคนทั่วไปแทบมองไม่เห็น เฉินเอียงตัวหลบ ปลายกระบี่เฉือนแขนจนเสื้อขาด แต่ครั้งนี้เย่จ้านไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัว
กระบี่แทงต่อเนื่องราวกับพายุ
เฉินถอยไปหลายก้าว ใช้ฝ่ามือปัดคมกระบี่และอาศัยเสาไม้ของร้านค้าเป็นจุดเปลี่ยนทิศทาง เย่จ้านโจมตีอย่างแม่นยำ ทุกครั้งมุ่งตรงไปยังจุดตาย แต่เฉินยังคงหลบได้อย่างหวุดหวิด
ผู้คนเริ่มแตกตื่นหนีออกจากตลาด หลินซิ่วถูกพ่อค้าสองคนพาไปหลบหลังแผงไม้ ขณะที่จินเฉิงยืนมองการต่อสู้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เขาเป็นใครกันแน่” จินหยวนถาม
“คนตายที่กลับมาทวงหนี้” จินเฉิงตอบโดยไม่ละสายตา
เย่จ้านเปลี่ยนกระบวนท่า พลังจากฝ่ามือรวมเข้ากับปลายกระบี่จนเกิดเสียงสั่นสะเทือน เขาฟาดกระบี่ลงพื้น คลื่นแรงกระแทกทำให้โต๊ะและลังไม้ปลิวกระจาย
เฉินถูกแรงนั้นผลักจนกระแทกกำแพง เลือดไหลจากมุมปาก
“ฝีมือของแกดีขึ้นกว่าตอนเป็นเด็ก” เย่จ้านพูด “แต่ยังไม่พอจะเอาชนะวิชาของตระกูลเย่”
“ผมไม่ได้ฝึกเพื่อเอาชนะคุณ”
เฉินยันตัวลุกขึ้น “ผมฝึกเพื่อไม่ให้ใครใช้กำลังปิดปากคนบริสุทธิ์ได้อีก”
เขาพุ่งเข้าหาเย่จ้าน คราวนี้ไม่ได้หลบกระบี่ แต่ใช้ปลายแขนรับคมอาวุธจนเลือดสาด จากนั้นหมุนตัวเข้าประชิด จับข้อมือของเย่จ้านและกดนิ้วลงตรงเส้นเอ็นสำคัญ กระบี่หลุดจากมือของอีกฝ่าย
เย่จ้านใช้เข่ากระแทกท้อง เฉินถอย แต่ทันใดนั้นเสียงระเบิดก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ร้านค้าหลายร้านสั่นสะเทือน ควันสีขาวพวยพุ่งปกคลุมตลาด
“จับตัวหญิงแก่!” ใครบางคนตะโกน
เฉินหันไปเห็นชายของตระกูลจินกำลังลากหลินซิ่วออกจากที่ซ่อน เขากระโจนฝ่าควันไปช่วยโดยไม่สนใจเย่จ้านที่กำลังหยิบกระบี่ขึ้นมาอีกครั้ง
การตัดสินใจนั้นทำให้เขาถูกฟาดเข้าที่แผ่นหลังจนล้มลงกับพื้น
หลินซิ่วร้องเรียกเขา “อย่ามาช่วยฉัน! หนีไป!”
“ผมหนีมานานพอแล้ว” เฉินตอบทั้งที่ยังหายใจไม่ทั่วท้อง “คราวนี้ผมจะไม่ทิ้งคนที่ช่วยชีวิตผม”
เขาคว้าถุงทรายที่แขวนอยู่ข้างร้านเหวี่ยงใส่ชายสองคนจนล้ม แล้วลากหลินซิ่วออกไปยังตรอกแคบด้านหลังตลาด เย่จ้านไล่ตามมา แต่ประตูเหล็กถูกปิดลงก่อนที่เขาจะมาถึง
เฉินกับหญิงชราหลบเข้าไปในโรงเก็บของร้าง เขาใช้ผ้าพันแผลชั่วคราวรัดแขนตัวเอง ขณะที่หลินซิ่วนั่งตัวสั่นอยู่มุมห้อง
“ทำไมเธอถึงรู้จักชื่อลูกชายฉัน”
เฉินมองเธอ “เพราะหลินเหว่ยเป็นพ่อของผม”
หญิงชราอ้าปากค้าง น้ำตาไหลลงบนร่องแก้ม
“เป็นไปไม่ได้… ลูกชายฉันไม่มีลูก เขาเคยบอกว่าเด็กคนนั้นตายไปพร้อมกับเขาแล้ว”
“เขาโกหกเพื่อปกป้องผม”
เฉินเล่าความจริงที่เขารู้จากหญิงรับใช้คนเก่า ผู้พาเขาหนีในคืนเกิดเหตุ เดิมทีเขาเป็นลูกของหลินเหว่ยกับบุตรสาวคนโตของตระกูลเย่ แม่ของเขาถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงานกับคนอื่นเพื่อรักษาชื่อเสียง หลังจากเธอแอบพาหลินเหว่ยหนีออกจากเมือง ทั้งคู่ก็ถูกตามล่า
เอกสารบางอย่างที่หลินเหว่ยขโมยออกมาจากห้องทำงานของเย่กวานป๋อไม่ใช่ความลับธรรมดา มันเป็นบัญชีการยักยอกเงินกองทุนโรงพยาบาลของตระกูลเย่ รวมถึงรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐที่รับสินบน และหลักฐานว่าการเวนคืนที่ดินหลายแห่งถูกจัดฉากขึ้นเพื่อโอนทรัพย์สินให้บริษัทบังหน้า
หลินเหว่ยพยายามนำเอกสารไปเปิดโปง แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจร ก่อนรถของเขาจะตกหน้าผา
“แล้วพ่อผม…”
“เขารู้ว่าไม่มีทางหนี จึงส่งเอกสารส่วนหนึ่งมาให้ฉัน” หลินซิ่วเปิดซองผ้า “เขาบอกว่าถ้าวันหนึ่งเด็กคนนั้นยังมีชีวิต ให้มอบสิ่งนี้ให้ และบอกว่าอย่าแก้แค้นด้วยความโกรธ ให้ใช้ความจริงแทน”
ภายในแผ่นโลหะมีช่องเล็กๆ ซ่อนการ์ดความจำขนาดจิ๋วอยู่ หลินซิ่วไม่เคยรู้ว่ามันคืออะไร เธอเพียงรักษามันไว้ตามคำสั่งของลูกชาย
เฉินรู้ทันทีว่าเหตุใดตระกูลเย่จึงพยายามยึดที่ดินของหญิงชรา ที่ดินของหลินซิ่วเป็นทางผ่านไปยังอาคารเก่าซึ่งเคยเป็นสำนักงานของหลินเหว่ย หากบัญชีและเอกสารส่วนที่เหลือยังถูกซ่อนอยู่ที่นั่น การยึดที่ดินจะทำให้ตระกูลเย่กำจัดหลักฐานได้ทั้งหมด
“เราต้องไปที่บ้านยาย”
“พวกมันคงเฝ้าอยู่”
“งั้นเราจะไม่ไปทางถนน”
ในคืนนั้น เฉินพาหลินซิ่วออกจากตลาดผ่านคลองเก่า พวกเขาไปถึงบ้านไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านก่อนรุ่งสาง หน้าต่างบานหนึ่งถูกงัด และข้าวของภายในถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจาย
หลินซิ่วรีบเดินไปยังห้องนอน ยกพื้นไม้แผ่นหนึ่งขึ้น แต่ช่องลับใต้พื้นว่างเปล่า
“พวกมันเจอแล้ว” เธอพูดเสียงสั่น
เฉินก้มลงตรวจรอยฝุ่น เขาพบเศษดินสีแดงติดอยู่ที่ตะปูและรอยรองเท้าสองแบบ รอยหนึ่งเป็นรองเท้าหนังของคนมีฐานะ แต่อีกรอยเป็นรองเท้าผ้าใบที่มีร่องรูปดาว
เขาจำรองเท้าคู่นั้นได้จากคนที่พยายามลากหลินซิ่วออกจากตลาด
“พวกมันไม่ได้เอาไปทั้งหมด”
เฉินเคาะผนังไม้ด้านหลังตู้ เสียงที่ได้ยินกลวงกว่าจุดอื่น เมื่อรื้อแผ่นไม้เก่าออก เขาพบกล่องเหล็กใบเล็กซ่อนอยู่ ภายในมีสมุดบัญชีหลายเล่ม เทปบันทึกเสียงเก่า และภาพถ่ายหนึ่งใบ
ในภาพนั้น หลินเหว่ยยืนอยู่กับหญิงสาวที่มีใบหน้าคล้ายเฉินมาก ข้างหลังพวกเขาคือเย่กวานป๋อและชายหนุ่มอีกคนที่ยังดูอ่อนวัย นั่นคือเย่จ้าน
ด้านหลังภาพมีลายมือของหลินเหว่ยเขียนไว้ว่า “ถ้าฉันไม่ได้กลับมา คนที่ทรยศเราไม่ใช่แค่คนในตระกูลเย่”
เฉินพลิกดูสมุดบัญชี หลายหน้ามีตราของตระกูลจินอยู่ด้วย
เขาเข้าใจแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างเขากับตระกูลเย่เพียงฝ่ายเดียว จินเฉิงและเย่จ้านเคยร่วมมือกันมานาน ตระกูลจินช่วยจัดการที่ดิน ส่วนตระกูลเย่ฟอกเงินผ่านบริษัทก่อสร้าง แลกกับการแบ่งผลประโยชน์
จินหยวนเป็นเพียงคนที่ถูกส่งมาเริ่มเรื่อง เพราะไม่มีใครคิดว่าชายหนุ่มไร้ชื่อจะรอดกลับมาได้
“เราต้องส่งสำเนาเอกสารให้คนอื่น” หลินซิ่วพูด
“ถ้าส่งออกไปตอนนี้ พวกมันจะรู้ว่าเรามีอะไร และอาจลบหลักฐานที่เหลือ”
“แล้วจะรออะไร”
“รอให้พวกมันคิดว่าชนะแล้ว”
เฉินหยิบโทรศัพท์เก่าของแม่ออกมา เขาเก็บมันไว้ตั้งแต่ยังเด็ก แม้เครื่องจะใช้งานไม่ได้ แต่การ์ดความจำข้างในยังอาจกู้ข้อมูลได้ เขาติดต่อเพื่อนเก่าคนหนึ่งชื่อหลัวเหวิน ซึ่งทำงานเป็นนักข่าวสืบสวนในเมืองข้างเคียง และขอให้ช่วยตรวจสอบเอกสารโดยไม่เปิดเผยตัวตน
หลัวเหวินใช้เวลาสองวันตรวจสอบตัวเลขในสมุดบัญชี ก่อนโทรกลับด้วยเสียงเคร่งเครียด
“ข้อมูลนี้เชื่อมโยงกับคดีคนหายและการเวนคืนที่ดินอย่างน้อยหกคดี แต่ต้องมีหลักฐานดิจิทัลยืนยัน ถ้าเอาไปแจ้งความด้วยกระดาษอย่างเดียว อาจถูกยึดก่อนถึงมืออัยการ”
“มีเทปเสียง”
“เทปอาจถูกกล่าวหาว่าตัดต่อ”
“แล้วถ้าคนในเทปยังมีชีวิตอยู่ล่ะ”
หลัวเหวินเงียบไป “นายกำลังพูดถึงใคร”
เฉินมองภาพถ่าย “คนที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว”
จากข้อมูลในสมุดบัญชี เขาพบชื่อของผู้จัดการคลังสินค้าคนหนึ่งที่รับเงินจากหลินเหว่ยในคืนก่อนเกิดอุบัติเหตุ ชายคนนั้นชื่อหวังอัน และหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป เขาถูกประกาศว่าเสียชีวิตจากโรค แต่ลายเซ็นในบัญชีโอนเงินยังปรากฏทุกปี
เฉินกับหลัวเหวินตามหาจนพบว่าหวังอันเปลี่ยนชื่อและอาศัยอยู่ในสถานพักฟื้นบนภูเขา เขาเป็นอัมพาตครึ่งล่างและพูดช้า ทว่าเมื่อเห็นภาพของหลินเหว่ย เขากลับร้องไห้ทันที
“ผมไม่ได้อยากทรยศเขา” หวังอันกล่าว “เย่กวานป๋อจับลูกสาวผมไว้ เขาบอกว่าถ้าไม่บอกว่าหลินเหว่ยขโมยเอกสาร เขาจะทำให้ลูกผมหายไป”
“แล้วพ่อผมถูกฆ่าหรือเกิดอุบัติเหตุ”
หวังอันหลับตา “รถถูกตัดสายเบรก พวกเขาไม่ได้ตั้งใจให้ใครรอด แต่ผมเห็นเย่จ้านอยู่ที่นั่น เขาเป็นคนยืนดูจนรถตกลงไป”
คำให้การของหวังอันยังไม่พอ แต่เขามีสิ่งหนึ่งที่เก็บไว้ตลอดหลายปี เป็นกุญแจทองเหลืองดอกเล็กที่หลินเหว่ยฝากให้เขา ก่อนจะขึ้นรถในคืนนั้น
กุญแจเปิดห้องนิรภัยในอาคารเก่าของตระกูลเย่
ขณะเดียวกัน ตระกูลจินเริ่มกดดันหลินซิ่วอย่างหนัก พวกเขานำสัญญาเวนคืนมาอ้างว่าเธอได้รับเงินล่วงหน้าแล้ว หากไม่ย้ายออกจะถูกดำเนินคดีเรื่องบุกรุกที่ดินของโครงการ
จินหยวนมาที่บ้านพร้อมทนายสามคน เขายังมีผ้าพันแขนจากการต่อสู้ที่ตลาด แต่ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะจินเฉิงสั่งห้ามเขาใช้กำลังโดยไม่จำเป็น
“เซ็นเสียเถอะยาย เงินจำนวนนี้พอให้แกอยู่สบายไปจนตาย”
หลินซิ่วมองเอกสาร “เงินอยู่ไหน”
จินหยวนชะงัก
“ในสัญญาเขียนว่าโอนเข้าบัญชีฉันแล้ว แต่ฉันไม่เคยได้รับแม้แต่เหรียญเดียว”
“เป็นไปไม่ได้”
“ถ้าเป็นไปไม่ได้ ก็พาฉันไปธนาคารสิ”
เฉินวางสำเนาสมุดบัญชีลงบนโต๊ะ “เงินถูกโอนเข้าบริษัทที่จินเฉิงถือหุ้นอยู่ แล้วมีการปลอมลายเซ็นของยาย คุณคิดว่าพวกเราจะไม่ตรวจสอบหรือ”
จินหยวนหยิบกระดาษขึ้นดู สีหน้าของเขาซีดลงเมื่อเห็นชื่อบริษัทบังหน้า เขาไม่เคยรู้ว่าพี่ชายใช้ชื่อเขาเป็นกรรมการร่วมในบริษัทเหล่านั้น
“นี่มันเรื่องอะไร”
“อย่าทำเป็นไม่รู้” เฉินตอบ
“ฉันไม่รู้จริงๆ!”
จินหยวนหันไปหาทนาย แต่ไม่มีใครสบตาเขา เขาเริ่มตระหนักว่าตนเองก็เป็นเพียงเครื่องมือที่พี่ชายใช้บังหน้า หากเรื่องทั้งหมดถูกเปิดเผย เขาจะเป็นคนแรกที่ถูกผลักออกไปให้รับผิด
คืนนั้นจินหยวนแอบมาหาเฉินเพียงลำพัง เขายืนอยู่นอกประตูบ้านหลินซิ่วเป็นเวลานานกว่าจะกล้าเคาะ
“ฉันไม่ได้มาสู้”
เฉินยังไม่เปิดประตู “ถอยไป”
“พี่ชายฉันจะฆ่าพวกนาย”
“ผมรู้”
“เขามีคนอยู่ในตำรวจ มีคนในสำนักงานที่ดิน และมีคนเฝ้าอาคารเก่าตลอดเวลา ถ้านายคิดว่าจะชนะเพราะมีสมุดไม่กี่เล่ม นายกำลังประเมินเขาต่ำเกินไป”
“แล้วคุณมาบอกผมทำไม”
จินหยวนก้มมองพื้น “เพราะฉันเพิ่งพบว่าชื่อของแม่ฉันอยู่ในบัญชีด้วย เธอเคยเป็นพนักงานบัญชีของตระกูล และถูกบังคับให้เซ็นเอกสารปลอม หลังจากนั้นเธอฆ่าตัวตาย พี่ชายฉันบอกว่าเธออ่อนแอเอง… แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเขาเป็นคนทำลายเธอ”
เฉินเปิดประตูเพียงเล็กน้อย
“คุณต้องการอะไร”
“ฉันมีรหัสเข้าคลังเอกสารของบริษัท ถ้านายต้องการหลักฐาน ฉันจะช่วยเปิดทางให้ แต่ฉันไม่อยากตาย”
“การช่วยผมไม่ได้ทำให้คุณพ้นผิด”
“ฉันรู้ แต่อย่างน้อยฉันก็อยากให้ลูกของฉันโตขึ้นโดยไม่ต้องใช้ชื่อของคนที่ฆ่าแม่มัน”
เฉินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรับกระดาษที่จินหยวนยื่นให้
“ถ้าคุณโกหก ผมจะส่งชื่อคุณไปพร้อมกับชื่อของพี่ชาย”
“ส่งไปเลย” จินหยวนตอบ “ฉันเบื่อที่จะเป็นคนโง่ของเขาแล้ว”
แผนการถูกวางขึ้นอย่างระมัดระวัง หลัวเหวินเตรียมเผยแพร่เอกสารไปยังสำนักข่าวสามแห่งพร้อมกัน หากคนใดคนหนึ่งถูกปิดปาก ข้อมูลจะยังถูกส่งออกไปอีกสองแห่ง หวังอันบันทึกคำให้การใหม่ต่อหน้าทนาย และหลินซิ่วยืนยันว่าเงินชดเชยไม่เคยถูกโอนเข้าบัญชีของเธอ
ส่วนเฉิน จินหยวน และหลัวเหวินจะเข้าไปในอาคารเก่าของตระกูลเย่เพื่อเปิดห้องนิรภัย
พวกเขารู้ว่ามันอันตราย แต่ถ้าไม่เอาหลักฐานออกมา ตระกูลเย่จะทำลายทุกอย่างก่อนที่ข่าวจะเผยแพร่
คืนก่อนลงมือ หลินซิ่วยื่นจี้เก่าให้เฉิน มันเป็นจี้คู่กับแผ่นโลหะที่เธอเก็บไว้
“แม่ของเธอฝากสิ่งนี้ไว้กับฉัน”
เฉินรับจี้ไป มือของเขาสั่นเล็กน้อย “ทำไมยายไม่ให้ผมเร็วกว่านี้”
“เพราะตอนนั้นเธอยังเด็ก และคนที่รู้ความจริงต่างถูกฆ่าหรือหายตัวไป ฉันรอจนแน่ใจว่าเธอจะไม่ใช้มันเพื่อทำร้ายตัวเอง”
“ผมอยากฆ่าพวกเขาอยู่หลายครั้ง”
“ฉันรู้”
หลินซิ่วแตะมือเขา “แต่พ่อของเธอฝากคำพูดไว้ เขาบอกว่าความแค้นทำให้คนเรายืนอยู่กับที่ ส่วนความจริงจะพาเราเดินออกไป”
เฉินกำจี้แน่น เขาไม่แน่ใจว่าตนเองให้อภัยใครได้หรือไม่ แต่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นทางออกนอกเหนือจากการแก้แค้น
อาคารเก่าของตระกูลเย่ตั้งอยู่หลังโรงแรมร้างริมแม่น้ำ ตัวอาคารถูกปิดมานานหลายปี แต่ห้องใต้ดินยังมีระบบรักษาความปลอดภัยใช้งานอยู่ จินหยวนใช้รหัสเปิดประตูด้านหลังให้พวกเขาเข้าไป
พวกเขาพบแฟ้มเอกสารหลายลังถูกย้ายออกไปแล้ว ราวกับอีกฝ่ายรู้ว่ามีคนกำลังตามหา แต่ห้องนิรภัยยังอยู่หลังผนังหินตามแผนผังเก่า
เมื่อกุญแจของหวังอันถูกเสียบเข้าไป ไฟในอาคารก็ดับลง
“พวกมันรู้ตัวแล้ว” หลัวเหวินกระซิบ
ประตูเหล็กด้านหลังถูกปิด เสียงฝีเท้าจำนวนมากดังใกล้เข้ามา จินหยวนหน้าซีด แต่เฉินดึงเขาไว้
“เปิดให้เร็วที่สุด”
“ถ้าเปิดไม่ออกล่ะ”
“ก็อยู่ข้างในจนกว่าพวกมันจะพังประตูเข้ามา”
กลอนสุดท้ายปลดออก ประตูห้องนิรภัยเปิดเผยให้เห็นกล่องเอกสาร เทปบันทึกเสียง และฮาร์ดไดรฟ์เก่าอีกหลายตัว เฉินหยิบกล่องหนึ่งขึ้นมา บนฝามีชื่อของหลินเหว่ย
ก่อนที่เขาจะเปิดประตูห้องก็ถูกแรงกระแทกจนสั่น
เสียงเย่จ้านดังมาจากด้านนอก “เย่เฉิน ออกมา แล้วฉันจะไว้ชีวิตคนอื่น”
“คุณเคยไว้ชีวิตใครด้วยหรือ”
“ฉันกำลังให้โอกาสแก”
“โอกาสเดียวกับที่ให้พ่อแม่ผมในคืนนั้นหรือ”
ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงกระแทกประตูอีกครั้ง
จินหยวนเสียบฮาร์ดไดรฟ์เข้ากับอุปกรณ์สำรองที่หลัวเหวินเตรียมมา ไฟล์จำนวนมากปรากฏบนหน้าจอ ทั้งภาพการโอนเงิน รายชื่อผู้รับผลประโยชน์ และคลิปจากกล้องวงจรปิดเก่า
ภาพหนึ่งแสดงให้เห็นรถของหลินเหว่ยจอดอยู่บนถนนภูเขา ชายสองคนกำลังตัดสายเบรก อีกคนยืนเฝ้าอยู่ข้างรถ ชายคนนั้นคือเย่จ้าน
แต่หลักฐานที่ทำให้ทุกคนเงียบคือไฟล์เสียงจากคืนเดียวกัน
เสียงของเย่กวานป๋อดังชัดเจน
“เด็กคนนั้นต้องตาย ถ้ามันโตขึ้น มันจะรู้ว่าแม่ของมันเป็นลูกสาวของฉัน และจะเอาเอกสารไปเปิดโปงเรา”
เสียงของเย่จ้านตอบ “ถ้าฆ่าหลินเหว่ยแล้วล่ะ เด็กอยู่ที่บ้าน”
“เผาบ้านเสีย อย่าให้เหลือแม้แต่กระดูก”
หลัวเหวินกดคัดลอกไฟล์ทันที ขณะเดียวกันเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้น หน้าจอขึ้นข้อความว่าการส่งข้อมูลเริ่มต้นแล้ว
“อีกห้านาทีไฟล์จะถูกส่งไปยังสำนักข่าว”
เย่จ้านพังประตูเข้ามาในที่สุด คนของเขากรูเข้ามาพร้อมอาวุธ แต่ในห้องนิรภัยแคบเกินกว่าจะใช้จำนวนคนให้เป็นประโยชน์ เฉินเข้าปะทะกับเย่จ้านทันที
กระบี่ของเย่จ้านฟาดใส่ไม่ยั้ง วิชาของเขารุนแรงขึ้นกว่าตอนอยู่ตลาด ร่างกายปล่อยพลังออกมาจนพื้นหินสั่นสะเทือน เฉินถูกแทงเข้าที่สีข้าง เลือดอุ่นไหลออกมา แต่เขายังคงยืนอยู่
“แกปกป้องหญิงแก่คนนั้น ปกป้องคนที่ไม่เกี่ยวกับแก แล้วสุดท้ายแกจะได้อะไร” เย่จ้านถาม
“ผมจะได้ไม่กลายเป็นคุณ”
เย่จ้านคำราม เขาดึงพลังทั้งหมดมาไว้ที่กระบี่ วิชาต้องห้ามของตระกูลเย่ทำให้เส้นเลือดบนแขนปูดขึ้น ร่างกายของเขากำลังเผาผลาญกำลังชีวิตเพื่อแลกกับการโจมตีครั้งสุดท้าย
“ต่อหน้าพลังที่แท้จริง แกเป็นเพียงคนดิ้นรนก่อนตาย!”
กระบี่พุ่งออกมาเหมือนสายฟ้า
เฉินไม่ถอย เขามองจี้ที่ห้อยอยู่ตรงอก แล้วนึกถึงคำพูดของหลินซิ่ว ความแค้นทำให้คนเรายืนอยู่กับที่ แต่ความจริงจะพาเราเดินออกไป
เขาเบี่ยงตัวจากแนวกระบี่เพียงเล็กน้อย ใช้มือซ้ายจับข้อมือเย่จ้าน ส่วนมือขวากระแทกเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่าย พลังที่ปะทะกันทำให้ไฟในห้องนิรภัยดับสนิท กระจกทุกบานแตกพร้อมกัน
เย่จ้านกระอักเลือดและทรุดลง แต่ยังพยายามยกมือขึ้นโจมตีอีกครั้ง
เฉินกดเขาลงกับพื้น “พอได้แล้ว”
“ฆ่าฉันสิ” เย่จ้านหัวเราะทั้งที่เลือดเต็มปาก “ถ้าไม่ฆ่า ฉันจะกลับมาเผาทุกอย่างอีกครั้ง”
“ผมไม่ให้คุณเลือกจุดจบด้วยการตายง่ายๆ”
เขาแย่งกระบี่ออกจากมือเย่จ้าน แล้วหันไปเห็นจินเฉิงยืนอยู่ตรงทางเข้า ปืนในมือของเขาจ่อไปที่จินหยวน
“ส่งหลักฐานมา” จินเฉิงพูด “แล้วฉันจะปล่อยให้พวกนายออกไป”
จินหยวนหัวเราะอย่างขมขื่น “พี่จะฆ่าผมด้วยหรือ”
“นายรู้มากเกินไปแล้ว”
เขาลั่นไก แต่กระสุนพุ่งชนโลหะข้างผนัง เพราะเฉินผลักจินหยวนออกไปในวินาทีสุดท้าย หลัวเหวินใช้กล้องถ่ายภาพทุกอย่างไว้ และจินหยวนเองก็เปิดเครื่องบันทึกเสียงอยู่ตั้งแต่เข้าห้องนิรภัย
เสียงปืนทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยของอาคารส่งสัญญาณออกไปยังหน่วยงานภายนอกที่หลัวเหวินแจ้งไว้ล่วงหน้า
ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงรถตำรวจและเจ้าหน้าที่สืบสวนก็ดังขึ้นหน้าตึก แม้จินเฉิงจะพยายามโทรหาคนรู้จักหลายคน แต่ไฟล์เอกสารได้ถูกส่งออกไปแล้ว และข่าวกำลังถูกเผยแพร่พร้อมกันในหลายเว็บไซต์
จินเฉิงถูกจับกุมในข้อหาครอบครองอาวุธและพยายามฆ่า ส่วนเย่จ้านถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลภายใต้การควบคุม เขารอดชีวิต แต่แขนข้างหนึ่งได้รับความเสียหายจนไม่สามารถใช้กำลังได้เหมือนเดิม
การสอบสวนใช้เวลาหลายเดือน ตระกูลเย่พยายามโต้แย้งว่าไฟล์เสียงถูกตัดต่อ แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความต่อเนื่องของข้อมูล ขณะเดียวกันคำให้การของหวังอัน บัญชีธนาคาร สัญญาเวนคืน และภาพจากกล้องวงจรปิดก็สนับสนุนกันเป็นลำดับ
เย่กวานป๋อถูกเรียกสอบสวน แม้อายุและอาการป่วยทำให้เขาไม่ต้องถูกคุมขังทันที แต่ทรัพย์สินหลายส่วนถูกอายัด และบริษัทของตระกูลเย่ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด
จินเฉิงยอมรับเพียงบางข้อหา เขาพยายามโยนความผิดทั้งหมดให้น้องชาย แต่หลักฐานจากการโอนเงินแสดงชัดว่าเขาเป็นผู้ควบคุมบริษัทบังหน้า จินหยวนให้การต่อต้านพี่ชาย แม้ตนเองก็ต้องรับผิดเรื่องการข่มขู่และการทำร้ายคนในอดีต
เขาถูกตัดสินให้รับโทษจำคุกในคดีที่เกี่ยวข้องกับการบังคับข่มขู่ และต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ครอบครัวที่ถูกเวนคืนที่ดิน เขาขอให้เฉินไม่ช่วยลดโทษ
“ผมไม่ได้ช่วยคุณเพราะคุณเป็นคนดี” เฉินบอก
“ผมรู้”
“ผมช่วยเพราะคุณตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องในตอนท้าย”
จินหยวนยิ้มจางๆ “บางครั้งการตัดสินใจช้าเกินไปก็ยังดีกว่าไม่ตัดสินใจเลย”
ที่ดินของหลินซิ่วถูกคืนตามกระบวนการทางกฎหมาย เงินชดเชยที่ถูกยักยอกถูกติดตามกลับมาได้ส่วนหนึ่ง เธอไม่ยอมขายบ้าน และเปลี่ยนห้องด้านหน้าเป็นร้านอาหารเล็กๆ ให้คนในหมู่บ้านมานั่งกินโดยไม่ต้องกลัวเจ้าของที่ดินคนใด
เฉินช่วยซ่อมแผงไม้หน้าบ้านด้วยตนเอง เขาไม่เคยชำนาญงานช่าง แต่หลินซิ่วก็ไม่บ่น แม้ประตูที่ติดใหม่จะเอียงเล็กน้อย
“เหมือนเจ้าของบ้าน” เธอพูด
“ยายกำลังว่าผมใช่ไหม”
“ฉันกำลังบอกว่า อย่างน้อยก็ยังยืนอยู่ได้”
หลินเหวิน นักข่าวผู้ช่วยพวกเขา ตีพิมพ์เรื่องราวของหลินเหว่ยและหญิงสาวจากตระกูลเย่ บทความนั้นทำให้คนรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อสามสิบปีก่อนไม่ใช่อุบัติเหตุ และทำให้ครอบครัวของผู้เสียหายอีกหลายรายกล้าออกมาให้ข้อมูล
เฉินเดินทางไปยังหน้าผาที่พ่อแม่เสียชีวิตเป็นครั้งแรก เขานำจี้ของแม่และภาพถ่ายเก่าไปด้วย ทิวทัศน์ตรงหน้าเงียบกว่าที่เขาจินตนาการ ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีไฟ และไม่มีคนถือแหวนตราภูเขาสามยอดรออยู่
เขาวางดอกไม้ไว้ริมหน้าผา
“ผมยังไม่รู้ว่าจะให้อภัยพวกเขาได้หรือเปล่า” เขาพูดกับสายลม “แต่ผมจะไม่ปล่อยให้ชีวิตของผมจบลงในคืนเดียวกับพ่อแม่อีกแล้ว”
หลายสัปดาห์ต่อมา เฉินเปิดศูนย์ช่วยเหลือเล็กๆ ในเมือง ใช้เงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินซึ่งศาลคืนให้เขาเพื่อช่วยผู้ถูกโกงที่ดินและครอบครัวที่ไม่มีเงินต่อสู้คดี เขาไม่ได้กลายเป็นคนร่ำรวย และไม่ได้รับการต้อนรับจากทุกคนในฐานะทายาทตระกูลเย่
เขาปฏิเสธตำแหน่งและทรัพย์สินส่วนใหญ่ของตระกูล เพราะรู้ดีว่าสิ่งเหล่านั้นสร้างขึ้นจากความสูญเสียของคนอื่น เขารับเพียงบ้านเก่าของพ่อแม่ ซึ่งถูกบูรณะให้เป็นที่เก็บเอกสารของผู้เสียหาย
เย่จ้านเขียนจดหมายมาหาเขาจากโรงพยาบาลหนึ่งฉบับ ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีข้อแก้ตัว มีเพียงประโยคว่า “ในคืนนั้น ฉันรู้ว่าเด็กยังมีชีวิต แต่ฉันเลือกทำตามคำสั่ง”
เฉินอ่านจบแล้วพับเก็บไว้ในกล่องหลักฐาน เขาไม่เผา และไม่ตอบ เพราะความจริงของเย่จ้านควรอยู่ในที่ที่ทุกคนมองเห็น ไม่ใช่ถูกลบด้วยการให้อภัยส่วนตัว
เย็นวันหนึ่ง หลินซิ่วเรียกเขาไปช่วยปิดร้าน เธอยื่นจานซุปอุ่นๆ ให้เขา แล้วถามว่าเขายังฝันถึงคืนไฟไหม้อยู่หรือไม่
“บางคืน”
“แล้วตื่นขึ้นมาทำอย่างไร”
“ออกไปเปิดประตูดู”
“ทำไม”
เฉินมองประตูไม้บานใหม่ที่ยังเอียงเล็กน้อย “เพื่อให้แน่ใจว่าคราวนี้ไม่มีใครถูกขังอยู่ข้างใน”
หลินซิ่วไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงวางมือบนไหล่เขาอย่างแผ่วเบา
ด้านนอก ตลาดตะวันตกกลับมาคึกคักอีกครั้ง ไม่มีใครพูดถึงชายหนุ่มที่เคยยืนขวางตระกูลจินด้วยมือที่มีเลือดไหลเหมือนในวันนั้นแล้ว แต่ทุกครั้งที่เฉินเปิดประตูร้าน เขาจะเห็นแสงเย็นตกกระทบจี้เก่าบนอก และนึกถึงสิ่งที่พ่อฝากไว้
ความแค้นอาจทำให้เขารอดชีวิตมาได้ แต่ความจริงต่างหากที่พาเขาเดินกลับบ้าน