ในวันที่หลินซิ่วเหอพาเด็กหญิงตัวเล็กเข้ามาหลบฝนหน้าบ้าน ชายประมงอย่างสวีไห่ชวนไม่คิดเลยว่าอีกไม่กี่เดือนต่อมา ผู้ใหญ่ทั้งหมู่บ้านจะยืนกล่าวหาว่าเขาขโมยทรัพย์สินของคนตาย และคนที่ยื่นหลักฐานชิ้นแรกให้ตำรวจจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่เขาเคยช่วยไว้
คืนนั้นฝนตกหนักจนทางดินหน้าหมู่บ้านกลายเป็นโคลน หลินซิ่วเหออุ้มเสี่ยวเยว่ไว้แนบอก เด็กน้อยสวมเสื้อบางจนตัวสั่น ส่วนรองเท้าผ้าใบของแม่ขาดจนเห็นนิ้วเท้า เธอเดินไปเคาะประตูบ้านหลังเล็กริมทะเลหลายครั้ง ก่อนที่ชายเจ้าของบ้านจะเปิดประตูออกมา
“คุณมาหาใคร”
“ขอแค่ที่ให้ลูกนอนคืนนี้ก็พอค่ะ พวกเราถูกไล่ออกจากที่พัก ไม่มีเงินเหลือแล้ว”
สวีไห่ชวนมองเด็กที่หลับคอพับอยู่บนไหล่แม่ เขาไม่ได้ถามว่าพ่อของเด็กอยู่ไหน ไม่ได้ถามว่าทำไมเสื้อผ้าของทั้งคู่จึงเปียกชุ่ม เพียงเปิดประตูให้กว้างขึ้น
“ห้องด้านตะวันตกยังว่าง เข้าไปก่อน”
หลินซิ่วเหอชะงัก “ฉันทำงานแลกอาหารได้ค่ะ ล้างจาน ตักน้ำ ทำกับข้าว ฉันทำได้ทุกอย่าง ขอแค่ให้ลูกได้กินข้าวร้อนสักมื้อ”
“ผมไม่ได้พาพวกคุณเข้ามาเพื่อให้ชดใช้” เขาตอบเสียงเรียบ “เด็กหนาวแล้ว”
บ้านของสวีไห่ชวนมีเพียงห้องนอนหนึ่งห้อง เตียงไม้เก่า และเตาอั้งโล่ในครัว เขายกผ้าห่มผืนเดียวให้สองแม่ลูก ส่วนตัวเองปูเสื่อนอนบนพื้นใกล้ประตู หลินซิ่วเหอพยายามปฏิเสธ แต่เขาเพียงวางชามข้าวต้มตรงหน้าเธอ
“กินให้หมด พรุ่งนี้จะมีแรงทำงาน”
“แล้วคุณล่ะคะ”
“ผมกินแล้ว”
เธอรู้ว่าเขาโกหก เพราะหม้อข้าวแทบไม่มีรอยถูกตัก และเมื่อเธอแอบออกมาจากห้องตอนดึก ก็เห็นเขาดื่มน้ำซุปเปล่า ๆ อยู่คนเดียว เขาเงยหน้าขึ้น แต่ไม่พูดอะไร หลินซิ่วเหอจึงหันกลับไปเงียบ ๆ เธอไม่อยากให้ความสงสารของเขากลายเป็นภาระอีกอย่างหนึ่งในชีวิต
เช้าวันต่อมา เสี่ยวเยว่ตื่นขึ้นมาแล้วเรียกสวีไห่ชวนว่า “พ่อ” โดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มที่กำลังผ่าฟืนหยุดมือทันที เด็กน้อยรีบก้มหน้า
“หนูเรียกผิดหรือเปล่า”
“ถ้าอยากเรียกก็เรียก” เขาพูดหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “แต่ต้องฟังแม่ด้วย”
หลินซิ่วเหอเดินออกมาจากบ้านพอดี สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความลำบากใจ “เสี่ยวเยว่ พ่อของหนูชื่อสวีไห่ชวนก็ได้ ถ้าเขาไม่รังเกียจ”
“ฉันไม่ได้รังเกียจ” เขารีบตอบ แล้วหันไปผ่าฟืนต่อเพื่อซ่อนสีหน้าของตัวเอง
ตั้งแต่นั้นมา บ้านที่เคยเงียบก็มีเสียงเด็กวิ่ง เสียงแม่เตือนลูกไม่ให้เข้าใกล้เตา และเสียงชายประมงกลับจากทะเลก่อนฟ้ามืดเพื่อช่วยซ่อมหลังคา หลินซิ่วเหอทำงานทุกอย่างที่ทำได้ เธอหุงข้าว ซักเสื้อผ้า และช่วยชาวบ้านคัดปลา แต่ไม่เคยแตะเงินที่สวีไห่ชวนวางไว้บนโต๊ะ
เขาจึงพาเธอออกทะเลด้วยกันในวันที่คลื่นสงบ หลินซิ่วเหอเคยเป็นคนจับสัตว์ทะเลมาก่อน แม้มือจะเต็มไปด้วยรอยแผล แต่เธอปีนโขดหินได้คล่อง สวีไห่ชวนเตือนเธอหลายครั้งว่าอย่าเข้าใกล้หินหยานหวัง เพราะกระแสน้ำวนด้านล่างเคยกลืนคนไปแล้วหลายราย
“ถ้าอันตรายขนาดนั้น คุณยังมาทำไม” เธอถาม
“ของทะเลแถวนั้นขายได้ราคาดี”
“ชีวิตคุณไม่คุ้มกับเงินไม่กี่หยวนหรอกค่ะ”
“ชีวิตผมมีแค่คนเดียว แต่ในบ้านมีสามคนที่ต้องกินข้าว”
คำนั้นทำให้หลินซิ่วเหอหันไปมองเขา สวีไห่ชวนทำเหมือนพูดเรื่องธรรมดา แต่เธอรู้ว่าตัวเองกับลูกยังเป็นเพียงคนที่เขาเก็บเข้าบ้านด้วยความเมตตา เธอไม่กล้าคิดไกลกว่านั้น
วันหนึ่งทั้งคู่จับปลิงทะเลสีม่วงได้หลายตัว ตัวหนึ่งมีรอยขีดข่วนที่ผิว พ่อค้ารับซื้อพยายามกดราคา โดยอ้างว่าของมีตำหนิ สวีไห่ชวนกำหมัดแน่น แต่หลินซิ่วเหอเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ถ้าคุณรู้ว่ามันเป็นของหายาก ก็ควรให้ราคาตามคุณภาพ ไม่ใช่ใช้รอยแผลมาหลอกคนที่ต้องรีบขาย”
พ่อค้าหัวเราะ “ผู้หญิงที่ไม่มีแม้แต่รองเท้าดี ๆ จะรู้ราคาของทะเลได้อย่างไร”
สวีไห่ชวนก้าวเข้ามาข้างหน้า แต่หลินซิ่วเหอจับแขนเขาไว้ “อย่ามีเรื่องค่ะ เรามาขายของ ไม่ได้มาทะเลาะ”
สุดท้ายพ่อค้าจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลินซิ่วเหอใช้เงินส่วนหนึ่งซื้อรองเท้าให้เสี่ยวเยว่ อีกส่วนซื้อข้าว แป้ง และยารักษาแผล เธอไม่ซื้ออะไรให้ตัวเองเลย
“รองเท้าคุณก็ขาดแล้ว” สวีไห่ชวนพูด
“ของฉันยังใส่ได้”
“ใส่ไม่ได้ต่างหาก”
เขาพาเธอเข้าไปในร้านโดยไม่รอฟังคำปฏิเสธ เลือกรองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งที่ราคาไม่แพงนัก แล้ววางลงตรงหน้าเธอ
“ลองใส่”
หลินซิ่วเหอมองรองเท้าอยู่นาน “ฉันจะคืนเงินให้”
“เอาไว้วันที่คุณมีเงินแล้วค่อยคืน”
“ถ้าไม่มีล่ะคะ”
“ก็ไม่ต้องคืน”
เธอรับรองเท้ามา แต่ในคืนเดียวกันกลับถอดสร้อยเงินเส้นเล็กที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อออกมา สร้อยเส้นนั้นเป็นสิ่งเดียวที่พ่อของเธอทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิต เธอนำไปจำนำเพื่อซื้อยาให้เสี่ยวเยว่ตอนเด็กป่วยหนัก
สวีไห่ชวนพบใบจำนำโดยบังเอิญในลิ้นชัก เขาไม่ถามเธอตรง ๆ แต่เช้าวันรุ่งขึ้นกลับไปที่ร้านจำนำและไถ่สร้อยคืนมา เขาวางมันไว้ใต้หมอนของเธอ พร้อมเงินจำนวนเดียวกันที่เขาใช้ซื้อรองเท้า
หลินซิ่วเหอรู้ทันทีว่าใครเป็นคนทำ เธอถือสร้อยไปหาเขาที่ชายหาด
“ฉันบอกแล้วว่าจะไม่รับของฟรี”
“ผมไม่ได้ให้ฟรี”
“แล้วนี่เรียกว่าอะไร”
“ยืมเงินคุณไว้ก่อน วันหนึ่งถ้าคุณอยากคืนก็ค่อยคืน”
“คุณรู้ไหมว่าสร้อยนี้มีความหมายกับฉันแค่ไหน”
“รู้ครับ”
“คุณไม่รู้หรอก” เธอพูดเบาลง “มันเป็นของชิ้นสุดท้ายที่พ่อเหลือไว้ให้ฉัน ตอนเขาตาย คนในบ้านบอกว่าพ่อทิ้งหนี้สินไว้มากกว่าทรัพย์สิน ฉันจึงไม่มีสิทธิ์ถามอะไรอีก”
สวีไห่ชวนมองเธอ “คุณไม่เคยเล่าเรื่องพ่อให้ผมฟัง”
“เพราะมันไม่มีอะไรน่าฟัง”
เขาไม่ซักต่อ เพียงยื่นสร้อยคืน “ของที่มีค่าควรอยู่กับเจ้าของ ไม่ใช่อยู่ในมือคนรับจำนำ”
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปโดยไม่มีใครพูดถึงมัน หลินซิ่วเหอเริ่มรอเขากลับจากทะเล ส่วนสวีไห่ชวนก็เริ่มซื้อขนมชิ้นเล็ก ๆ ให้เสี่ยวเยว่ทุกครั้งที่เข้าเมือง เด็กน้อยเรียกเขาว่าพ่ออย่างเต็มใจ และบ้านหลังเดิมก็เริ่มมีความอบอุ่นมากกว่าที่เคย
แต่ความสงบอยู่ได้ไม่นาน ข่าวลือเริ่มแพร่ไปทั่วหมู่บ้านว่าหลินซิ่วเหอเข้ามาอยู่กับชายโสดเพื่อหวังจับเขาแต่งงาน บางคนถึงกับพูดว่าเธออาจทิ้งสามีเก่าและพาลูกหนีมาเพราะมีความผิดติดตัว
ผู้ใหญ่บ้านเรียกสวีไห่ชวนไปเตือน “ถ้าจะให้อยู่ ก็ต้องจัดการเรื่องสถานะให้ชัดเจน อย่าปล่อยให้คนอื่นพูดว่าบ้านคุณรับผู้หญิงแปลกหน้าไว้”
สวีไห่ชวนตอบว่า “เธอไม่ใช่สิ่งของที่ผมพากลับมาแล้วจะเป็นของผม”
“งั้นคุณรับผิดชอบไหวหรือ”
“ผมรับผิดชอบชีวิตของตัวเองได้ ส่วนเรื่องที่คนอื่นพูด ผมห้ามไม่ได้”
คืนนั้นหลินซิ่วเหอได้ยินทุกอย่าง เธอจึงตัดสินใจเก็บของออกจากบ้านในเช้าวันถัดมา เธอไม่อยากให้สวีไห่ชวนเสียชื่อเพราะเธออีก
“เราจะไปไหน” เสี่ยวเยว่ถามทั้งน้ำตา
“ไปหาที่อยู่ใหม่”
สวีไห่ชวนยืนขวางประตู “ใครอนุญาตให้คุณไป”
“นี่เป็นบ้านของคุณค่ะ ฉันไม่มีสิทธิ์อยู่ต่อ”
“ตั้งแต่วันที่เด็กเรียกผมว่าพ่อ บ้านนี้ก็ไม่ใช่ของผมคนเดียวแล้ว”
หลินซิ่วเหอส่ายหน้า “คุณช่วยเราเพราะสงสาร อย่าเอาความสงสารมาผูกชีวิตตัวเองไว้กับฉันเลย”
เขานิ่งอยู่นาน ก่อนพูดว่า “ผมไม่ได้สงสารคุณอย่างเดียว ผมเลือกแล้ว”
เธอถามด้วยเสียงสั่น “เลือกอะไรคะ”
“เลือกให้คุณกับลูกอยู่ที่นี่ ถ้าคุณยังอยากอยู่”
คำตอบนั้นไม่ใช่คำสารภาพรัก แต่สำหรับหลินซิ่วเหอ มันหนักแน่นกว่าคำหวานใด ๆ เธอเก็บกระเป๋ากลับเข้าห้อง ทว่าในใจกลับยิ่งหวาดกลัว เพราะการมีบ้านให้สูญเสียเจ็บปวดยิ่งกว่าการไม่มีบ้านตั้งแต่แรก
หลายสัปดาห์ต่อมา เสี่ยวเยว่ล้มป่วยด้วยไข้สูง น้ำฝนทำให้ถนนไปโรงพยาบาลในเมืองถูกตัดขาด สถานีอนามัยในหมู่บ้านไม่มีเลือดสำรองและไม่มียาที่จำเป็น สวีไห่ชวนจึงแบกเด็กไว้บนหลัง เดินลุยโคลนไปตามทางเขาหิน
หลินซิ่วเหอพยายามห้าม “คุณจะพาแกไปเองได้อย่างไร ทางนั้นน้ำป่าไหลอยู่”
“ถ้าอยู่ที่นี่ เด็กจะไม่รอด”
“ฉันไปด้วย”
“คุณไม่แข็งแรงพอ”
“ลูกฉันอยู่บนหลังคุณ ฉันจะไม่อยู่บ้านรอได้อย่างไร”
ทั้งสองเดินฝ่าฝนไปด้วยกัน สวีไห่ชวนลื่นจนขาเป็นแผล หลินซิ่วเหอฉีกชายเสื้อพันแผลให้เขา ก่อนผลัดกันอุ้มเสี่ยวเยว่ ช่วงหนึ่งกระแสน้ำสูงขึ้นจนเกือบถึงเอว พวกเขาต้องเกาะเชือกเก่าที่ชาวบ้านผูกไว้กับต้นไม้เพื่อข้ามหุบเขา
เมื่อถึงเมือง เสี่ยวเยว่ได้รับยาและอาการเริ่มลดไข้ แต่สวีไห่ชวนกลับหมดสติจากบาดแผลและความเหนื่อยล้า หลินซิ่วเหอเฝ้าเขาทั้งคืน เมื่อเขาฟื้นขึ้น เธอเห็นมือของเขาพันผ้าหนาและรองเท้าคู่ใหม่ของเธอเปื้อนโคลนจนแทบจำสีเดิมไม่ได้
“คุณขายสร้อยไปหรือยัง” เขาถาม
“ยังค่ะ”
“ดีแล้ว”
“ถ้าคุณไม่ฟื้น ฉันจะขายมันเพื่อจ่ายค่ารักษาคุณ”
“ผมไม่อนุญาต”
“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉันทุกเรื่อง”
เขายิ้มจาง ๆ “งั้นก็ถือว่าเป็นคำขอ”
หลังกลับหมู่บ้าน หลินซิ่วเหอเริ่มคิดเรื่องจดทะเบียนให้เสี่ยวเยว่ใช้ชื่อสวีไห่ชวนเป็นบิดา แม้เขาจะไม่ได้เป็นพ่อแท้ ๆ แต่เด็กไม่มีเอกสารที่ชัดเจน และการเข้าโรงเรียนปีหน้าจะเป็นเรื่องยาก สวีไห่ชวนเห็นด้วย เขาพาเธอไปพบเจ้าหน้าที่ในเมืองเพื่อสอบถามขั้นตอนอย่างละเอียด
ระหว่างรอรถกลับ เขาเห็นหลินซิ่วเหอมองร้านเสื้อผ้าเด็กอยู่นาน
“อยากซื้อหรือ”
“เสื้อของเสี่ยวเยว่ยังดีอยู่ค่ะ”
“ผมถามว่าคุณอยากซื้อไหม”
เธอส่ายหน้า แต่เขากลับเดินเข้าไปซื้อเสื้อสองชุด ชุดหนึ่งสำหรับเด็ก อีกชุดสำหรับเธอ หลินซิ่วเหอหัวเราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเมื่อเสี่ยวเยว่หมุนตัวหน้ากระจกแล้วถามว่าใส่ชุดนี้ไปทะเลได้ไหม
“ได้” สวีไห่ชวนตอบ “แต่อย่าล้มลงโคลนก็พอ”
ความสุขเล็ก ๆ นั้นทำให้เขาลืมไปชั่วขณะว่า ก่อนกลับจากเมือง มีชายคนหนึ่งยืนมองหลินซิ่วเหออยู่หน้าสถานี ชายคนนั้นชื่อหลินจื้อเหอ เป็นลูกพี่ลูกน้องของสามีเก่าของเธอ และเป็นคนที่เคยบอกทุกคนว่าพ่อของหลินซิ่วเหอเสียชีวิตพร้อมหนี้สินจำนวนมาก
คืนนั้นชายคนนั้นมาที่บ้านพร้อมผู้ใหญ่บ้าน
“หลินซิ่วเหอ คุณต้องกลับไปกับพวกเรา”
เธอหน้าซีด “ฉันไม่มีอะไรต้องกลับไปแล้ว”
“พ่อของคุณทิ้งหนี้ไว้ บ้านกับที่ดินถูกขายทอดตลาดไปแล้ว แต่เราพบเอกสารบางอย่างที่ระบุว่าคุณเป็นผู้รับมรดก”
สวีไห่ชวนก้าวมายืนข้างเธอ “เอกสารอยู่ไหน”
หลินจื้อเหอยื่นสำเนาสัญญาออกมา แต่วันที่ในเอกสารคือสามวันหลังจากวันที่พ่อของหลินซิ่วเหอเสียชีวิต และลายเซ็นของเธอถูกปลอมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลินซิ่วเหอมองกระดาษแล้วมือสั่น
“นี่ไม่ใช่ลายเซ็นของฉัน”
“คุณยังเด็กและจำไม่ได้”
“ฉันจำลายเซ็นตัวเองได้”
หลินจื้อเหอเริ่มข่มขู่ “ถ้าคุณไม่กลับไปเซ็นเอกสารยืนยัน พวกเราจะฟ้องว่าคุณขโมยทรัพย์สินของครอบครัว”
สวีไห่ชวนยกโทรศัพท์ขึ้น “พูดต่อสิ ผมกำลังบันทึกอยู่”
ชายคนนั้นหันกลับทันที แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับตำหนิสวีไห่ชวนว่าอย่าสร้างปัญหาในหมู่บ้าน หลินซิ่วเหอจึงตัดสินใจไม่เงียบอีกต่อไป เธอพาสวีไห่ชวนไปพบสำนักงานกฎหมายในเมือง และเริ่มรวบรวมเอกสารของพ่อที่เหลืออยู่
หลักฐานแรกมาจากร้านจำนำ เจ้าของร้านจำได้ว่าสร้อยเงินของหลินซิ่วเหอเคยถูกนำมาจำนำพร้อมกล่องไม้เล็ก ๆ ภายในกล่องมีใบรับรองสิทธิ์การทำประมงของพ่อเธอซ่อนอยู่ ชายที่นำสร้อยมาจำนำไม่ใช่หลินซิ่วเหอ แต่เป็นหลินจื้อเหอ เขาอ้างว่าพ่อของเธอมอบของทั้งหมดให้เขาก่อนตาย
หลักฐานที่สองคือสมุดบัญชีเก่า พ่อของหลินซิ่วเหอเคยร่วมลงทุนสร้างโรงคัดแปรรูปอาหารทะเลกับชาวประมงหลายคน โรงงานถูกขายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงไม่นานหลังเขาเสียชีวิต เงินส่วนใหญ่ถูกโอนเข้าบัญชีของบริษัทที่หลินจื้อเหอเป็นผู้จัดการ
หลินซิ่วเหอไม่อยากเชื่อว่าคนในครอบครัวจะทำเช่นนั้น เธอจำได้ว่าหลังงานศพ หลินจื้อเหอเป็นคนกอดเธอและบอกว่า “อย่าห่วงนะ พี่จะดูแลทุกอย่างให้เอง” คำพูดที่เคยฟังเหมือนความเมตตา บัดนี้กลับมีความหมายอีกแบบ
สวีไห่ชวนไม่เร่งเธอ เขาช่วยติดต่อชาวประมงเก่าของพ่อเธอทีละคน บางคนกลัวถูกเอาคืน บางคนไม่อยากยุ่ง แต่ชายชราคนหนึ่งชื่อเหล่าเฉินยอมมอบสมุดบันทึกการประชุมให้ เขาบอกว่าพ่อของหลินซิ่วเหอเคยเขียนชื่อเธอไว้ในเอกสารทุกฉบับ
“พ่อเธอไม่ได้ทิ้งหนี้” เหล่าเฉินพูด “เขาทิ้งส่วนแบ่งโรงงานไว้ให้เธอ เพียงแต่คนบางคนไม่ยอมให้มันไปถึงมือเธอ”
ในขณะเดียวกัน สวีไห่ชวนก็พบว่าบริษัทของหลินจื้อเหอซื้อสัตว์ทะเลจากชาวบ้านในราคาถูก แล้วส่งต่อให้โรงงานใหญ่ในเมืองด้วยราคาสูงกว่าหลายเท่า ช่วงที่เขาพยายามตรวจสอบเรื่องนี้ พ่อค้าคนเดิมที่เคยกดราคาปลิงทะเลกลับส่งคนมาตามข่มขู่
“อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่ใช่ของคุณ”
สวีไห่ชวนตอบ “ตอนนี้มันเกี่ยวกับครอบครัวผมแล้ว”
คืนนั้นตาข่ายจับปลาของเขาถูกตัด เรือได้รับความเสียหาย และประตูบ้านถูกขีดข้อความว่าให้หลินซิ่วเหอออกไป เสี่ยวเยว่เห็นข้อความนั้นแล้วถามว่าเธอทำอะไรผิด
หลินซิ่วเหอกอดลูกแน่น “หนูไม่ได้ทำอะไรผิด แม่ต่างหากที่ปล่อยให้คนอื่นพูดแทนเรามานานเกินไป”
เธอไม่หนีอีกแล้ว เธอไปแจ้งความเรื่องการข่มขู่และความเสียหาย พร้อมมอบสำเนาเอกสารทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ สวีไห่ชวนยังคงออกทะเล แม้ต้องซ่อมเรือด้วยมือข้างเดียว เขาไม่ได้ต้องการเป็นวีรบุรุษ เพียงรู้ว่าถ้าเขาถอย คนที่เคยช่วยเหลือเธอก็จะถูกทำร้ายไปด้วย
เมื่อคดีเริ่มถูกตรวจสอบ หลินจื้อเหอพยายามกลับมาเจรจา เขานำรูปถ่ายเก่าของพ่อเธอมาให้และบอกว่าทุกอย่างทำไปเพราะต้องรักษาธุรกิจของครอบครัว
“พ่อของเธอกู้เงินไว้ ถ้าไม่ขายโรงงาน ทุกคนจะล้มละลาย”
“แล้วทำไมเงินจากการขายจึงเข้าบัญชีคุณ”
เขานิ่งไป
“ทำไมลายเซ็นฉันจึงถูกปลอม ทำไมสร้อยของพ่อจึงอยู่กับคุณ และทำไมวันที่ในเอกสารถึงเป็นวันที่พ่อเสียไปแล้ว”
หลินจื้อเหอหลบตา “เธอไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจ”
“ฉันอาจไม่เข้าใจธุรกิจ แต่ฉันเข้าใจว่าคนโกหกมักใช้คำว่า ‘ทำเพื่อครอบครัว’ บังหน้าตัวเอง”
การตรวจสอบใช้เวลาหลายเดือน หลินจื้อเหอถูกเรียกสอบเรื่องการปลอมเอกสารและการยักย้ายเงิน ส่วนโรงงานถูกระงับการโอนกรรมสิทธิ์จนกว่าคดีจะสิ้นสุด ชาวบ้านบางคนที่เคยดูถูกหลินซิ่วเหอเริ่มมาขอโทษ แต่เธอไม่ได้เปิดประตูต้อนรับทุกคนเหมือนเดิม
“การให้อภัยไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเราต้องกลับไปไว้ใจพวกเขา” สวีไห่ชวนบอก
หลินซิ่วเหอมองเขา “คุณเปลี่ยนไปนะ เมื่อก่อนคุณไม่พูดอะไรเลย”
“เมื่อก่อนผมไม่มีใครต้องปกป้อง”
“ฉันไม่ได้อยากให้คุณปกป้องฉันตลอดไป”
“ผมก็ไม่ได้อยากให้คุณต้องสู้คนเดียวตลอดไป”
หลังจากเอกสารของพ่อได้รับการยืนยัน หลินซิ่วเหอได้สิทธิ์ในส่วนแบ่งโรงงานและเงินที่ถูกยักย้ายกลับคืนมา ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะโรงงานมีหนี้จริงบางส่วน และธุรกิจได้รับความเสียหายจากการบริหารที่ผิดพลาด เธอจึงเลือกไม่ขายทิ้ง แต่ร่วมกับชาวประมงตั้งสหกรณ์เล็ก ๆ รับซื้ออาหารทะเลในราคายุติธรรม
เธอไม่ต้องการร่ำรวยจากความสูญเสียของพ่อ เธอเพียงอยากให้คนอื่นไม่ต้องขายของดีในราคาถูกเพราะไม่มีทางเลือกเหมือนที่เธอเคยเจอ
ส่วนหลินจื้อเหอถูกตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายและรับโทษตามความผิด เขาไม่สูญเสียทุกอย่างในวันเดียว แต่ต้องขายทรัพย์สินเพื่อใช้หนี้ และไม่มีใครในหมู่บ้านยอมให้เขาเป็นคนจัดการเงินอีก หลินซิ่วเหอไม่ได้ไปเยาะเย้ยเขา เธอเพียงเก็บเอกสารต้นฉบับไว้ในกล่องเหล็ก และไม่ยอมให้ใครแตะต้องมันโดยไม่มีพยาน
สวีไห่ชวนใช้เงินส่วนหนึ่งซ่อมเรือและซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้หลินซิ่วเหอ เธอรับไว้คราวนี้โดยไม่โต้เถียง
“ทำไมไม่บอกว่าจะซื้อ”
“ถ้าบอก คุณก็จะบอกว่าคู่เก่ายังใส่ได้”
“มันก็ยังใส่ได้จริง ๆ”
“แต่คุณไม่จำเป็นต้องใส่ของที่เกือบขาดเพื่อพิสูจน์ว่าคุณอดทนได้”
เสี่ยวเยว่โตขึ้นอย่างแข็งแรง เธอเข้าโรงเรียนในชื่อที่ถูกต้องและยังคงเรียกสวีไห่ชวนว่าพ่อ แม้ในเอกสารจะระบุว่าเขาเป็นผู้ปกครอง ไม่ใช่บิดาโดยสายเลือด วันหนึ่งเด็กหญิงถามแม่ว่าพ่อแท้ ๆ ของเธออยู่ที่ไหน
หลินซิ่วเหอนิ่งไป ก่อนตอบตามความจริงว่า “แม่ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน และเขาไม่ได้อยู่ดูแลหนู แต่คนที่เลือกอยู่กับหนูทุกวันก็คือพ่อของหนู”
เสี่ยวเยว่หันไปยิ้มให้สวีไห่ชวน “หนูรู้ค่ะ”
หลายปีผ่านไป บ้านริมทะเลถูกต่อเติมจนมีห้องนอนสองห้องและครัวใหม่ แต่เตียงไม้เก่ากับประตูบานเดิมยังคงอยู่ หลินซิ่วเหอเก็บสร้อยเงินของพ่อไว้ในกล่องเดียวกับใบจำนำที่สวีไห่ชวนเคยนำไปไถ่คืน เธอไม่ขายมันอีก แม้จะมีช่วงเวลาที่เงินขาดมือ
วันครบรอบวันที่เธอเข้ามาในหมู่บ้าน สวีไห่ชวนพาเธอกับเสี่ยวเยว่ไปที่โขดหินหยานหวัง ทั้งสามยืนมองทะเลสีเข้มจากระยะปลอดภัย เขายื่นรองเท้าคู่ใหม่ให้เสี่ยวเยว่แล้วเตือนเหมือนที่เคยพูดเมื่อหลายปีก่อน
“เดินช้า ๆ อย่าล้มลงโคลน”
เด็กหญิงหัวเราะและวิ่งไปจับมือเขา หลินซิ่วเหอเดินตามอยู่ด้านหลัง สวีไห่ชวนหันกลับมายื่นมือให้เธอโดยไม่พูดอะไร
ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าตัวเองต้องตอบแทนทุกข้าวทุกชาม ทุกผ้าห่ม และทุกคืนที่มีคนยอมสละเตียงให้เธอกับลูก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอจึงเข้าใจว่าบ้านไม่ใช่สถานที่ที่เราไม่มีหนี้สินต่อกัน บ้านคือที่ที่ไม่มีใครใช้ความช่วยเหลือมาทวงสิทธิ์เหนือชีวิตของเรา
เธอจับมือเขา แล้วก้าวไปพร้อมกับลูกบนทางดินริมทะเล โดยไม่ต้องหันกลับไปดูว่าประตูบานเก่าปิดสนิทหรือไม่ เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอรู้แน่ชัดว่า ต่อให้ฝนตกหนักแค่ไหน ที่แห่งนั้นก็ยังมีคนรอให้พวกเธอกลับบ้าน