ประตูห้องนอนถูกถีบจนกลอนหลุดออกจากไม้ และคนที่ยืนอยู่หน้าประตูก็ไม่ใช่เจ้าของบ้าน แต่เป็นผู้หญิงที่กำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ
โจวซิงเย่หันไปมองชายแปลกหน้าที่เพิ่งสวมเสื้อได้เพียงครึ่งตัว ก่อนหันกลับไปสบตาเฉียนหลิน คนรักของเธอซึ่งกำลังยืนตัวสั่นอยู่ตรงทางเดิน ท่ามกลางสายตาของคนรับใช้และบอดี้การ์ดหลายคน
“เธอมีอะไรจะพูดไหม” เฉียนหลินถาม เสียงของเขาเย็นจนแทบไม่มีความรู้สึก “หรือจะให้ทุกคนในบ้านช่วยอธิบายแทน?”
ซิงเย่ไม่ได้ตอบทันที เธอมองชายคนนั้น เขาคืออาจารย์จิ้นหัง แพทย์ที่เคยช่วยรักษาอาการปวดเรื้อรังของแม่เธอ และเป็นคนที่เธอเรียกมาพบอย่างลับ ๆ เมื่อคืนที่ผ่านมา เพราะเธอไม่ต้องการให้ครอบครัวเฉียนรู้ว่าโรคของเธอกำลังทรุดลงอย่างรวดเร็ว
แต่ในสายตาของคนอื่น ภาพที่เห็นไม่มีคำอธิบายใดช่วยได้
“ฉันบอกแล้วว่าเราเข้าใจผิดกัน” ซิงเย่พูดช้า ๆ “เขามาที่นี่เพราะเรื่องการรักษา”
“การรักษาในห้องนอนของเธอเนี่ยนะ” เฉียนหลินหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่แววตากลับเหมือนมีด “ฉันมาหาเธอที่บ้านทุกวัน เธอยังเอาแต่บอกว่าไม่สบายและไม่อยากพบใคร ที่แท้ก็มีเวลาซ่อนผู้ชายไว้ข้างหลังฉัน”
จิ้นหังก้าวออกมา “คุณเฉียน คำพูดของคุณเกินไปแล้ว”
“หุบปาก” เฉียนหลินตวาด “คนอย่างคุณไม่มีสิทธิ์สอดเรื่องของครอบครัวเรา”
ซิงเย่ยืนขวางระหว่างชายทั้งสอง “อย่าแตะต้องเขา”
เพียงประโยคนั้นก็ทำให้ทางเดินเงียบสนิท เฉียนหลินมองเธออยู่นาน ราวกับกำลังรอให้เธอปฏิเสธทุกอย่างอีกครั้ง แต่ซิงเย่ไม่ยอมหลบตา
สามปีที่เธอแต่งงานเข้าตระกูลเฉียน เธอทำทุกอย่างเพื่อรักษาชื่อเสียงของเขา แม้จะรู้ว่าเขาไม่เคยรักเธออย่างที่พูดในวันแต่งงาน แม้จะรู้ว่าเขายังคงติดต่อกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อเฟยซา อดีตคนรักซึ่งครอบครัวเขาไม่ยอมรับเพราะฐานะต่ำต้อยกว่า เธอก็ยังเลือกเงียบ เพราะคิดว่าสักวันหนึ่งความจริงใจของเธอจะทำให้เขาหันกลับมา
แต่เช้าวันนั้น เธอเพิ่งเข้าใจว่าความเงียบของเธอไม่ได้ทำให้เขาซาบซึ้ง มันเพียงทำให้ทุกคนคิดว่าเธอไม่มีปากเสียง
“พวกเธอเริ่มคบกันตั้งแต่เมื่อไร” เฉียนหลินถาม “ก่อนหรือหลังจากที่เธอสัญญาว่าจะถอนหมั้นกับฉัน?”
“ฉันไม่เคยสัญญาอย่างนั้น”
“แต่เธอพูดว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเฟยซาอีก”
ซิงเย่ชะงัก เธอเพิ่งรู้ว่าเขาตั้งใจเปลี่ยนเรื่องทั้งหมดให้กลายเป็นความผิดของเธอ
จิ้นหังวางซองเอกสารบนโต๊ะข้างประตู “คุณควรอ่านนี่ก่อนจะกล่าวหาใคร”
เฉียนหลินก้มมองซอง แต่ยังไม่ทันหยิบ ผู้หญิงอีกคนก็เดินฝ่าคนรับใช้เข้ามา เฟยซาสวมชุดสีขาวเรียบหรู ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยน้ำตาที่ดูเหมือนเตรียมไว้แล้ว
“ซิงเย่ เธอทำแบบนี้ได้ยังไง” เฟยซาพูด “ฉันรู้ว่าเธอไม่อยากแต่งงาน แต่เธอก็ไม่ควรทำร้ายเฉียนหลิน”
คำพูดนั้นทำให้ซิงเย่เกือบหัวเราะ เฟยซาเป็นคนที่มาหาเธอเมื่อสองสัปดาห์ก่อน บอกว่าเฉียนหลินต้องการยกเลิกงานแต่งงาน และขอให้เธอเซ็นเอกสารถอนสิทธิ์ในหุ้นของบริษัทเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลาย ซิงเย่ยังไม่ได้เซ็น แต่เอกสารฉบับนั้นกลับหายไปจากลิ้นชักในวันถัดมา
“เธออยากรู้ไหมว่าใครกำลังทำร้ายใคร” ซิงเย่ถาม
เฟยซาหน้าซีด แต่เฉียนหลินกลับก้าวมาขวาง “พอได้แล้ว ซิงเย่ ออกไปจากบ้านเดี๋ยวนี้”
“บ้านนี้เป็นทรัพย์สินของแม่ฉันครึ่งหนึ่ง”
“หลังจากเราแต่งงาน บ้านนี้ก็เป็นของตระกูลเฉียน”
“เราแต่งงานกันแล้วหรือยัง”
คำถามสั้น ๆ ทำให้เฉียนหลินนิ่งไป งานแต่งงานของพวกเขาถูกกำหนดไว้ในอีกเจ็ดวัน แต่ก่อนถึงวันนั้น เขาต้องการให้เธอเซ็นสัญญาโอนหุ้นทั้งหมดให้เขา โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนทางธุรกิจของครอบครัว
ซิงเย่เคยเชื่อเขา เธอจึงเก็บเอกสารทุกอย่างไว้ในบ้านหลังนี้ แต่เมื่อคืนจิ้นหังตรวจพบว่าตัวเลขในรายงานทางการเงินถูกแก้ไข และเงินจำนวนมากถูกโอนออกจากบริษัทไปยังบริษัทนอมินีที่เชื่อมโยงกับเฟยซา
ผู้ชายที่อยู่ในห้องของเธอจึงไม่ใช่ชู้ แต่เป็นคนเดียวที่กล้าบอกเธอว่าเธอกำลังจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ
“ถ้าเธอไม่ออกไปเอง ฉันจะให้คนลากออกไป” เฉียนหลินพูด
ซิงเย่ก้มมองแหวนหมั้นที่นิ้วตัวเอง แหวนวงนี้เขาเป็นคนสวมให้เธอในวันที่พ่อของเธอเสียชีวิต วันที่เธอต้องรับช่วงดูแลบริษัทเล็ก ๆ ของครอบครัว ทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านธุรกิจ เฉียนหลินบอกว่าจะอยู่ข้างเธอ แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เริ่มควบคุมทุกบัญชีและทุกการตัดสินใจ
เธอถอดแหวนออก วางไว้บนโต๊ะ
“ได้” เธอพูด “ฉันจะไป”
เฉียนหลินเหมือนคาดไม่ถึง “เธอคิดว่าการทำตัวมีศักดิ์ศรีตอนนี้จะช่วยอะไรได้?”
“ไม่ช่วยอะไรทั้งนั้น” ซิงเย่ตอบ “แต่มันช่วยให้ฉันไม่ต้องมองหน้าคุณอีก”
เธอหยิบซองเอกสารของจิ้นหัง เดินผ่านทุกคนออกจากบ้านโดยไม่หันกลับไปมอง
ด้านนอก ฝนตกหนักจนถนนหน้าคฤหาสน์เป็นเงาสะท้อนสีดำ ซิงเย่ไม่มีที่ไป เธอไม่สามารถกลับไปบ้านเดิมได้ เพราะแม่ของเธอถูกญาติฝ่ายเฉียนกดดันให้ตัดขาดกับเธอ และบัญชีธนาคารหลายบัญชีก็ถูกระงับชั่วคราวหลังจากมีการร้องเรียนว่าเธอใช้เงินบริษัทโดยมิชอบ
จิ้นหังยื่นกุญแจรถให้เธอ “ไปกับผม”
“ฉันไม่อยากให้คุณเดือดร้อน”
“คุณกำลังป่วย และกำลังถูกใส่ร้าย”
“ฉันยังเดินได้”
“แต่คุณกำลังสั่น”
ซิงเย่มองมือตัวเอง เธอเพิ่งรู้ว่าปลายนิ้วเย็นเฉียบและหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการนี้เกิดขึ้นบ่อยในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา แต่เฉียนหลินมักบอกว่าเธอแค่เครียดและไม่ควรเอาเรื่องเล็กน้อยมาทำให้ครอบครัววุ่นวาย
จิ้นหังไม่ถามซ้ำ เขาพาเธอไปโรงพยาบาลเอกชนที่เขาทำงานอยู่ ผลตรวจทำให้เขานิ่งอยู่นานกว่าปกติ
“ผมอยากให้คุณพักรักษาตัวที่นี่”
“ฉันเป็นอะไร”
“หัวใจและระบบประสาทของคุณมีความผิดปกติ ต้องตรวจเพิ่มเติม แต่ถ้าคุณยังฝืนทำงานหรือปล่อยให้ตัวเองอยู่ในความเครียดแบบนี้ อาการอาจรุนแรงขึ้น”
ซิงเย่ยิ้มบาง ๆ “คุณกำลังพูดเหมือนหมอ หรือเหมือนคนที่รู้จักฉันมานาน?”
จิ้นหังหลบตา “ทั้งสองอย่าง”
เธอนึกไม่ออกว่าเคยรู้จักเขามาก่อน แต่ทุกครั้งที่เขามองเธอ มีความเศร้าบางอย่างซ่อนอยู่ในแววตา
คืนนั้น ซิงเย่ตื่นขึ้นจากฝันร้าย เธอเห็นภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ริมทะเล กำลังเรียกชื่อใครบางคนซ้ำ ๆ ก่อนจะถูกชายชราคนหนึ่งดึงมือกลับไป เธอจำหน้าเด็กคนนั้นไม่ได้ แต่จำได้ว่ามีสร้อยเงินรูปดาวอยู่ที่คอ
เมื่อตื่นเต็มตา เธอพบว่าจิ้นหังนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง เขากำลังดูรูปถ่ายเก่าใบหนึ่ง
“คุณเคยเห็นสร้อยเส้นนี้ไหม” เขาถาม
ในรูปนั้นมีเด็กหญิงวัยห้าขวบยืนอยู่ข้างหญิงสาวที่เธอจำได้ว่าเป็นแม่ของตัวเอง ทั้งคู่ยืนอยู่หน้ารีสอร์ตริมทะเลแห่งหนึ่ง ตรงคอเด็กหญิงมีสร้อยรูปดาวแบบเดียวกับในฝัน
“นี่คือฉันหรือ”
“ใช่”
“แล้วผู้ชายข้างหลังคือใคร”
จิ้นหังไม่ตอบทันที ชายในรูปมีใบหน้าถูกเงาบดบัง แต่บนมือของเขามีนาฬิกาเรือนหนึ่ง ลักษณะเดียวกับนาฬิกาที่พ่อของเธอเคยใส่ในรูปงานแต่งงาน
“รีสอร์ตนี้อยู่ที่ไหน”
“เฉียนหว่าน ชื่อถิงหลานหลินจวี”
ซิงเย่จำชื่อได้ มันเป็นรีสอร์ตเก่าแก่ที่ไม่มีใครเช่า ไม่มีใครซื้อ และแทบไม่มีข้อมูลในทะเบียนธุรกิจ ทั้งที่ตั้งอยู่ติดชายทะเลและมีมูลค่าสูงมาก
“ทำไมคุณถึงมีรูปนี้”
จิ้นหังพับรูปเก็บ “เพราะผมเคยอยู่ที่นั่น”
ก่อนที่เขาจะอธิบายต่อ โทรศัพท์ของซิงเย่ก็ดังขึ้น เป็นสายจากเลขาฯ ของเธอที่ชื่อหลินหยวน
“คุณผู้หญิง ผมตรวจสอบบัญชีตามที่คุณสั่งแล้ว” หลินหยวนพูดด้วยเสียงต่ำ “เงินที่หายไปไม่ได้โอนไปบริษัทของคุณเฟยซาโดยตรง แต่ผ่านบัญชีของบริษัทหนึ่งที่จดทะเบียนในชื่อคนตายเมื่อสิบแปดปีก่อน”
“ชื่อใคร”
“จิ้นเหอ”
จิ้นหังลุกขึ้นทันที
ชื่อนั้นเป็นชื่อของพี่ชายเขา พี่ชายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางเรือเมื่อสิบแปดปีก่อน
ความเงียบในห้องเหมือนถูกดึงให้ตึงจนขาด ซิงเย่หันไปมองเขา “คุณบอกว่าคุณเคยอยู่ที่ถิงหลานหลินจวี แล้วบริษัทที่ใช้ชื่อพี่ชายคุณก็เกี่ยวข้องกับเงินของเฉียนหลิน?”
“ผมจะตรวจสอบเอง”
“ไม่ คุณต้องบอกฉันก่อนว่าคุณรู้อะไร”
จิ้นหังยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ในที่สุดเขาก็พูดว่า “เมื่อสิบแปดปีก่อน พี่ชายผมทำงานให้ตระกูลเฉียน เขาเป็นคนดูแลบัญชีลับของบริษัท ก่อนเสียชีวิต เขาบอกแม่ผมว่าเขาพบการยักยอกเงินก้อนใหญ่ แต่วันต่อมาเรือของเขาก็เกิดไฟไหม้”
“แล้วคุณคิดว่าตระกูลเฉียนฆ่าเขา?”
“ผมไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าหลังจากนั้นถิงหลานหลินจวีถูกซื้อผ่านบริษัทของเขา ทั้งที่พี่ชายผมไม่มีวันเซ็นสัญญาซื้อทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลได้”
ซิงเย่รู้สึกหนาวขึ้นมาอีกครั้ง เธอจำได้ว่าทุกครั้งที่ถามพ่อเรื่องรีสอร์ตแห่งนี้ เขาจะเปลี่ยนเรื่องทันที และหลังจากพ่อเสียชีวิต ลุงของเธอก็เป็นคนดูแลเอกสารทั้งหมด
รุ่งเช้า เธอออกจากโรงพยาบาลโดยไม่รอคำอนุญาตจากใคร ร่างกายยังอ่อนแรง แต่เธอตัดสินใจไปถิงหลานหลินจวี บ้านพักริมทะเลแห่งนั้นอาจเป็นที่เดียวที่มีคำตอบว่าใครกำลังทำลายชีวิตเธอ
เจ้าหน้าที่หน้าประตูไม่ยอมให้เธอเข้า
“เจ้าของสั่งไว้ ไม่รับแขกและไม่ให้เช่า”
“ฉันยินดีจ่ายมากกว่าราคาตลาดห้าเท่า” หลินหยวนพูดแทน
ชายคนนั้นส่ายหน้า “เจ้าของไม่ได้ขาดเงิน”
“ถ้าอย่างนั้นบอกชื่อเจ้าของมา”
“คุณถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม”
ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรง รถสีดำคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอด ประตูเปิดออก เผยให้เห็นหญิงชราผมขาวที่ถือไม้เท้า เธอมองซิงเย่เพียงครู่เดียวก็ปล่อยไม้เท้าหลุดจากมือ
“คุณหนู…”
ซิงเย่ขมวดคิ้ว “คุณรู้จักฉันหรือคะ”
หญิงชราน้ำตาไหล แต่ยังไม่ทันตอบ ผู้ชายวัยกลางคนในชุดสูทก็รีบพาเธอเข้าไปด้านใน
“ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณโจว กลับไปเถอะ”
คืนนั้น เฉียนหลินได้รับรายงานว่าซิงเย่มาที่ถิงหลานหลินจวี เขาโกรธจนขว้างแก้วลงพื้น
“เธอไปที่นั่นทำไม”
เฟยซานั่งอยู่ตรงข้าม เธอพยายามเก็บสีหน้า “หรือเธอรู้เรื่องบริษัทนั้นแล้ว?”
เฉียนหลินหันมามอง “เธอรู้อะไร”
“ฉันไม่รู้ แต่ถ้าเธอเข้าไปในบ้านหลังนั้นได้ เรื่องเมื่อสิบแปดปีก่อนอาจถูกเปิดเผย”
เขานิ่งไป
เฟยซาเห็นความกลัวในแววตาของเขาเป็นครั้งแรก และในวินาทีนั้นเอง เธอก็รู้ว่าตัวเองถูกหลอกมาตลอด เฉียนหลินไม่ได้ต้องการหุ้นของซิงเย่เพียงเพื่อขยายธุรกิจ เขาต้องการเอกสารบางอย่างที่พ่อของซิงเย่ซ่อนไว้ และถ้าเอกสารนั้นถูกเปิดเผย คนที่ต้องเข้าคุกอาจไม่ใช่แค่เขา แต่รวมถึงพ่อของเขาและลุงของซิงเย่ด้วย
“คุณใช้ฉันมาตลอดใช่ไหม” เฟยซาถาม
เฉียนหลินไม่ตอบ
“คุณบอกว่าจะหย่ากับเธอแล้วแต่งงานกับฉัน แต่ที่คุณทำดีกับฉัน เพราะต้องการให้ฉันเข้าใกล้เธอและเอาเอกสารมาให้”
“ถ้าเธอไม่อยากอยู่ในเรื่องนี้ ก็ออกไป”
เฟยซาหัวเราะทั้งน้ำตา “คุณคิดว่าฉันออกไปแล้วจะปลอดภัยหรือ?”
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา บนหน้าจอมีการบันทึกเสียงการสนทนาของเขากับพ่อเมื่อสามวันก่อน เธอไม่ได้ตั้งใจจะทรยศเขาในตอนแรก แต่หลังจากเห็นว่าเขาพร้อมโยนความผิดทั้งหมดให้ซิงเย่ เธอจึงเก็บทุกอย่างไว้เป็นทางหนี
ในเวลาเดียวกัน ซิงเย่ได้รับข้อความจากหมายเลขที่ไม่รู้จัก
อย่าตามหาอดีต ถ้าไม่อยากเสียคนที่ยังมีชีวิตอยู่
แนบมาด้วยคือภาพจิ้นหังยืนอยู่หน้าท่าเรือเก่า และภาพอีกใบเป็นหลินหยวนถูกชายสองคนจับตัวไว้
ซิงเย่ไม่บอกจิ้นหัง เธอเพียงส่งภาพให้ตำรวจที่รู้จักกับพ่อของเธอ และขอให้ตามตำแหน่งโทรศัพท์ของหลินหยวน จากนั้นเธอเดินเข้าไปในบ้านหลักของรีสอร์ตด้วยตัวเอง
หญิงชราที่พบตอนกลางวันกำลังรอเธออยู่ในห้องรับแขก
“ฉันชื่อคุณย่าหลิว” เธอพูด “ฉันเป็นคนดูแลบ้านนี้ตั้งแต่วันที่แม่ของเธอพาเธอมาพักที่นี่”
ซิงเย่จับพนักเก้าอี้แน่น “แม่เคยมาที่นี่?”
“ไม่ใช่แค่เคยมา เธอเคยเป็นเจ้าของที่นี่”
คุณย่าหลิวนำกล่องไม้เก่าออกมา ข้างในมีสร้อยรูปดาว สมุดบัญชี และเทปบันทึกเสียงหลายม้วน
“แม่ของเธอซื้อรีสอร์ตแห่งนี้ร่วมกับพ่อของจิ้นหัง พวกเขาพบว่าตระกูลเฉียนยักยอกเงินจากบริษัทของพ่อเธอ พวกเขาจึงเก็บหลักฐานไว้ที่นี่ แต่ก่อนจะเปิดโปงเรื่องทั้งหมด เรือของจิ้นเหอก็ถูกเผา ส่วนพ่อของเธอก็ถูกบังคับให้เซ็นสัญญายอมรับหนี้”
“แล้วทำไมแม่ไม่บอกฉัน”
“เพราะเธอกลัวว่าจะมีคนตามฆ่าเธอกับลูก”
ซิงเย่เปิดสมุดบัญชี หน้าสุดท้ายมีลายมือของพ่อเธอ
ถ้าวันหนึ่งซิงเย่กลับมาที่บ้านหลังนี้ แปลว่าเราปกป้องเธอไม่ไหวแล้ว ขอให้เธออย่าเชื่อคนที่พูดว่ารักโดยไม่เคยยอมให้เธอรู้ความจริง
เธออ่านซ้ำหลายรอบ น้ำตาหยดลงบนกระดาษเก่า
จิ้นหังเดินเข้ามา เขาเห็นกล่องไม้แล้วก็รู้ว่าความลับไม่อาจปิดไว้ได้อีก
“คุณรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรก” ซิงเย่พูด
“ผมรู้บางส่วน”
“คุณเข้าหาฉันเพราะพี่ชายคุณ?”
“ตอนแรกใช่”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เธอเจ็บยิ่งกว่าการปฏิเสธ
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
จิ้นหังมองเธอ “ตอนนี้ผมอยู่ข้างคุณ เพราะคุณคือคนที่ถูกพรากทุกอย่างไป ไม่ใช่เพราะคุณเป็นกุญแจของคดี”
ซิงเย่หลับตา เธออยากเชื่อเขา แต่ชีวิตสามปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยคำโกหกจนเธอไม่รู้ว่าความจริงหน้าตาเป็นอย่างไร
เธอเลือกไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงหยิบเทปบันทึกเสียงขึ้นมา
เสียงของพ่อเธอดังออกจากเครื่องเก่า เขาพูดถึงเงินที่ถูกโอนออกไป พูดชื่อของประธานเฉียน และพูดถึงชายอีกคนที่ช่วยปลอมเอกสาร นั่นคือโจวหรงชวน ลุงแท้ ๆ ของซิงเย่ ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลเธอหลังพ่อแม่เสียชีวิต
ซิงเย่รู้สึกเหมือนพื้นทั้งผืนหายไปใต้เท้า
คนที่เธอคิดว่าเป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ คือคนที่พาเธอแต่งงานเข้าตระกูลเฉียน และเป็นคนสั่งให้เธอเซ็นโอนหุ้น
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หลินหยวนโทรมาได้ในที่สุด
“คุณผู้หญิง ผมหนีออกมาได้ แต่พวกมันรู้แล้วว่าเรามีหลักฐาน”
“คุณอยู่ที่ไหน”
“โกดังเก่าหลังสถานีรถไฟ ผม…”
เสียงกระแทกดังขึ้น ก่อนสายจะตัด
ซิงเย่ตัดสินใจทันที เธอไม่รอตำรวจ ไม่รอจิ้นหัง และไม่ยอมกลับไปซ่อนตัว เพราะรู้ว่าหากช้าอีกเพียงไม่กี่นาที หลินหยวนอาจไม่มีโอกาสพูดความจริง
เธอใช้บัญชีสำรองของบริษัทโอนเงินจำนวนหนึ่งให้พนักงานที่ไว้ใจได้ แล้วส่งเอกสารทั้งหมดไปยังทนายและสื่อธุรกิจสามแห่ง หากเธอหายตัวไป ไฟล์จะถูกเผยแพร่โดยอัตโนมัติ
จากนั้นเธอกับจิ้นหังก็ไปที่โกดัง
พวกเขาพบหลินหยวนนั่งพิงกำแพง ใบหน้ามีรอยช้ำ แต่ยังมีสติ ชายสองคนกำลังค้นกระเป๋าเอกสารของเขา และคนที่ยืนคุมอยู่ด้านหลังไม่ใช่เฉียนหลิน แต่เป็นโจวหรงชวน
“หลานรัก” ลุงของเธอพูด “ทำไมต้องทำให้เรื่องยุ่งยากด้วย แค่เซ็นเอกสารแล้วแต่งงานให้เรียบร้อย ทุกอย่างก็จบ”
“พ่อฉันตายเพราะคุณหรือเปล่า”
โจวหรงชวนถอนหายใจ “พ่อเธอไม่ยอมเข้าใจว่าโลกนี้คนอ่อนแอไม่มีสิทธิ์ถือความลับของคนมีอำนาจ”
“คุณไม่ได้ตอบ”
“ฉันไม่ได้ฆ่าเขา ฉันแค่ไม่ช่วยเขาในวันที่เขากำลังจะตกลงไป”
คำตอบนั้นเย็นชา แต่เพียงพอให้จิ้นหังเปิดเครื่องบันทึกเสียงในกระเป๋าเสื้อ
โจวหรงชวนไม่รู้ว่าก่อนเข้ามา ซิงเย่ได้ส่งตำแหน่งของพวกเขาให้ตำรวจ และกล้องจากบริษัทขนส่งใกล้โกดังก็กำลังบันทึกภาพอยู่
เฉียนหลินปรากฏตัวหลังจากนั้นไม่นาน เขาเดินเข้ามาด้วยใบหน้าตึงเครียด
“ลุง ผมบอกแล้วว่าอย่าทำอะไรเอง”
ซิงเย่หันไปมองเขา “ในที่สุดคุณก็ยอมรับว่าร่วมมือกัน”
เฉียนหลินชะงัก
จิ้นหังเปิดเสียงที่บันทึกไว้ เฉียนหลินได้ยินเสียงตัวเองพูดถึงสัญญาและเอกสารที่ซ่อนอยู่ สีหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนจากโกรธเป็นหวาดกลัว
“คุณคิดว่าผมไม่รักคุณจริง ๆ เหรอ” เขาถามซิงเย่
“คุณรักฉันตรงไหน”
“ผมเคยปกป้องคุณจากครอบครัวตัวเอง”
“คุณปกป้องฉัน หรือปกป้องความลับของพวกคุณ?”
เขาเงียบ
ซิงเย่ถอดแหวนที่วางไว้ในบ้านออกมา เธอเก็บมันไว้เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะตัดใจได้หรือไม่ ก่อนจะโยนมันลงบนพื้นระหว่างพวกเขา
“สามปีที่ผ่านมา ฉันยอมให้คุณตัดสินใจแทนทุกอย่าง เพราะคิดว่านั่นคือความรัก วันนี้ฉันถึงรู้ว่าความรักไม่ควรทำให้ฉันต้องกลัวการถามความจริง”
เสียงไซเรนดังขึ้นจากด้านนอก ตำรวจเข้าควบคุมตัวโจวหรงชวนและลูกน้อง ขณะที่เฉียนหลินไม่ได้ถูกจับทันที เขายังพยายามอ้างว่าไม่รู้เรื่องการปลอมเอกสารและการทำร้ายหลินหยวน แต่หลักฐานจากบัญชี กล้องวงจรปิด และเสียงบันทึกทำให้คำแก้ตัวของเขาอยู่ได้ไม่นาน
เฟยซาเป็นคนมอบไฟล์สนทนาที่เหลือให้ทนายของซิงเย่ เธอไม่ขอให้ซิงเย่ยกโทษ เพียงบอกว่า “ฉันเคยคิดว่าถ้าได้เขามา ฉันจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ฉันไม่รู้ว่าคนที่พร้อมทำร้ายคนอื่นเพื่อรักษาอำนาจ วันหนึ่งก็จะทำแบบเดียวกันกับฉัน”
ซิงเย่ไม่ได้ตอบว่าพวกเธอยังเป็นเพื่อนกันหรือไม่ เธอเพียงบอกให้เฟยซาไปให้ปากคำตามความจริง และหาใครสักคนช่วยดูแลตัวเองในวันที่ทุกอย่างพังลง
คดีดำเนินอยู่นานหลายเดือน บริษัทของซิงเย่ต้องหยุดดำเนินงานบางส่วนเพื่อให้มีการตรวจสอบบัญชี หุ้นที่ถูกโอนออกไปถูกระงับ และทรัพย์สินของตระกูลเฉียนบางรายการถูกอายัดเพื่อชดใช้ความเสียหาย หลินหยวนรอดชีวิต แต่ต้องพักรักษาตัวอยู่ระยะหนึ่ง
โจวหรงชวนถูกดำเนินคดีจากการปลอมเอกสารและยักยอกทรัพย์ ส่วนเฉียนหลินถูกสอบสวนในฐานะผู้ร่วมวางแผน เขาไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในคืนเดียวอย่างในละคร แต่ต้องเผชิญกับหนี้สิน ชื่อเสียงที่พังลง และคดีที่ค่อย ๆ เปิดเผยความจริงของครอบครัวเขาทีละชั้น
วันที่ซิงเย่ได้รับเอกสารยืนยันการหย่า เธอไม่ได้ร้องไห้ เธอเพียงวางปากกาลงและมองลายเซ็นของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง
“คุณไม่อยากพูดอะไรกับเขาหรือ” ทนายถาม
“ไม่ค่ะ” เธอตอบ “ฉันพูดกับเขามามากพอแล้ว ตอนนี้ให้เอกสารพูดแทน”
สุขภาพของเธอยังต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง อาการไม่ได้หายไปอย่างอัศจรรย์ แต่เมื่อความเครียดลดลง เธอก็เริ่มกลับมากินอาหารได้ตามปกติและนอนหลับโดยไม่ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก
จิ้นหังยังคงเป็นหมอของเธอ แต่ไม่เคยใช้ความเจ็บป่วยเป็นข้ออ้างเพื่อบังคับให้เธออยู่ใกล้เขา เขาเคารพทุกครั้งที่เธอต้องการอยู่คนเดียว และเมื่อเธอถามว่าเขายังคิดกับเธออย่างไร เขาก็ตอบเพียงว่า
“ผมไม่อยากให้คุณเลือกผมเพราะคุณสูญเสียคนอื่นไป ผมอยากให้คุณเลือกชีวิตของตัวเองก่อน”
คำพูดนั้นทำให้ซิงเย่เริ่มเชื่อว่าเขาอาจเป็นคนแรกที่ไม่ได้ต้องการครอบครองเธอ
หนึ่งปีต่อมา เธอเปิดถิงหลานหลินจวีอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะทรัพย์สินลับของใคร แต่เป็นรีสอร์ตเล็ก ๆ สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการพักฟื้นริมทะเล รายได้ส่วนหนึ่งใช้ดูแลเด็กที่ต้องรักษาโรคหัวใจ และส่วนหนึ่งนำไปซ่อมแซมท่าเรือเก่าที่พ่อของเธอเคยทำงาน
คุณย่าหลิวกลับมาดูแลบ้านหลังเดิม หลินหยวนเป็นผู้จัดการ และจิ้นหังมาช่วยวางระบบห้องพักฟื้นในวันที่ไม่มีคนไข้
ในเช้าวันเปิดรีสอร์ต ซิงเย่เดินไปที่ชายหาดพร้อมสร้อยรูปดาว เธอไม่ได้ใส่มันไว้ที่คอ แต่แขวนมันไว้บนต้นไม้ต้นเล็กข้างหน้าต่าง ตามคำขอของแม่ที่เขียนไว้ในจดหมายฉบับสุดท้าย
ถ้าลูกกลับมาที่นี่ ขอให้ลูกจำไว้ว่าทะเลไม่เคยถามว่าใครเป็นเจ้าของคลื่น มันเพียงพัดพาทุกคนออกจากฝั่ง แล้วพากลับมาเมื่อถึงเวลา
จิ้นหังยืนอยู่ห่างออกไป ไม่เร่ง ไม่เรียกชื่อเธอ ซิงเย่หันไปมองเขาแล้วเดินกลับมาหาเอง
“วันนี้ฉันอยากกินข้าวต้มทะเล” เธอพูด “แต่ไม่ใช่ถ้วยเดียวนะ”
เขายิ้ม “ผมไม่ห้ามคุณกินสี่ถ้วยแล้ว”
“ดี เพราะฉันหิวมาก”
ทั้งคู่เดินกลับไปทางบ้านพัก ขณะที่แสงอาทิตย์แรกส่องลงบนสร้อยรูปดาวและทำให้มันเปล่งประกายอยู่บนกิ่งไม้
ซิงเย่ยังมีรอยแผลจากชีวิตเดิมอยู่ในหัวใจ แต่คราวนี้เธอไม่ได้กลับบ้านเพื่อรอให้ใครรัก เธอกลับมาเพื่อสร้างบ้านที่ไม่มีใครต้องขออนุญาตจึงจะมีสิทธิ์เป็นตัวเอง