“คุณกำลังจะทำอะไรกับฉัน” ซูออร์โกถาม ขณะถอยหลังจนแผ่นหลังชนกำแพงห้องรับรองในคลับ เสียงหัวเราะของชายฉกรรจ์รอบตัวดังขึ้นพร้อมกับเสียงล็อกประตู เธอไม่รู้ว่าคนขับแท็กซี่ที่เพิ่งช่วยเธอออกจากห้องนั้นเป็นใคร และไม่รู้เลยว่าที่ดินผืนเล็ก ๆ ของครอบครัวกำลังจะทำให้คนหลายคนต้องหายไปจากเจียงเฉิง
หวังหลงยกแก้วเหล้าขึ้นช้า ๆ แล้วมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “พี่ชายของเธอติดเงินฉันอยู่สามแสนหยวน ฉันให้เวลามาหลายเดือนแล้ว เงินไม่มี ก็เอาที่ดินของตระกูลซูมาแลก”
“ที่ดินนั้นเป็นของพ่อกับแม่ฉัน พวกเขาทิ้งไว้ให้ฉันกับพี่ชาย ฉันไม่มีสิทธิ์ขายมัน”
“เธอมีสิทธิ์หรือไม่มีไม่สำคัญ” หวังหลงวางแก้วลง “ฉันให้เลือกสองทาง จ่ายเงินคืนภายในสามวัน หรืออยู่กับฉันคืนนี้ แล้วเราค่อยคุยกันเรื่องหนี้”
ซูออร์โกกำหมัดแน่น เธอรู้ว่าคำว่า “คุยกัน” ของคนอย่างหวังหลงไม่เคยหมายถึงการคุยจริง ๆ พี่ชายของเธอ ซูไห่ ถูกจับเข้าเรือนจำเมื่อเดือนก่อนในข้อหาทำร้ายร่างกายและทำลายทรัพย์สินของกลุ่มสี่ทะเล ก่อนถูกนำตัวไป เขาย้ำกับเธอเพียงประโยคเดียวว่า อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ และอย่ายกที่ดินให้ใคร
เธอจึงเดินทางมายังเจียงเฉิงเพียงลำพัง พร้อมเงินสดไม่ถึงสามร้อยหยวนกับกระเป๋าใบเก่าที่ข้างในมีรูปถ่ายของพ่อแม่และสมุดบัญชีเล่มหนึ่ง แต่ก่อนจะได้หางานสุจริต เธอกลับถูกลูกน้องของหวังหลงตามไปทุกที่ ทั้งข่มขู่ ทั้งบังคับให้ไปทำงานในคลับกลางคืนเพื่อใช้หนี้แทนพี่ชาย
คืนนี้ก็เช่นกัน เธอถูกลากเข้ามาในห้องนี้เพราะปฏิเสธจะเซ็นโอนที่ดิน
“ถ้าฉันไม่เลือกทั้งสองทางล่ะ” เธอถามเสียงสั่น แต่ยังพยายามสบตาเขา
หวังหลงยิ้ม “งั้นพรุ่งนี้รถบดถนนจะไปถึงบ้านของเธอ ที่ดินจะกลายเป็นซากพร้อมกับร้านเก่าของครอบครัว พ่อแม่เธอจะไม่มีแม้แต่ที่ให้วางป้ายหลุมศพ”
คำขู่นั้นทำให้ใบหน้าของเธอซีดลง ร้านเล็ก ๆ ของตระกูลซูตั้งอยู่บนที่ดินริมถนนสายเก่ามานานกว่าสามสิบปี แม้จะเป็นเพียงร้านอาหารกับแผงขายของ แต่เป็นสิ่งเดียวที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ลูกทั้งสอง หากร้านถูกทำลาย ครอบครัวของเธอก็จะไม่เหลืออะไรเลย
ประตูห้องเปิดออกอย่างแรง ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีเข้มเดินเข้ามา เขาไม่ได้แต่งตัวเหมือนนักเลง ไม่มีรอยสัก ไม่มีลูกน้องติดตาม มีเพียงรอยแผลเป็นบาง ๆ ที่ข้อมือซ้ายและสีหน้าเย็นชาจนน่าประหลาด
“คุณเป็นใคร” หวังหลงถาม
ชายหนุ่มไม่ตอบ เขาเดินไปหยุดตรงหน้าลูกน้องคนหนึ่งที่กำลังจับแขนซูออร์โก แล้วบิดข้อมือของอีกฝ่ายจนได้ยินเสียงร้องลั่น ชายคนนั้นปล่อยมือทันที ก่อนถูกผลักกระแทกโต๊ะจนขวดเหล้าหล่นแตก
“เฮ้ย! กล้าทำร้ายคนของฉันเหรอ” หวังหลงลุกพรวด “รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร”
“ไม่รู้ และไม่สนใจ” ชายหนุ่มตอบ
“ฉันเป็นน้องชายของพี่ชัย คนทั้งเจียงเฉิงไม่มีใครกล้าแตะต้องฉัน!”
ชายหนุ่มมองเศษแก้วบนพื้นแล้วพูดเรียบ ๆ “ถ้าอย่างนั้นก็โทรเรียกพี่ชายคุณมา อย่าพูดแทนเขา”
ความเงียบตกลงในห้อง ลูกน้องหลายคนมองหน้ากัน พวกเขาไม่คิดว่าจะมีใครกล้าพูดกับหวังหลงเช่นนี้
ซูออร์โกจำใบหน้าของเขาได้ เขาคือคนขับแท็กซี่ที่มาส่งเธอหน้าคลับเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ตอนแรกเขาเตือนเธอว่าอย่าเข้าไปในสถานที่แบบนี้ แต่เธอตอบกลับอย่างหงุดหงิดว่าเรื่องของเธอ ไม่ต้องยุ่ง หลังจากนั้นเธอจ่ายค่าโดยสารให้เขาเพียงแปดหยวนแล้วเดินเข้าไปโดยไม่หันกลับมามอง
เธอไม่คิดว่าเขาจะตามเข้ามา
“คุณมาทำอะไรที่นี่” เธอกระซิบ
“มารับค่าแท็กซี่” เขาตอบโดยไม่ละสายตาจากหวังหลง “คุณยังจ่ายไม่ครบ”
ในสถานการณ์เช่นนี้ ซูออร์โกแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง แต่ชายหนุ่มกลับเดินไปหยิบกระเป๋าของเธอจากพื้นแล้วส่งคืนให้
“ไปกันเถอะ”
หวังหลงคว้าขวดเหล้าขึ้นมา “ไม่มีใครออกไปจากที่นี่โดยไม่ได้รับอนุญาต”
ขวดถูกเหวี่ยงใส่ศีรษะชายหนุ่ม เขาเอียงตัวหลบ ขวดแตกกระแทกเสาไม้ด้านหลัง จากนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าซูออร์โกจะมองทัน ชายหนุ่มคว้าแขนของคนขว้าง ดึงเข้าหาตัว ใช้ไหล่กระแทกอกจนล้ม แล้วเตะอาวุธที่อีกคนกำลังจะหยิบออกจากเอวให้กระเด็นไปไกล
เขาไม่ได้ต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง ทุกการเคลื่อนไหวสั้น กระชับ และแม่นยำ เหมือนคนที่เคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ไม่นาน ชายฉกรรจ์หกคนก็ลงไปนอนกุมแขนกุมท้องอยู่บนพื้น ส่วนหวังหลงถอยไปติดกำแพง ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง
“นายชื่ออะไร” เขาถาม
“เฉินจือเหวิน”
หวังหลงชะงักเล็กน้อย ชื่อนั้นอาจไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักธุรกิจ แต่คนเก่าของเจียงเฉิงหลายคนเคยได้ยิน เขาเป็นอดีตนักมวยของกองกำลังรักษาความปลอดภัยที่หายตัวไปจากเมืองเมื่อห้าปีก่อน หลังจากพี่ชายของเขาถูกใส่ร้ายจนต้องติดคุก
แต่หวังหลงไม่รู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือคนเดียวกัน
“นายคิดว่าตัวเองเก่งมากหรือ” เขาฝืนหัวเราะ “เบื้องหลังฉันคือกลุ่มสี่ทะเล คนทั้งขาวทั้งดำยังต้องเกรงใจ ถ้านายยังอยากมีชีวิตอยู่ ก็ออกไปจากเรื่องนี้เสีย”
เฉินจือเหวินก้าวเข้าไปใกล้ “ฉันไม่ชอบให้ใครข่มขู่ผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้”
“เธอเป็นหนี้ฉัน!”
“หนี้ของพี่ชายเธอไม่ใช่เหตุผลที่คุณจะบังคับเธอ”
“แล้วนายจะทำอะไร”
เฉินจือเหวินตบหน้าหวังหลงหนึ่งครั้ง เสียงดังชัดเจนจนทุกคนเงียบ
“ครั้งนี้แทนซูออร์โก” เขาพูด “ส่วนครั้งที่สอง แทนคนในชุมชนที่คุณบังคับให้ขายบ้าน”
หวังหลงกุมแก้มด้วยความโกรธ แต่ยังไม่กล้าขยับ
“ครั้งที่สาม แทนพี่ชายของเธอที่คุณลากไปติดคุกด้วยหลักฐานปลอม”
คำพูดสุดท้ายทำให้ซูออร์โกเงยหน้าขึ้น “คุณรู้เรื่องพี่ชายฉันได้อย่างไร”
เฉินจือเหวินยังไม่ตอบ หวังหลงกลับเป็นฝ่ายหลุดสีหน้าตื่นตระหนก เขาสั่งให้ลูกน้องลุกขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าขยับ
“ถ้านายแตะต้องฉัน พี่ชัยจะไม่ปล่อยนายไว้แน่”
“ให้เขามา” เฉินจือเหวินกล่าว “ฉันรออยู่”
หวังหลงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำท่าจะโทร แต่เฉินจือเหวินดึงมันออกจากมือก่อน “คุณจะโทรเรียกใครก็ได้ แต่ก่อนหน้านั้นจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ลูกน้องของคุณ และชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคลับ”
“นายบ้าไปแล้วหรือ”
“สองหมื่นหยวนสำหรับคนที่คุณสั่งให้เข้ามาทำร้ายเธอ”
หวังหลงกัดฟัน เขาไม่ยอมรับเงิน แต่เมื่อเฉินจือเหวินหยิบขวดที่เหลือขึ้นมาและมองไปยังศีรษะของเขา หวังหลงก็รีบควักบัตรออกมา
“ในนี้มีหนึ่งแสนหยวน รหัสคือ 86 นายเอาไป แล้วถือว่าเรื่องจบ”
“เงินนี้เป็นของคุณหรือ”
หวังหลงนิ่งไปครู่หนึ่ง “แน่นอน”
เฉินจือเหวินเก็บบัตรไว้ “ถ้าอย่างนั้นคุณคงไม่กลัวว่าฉันจะตรวจสอบที่มา”
เขาหันไปหาซูออร์โก “ไปได้แล้ว”
เธอไม่ขยับ “ฉันยังไปไม่ได้ พรุ่งนี้พวกเขาจะไปทำลายบ้านของฉัน”
“งั้นก็ไปดูว่าพวกเขามีสิทธิ์ทำหรือไม่”
คืนนั้น เฉินจือเหวินพาซูออร์โกกลับไปยังห้องเช่าเล็ก ๆ ในอาคารเก่าชานเมือง ห้องนั้นเป็นของเขาเอง มีเพียงเตียง โต๊ะพับ และหม้อหุงข้าวใบหนึ่ง เขาเรียกค่าเช่าจากเธอเดือนละสามร้อยหยวน ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ เพราะเห็นว่าเธอไม่มีที่ไป แต่ไม่ได้ใจดีพอจะยกให้ฟรี
ซูออร์โกวางกระเป๋าลงแล้วมองผ้าพันแผลบนแขนเขา “คุณได้รับบาดเจ็บเพราะช่วยฉัน”
“แผลแค่นี้ไม่ตาย”
“อยู่นิ่ง ๆ ฉันจะพันให้”
“คุณทำเป็นหรือ”
“ฉันเคยช่วยพ่อทำแผลตอนทำงานในครัว”
เธอหยิบกล่องยาเก่า ๆ ออกมาจากตู้ แล้วค่อย ๆ เช็ดเลือดที่ข้อมือของเขา เฉินจือเหวินขมวดคิ้วเมื่อสำลีแตะรอยแผล
“เจ็บหรือ”
“ผมเจ็บเพราะช่วยคุณมา ยังจะพันแผลแรง ๆ อีก”
ซูออร์โกชะงัก ก่อนพูดเบา ๆ “ขอบคุณนะ”
“อะไรนะ”
“ฉันบอกว่าขอบคุณ”
“ได้ยินแล้ว” เขาตอบ แต่สีหน้าของเขาอ่อนลงเล็กน้อย
ตอนเช้า ซูออร์โกเห็นรูปถ่ายใบหนึ่งวางอยู่ข้างหมอน เป็นภาพชายหนุ่มสองคนในชุดนักเรียน คนหนึ่งคือเฉินจือเหวิน อีกคนมีหน้าตาคล้ายเขามาก แต่ถูกขีดด้วยปากกาสีดำจนแทบมองไม่เห็น
“พี่ชายคุณหรือ”
เฉินจือเหวินดึงรูปกลับไป “คนที่ตายไปแล้ว”
“ฉันเสียใจด้วย”
“เขายังไม่ตาย” เขาพูดหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “แต่สำหรับคนในเมืองนี้ เขาไม่มีตัวตนอีกแล้ว”
เขาเล่าว่าเมื่อห้าปีก่อน เฉินจื้อหยาง พี่ชายของเขาเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดิน เขาพบว่ากลุ่มสี่ทะเลปลอมแปลงสัญญาซื้อขายและใช้หนี้ปลอมบีบให้ชาวบ้านขายที่ดินราคาถูก แต่ก่อนจะเปิดโปงเรื่องนี้ จื้อหยางกลับถูกกล่าวหาว่ารับสินบนและร่วมมือกับแก๊งค้ายา พยานสำคัญหายตัวไป เอกสารทั้งหมดถูกทำลาย และเขาถูกจำคุก
เฉินจือเหวินพยายามสู้คดีให้พี่ชาย แต่คนในครอบครัวถูกข่มขู่จนต้องย้ายหนี เขาจึงใช้เวลาหลายปีเก็บข้อมูลเงียบ ๆ หาทางพิสูจน์ว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดจากความผิดของพี่ชาย
“แล้วคุณเข้ามายุ่งกับเรื่องของฉันเพราะอะไร” ซูออร์โกถาม
เขามองสมุดบัญชีในกระเป๋าของเธอ “เพราะชื่อของครอบครัวคุณอยู่ในเอกสารชุดเดียวกับคดีของพี่ชายผม”
ซูออร์โกรีบเปิดสมุดบัญชี ด้านในมีรายการเงินฝากและถอนเงินที่พ่อของเธอจดไว้ด้วยลายมือ สิ่งหนึ่งสะดุดตาเธอทันที วันที่พ่อบันทึกว่าได้รับเงินจากกลุ่มสี่ทะเลนั้นอยู่หลังวันที่พ่อเสียชีวิตถึงสองเดือน
“เป็นไปไม่ได้” เธอพึมพำ “พ่อฉันตายก่อนหน้านั้น”
เฉินจือเหวินพลิกดูหน้ากระดาษ “นี่คือเหตุผลที่พวกเขาต้องการสมุดเล่มนี้”
ทั้งสองไปพบหลินเยว่ เพื่อนเก่าของเฉินจือเหวินซึ่งทำงานเป็นเสมียนในสำนักงานที่ดิน เธอเสี่ยงเปิดฐานข้อมูลเก่าให้ดู พบว่าโฉนดของตระกูลซูถูกเปลี่ยนเลขอ้างอิงถึงสองครั้ง โดยมีลายเซ็นของเจ้าหน้าที่คนเดียวกันกับในคดีของจื้อหยาง
แต่ข้อมูลสำคัญกว่านั้นคือเอกสารโอนที่ดินตัวจริงไม่ได้หายไป มันถูกเก็บไว้ในห้องนิรภัยของธนาคารแห่งหนึ่ง โดยผู้มีอำนาจถอนเอกสารคือซูไห่กับพ่อของเขาเท่านั้น
“พี่ชายฉันอยู่ในคุก จะถอนเอกสารได้อย่างไร” ซูออร์โกถาม
หลินเยว่เปิดภาพจากกล้องวงจรปิดเก่า ภาพชายคนหนึ่งสวมหมวกเดินเข้าไปในธนาคารเมื่อสามเดือนก่อน รูปร่าง ท่าทาง และเสื้อแจ็กเก็ตเหมือนซูไห่ทุกอย่าง
ซูออร์โกหน้าซีด “พี่ชายฉันไม่ได้ทำ เขาถูกขังอยู่”
“คนในภาพไม่ใช่เขา” เฉินจือเหวินพูด “ดูที่มือ”
ภาพถูกขยายจนเห็นว่าชายคนนั้นมีแผลเป็นยาวที่หลังมือขวา แต่ซูไห่มีแผลที่มือซ้ายจากอุบัติเหตุในครัวตั้งแต่เด็ก นั่นหมายความว่ามีใครบางคนปลอมตัวเป็นเขาเพื่อถอนเอกสาร
คืนนั้นเอง ห้องเช่าของเฉินจือเหวินถูกค้น ประตูถูกงัด ข้าวของถูกโยนกระจัดกระจาย สมุดบัญชีของซูออร์โกหายไป แต่เธอสังเกตเห็นรอยฝุ่นรูปสี่เหลี่ยมบนชั้นไม้ จึงรู้ว่าคนร้ายไม่ได้ค้นทุกอย่าง พวกเขาต้องการเพียงสิ่งที่คิดว่าเป็นหลักฐาน
“เราควรหนีไปก่อน” เธอพูด
“ถ้าหนี ตอนเช้าร้านของคุณจะถูกทำลาย และพรุ่งนี้คนอื่นอีกหลายสิบครอบครัวจะเสียที่ดิน”
“แต่พวกนั้นมีคนมากกว่า มีเงินมากกว่า พวกเขาอาจฆ่าคุณได้”
เฉินจือเหวินหยิบรูปพี่ชายออกมาจากกระเป๋า “ผมหนีมาห้าปีแล้ว ครั้งนี้จะไม่หนีอีก”
วันรุ่งขึ้น รถบดถนนสามคันจอดหน้าร้านเก่าของตระกูลซู ชาวบ้านพากันออกมายืนขวาง แต่เมื่อเห็นชายฉกรรจ์ถือไม้และเหล็กลงจากรถ ทุกคนก็เริ่มถอย หวังหลงเดินนำกลุ่มเข้ามา เขายังมีรอยช้ำบนใบหน้า แต่ความมั่นใจกลับมาแล้ว
“ลงชื่อย้ายออกเสีย” เขาตะโกน “นี่เป็นคำสั่งของกลุ่มสี่ทะเล”
ซูออร์โกยืนหน้าประตูร้าน ถือแฟ้มเอกสารไว้แน่น “นี่คือโฉนดตัวจริง ไม่มีใครมีสิทธิ์แตะต้องที่ดินผืนนี้”
หวังหลงหัวเราะ “โฉนดที่ไม่มีตราประทับฉบับใหม่ก็เป็นแค่กระดาษ”
“แล้วถ้าฉันมีหลักฐานว่าตราประทับฉบับใหม่ถูกปลอมล่ะ”
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นจากถนน เฉินจือเหวินขับรถแท็กซี่คันเก่ามาจอดขวางหน้ารถบด เขาดับเครื่อง เปิดประตูลงมาเพียงคนเดียว
หวังหลงปรบมือ “พระเอกมาแล้ว นายคิดว่ารถเก่า ๆ ของนายจะหยุดอะไรได้”
“ไม่ได้คิดจะหยุดรถ” เฉินจือเหวินตอบ “ฉันแค่ต้องการให้ทุกคนเห็นว่าใครเป็นคนสั่งมัน”
เขาชี้ไปที่กล้องตัวเล็กบนหลังคาร้าน หลินเยว่กำลังถ่ายทอดภาพสดไปยังโทรศัพท์ของนักข่าวท้องถิ่นหลายคน เธอส่งข้อมูลโฉนด การถอนเอกสาร และรายการเงินให้หน่วยงานตรวจสอบไปแล้ว
หวังหลงชะงัก ก่อนตะโกนให้ลูกน้องทุบกล้อง แต่คนในชุมชนกลับขยับเข้ามาล้อมร้านไว้เป็นวงกว้าง ชายชราที่เคยถูกบังคับให้เซ็นขายบ้านยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพ หญิงเจ้าของร้านข้าง ๆ เปิดลำโพงให้เสียงสนทนาจากเมื่อคืนดังไปทั่วถนน
ทุกคนได้ยินหวังหลงข่มขู่ซูออร์โกเรื่องการแลกที่ดินกับการนอนกับเขา
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ “ไฟล์ปลอม! พวกแกกำลังใส่ร้ายฉัน!”
ทันใดนั้น รถเก๋งสีดำคันหนึ่งหยุดหน้าฝูงชน ชายวัยกลางคนลงจากรถ เขาคือหลิวเฟย ผู้ดูแลโครงการก่อสร้างของกลุ่มสี่ทะเล คนที่หวังหลงอ้างถึงมาตลอด
“พี่หลิว พวกมันกำลังสร้างเรื่อง” หวังหลงรีบเข้าไปหา
หลิวเฟยมองเขาเย็นชา “ฉันบอกให้นายเอาเอกสารมา ไม่ได้บอกให้สร้างปัญหา”
“เอกสารอยู่ในมือผู้หญิงคนนั้น”
หลิวเฟยหันไปมองซูออร์โก “ส่งมา แล้วเรื่องนี้จะจบลง ไม่มีใครทำร้ายเธอ”
ซูออร์โกกำแฟ้มแน่น “ฉันจะส่งให้ตำรวจและศาล ไม่ใช่ให้คุณ”
“เธอคิดว่าคนอย่างเธอจะชนะเราได้หรือ”
“ไม่รู้ว่าจะชนะหรือเปล่า แต่ฉันรู้ว่าถ้าไม่สู้ เราจะแพ้แน่นอน”
หลิวเฟยส่งสัญญาณ ลูกน้องหลายคนเริ่มขยับเข้ามา เฉินจือเหวินยืนขวางซูออร์โกไว้ แต่คราวนี้เขาไม่ได้ต่อยใคร รถตำรวจสองคันเลี้ยวเข้ามาจอดพร้อมรถของหน่วยงานที่ดิน
หลิวเฟยหันไปมองหวังหลงทันที “นายโทรแจ้งตำรวจหรือ”
“ไม่ใช่ผม”
“คนที่แจ้งคือผม” เฉินจือเหวินกล่าว “ตั้งแต่เมื่อคืน”
เจ้าหน้าที่นำหมายตรวจค้นและคำสั่งระงับการรื้อถอนมาแสดง หลิวเฟยยังพยายามอ้างว่าเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบตราประทับในเอกสารก็พบความผิดปกติหลายจุด ทั้งหมายเลขเอกสารซ้ำ ลายเซ็นที่ไม่ตรง และวันที่อนุมัติซึ่งเป็นวันที่สำนักงานปิดทำการ
หวังหลงถูกควบคุมตัวในข้อหาข่มขู่และทำร้ายร่างกาย ส่วนหลิวเฟยยังไม่ถูกใส่กุญแจมือทันที เขาอ้างว่าไม่รู้เรื่องการปลอมแปลงเอกสาร แต่โทรศัพท์ของเขาถูกยึดไปตรวจสอบ และพบข้อความสั่งให้เปลี่ยนเลขโฉนดของชาวบ้านหลายสิบราย
การต่อสู้ไม่ได้จบลงในวันนั้น ทนายของกลุ่มสี่ทะเลยื่นคัดค้านหลายครั้ง รถบดถนนถูกถอนออกไปชั่วคราว แต่โครงการยังคงพยายามใช้ช่องว่างทางกฎหมายกดดันชุมชน ชาวบ้านบางคนกลัวจนอยากขายบ้าน ขณะที่บางคนเริ่มรวมตัวกันเก็บเอกสารและส่งสำเนาให้หน่วยงานต่าง ๆ
ซูออร์โกเองต้องเดินทางไปเรือนจำเพื่อพบพี่ชาย เธอไม่รู้ว่าซูไห่จะอธิบายเรื่องชายในภาพจากธนาคารอย่างไร
เมื่อเห็นน้องสาว เขานิ่งอยู่นานก่อนถาม “เธอได้เจอเฉินจือเหวินแล้วใช่ไหม”
ซูออร์โกหันไปมองเขา “พี่รู้จักเขา?”
“เขาเป็นน้องชายของเจ้าหน้าที่ที่พยายามช่วยฉันเมื่อห้าปีก่อน” ซูไห่ก้มหน้า “ฉันเป็นคนให้สำเนาเอกสารกับพี่ชายเขา แต่คืนนั้นมีคนบุกบ้าน พ่อถูกทำร้าย แม่ตกใจจนเส้นเลือดในสมองแตก หลังจากนั้นฉันถูกจับ”
“แล้วทำไมพี่ไม่บอกฉัน”
“เพราะถ้าพวกเขารู้ว่าเธอมีสมุดบัญชี พวกเขาจะตามไปหาเธอ”
ซูไห่สารภาพว่า ก่อนถูกจับ เขาแอบส่งเอกสารฉบับหนึ่งไปเก็บไว้กับทนายเก่าของครอบครัว แต่ไม่รู้ว่าทนายคนนั้นยังเก็บไว้อยู่หรือไม่ เขายังบอกด้วยว่าคนที่ปลอมตัวไปธนาคารไม่ใช่คนของหวังหลง แต่เป็นเจ้าหน้าที่ในสำนักงานที่ดินซึ่งมีรูปร่างคล้ายเขา
เมื่อกลับถึงบ้าน ซูออร์โกเล่าให้เฉินจือเหวินฟัง เขานิ่งไปนาน ก่อนหยิบกุญแจเก่า ๆ ออกจากกระเป๋า
“พี่ชายผมเคยบอกว่า ถ้าเอกสารหาย ให้ไปหาคนที่ขายชาริมแม่น้ำ เขาเป็นพยานคนสุดท้าย”
ชายขายชาชื่อโจวอันอาศัยอยู่ในเรือเก่า เขาจำคืนเกิดเหตุได้ เพราะเห็นรถของสำนักงานที่ดินจอดหน้าบ้านซูไห่ และเห็นหลิวเฟยออกมาจากรถด้วยตัวเอง แต่เขาไม่กล้าให้การ เนื่องจากลูกสาวถูกข่มขู่ให้เสียงาน
เฉินจือเหวินไม่ได้บังคับเขา เขาเพียงวางเงินค่ารักษาของลูกสาวไว้บนโต๊ะแล้วบอกว่า “เงินนี้เป็นค่าที่คุณเสียเวลาเฝ้าดูแลเธอ ไม่ใช่ค่าซื้อคำให้การ ถ้าคุณไม่อยากพูด ก็ไม่ต้องพูด”
โจวอันมองเขาอยู่นาน ในที่สุดจึงนำกล่องโลหะเก่าออกมา ข้างในมีแฟลชไดรฟ์ที่บันทึกภาพจากกล้องหน้าร้านชา ภาพนั้นไม่ชัดมาก แต่เห็นหลิวเฟยกับเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินขนกล่องเอกสารออกจากบ้านซูไห่ในคืนที่เกิดเหตุ
หลักฐานชิ้นนี้ทำให้คดีของเฉินจื้อหยางถูกเปิดขึ้นมาใหม่ ทนายสามารถยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีอีกครั้งได้ แต่ในขณะเดียวกัน หลิวเฟยพยายามทำลายพยาน เขาส่งคนไปเผาเรือของโจวอันกลางดึก โชคดีที่เฉินจือเหวินกับชาวบ้านไปถึงทันเวลา
คืนนั้นซูออร์โกเห็นเฉินจือเหวินยืนอยู่ริมแม่น้ำ เสื้อของเขาเปียกและมือมีแผลจากกระจกแตก เธอเดินเข้าไปยื่นผ้าขนหนูให้
“คุณช่วยทุกคนไม่ได้หรอก” เธอพูด
“ผมรู้”
“ถ้าคุณตายไป พี่ชายคุณก็ไม่ได้ออกจากคุก ที่ดินของฉันก็ไม่ได้คืน แล้วคนในชุมชนก็ยังถูกข่มขู่”
เฉินจือเหวินรับผ้าขนหนูมา “ผมไม่ได้อยากตาย แต่ถ้าผมไม่ทำอะไรเลย ผมจะใช้ชีวิตเหมือนคนตาย”
ซูออร์โกมองแม่น้ำที่มืดสนิท “ฉันเคยคิดว่าการเข้มแข็งคือไม่ร้องไห้ ไม่ขอความช่วยเหลือ และไม่เป็นหนี้ใคร แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าการยอมให้คนอื่นช่วยไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ”
“แล้วคุณจะคืนเงินค่าเช่าให้ผมไหม”
เธอหัวเราะทั้งที่ตายังแดง “ถ้าคุณยังพูดเรื่องเงินตอนนี้ ฉันจะคิดค่าแรงที่พันแผลให้คุณ”
เป็นครั้งแรกที่เฉินจือเหวินยิ้มอย่างเห็นได้ชัด
สองเดือนต่อมา ศาลมีคำสั่งระงับโครงการก่อสร้างบนที่ดินพิพาททั้งหมด การตรวจสอบพบว่ามีโฉนดปลอมมากกว่าสี่สิบฉบับ เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินถูกพักงานและถูกดำเนินคดี หลิวเฟยถูกตั้งข้อหาหลายกระทงจากการปลอมแปลงเอกสาร ข่มขู่พยาน และสั่งทำลายทรัพย์สิน
หวังหลงยอมรับความผิดบางส่วนเพื่อแลกกับการลดโทษ เขายืนยันว่าตนเป็นเพียงคนรับคำสั่ง แต่ข้อความในโทรศัพท์พิสูจน์ว่าเขาเป็นคนข่มขู่ชาวบ้านและบังคับซูออร์โกเอง เขาต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่คลับ ร้านค้า และผู้คนที่ถูกทำร้าย ส่วนเงินหนึ่งแสนหยวนที่มอบให้เฉินจือเหวินถูกอายัดเพื่อตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับเงินผิดกฎหมายหรือไม่
ซูไห่ได้รับการพิจารณาคดีใหม่ พยานและเอกสารที่เคยถูกซ่อนทำให้ศาลยกฟ้องข้อหาหลัก เหลือเพียงคดีทำลายทรัพย์สินซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการปะทะกับคนของกลุ่มสี่ทะเล เขาได้รับโทษรอลงอาญาและต้องชดใช้ค่าเสียหายส่วนหนึ่ง แต่ในวันที่ออกจากเรือนจำ เขาได้กลับบ้านในฐานะคนบริสุทธิ์ ไม่ใช่ชายที่ทุกคนเรียกว่าอาชญากรอีกต่อไป
ร้านเก่าของตระกูลซูยังมีรอยแตกร้าวจากการถูกทุบทำลาย ซูออร์โกไม่ขายที่ดิน เธอซ่อมร้านใหม่โดยใช้ไม้จากประตูเดิมที่ยังไม่ถูกเผา ส่วนชาวบ้านช่วยกันลงแรงและเปิดบัญชีร่วมเพื่อป้องกันไม่ให้ใครนำโฉนดไปกู้เงินโดยพลการ
เฉินจือเหวินเลิกขับแท็กซี่ในวันที่พี่ชายกลับบ้าน เขาเปิดสำนักงานเล็ก ๆ รับตรวจสอบเอกสารที่ดินให้คนในชุมชน โดยติดรูปของเฉินจื้อหยางไว้บนผนัง ไม่ใช่เพื่อรื้อฟื้นความแค้น แต่เพื่อเตือนตัวเองว่าความเงียบของคนดีสามารถทำให้คนชั่วมีเวลามากเกินไป
ซูออร์โกยังคงจ่ายค่าเช่าให้เขาทุกสิ้นเดือน แม้ห้องนั้นจะกลายเป็นสำนักงานไปแล้ว เธอยืนยันว่าความช่วยเหลือกับหนี้สินเป็นคนละเรื่องกัน และเธอไม่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการติดค้างใคร
เช้าวันหนึ่ง เธอวางธนบัตรสามร้อยหยวนลงบนโต๊ะ พร้อมค่าน้ำค่าไฟที่คำนวณไว้อย่างละเอียด
เฉินจือเหวินมองเงินแล้วถาม “ตอนนี้คุณมีร้านเป็นของตัวเอง มีรายได้ และมีคนคอยช่วยเหลือ ยังจะเช่าห้องผมอีกหรือ”
“จนกว่าฉันจะคืนครบทุกหยวน”
“คุณคืนครบไปตั้งนานแล้ว”
ซูออร์โกส่ายหน้า “เงินอาจครบแล้ว แต่ตอนที่ฉันมาถึงเจียงเฉิง คุณเป็นคนแรกที่ไม่ถามว่าฉันจะเอาอะไรมาแลกกับความช่วยเหลือ ฉันอยากจำเรื่องนั้นไว้”
เฉินจือเหวินไม่ได้ตอบ เขาหยิบกุญแจห้องเก่าขึ้นมาแล้ววางลงบนฝ่ามือเธอ
“ถ้าอย่างนั้นเก็บไว้”
“ทำไม”
“วันไหนคุณรู้สึกว่าไม่มีที่ไป ให้กลับมาได้”
ซูออร์โกกำกุญแจแน่น คราวนี้เธอไม่ได้ขอบคุณด้วยเสียงเบา ๆ เหมือนคืนแรก แต่ยิ้มให้เขาตรง ๆ
หน้าร้านตระกูลซูมีป้ายไม้ใหม่แขวนอยู่ ใต้ชื่อร้านมีประโยคที่พ่อของเธอเคยเขียนไว้ในสมุดบัญชีว่า ที่ดินอาจถูกแย่งได้ แต่บ้านจะยังอยู่ตราบใดที่คนในบ้านไม่ยอมปล่อยมือกัน
หลายเดือนหลังจากนั้น รถแท็กซี่คันเก่าถูกขายไปเพื่อใช้เป็นทุนซ่อมแซมร้าน เฉินจือเหวินเก็บป้ายทะเบียนไว้ในลิ้นชัก ข้าง ๆ รูปถ่ายของพี่ชายและกุญแจห้องเช่าใบสำรอง
ส่วนซูออร์โกไม่เคยกลับเข้าไปในห้องรับรองของหวังหลงอีกเลย เธอเดินผ่านคลับแห่งนั้นทุกครั้งโดยไม่ก้มหน้า เพราะเธอรู้แล้วว่าความกลัวไม่ได้หายไปในวันที่คนร้ายถูกจับ ความกลัวค่อย ๆ สูญเสียอำนาจในวันที่เธอตัดสินใจว่าจะไม่ยอมแลกบ้านของตัวเองกับความปลอดภัยชั่วคืน
และทุกสิ้นเดือน เมื่อเธอวางเงินสามร้อยหยวนบนโต๊ะ เฉินจือเหวินจะเลื่อนมันกลับมาให้ครึ่งหนึ่งพร้อมพูดว่า “ค่าเช่าลดแล้ว คุณช่วยดูแลร้านให้ผมแทนก็พอ”
เธอจึงเก็บเงินไว้ไม่ได้ และวางมันกลับคืนที่เดิม
เพราะบางสิ่งไม่ควรใช้หนี้ด้วยเงิน แต่ควรตอบแทนด้วยการอยู่เคียงข้างกัน จนกว่าบ้านที่เกือบถูกทำลายจะกลับมามีเสียงหัวเราะอีกครั้ง