บัตรสีดำใบเล็กหล่นจากมือของหญิงชราลงบนพื้นหินอ่อน ก่อนที่การ์ดรักษาความปลอดภัยจะยื่นมือมาจับแขนเธอเหมือนกำลังพาคนก่อเรื่องออกจากอาคาร
“อย่าแตะต้องคุณป้า” เจียงเหนียนชิวก้าวมายืนขวาง แม้เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย “เธอเป็นลูกค้าที่เข้ามาดูบ้าน และฉันกำลังพาชมอยู่”
เย่ซูเวยหัวเราะหยันอยู่ข้างเคาน์เตอร์ขาย “ลูกค้าอะไรคะ แต่งตัวเหมือนเพิ่งกลับจากตลาด จะซื้อบ้านสองร้อยกว่าตารางเมตรเนี่ยนะ? เธอเข้ามาตากแอร์มากกว่า”
หญิงชราผมสีดอกเลานิ่งเงียบ มือข้างหนึ่งกำกระเป๋าผ้าเก่าจนแน่น อีกข้างยังมีรอยแดงจากการถูกผลักเมื่อครู่ เธอมองเหนียนชิว ไม่ได้ขอให้ช่วย ไม่ได้ร้องโวยวาย เพียงแต่สายตาคู่นั้นทำให้เด็กสาวรู้สึกเหมือนกำลังถูกทดสอบในเรื่องที่ใหญ่กว่ายอดขายบ้านหนึ่งหลัง
“ฉันบอกแล้วว่าอยากดูบ้านสำหรับลูกชาย” หญิงชราพูดช้าๆ “ถ้าพวกคุณไม่สะดวก ฉันก็จะไป”
“สะดวกค่ะ” เหนียนชิวตอบทันที “ฉันจะพาไปดูเอง”
เย่ซูเวยกระแทกแฟ้มลงบนโต๊ะ “เธอจะเสียเวลากับคนแบบนี้จริงเหรอ? วันนี้แม่ของแฟนฉันจะมาที่นี่ ถ้าเธอทำให้สำนักงานขายวุ่นวายจนท่านไม่พอใจ เธอรับผิดชอบไหวไหม”
เหนียนชิวไม่ตอบโต้ เธอเพียงเก็บบัตรสีดำขึ้นมา เช็ดฝุ่นเบาๆ ด้วยผ้าเช็ดหน้าของตัวเอง แล้วส่งคืนให้หญิงชราอย่างสุภาพ
“คุณป้าเชิญทางนี้ค่ะ”
สามเดือนก่อน เจียงเหนียนชิวเพิ่งย้ายจากสาขาเล็กนอกเมืองมาทำงานที่สำนักงานขายโครงการเยว่ฝู เธอไม่ได้มีเส้นสาย ไม่ได้แต่งตัวโดดเด่น และยอดขายของเธอก็ต่ำที่สุดในทีม เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ถูกแบ่งไปให้พนักงานอาวุโสที่พูดเก่งกว่าและมีรายชื่อคนรวยอยู่ในมือ
แต่เหนียนชิวจำกฎข้อแรกที่ผู้จัดการเคยอ่านให้ฟังในวันปฐมนิเทศได้แม่นยำกว่าทุกคน
ห้ามตัดสินลูกค้าจากการแต่งกาย และห้ามปฏิเสธผู้เข้าชมโดยไม่มีเหตุผลด้านความปลอดภัย
สำหรับคนอื่น มันอาจเป็นเพียงประโยคในคู่มือบริษัท แต่สำหรับเหนียนชิว มันคือเรื่องที่พ่อสอนมาตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ พ่อเคยขับแท็กซี่และมักพูดว่า คนที่นั่งเบาะหลังอาจมีเงินมากหรือน้อยก็ได้ แต่ทุกคนมีวันที่เหนื่อย มีวันที่อับอาย และไม่มีใครสมควรถูกเหยียบเพราะเสื้อผ้าที่ใส่
เธอพาหญิงชราเดินไปยังบ้านตัวอย่างหลังใหญ่ที่สุดของโครงการ บ้านมีสี่ห้องนอน สามห้องน้ำ ห้องนอนชั้นล่างถูกออกแบบให้มีห้องน้ำในตัว ราวจับในทางเดิน และประตูที่กว้างพอสำหรับรถเข็น
“แบบนี้ดีค่ะ” เหนียนชิวอธิบาย “ถ้าผู้สูงอายุอยู่ด้วยจะเดินสะดวก อีกอย่าง บ้านหันเหนือใต้ ลมผ่านดี ไม่ร้อนเกินไปตอนบ่าย”
หญิงชรายืนมองราวจับข้างผนังอยู่นาน “เธอจำรายละเอียดพวกนี้ได้เพราะอะไร”
“คุณยายฉันเคยล้มในห้องน้ำค่ะ” เหนียนชิวยิ้มบางๆ “หลังจากนั้นฉันเลยดูบ้านไม่เหมือนเดิม บ้านสวยอย่างเดียวไม่พอ ต้องอยู่แล้วปลอดภัยด้วย”
คำตอบนั้นทำให้แววตาหญิงชราอ่อนลง เธอเดินต่อไปที่ห้องครัว เห็นเหนียนชิวเปิดตู้ให้ดูอย่างละเอียด อธิบายวัสดุ พื้นที่เก็บของ และบริการของคลินิกชุมชนในโครงการโดยไม่เคยแสดงสีหน้ารำคาญ
ระหว่างที่ยกถ้วยชาขึ้นวางบนโต๊ะ หญิงชราสังเกตเห็นรอยแผลยาวบนท่อนแขนของเหนียนชิว
“แผลนั้นได้มายังไง”
เหนียนชิวชะงักไปเพียงครู่เดียว “อุบัติเหตุรถยนต์เมื่อสามปีก่อนค่ะ”
“เธออยู่ในรถ?”
“เปล่า ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านไป เห็นรถคันหนึ่งชนราวกั้นอยู่ข้างถนน คนขับหมดสติ ประตูติด ฉันโทรเรียกรถพยาบาล แล้วช่วยทุบกระจกด้านข้างจนแขนโดนบาด”
หญิงชรายืนนิ่ง ถ้วยชาในมือสั่นจนเกิดเสียงกระทบจานรองเบาๆ
“คนขับชื่ออะไร”
“ตอนนั้นฉันไม่รู้ค่ะ” เหนียนชิวส่ายหน้า “พอรถพยาบาลมาถึง ฉันก็ไปโรงพยาบาลเอง วันหลังมีคนมาถามชื่อที่สถานีตำรวจ แต่ตอนนั้นฉันเพิ่งต้องลาออกจากงานเดิมเพื่อดูแลยาย เลยไม่ได้ติดตามอะไรต่อ”
“รถคันนั้นเป็นสีดำใช่ไหม” หญิงชราถามเสียงเบาลง “กระจกหน้ามีสติกเกอร์รูปดาวเล็กๆ ตรงมุมซ้าย?”
เหนียนชิวเงยหน้ามอง “คุณป้ารู้ได้ยังไงคะ”
หญิงชรายังไม่ทันตอบ เย่ซูเวยก็เดินเข้ามาพร้อมชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพง ชายคนนั้นคือผู้จัดการซุน หัวหน้าสำนักงานขาย ผู้ที่กำลังพยายามรักษารอยยิ้มไว้เพราะเย่ซูเวยเป็นแฟนของหลู่หมิงเฉิน ประธานบริหารหนุ่มของกลุ่มบริษัทหลู่
“นี่ไงครับ คนที่สร้างปัญหา” เย่ซูเวยรีบพูด “คุณซุนคะ หญิงคนนี้ไม่มีทางซื้อบ้านได้ แต่เหนียนชิวยังพาเข้าบ้านตัวอย่าง แถมทำให้ลูกค้า VIP ที่ฉันนัดไว้ต้องรอ”
ผู้จัดการซุนมองหญิงชราอย่างประเมินค่าเพียงแวบเดียว ก่อนหันไปตำหนิเหนียนชิว “เธอทำงานมานานพอจะรู้ว่าต้องจัดลำดับลูกค้า พาคุณป้าออกไปพักตรงโถงก่อน แล้วกลับมารับแขกของคุณเย่”
“แต่คุณป้ากำลังดูบ้านค่ะ” เหนียนชิวตอบ
“ฉันบอกให้ทำ”
หญิงชรายกมือห้าม “ไม่เป็นไรหนู ฉันไม่อยากให้เธอเดือดร้อน”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้เหนียนชิวตัดสินใจชัดขึ้น เธอรู้ว่าถ้ายอมถอยวันนี้ คนที่ถูกเหยียดจะถูกไล่ออกไป และคนที่เหยียดก็จะได้เรียนรู้ว่าอำนาจซื้อทุกอย่างได้
“ขอโทษค่ะคุณซุน” เธอพูด “แต่ลูกค้าท่านนี้ขอชมบ้าน ฉันจะทำหน้าที่ของฉันให้จบ”
เย่ซูเวยเบ้ปาก “ทำเป็นมีหลักการนักนะ ถ้าคุณป้าคนนี้จ่ายเงินดาวน์ได้สองแสนบาท ฉันจะคุกเข่าขัดรองเท้าให้เลย แต่ถ้าจ่ายไม่ได้ เธอสองคนต้องออกไปจากที่นี่พร้อมกัน”
ผู้จัดการซุนไม่ห้าม เขากลับมองเหนียนชิวเหมือนรอให้เด็กสาวยอมแพ้
หญิงชราค่อยๆ หันมาหาเย่ซูเวย “เธอพูดเองนะ”
“พูดเองค่ะ” เย่ซูเวยตอบอย่างมั่นใจ “แต่คุณป้าคงไม่คิดว่าถือบัตรปลอมแล้วจะหลอกใครได้หรอกนะ”
หญิงชราหยิบบัตรสีดำจากกระเป๋าผ้า วางลงบนโต๊ะรับรอง และโทรออกเพียงสายเดียว
“อารงหรือเปล่า” เธอพูดกับปลายสาย “โอนเงินเต็มจำนวนสำหรับบ้านตัวอย่างหมายเลขสิบแปดเข้าบัญชีโครงการภายในครึ่งชั่วโมงนะ และส่งสำเนาสัญญาให้ฝ่ายกฎหมายด้วย”
เธอหยุดฟังครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ใช่ ซื้อในชื่อฉัน หลู่เหวินหลาน”
ชื่อดังกล่าวทำให้สีหน้าผู้จัดการซุนซีดลงทันที หลู่เหวินหลานไม่ใช่แค่ลูกค้า เธอคือผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทหลู่ มารดาของหลู่หมิงเฉิน และประธานกรรมการที่ยังถือหุ้นใหญ่ที่สุดของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้
แต่เย่ซูเวยไม่เคยพบเธอตัวจริงมาก่อน หลู่หมิงเฉินเพียงบอกว่าแม่ใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่ชอบพิธีรีตอง เย่ซูเวยจึงเตรียมตัวจะเอาใจ “คุณแม่สามีในอนาคต” ด้วยชุดหรู ดอกไม้ราคาแพง และคำพูดที่ซ้อมมาทั้งคืน โดยไม่เคยคิดว่าหญิงชราผู้สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีซีดตรงหน้าคือคนเดียวกัน
“เป็นไปไม่ได้” เย่ซูเวยพึมพำ “คุณซุน เธอจ้างคนมาแสดงละครแน่ๆ”
ไม่ถึงยี่สิบนาทีต่อมา รถตู้ของฝ่ายการเงินจอดหน้าสำนักงานขาย เจ้าหน้าที่สองคนเดินเข้ามาพร้อมเอกสารยืนยันการโอนเงินเต็มจำนวน ผู้จัดการซุนรับกระดาษด้วยมือที่เย็นเฉียบ ยอดเงินหลายสิบล้านบาทปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน
หญิงชราหันไปหาเหนียนชิว “บ้านหลังนี้เป็นยอดขายของเธอ จัดทำสัญญาให้เรียบร้อยนะ”
เหนียนชิวยังยืนงง “แต่คุณป้า… คุณหลู่คะ ฉันไม่ทราบจริงๆ ว่า…”
“ดีแล้วที่ไม่ทราบ” หลู่เหวินหลานตอบ “ถ้าเธอรู้ ฉันคงไม่แน่ใจว่าเธอสุภาพเพราะอะไร”
เย่ซูเวยพยายามตั้งสติ เธอรีบยิ้มและก้าวเข้าไป “คุณแม่คะ หนูคือซูเวยค่ะ หมิงเฉินน่าจะเคยเล่าให้ฟัง… เมื่อกี้นี้หนูแค่กังวลเรื่องความปลอดภัยของโครงการ”
หลู่เหวินหลานมองเธอโดยไม่รับคำเรียกนั้น “ฉันไม่ใช่แม่ของเธอ”
ประโยคสั้นๆ ทำให้ทั้งสำนักงานเงียบสนิท
“ส่วนเรื่องความปลอดภัย” หญิงชราพูดต่อ “ฉันเห็นเธอสั่งให้รปภ.จับแขนคนที่อายุมากกว่าแม่ของตัวเอง ฉันเห็นเธอหัวเราะตอนพูดว่าเขาไม่มีเงินพอซื้อกระเบื้องห้องน้ำ และฉันเห็นผู้จัดการยืนมองโดยไม่ทำอะไร”
เธอไม่ได้ขึ้นเสียง แต่ผู้จัดการซุนก้มหน้าลงทันที
ในจังหวะนั้นเอง หลู่หมิงเฉินเดินเข้ามา เขารีบร้อนเพราะได้รับโทรศัพท์จากมารดาว่าเกิดเรื่องที่สำนักงานขาย ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ มีท่าทางสุขุมเย็นชาอย่างคนที่คุ้นกับการประชุมและการตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่เมื่อเห็นรอยแดงบนข้อมือแม่ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
“แม่เป็นอะไร”
เย่ซูเวยรีบเดินเข้าหา “หมิงเฉิน เรื่องมันเข้าใจผิดค่ะ คุณแม่ไม่ยอมบอกตัวตน หนูเลย…”
“ต่อให้แม่ไม่ใช่แม่ผม” เขาตัดบท “คุณก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติกับใครแบบนั้น”
เย่ซูเวยนิ่งงัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงห่างเหินต่อหน้าคนอื่น
หลู่เหวินหลานหันไปทางเหนียนชิว “หมิงเฉิน จำแผลบนแขนเธอได้ไหม”
ชายหนุ่มมองตาม สายตาหยุดอยู่ที่รอยแผลยาว เขาขมวดคิ้วราวกับพยายามดึงบางสิ่งจากความทรงจำ แล้วภาพหนึ่งก็กลับมาอย่างชัดเจน—กลิ่นน้ำมันเบนซิน ฝนที่กระหน่ำกระจก เสียงผู้หญิงตะโกนเรียกรถพยาบาล และมือเปื้อนเลือดที่พยายามปลดเข็มขัดนิรภัยให้เขา
“คุณ…” เขาพูดช้าๆ “คุณคือคนที่ช่วยผมจากรถเมื่อสามปีก่อน”
เหนียนชิวอึดอัดกับสายตาทุกคู่ “ฉันแค่ทำสิ่งที่คนผ่านไปมาควรทำค่ะ”
“ผมตามหาคุณมาตลอด” หมิงเฉินตอบ “ตำรวจบอกว่าคนช่วยเหลือไม่ยอมรับเงิน ไม่ยอมทิ้งข้อมูลไว้ นอกจากชื่อเล่นที่พยาบาลได้ยินว่า ‘เหนียน’”
“ตอนนั้นฉันไม่อยากรับอะไรจริงๆ ค่ะ” เธอพูด “พอเห็นคนกำลังจะตาย ใครจะคิดเรื่องค่าตอบแทน”
หลู่เหวินหลานมองลูกชาย แล้วจึงมองเย่ซูเวย “คนหนึ่งช่วยชีวิตลูกชายฉันโดยไม่ถามว่าเขารวยหรือจน อีกคนเห็นหญิงแก่แต่งตัวธรรมดาแล้วตัดสินว่าไม่มีคุณค่า ฉันคิดว่าความแตกต่างคงชัดพอแล้ว”
เย่ซูเวยหน้าแดงด้วยความอับอาย แต่ความอับอายของเธอไม่ใช่ความสำนึกผิดทั้งหมด ส่วนหนึ่งคือความกลัวว่าทุกอย่างที่เธอวางแผนไว้จะพังลงต่อหน้าต่อตา
เย็นวันนั้น หลู่เหวินหลานเรียกประชุมฉุกเฉินกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและฝ่ายตรวจสอบภายใน เธอไม่ได้สั่งไล่ใครออกทันที เพราะเธอรู้ว่าการตัดสินใจด้วยอารมณ์ไม่ต่างจากการเหยียดคนด้วยเสื้อผ้า
กล้องวงจรปิดถูกตรวจสอบ คำให้การของรปภ. พนักงานต้อนรับ และลูกค้าอีกสองรายถูกบันทึกไว้ หลักฐานยืนยันว่าเย่ซูเวยเคยเลือกปฏิบัติกับผู้เข้าชมหลายครั้ง เธอใช้ชื่อของหลู่หมิงเฉินกดดันพนักงาน และสั่งให้ผู้จัดการซุนแก้ไขรายงานร้องเรียนเพื่อไม่ให้เรื่องไปถึงสำนักงานใหญ่
ผู้จัดการซุนถูกพักงานระหว่างการสอบสวน เพราะปล่อยให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวมีผลต่อการบริหารสาขา เย่ซูเวยถูกยกเลิกสัญญาที่ปรึกษาการตลาด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เธอได้รับจากการฝากฝังของเขา ไม่ใช่จากผลงาน
ส่วนเหนียนชิวได้รับข้อเสนอให้เป็นหัวหน้าทีมขายแทนผู้จัดการซุนชั่วคราว
เธอปฏิเสธในครั้งแรก
“ฉันเพิ่งมาทำงานไม่นานค่ะ ยอดขายก็ไม่ได้ดีที่สุด” เธอบอกหลู่เหวินหลานในห้องรับรองที่เงียบกว่าตอนเกิดเรื่องมาก “ถ้าแต่งตั้งเพราะฉันเคยช่วยคุณหมิงเฉิน คนอื่นจะคิดว่าฉันมีเส้นเหมือนกัน”
หลู่เหวินหลานพยักหน้าอย่างพอใจ “ฉันไม่ได้เสนอเพราะเรื่องนั้น ฉันเสนอเพราะตอนที่ทุกคนเลือกเอาตัวรอด เธอยังเลือกทำสิ่งที่ถูก แม้รู้ว่าจะเสียงาน”
“แต่ความกล้าครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าฉันบริหารคนได้”
“ถูกต้อง” หญิงชราตอบ “เพราะอย่างนั้นเธอจะได้ตำแหน่งรักษาการสามเดือน มีทีมพี่เลี้ยง มีเป้าหมายชัดเจน และมีสิทธิ์ปฏิเสธ ถ้าสามเดือนแล้วเธอทำไม่ได้ เราจะหาคนที่เหมาะกว่า”
เหนียนชิวเงียบไปนาน ก่อนตอบว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันขอรับค่ะ แต่มีเงื่อนไขหนึ่ง ฉันไม่อยากให้ใครถูกย้ายหรือถูกลดค่าคอมมิชชันเพียงเพื่อเปิดทางให้ฉัน”
“ตกลง” หลู่เหวินหลานกล่าว “เริ่มจากทำให้ที่นี่เป็นที่ที่พนักงานไม่ต้องกลัวจะพูดความจริงก่อน”
การรับตำแหน่งใหม่ไม่ได้ทำให้ชีวิตเหนียนชิวง่ายขึ้น พนักงานบางคนกระซิบว่าเธอได้ดีเพราะช่วยชีวิตประธาน บางคนไม่พอใจที่เด็กสาวอายุน้อยกว่ามาสั่งงาน ขณะที่เย่ซูเวยยังไม่ยอมปล่อยเรื่องจบ เธอส่งข้อความหาหมิงเฉินทุกวัน บอกว่าตัวเองถูกใส่ร้าย และกล่าวหาเหนียนชิวว่าแสร้งทำเป็นคนดีเพื่อแย่งทุกอย่าง
หมิงเฉินไม่ตอบข้อความเหล่านั้น เขาไม่ได้หลงรักเหนียนชิวในทันที และเหนียนชิวก็ไม่ได้ต้องการความสงสารจากเขา สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ได้พูดกันบ่อยขึ้นคือการปรับปรุงสำนักงานขายตามคำสั่งของหลู่เหวินหลาน
เหนียนชิวเสนอให้ติดป้ายราคาบ้านและเงื่อนไขการจองอย่างโปร่งใส แบ่งลูกค้าตามลำดับที่มาถึงแทนการเลือกจากการแต่งตัว จัดเก้าอี้พักสำหรับผู้สูงอายุ และฝึกพนักงานให้ถามความต้องการก่อนถามงบประมาณ
“คุณรู้ไหมว่าการทำแบบนี้อาจทำให้ยอดขายช่วงแรกช้าลง” หมิงเฉินถามวันหนึ่ง ขณะเดินดูพื้นที่ต้อนรับที่กำลังปรับปรุง
“รู้ค่ะ”
“แล้วทำไมยังยืนยัน”
“เพราะถ้ายอดขายดีจากการหลอกว่ามีบ้านเหลือไม่กี่หลัง หรือจากการประจบเฉพาะคนที่ดูรวย มันไม่ใช่ยอดขายที่ฉันภูมิใจ” เธอหันมามองเขา “บริษัทคุณอาจมองว่ามันเป็นเรื่องเล็ก แต่คนที่ซื้อบ้านเขาเอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาวางตรงหน้าเรา”
หมิงเฉินนิ่งไป เขาไม่เคยถูกใครพูดถึงบริษัทของเขาด้วยสายตาที่ทั้งตรงไปตรงมาและไม่ประจบเช่นนั้น
“ไม่ใช่บริษัทผมคนเดียว” เขาพูดในที่สุด “แม่ผมสร้างมันมากับพ่อ และคนหลายพันคนทำงานอยู่ในนั้น”
“งั้นยิ่งควรรักษามันให้ดีค่ะ”
สามเดือนผ่านไป สำนักงานขายเยว่ฝูมียอดร้องเรียนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ยอดจองจากครอบครัวทั่วไปเพิ่มขึ้น แม้ไม่มีการตกแต่งหรูหราฟุ่มเฟือยเหมือนเดิม พนักงานที่เคยกลัวเย่ซูเวยเริ่มกล้ารายงานปัญหา และรปภ.คนที่วันนั้นเกือบจับแขนหลู่เหวินหลานได้ขอโทษด้วยตัวเอง เขาบอกว่าเขากลัวเสียงานจึงทำตามคำสั่ง
เหนียนชิวไม่ได้ปลอบว่าเขาไม่ผิด เธอเพียงบอกว่า “ครั้งหน้า ถ้าคำสั่งทำให้คนอื่นเจ็บ คุณต้องถามก่อนว่าคุณกำลังปกป้องอะไร”
ผลการสอบสวนของบริษัทออกมาในเดือนถัดมา ผู้จัดการซุนถูกลดตำแหน่งและย้ายไปอบรมด้านจริยธรรมการขาย เขาไม่ถูกไล่ออกเพราะไม่พบการทุจริตทางการเงิน แต่ถูกตัดโบนัสและอำนาจจัดสรรลูกค้า ส่วนเย่ซูเวยไม่ได้มีตำแหน่งในบริษัทให้ต้องปลด เธอสูญเสียเพียงโอกาสที่เคยได้มาจากการอ้างชื่อคนอื่น
เธอนัดพบเหนียนชิวที่ร้านกาแฟใกล้โครงการโดยไม่บอกใคร
“เธอพอใจหรือยัง” เย่ซูเวยถามทันที “ฉันเสียทุกอย่างเพราะเธอ”
เหนียนชิววางแก้วน้ำลง “คุณไม่ได้เสียทุกอย่างเพราะฉัน คุณเสียเพราะสิ่งที่คุณพูดและทำต่อหน้าคนจำนวนมาก”
“เธอไม่เข้าใจหรอก ฉันพยายามมาตลอดเพื่อให้เหมาะกับหมิงเฉิน ฉันมาจากครอบครัวธรรมดา ฉันต้องพิสูจน์ว่าฉันคู่ควรกับเขา”
“การพิสูจน์ตัวเองไม่จำเป็นต้องทำให้คนอื่นต่ำกว่า”
เย่ซูเวยเม้มปาก น้ำตาคลออยู่ครู่หนึ่งก่อนเปลี่ยนเป็นความแข็งกระด้าง “แล้วเธอล่ะ? เธอคิดว่าคุณหลู่สนับสนุนเธอเพราะเธอเก่งจริงหรือ? ถ้าวันนั้นไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีรอยแผลบนแขน เธอก็ยังเป็นแค่พนักงานยอดขายต่ำสุด”
คำพูดนั้นแทงเข้าจุดที่เหนียนชิวหวาดกลัวที่สุด เพราะลึกลงไป เธอก็เคยถามตัวเองเหมือนกัน
คืนนั้นเธอเขียนใบลาออกไว้หนึ่งฉบับ แต่ยังไม่ส่ง เช้าวันต่อมา หลู่เหวินหลานมาที่สำนักงานขายโดยไม่มีคนติดตาม เธอเห็นซองเอกสารบนโต๊ะและอ่านความลังเลบนใบหน้าเหนียนชิวได้
“เธอจะหนีเพราะคำพูดของคนที่ไม่เคยรับผิดชอบคำพูดตัวเองหรือ”
“ฉันไม่อยากเป็นภาระให้บริษัทค่ะ”
“บริษัทที่ดีต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือเส้นสาย และอะไรคือโอกาส” หลู่เหวินหลานกล่าว “ฉันให้โอกาสเธอ แต่เธอเป็นคนทำงานจนมันกลายเป็นผลงาน ถ้าเธอลาออกเพราะกลัวคำนินทา เธอกำลังยกสิทธิ์ตัดสินชีวิตให้คนที่ดูถูกเธอ”
เหนียนชิวฉีกใบลาออกทิ้งต่อหน้าหญิงชรา
วันเดียวกันนั้น หมิงเฉินยุติความสัมพันธ์กับเย่ซูเวยอย่างเป็นทางการ เขาไม่ได้ทำเพราะมีใครใหม่ แต่เพราะเขายอมรับว่าตัวเองก็มีส่วนผิด เขารู้มานานว่าเย่ซูเวยชอบใช้นามสกุลหลู่เปิดทางให้ตัวเอง เขาเลือกมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กและไม่อยากมีปัญหา
“ผมปล่อยให้คุณเชื่อว่าอำนาจของผมเป็นของคุณ” เขาบอกเธออย่างสงบ “และปล่อยให้คนอื่นจ่ายราคาสำหรับความเงียบของผม ผมขอโทษที่ไม่หยุดมันเร็วกว่านี้ แต่เราไปต่อไม่ได้”
เย่ซูเวยร้องไห้และขอให้เขาให้โอกาสอีกครั้ง หมิงเฉินไม่ได้ตอบด้วยความโกรธ เขาเพียงบอกว่าโอกาสไม่ใช่สิ่งที่มีไว้ใช้ซ้ำโดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไร แล้วเดินออกจากร้านไป
หลังจากนั้นหลายเดือน เขากับเหนียนชิวยังรักษาระยะห่าง พวกเขาทำงานร่วมกัน พูดคุยเรื่องแผนปรับปรุงโครงการ และบางครั้งไปเยี่ยมยายของเหนียนชิวที่บ้านพักฟื้น หมิงเฉินไม่เคยเอ่ยเรื่องความรักง่ายๆ เขารู้ว่าความช่วยเหลือเมื่อสามปีก่อนไม่ใช่หนี้บุญคุณที่เอามาผูกชีวิตใครได้
จนกระทั่งวันส่งมอบบ้านหมายเลขสิบแปด หลู่เหวินหลานเชิญครอบครัวพนักงานทุกคนมาร่วมงานเล็กๆ บ้านหลังนั้นไม่ได้ถูกใช้เป็นเรือนหอของลูกชายอย่างที่เธอเคยพูดในวันแรก
มันถูกปรับเป็นบ้านพักชั่วคราวสำหรับครอบครัวของพนักงานบริษัทที่ต้องดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยระหว่างเกิดเหตุฉุกเฉิน หลู่เหวินหลานใช้เงินส่วนตัวซื้อบ้านและให้บริษัทบริหารโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะเธอไม่ลืมว่าลูกชายของเธอรอดมาได้จากน้ำใจของคนแปลกหน้าคนหนึ่ง
เหนียนชิวเดินดูราวจับข้างผนังที่ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว รอยแผลบนแขนของเธอจางลงมาก แต่ยังมองเห็นได้เมื่อถูกแสง
หมิงเฉินยืนอยู่ข้างๆ “แม่บอกว่าผมต้องขอบคุณคุณให้มากกว่านี้”
“คุณขอบคุณแล้วหลายครั้งค่ะ”
“งั้นครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องนั้น” เขาหันมองเธอ “ผมอยากรู้จักคุณในฐานะเจียงเหนียนชิว ไม่ใช่คนที่ช่วยชีวิตผม ไม่ใช่หัวหน้าทีมขายของบริษัท และไม่ใช่คนที่แม่ผมชื่นชม ถ้าคุณไม่สะดวก ผมจะไม่ก้าวล้ำ”
เหนียนชิวมองบ้านที่เต็มไปด้วยแสงอ่อนจากหน้าต่างบานใหญ่ เธอเคยคิดว่าต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการไม่ต้องพึ่งใครเลย แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าการยอมให้ใครเข้ามาอย่างมีขอบเขต ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ
“เริ่มจากกาแฟก่อนก็ได้ค่ะ” เธอตอบ “แต่คุณต้องต่อคิวเหมือนลูกค้าทุกคน”
หมิงเฉินหัวเราะเป็นครั้งแรกในวันนั้น
หลู่เหวินหลานนั่งมองทั้งคู่จากเก้าอี้ในห้องรับแขก โดยไม่พูดแทรกอะไร เธอลูบกระเป๋าผ้าเก่าใบนั้นเบาๆ กระเป๋าที่ทำให้คนบางคนเห็นเพียงความจน แต่ทำให้เธอได้เห็นหัวใจของคนที่ควรค่าแก่การไว้วางใจ
หน้าประตูบ้านหมายเลขสิบแปด เหนียนชิวแขวนป้ายไม้แผ่นเล็กด้วยมือตัวเอง บนป้ายนั้นไม่มีชื่อผู้บริจาค ไม่มีตราบริษัท มีเพียงคำสั้นๆ ว่า “ยินดีต้อนรับ”
และครั้งนี้ ไม่มีใครต้องแต่งตัวให้ดีพอเพื่อจะเดินผ่านประตูนั้นได้