วันที่ฉันถูกโยนออกจากบ้านตระกูลลู่ ฝนยังไม่ทันหยุดตก และเอกสารหย่าก็ยังเปียกอยู่ในมือของฉันไม่ต่างจากศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำต่อหน้าคนทั้งบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงที่ทุกคนเรียกว่า “สายลับ” กำลังถือความลับซึ่งอาจทำให้บริษัททั้งตระกูลพังลงได้ และไม่มีใครรู้เช่นกันว่า สามีที่ไม่เคยแม้แต่จะมองหน้าฉัน กำลังตามหาผู้หญิงคนเดียวกับฉันมานานกว่าสิบปี
“อีกสามเดือน คุณยังอยากหย่าอยู่ไหม” แม่ของลู่หยุนเซินถามขึ้นในห้องรับแขก ก่อนจะวางสัญญาฉบับหนึ่งลงตรงหน้าฉัน
ฉันก้มมองกระดาษที่มีลายเซ็นของเขาอยู่ด้านล่างแล้วตอบโดยไม่ลังเล “ถ้าครบสามเดือนแล้วคุณชายลู่ยังยืนยันเหมือนเดิม ฉันจะเซ็นทันทีค่ะ”
“ไม่ต้องรอถึงสามเดือน” ลู่หยุนเซินพูดเสียงเรียบ “ถ้าคุณต้องการมากนัก ผมเซ็นตอนนี้ก็ได้”
เขาไม่ได้นั่งอยู่ข้างฉัน แม้เราจะเพิ่งแต่งงานกันเมื่อวาน เขายืนอยู่ใกล้หน้าต่างในชุดสูทสีดำ ใบหน้าหล่อเหลานั้นเย็นชาเหมือนคนที่กำลังเจรจาซื้อขายบริษัท ไม่ใช่การตัดสินอนาคตของชีวิตคู่
ฉันเคยคิดว่าการแต่งงานกับเขาจะเป็นเพียงการทำตามข้อตกลงระหว่างครอบครัว อย่างน้อยเราก็ยังใช้ชีวิตอย่างสงบได้สามเดือนแล้วค่อยจากกัน แต่ฉันคิดผิดตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าบ้านหลังนี้
“เฉียนเฉียน เธออยู่กับหยุนเซินให้ครบสามเดือน” แม่ของเขาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าพวกเธอยังไม่มีความรู้สึกต่อกัน ฉันจะไม่บังคับอีก”
เธอเรียกฉันว่าซ่งเฉียนเฉียน ชื่อที่ฉันใช้มาตั้งแต่เด็ก และเรียกฉันว่าเด็กสาวสะอาด เรียบร้อย มีการศึกษา เหมาะสมจะเป็นภรรยาของทายาทตระกูลลู่ แต่ในสายตาของลู่หยุนเซิน ฉันเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่แม่ของเขาวางไว้ข้างกายเพื่อจับตาดูเขา
“ผมมีคนที่อยากแต่งงานด้วยอยู่แล้ว” เขาประกาศ
ฉันรู้ว่าเขาหมายถึงหลินซูหยา ผู้หญิงที่เขารู้จักก่อนกลับมาจากต่างประเทศ และเป็นคนที่เขาเคยสัญญาว่าจะพากลับมาแต่งงานด้วย ข่าวของเธอทำให้ฉันไม่ได้เจ็บปวดเท่าไร เพราะตั้งแต่ต้นฉันก็ไม่เคยคิดว่าเขาจะรักฉัน
แต่คนที่เจ็บปวดคือแม่ของเขา
“ผู้หญิงคนนั้นไม่เหมาะจะเข้าประตูบ้านลู่” เธอตอบอย่างเด็ดขาด “ฉันตรวจสอบมาแล้ว เธอมีประวัติไม่ชัดเจน และเข้าหาลูกเพราะเงิน”
ลู่หยุนเซินหัวเราะเบาๆ “ส่วนภรรยาที่แม่เลือกให้ผมก็เข้าหาผมเพราะเงินไม่ใช่หรือ”
ฉันกำมือใต้โต๊ะ แต่ไม่ตอบโต้ การอธิบายตัวเองต่อหน้าคนที่ไม่ต้องการฟังไม่เคยทำให้ความจริงเปลี่ยนแปลง
สิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือให้ครบสามเดือน แล้วออกไปจากบ้านหลังนี้พร้อมกับค่าตอบแทนตามสัญญา ฉันจะนำเงินไปชำระหนี้ของพ่อ และเปิดสตูดิโอออกแบบเล็กๆ ที่ฝันไว้ตั้งแต่เรียนจบ ฉันไม่ต้องการชื่อเสียงของตระกูลลู่ ไม่ต้องการทรัพย์สินของเขา และยิ่งไม่ต้องการหัวใจของผู้ชายที่มองฉันเหมือนศัตรู
แต่ในคืนแต่งงาน ฉันกลับถูกไล่ออกจากห้องนอน
“ห้องรับรองชั้นล่าง” เขาบอก “อย่าเข้ามาในห้องผมโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“ได้ค่ะ”
“แล้วก็อย่าปรากฏตัวต่อหน้าคนในบริษัทโดยอ้างว่าเป็นภรรยาผม”
ฉันเงยหน้ามองเขา “แต่คุณแม่บอกว่าพรุ่งนี้ฉันต้องไปประชุมกับคุณ”
“นั่นเป็นคำสั่งของท่าน ไม่ใช่ของผม”
“ถ้าฉันเป็นภรรยาตามกฎหมาย การไปบริษัทกับสามีคงไม่ใช่เรื่องผิด”
แววตาของเขาเย็นลง “คุณชอบใช้คำว่าภรรยามากนักหรือ”
“ฉันไม่ได้ชอบค่ะ ฉันแค่พูดตามความจริง”
เขาไม่ตอบและเดินจากไป ฉันจึงก้มเก็บเสื้อผ้าของตัวเองกลับห้องรับรองโดยไม่รู้ว่า มีคนยืนฟังอยู่หลังประตูอีกด้านหนึ่ง
คืนนั้น ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงพูดผ่านโทรศัพท์ของเขา เสียงนั้นอ่อนหวานและสนิทสนมจนไม่ต้องเดาว่าเป็นใคร
“ฉันจะจัดการเรื่องหย่าให้เร็วที่สุด” ลู่หยุนเซินพูด “เธอไม่ต้องรอถึงสามเดือน”
ฉันนั่งอยู่บนเตียงแคบๆ และมองแหวนแต่งงานที่สวมอยู่บนนิ้ว มันเป็นแหวนเรียบธรรมดา ไม่มีเพชร ไม่มีลวดลาย มีเพียงรอยขีดเล็กๆ ด้านในที่เกิดจากการขัดด้วยมือ ฉันไม่รู้ว่าทำไมแม่ของเขาจึงยืนยันให้ฉันสวมแหวนวงนี้ แทนแหวนเพชรที่เตรียมไว้ในพิธี
วันรุ่งขึ้น เท้าของฉันบวมจนใส่รองเท้าไม่ได้ เมื่อคืนฉันสะดุดบันไดตอนหลบคนรับใช้ที่รีบเข้ามาบอกให้ฉันย้ายของออกจากห้องรับรองชั่วคราว เพราะแขกของลู่หยุนเซินจะมาใช้ห้องนั้น
แม่บ้านคนหนึ่งเห็นฉันเดินกะเผลก จึงรีบเข้าไปบอกหลินซูหยา ซึ่งมาถึงบ้านตั้งแต่เช้า
“เท้าของเธอบวมได้อย่างไร” แม่ของลู่หยุนเซินถามด้วยความเป็นห่วง
ฉันกำลังจะตอบ แต่หลินซูหยากลับพูดก่อน
“เมื่อคืนตอนขึ้นบันได เธอคงพลิกข้อเท้านิดหน่อยค่ะ ฉันเห็นเธอเดินผ่าน แต่เธอไม่ได้ขอให้ช่วย”
คำพูดนั้นฟังดูสุภาพ ทว่าแฝงความหมายว่าฉันดื้อและเรียกร้องความสนใจ ฉันเห็นลู่หยุนเซินมองข้อเท้าของฉัน แล้วมองหลินซูหยา ก่อนจะเบือนหน้าหนี
“ไปโรงพยาบาล” เขาพูด
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปเองได้”
“อย่าทำให้แม่ผมต้องเป็นห่วง”
เขาพูดเหมือนฉันเป็นปัญหาชิ้นหนึ่ง ฉันจึงยอมให้คนขับรถพาไปโรงพยาบาล หลังจากนั้นเขาสั่งให้คนไปนำชุดทำงานใหม่จากบริษัทมาให้ เพราะฉันไม่สามารถใส่รองเท้าส้นสูงไปประชุมได้
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้ว่า ความเย็นชาของเขาไม่ได้แปลว่าเขาไม่สังเกตเห็นอะไรเลย
ตอนบ่าย ฉันเดินกะเผลกเข้าไปในอาคารสำนักงานใหญ่ของลู่กรุ๊ป แม่ของเขาต้องการให้ทุกคนรู้ว่าฉันเป็นภรรยาของลู่หยุนเซิน แต่เขากลับทำเหมือนการมีตัวตนของฉันเป็นเรื่องน่าอับอาย
“ใครอนุญาตให้คุณมาที่นี่” เขาถามทันทีที่เห็นฉันหน้าห้องประชุม
พนักงานหลายคนหยุดมอง ฉันรู้ว่าข่าวการแต่งงานของเราแพร่ไปทั่วบริษัทแล้ว ทุกคนอยากเห็นผู้หญิงที่กล้าผูกมัดตัวเองกับผู้บริหารหนุ่มผู้ไม่เคยมีข่าวแต่งงานมาก่อน
“คุณแม่โทรตามฉันค่ะ”
หลินซูหยาที่เดินตามเขามาด้วยยิ้มบางๆ “คุณป้าคงเป็นห่วงเฉียนเฉียน เลยอยากให้หยุนเซินดูแลภรรยาให้ดี”
“ผมมีประชุม” เขาพูดกับฉัน “กลับไปก่อน”
ฉันมองเขาต่อหน้าคนทั้งบริษัท “ถ้าคุณไปพบคนรักแทนที่จะกลับบ้าน นั่นจะถือเป็นการนอกใจระหว่างสมรสหรือเปล่าคะ”
เสียงกระซิบรอบตัวเงียบลงทันที
ลู่หยุนเซินหรี่ตา “คุณกำลังขู่ผม?”
“เปล่าค่ะ ฉันกำลังเตือนคุณว่า ข้อตกลงระหว่างเรามีผลตามกฎหมาย และฉันจะไม่ยอมให้คุณโยนความผิดมาให้ฉันภายหลัง”
ฉันพูดจบแล้วเดินกลับไปที่ลิฟต์ ไม่รอคำตอบของเขา ข้อเท้ายังเจ็บ แต่ความเจ็บนั้นน้อยกว่าการถูกทำให้อับอายต่อหน้าพนักงานหลายสิบคน
คืนนั้น แม่ของเขาเรียกฉันไปพบในห้องหนังสือ
“อย่าโกรธหยุนเซินเลย” เธอพูด “เขามีเรื่องกับฉันมานาน เขาคิดว่าฉันต้องการยึดบริษัทของเขาให้ลูกพี่ลูกน้อง”
ฉันเงียบรอฟัง
“หยุนเซินไม่ได้เป็นลูกชายแท้ๆ ของสามีฉัน เขาเป็นลูกของพี่สาวฉัน”
ฉันชะงัก
เธอเล่าว่า เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน พี่สาวของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ทิ้งเด็กชายวัยห้าขวบไว้คนหนึ่ง สามีของเธอรับเด็กมาเลี้ยงอย่างเปิดเผย และมอบสิทธิ์ในลู่กรุ๊ปให้เขาในเวลาต่อมา แต่ครอบครัวฝั่งสามีไม่เคยยอมรับหยุนเซิน พวกเขาต้องการให้ลู่เอ้อร์เย่ ลูกพี่ลูกน้องของเขาเป็นผู้สืบทอด
“ฉันแต่งงานเข้าบ้านนี้เพื่อปกป้องหยุนเซิน” เธอกล่าว “แต่ตอนนี้ฉันป่วย และพวกเขากำลังรอให้ฉันลงจากตำแหน่งประธาน หากหยุนเซินไม่มีเสียงสนับสนุนจากกรรมการ เขาจะถูกปลด”
“แล้วคุณต้องการให้ฉันทำอะไรคะ”
“ทำงานออกแบบต่อไป และช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้เขาในบริษัท”
ฉันเข้าใจทันทีว่าทำไมการแต่งงานครั้งนี้จึงเกิดขึ้น พ่อของฉันเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบที่ถือหุ้นในลู่กรุ๊ปอยู่เล็กน้อย และฉันได้รับมอบอำนาจจากเขาให้ดูแลหุ้นส่วนนั้น หากฉันแต่งงานกับลู่หยุนเซิน หุ้นของสองครอบครัวจะรวมกันมากพอที่จะรักษาตำแหน่งของเขาไว้ได้
“ถ้าคุณหยุนเซินไม่รักฉัน ฉันก็ไม่มีทางช่วยให้เขารักฉันได้”
“ฉันไม่ได้ขอให้เธอทำให้เขารัก” แม่ของเขายิ้มอย่างอ่อนแรง “ฉันขอให้เธอช่วยให้เขามีเวลารอดชีวิตในสงครามนี้”
คืนนั้น ฉันกลับถึงห้องและพบกล่องไม้เก่าๆ วางอยู่บนโต๊ะ ข้างในมีภาพถ่ายเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เด็กคนนั้นมีแผลเป็นเล็กๆ เหนือคิ้วซ้าย และสวมสร้อยคอที่มีจี้รูปพระจันทร์เสี้ยว
ด้านหลังภาพเขียนวันที่เอาไว้เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน
ฉันมองภาพนั้นนานกว่าปกติ เพราะจี้แบบเดียวกันแขวนอยู่บนคอของฉันมาตั้งแต่เด็ก แม่บุญธรรมบอกว่ามันติดตัวฉันมาตอนถูกพบทิ้งไว้หน้าสถานีรถไฟ เธอไม่เคยรู้ว่าจี้นั้นเป็นของใคร
ฉันเก็บภาพกลับเข้ากล่องโดยคิดว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
วันต่อมา ฉันเริ่มทำงานกับทีมออกแบบของบริษัท การออกแบบโครงการโรงแรมใหม่กลายเป็นสนามรบระหว่างฉันกับลู่เอ้อร์เย่ เขาพยายามทำให้ฉันดูไม่มีความสามารถต่อหน้าคณะกรรมการ และจงใจเปลี่ยนตัวเลขงบประมาณในเอกสารที่ฉันต้องนำเสนอ
ฉันสังเกตเห็นความผิดปกติเพราะตัวเลขในใบเสนอราคากับไฟล์ดิจิทัลไม่ตรงกัน ฉันจึงเก็บสำเนาเอกสารทุกฉบับไว้ และขอให้ฝ่ายไอทีบันทึกประวัติการแก้ไขไฟล์อย่างเป็นทางการ
“คุณกำลังสงสัยคนในบริษัททุกคนหรือ” ลู่หยุนเซินถาม หลังจากเห็นฉันนั่งตรวจเอกสารจนดึก
“เฉพาะคนที่ทำให้ไฟล์เปลี่ยนหลังจากฉันลงชื่อค่ะ”
เขาหยิบเอกสารขึ้นดู “คุณคิดว่าผมทำ?”
“ถ้าฉันคิดอย่างนั้น ฉันคงไม่วางเอกสารไว้ให้คุณเห็น”
เขามองฉันครู่หนึ่ง ก่อนวางกระดาษลง “พรุ่งนี้ผมจะให้ฝ่ายตรวจสอบภายในดูเรื่องนี้”
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่ต้องขอบคุณ ผมแค่ไม่อยากให้บริษัทเสียหาย”
ฉันรู้ว่าเขาไม่ยอมรับความช่วยเหลือของฉันตรงๆ แต่วันถัดมา ฝ่ายตรวจสอบภายในก็เริ่มตรวจประวัติไฟล์จริงๆ และพบว่ามีบัญชีผู้ใช้ของผู้ช่วยลู่เอ้อร์เย่เข้าไปแก้เอกสารในเวลาที่เจ้าตัวอ้างว่าอยู่นอกเมือง
นี่เป็นชัยชนะเล็กๆ แต่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับลู่หยุนเซินเปลี่ยนไปทีละน้อย เขาไม่ได้มองฉันเป็นเพียงภรรยาตามสัญญาอีกต่อไป เขาเริ่มถามความคิดเห็นในที่ประชุม และมักฝากเอกสารให้ฉันตรวจ แม้ทุกครั้งจะพูดว่าเป็นเพราะฉัน “ว่างเกินไป” ก็ตาม
ทว่าในบ้านยังมีคนต้องการกำจัดฉัน
คืนหนึ่ง หลินซูหยาโทรนัดฉันไปกินข้าว เธอบอกว่าต้องการขอโทษเรื่องที่บริษัท และอยากให้เราพูดกันอย่างผู้หญิงด้วยกัน ฉันรู้ว่าเธอไม่มีเหตุผลให้จริงใจ แต่ก็ตัดสินใจไป เพราะแม่ของลู่หยุนเซินกำชับว่าอย่าให้เธอใช้ข่าวลือทำลายภาพลักษณ์ของบริษัท
ระหว่างมื้ออาหาร หลินซูหยารินชาให้ฉันหลายครั้ง ฉันไม่ได้ดื่มมากนัก แต่ไม่นานก็รู้สึกมึนผิดปกติ
“คุณใส่อะไรลงไปในชา” ฉันถาม
เธอวางกาน้ำลงอย่างใจเย็น “ถ้าคุณไม่อยากเสียหน้า ก็กลับบ้านไปเงียบๆ เราสามารถพูดได้ว่าคุณดื่มจนเมา”
ฉันพยายามลุก แต่ขาอ่อนแรง ความคิดเริ่มพร่า ฉันจึงแกล้งทำเป็นหมดสติ และปล่อยให้โทรศัพท์ตกลงข้างเก้าอี้โดยเปิดเครื่องบันทึกเสียงไว้
หลินซูหยาพูดกับใครบางคนทางโทรศัพท์หลังจากคิดว่าฉันไม่ได้ยิน
“พรุ่งนี้เอาเอกสารหย่าไปให้เธอเซ็น ถ้าเธอไม่ยอม บริษัทของพ่อเธอจะไม่มีทางได้สัญญาโครงการใหม่”
เสียงผู้ชายตอบกลับมาเบาๆ แต่ฉันจำได้ว่าเป็นเสียงของลู่เอ้อร์เย่
ก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรต่อ พนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งเข้ามาเห็นฉันผิดปกติและโทรเรียกรถพยาบาล ฉันถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และผลตรวจพบสารกดประสาทในเครื่องดื่ม แม้ปริมาณไม่มากพอจะทำให้เสียชีวิต แต่ก็เพียงพอจะทำให้ฉันหมดสติและเกิดอันตรายได้
ลู่หยุนเซินมาถึงโรงพยาบาลตอนเกือบเที่ยงคืน เขายืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยสีหน้าไม่เคยปรากฏมาก่อน
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามทันทีที่ฉันลืมตา
“ยังไม่ตายค่ะ คุณคงผิดหวัง”
กรามของเขาขยับแน่น “ผมไม่เคยคิดแบบนั้น”
“แต่คุณเคยคิดว่าฉันเป็นสายลับ”
เขานิ่งไป
ฉันยื่นโทรศัพท์ให้ “เสียงสนทนาอยู่ในนี้ ฉันยังไม่ได้ส่งให้ตำรวจ คุณจะจัดการอย่างไร”
เขาไม่หยิบโทรศัพท์ แต่ดึงเก้าอี้มานั่งข้างเตียง “ผมจะตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน”
“คุณยังปกป้องเธอ?”
“ผมกำลังปกป้องหลักฐาน ไม่ใช่เธอ”
เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเขาโกรธตัวเองมากกว่าคนอื่น เขารู้ว่าฉันถูกทำร้ายเพราะความขัดแย้งในครอบครัวของเขา และรู้ว่าฉันถูกลากเข้าไปในสงครามที่ฉันไม่ได้เป็นคนเริ่ม
เช้าวันถัดมา ลู่หยุนเซินยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้ฉัน
“นี่คือข้อตกลงยกเลิกหนี้ของพ่อคุณ”
ฉันไม่แตะต้องมัน “ฉันไม่ได้ขอให้คุณช่วย”
“ผมรู้”
“แล้วเอามาให้ฉันทำไม”
“เพราะพ่อคุณถูกกดดันให้ยอมโอนหุ้นเพื่อแลกกับการรักษาบริษัท และคนที่กดดันเขาคือเอ้อร์เย่ หากคุณต้องการหย่าหลังครบสามเดือน ผมจะไม่ใช้เรื่องนี้บังคับคุณอีก”
ฉันมองเขาอย่างไม่แน่ใจ “คุณรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไร”
“เมื่อคืน”
“คุณเชื่อฉันแล้วหรือยัง”
เขาเงียบไปนาน “ผมยังไม่รู้ว่าควรเชื่อใคร แต่ผมรู้ว่าคุณไม่ใช่คนที่ต้องการทำลายผม”
คำตอบนั้นไม่ใช่คำสารภาพรัก ทว่ามันเป็นสิ่งที่ฉันต้องการได้ยินมากที่สุดในเวลานั้น
หลังจากฉันออกจากโรงพยาบาล เราเริ่มตรวจสอบเอกสารของทั้งสองบริษัทอย่างละเอียด ความผิดปกติไม่ได้มีแค่โครงการโรงแรม มีการโอนเงินจากบัญชีบริษัทไปยังบริษัทที่จดทะเบียนในชื่อคนอื่น และเส้นทางเงินส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับโครงการก่อสร้างที่ล้มเหลวเมื่อหลายปีก่อน
ชื่อของแม่ลู่หยุนเซินปรากฏอยู่ในเอกสารอนุมัติบางฉบับ ทำให้เขาเริ่มสงสัยเธออีกครั้ง
“แม่อาจรู้เรื่อง” เขาพูดในคืนหนึ่ง
“หรืออาจมีใครใช้ชื่อแม่คุณ”
“คุณกำลังปกป้องเธอ?”
“ฉันกำลังบอกให้คุณดูวันที่ในเอกสารค่ะ”
วันที่เหล่านั้นอยู่หลังวันที่เธอเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายเดือน เธอไม่มีทางลงชื่อด้วยตัวเองได้ และลายเซ็นก็มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยตรงหางตัวอักษร ซึ่งฉันจำได้จากเอกสารเก่าที่เคยเห็น
เราส่งเอกสารให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และพบว่าลายเซ็นบางส่วนถูกคัดลอกด้วยวิธีดิจิทัล คนที่ทำเช่นนั้นต้องมีทั้งอำนาจเข้าถึงไฟล์และรู้รหัสอนุมัติของบริษัท
ในเวลาเดียวกัน หลินซูหยาเริ่มแพร่ข่าวว่าฉันทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจ เธอบอกกับสื่อว่าฉันแต่งงานกับลู่หยุนเซินเพราะหวังสมบัติ และกำลังพยายามแย่งเขาไปจากคนรักเก่า
ฉันเคยคิดจะตอบโต้ แต่ลู่หยุนเซินห้ามไว้
“ถ้าคุณออกมาเถียงกับเธอ ข่าวจะกลายเป็นเรื่องของผู้หญิงสองคนแย่งผู้ชาย”
“แล้วจะปล่อยให้เธอพูดโกหกหรือคะ”
“เราจะตอบด้วยสิ่งที่เธอปฏิเสธไม่ได้”
เขาจัดแถลงข่าวเรื่องโครงการโรงแรม ไม่ใช่เรื่องการแต่งงานของเรา แต่ในเอกสารที่แจกให้สื่อ มีรายงานตรวจสอบการเงินและประวัติการแก้ไขไฟล์แนบอยู่ด้วย ชื่อผู้เกี่ยวข้องยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด เพราะการสอบสวนยังไม่สิ้นสุด แต่ทุกคนเข้าใจว่าข่าวลือเกี่ยวกับฉันเป็นความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ
คืนนั้น ลู่หยุนเซินกลับบ้านเร็วกว่าปกติ เขาวางกล่องไม้ใบเดิมลงตรงหน้าฉัน
“คุณเคยเห็นภาพนี้หรือยัง” เขาถาม
ฉันเปิดกล่องและหยิบภาพเด็กชายขึ้นมา “แม่คุณให้ฉันดูค่ะ”
“เธอบอกอะไรบ้าง”
“บอกว่าคุณเป็นลูกของพี่สาวเธอ และมีแผลเป็นเหนือคิ้ว”
เขานั่งลงตรงข้ามฉัน “ตอนผมอายุห้าขวบ แม่ของผมเสียชีวิต พ่อของคุณ…ไม่ใช่ พ่อบุญธรรมของผมรับผมมาอยู่ด้วย หลังจากนั้นมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในสถานสงเคราะห์เดียวกัน เธอช่วยผมตอนผมถูกรังแก และมอบจี้พระจันทร์ให้ผมครึ่งหนึ่ง”
ฉันรู้สึกเหมือนเลือดในร่างกายหยุดไหล
“อีกครึ่งหนึ่งอยู่กับฉัน” ฉันพูด
เขามองจี้บนคอฉัน ราวกับเพิ่งเห็นมันเป็นครั้งแรก
“คุณจำอะไรได้บ้าง”
ภาพบางอย่างผุดขึ้นในหัวอย่างช้าๆ กลิ่นฝุ่นในอาคารเก่า เสียงเด็กผู้ชายร้องไห้ และมือเล็กๆ ของฉันที่ยื่นขนมปังให้เขา ฉันจำคำพูดของเด็กชายได้เพียงประโยคเดียว
ถ้าโตขึ้นแล้ว เราจะหากันให้เจอ
“คุณคือเด็กคนนั้น” ฉันกระซิบ
ลู่หยุนเซินไม่ตอบ เขากลับลุกขึ้นและเดินออกไปที่ระเบียง ฉันไม่เคยเห็นคนที่ดูสับสนเท่าเขามาก่อน ผู้ชายที่เคยควบคุมทุกอย่างได้ กำลังยืนตัวแข็งเหมือนเด็กที่เพิ่งได้รับของสำคัญคืนหลังทำหายไปนานหลายปี
เขาไม่ได้รีบพูดเรื่องความรัก และฉันก็ไม่ได้รีบให้อภัยความเย็นชาที่เขาเคยมอบให้
วันต่อมา เราไปค้นข้อมูลที่สถานสงเคราะห์เก่า เจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ช่วยค้นแฟ้มเอกสารที่เก็บไว้ในห้องใต้ดิน เราพบว่าฉันถูกส่งตัวออกจากสถานสงเคราะห์ในปีเดียวกับที่ลู่หยุนเซินถูกพาไปอยู่บ้านตระกูลลู่ แต่ชื่อของฉันในแฟ้มถูกขีดทับ และมีลายเซ็นของผู้ดูแลคนหนึ่งกำกับไว้
ผู้ดูแลคนนั้นเสียชีวิตแล้ว ทว่าในบันทึกการรับเด็ก มีหมายเหตุว่า เด็กหญิงถูกส่งต่อให้ครอบครัวหนึ่งโดยไม่มีเอกสารรับรองครบถ้วน
แม่บุญธรรมของฉันไม่ได้ขโมยฉันมา เธอเป็นคนงานในสถานีรถไฟที่พบฉัน และรับฉันไปเลี้ยงหลังจากไม่มีใครมาตามหา แต่เหตุผลที่เอกสารหายไปยังคงเป็นปริศนา
คำตอบมาถึงพร้อมกับหญิงชราคนหนึ่งซึ่งเคยทำงานในสถานสงเคราะห์ เธอจำได้ว่าชายจากตระกูลลู่เคยมาที่นั่นในวันเดียวกับที่ฉันหายตัวไป
“เขาบอกว่าเด็กคนนั้นไม่ควรอยู่ใกล้คุณชายอีก” หญิงชราพูด “เขาให้เงินสถานสงเคราะห์ แล้วสั่งให้เปลี่ยนชื่อเด็กในเอกสาร”
ชายคนนั้นคือผู้ช่วยเก่าของพ่อบุญธรรมลู่หยุนเซิน ปัจจุบันเขาเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัท และเป็นคนสนับสนุนลู่เอ้อร์เย่อย่างเปิดเผย
ความจริงที่น่ากลัวกว่าการถูกแย่งบริษัทคือ การแยกเด็กสองคนออกจากกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่เริ่มขึ้นตั้งแต่หลายปีก่อน เพื่อไม่ให้หยุนเซินมีคนจากอดีตคอยสนับสนุน และเพื่อป้องกันไม่ให้ใครรู้ว่าเขาไม่ใช่ทายาทสายตรงของตระกูล
เมื่อหลักฐานมากพอ ลู่หยุนเซินจึงเรียกประชุมคณะกรรมการฉุกเฉิน เขาไม่ได้เปิดเผยเรื่องส่วนตัวของเรา แต่เปิดเผยเส้นทางเงิน เอกสารปลอม และหลักฐานการวางยาที่เชื่อมโยงหลินซูหยากับลู่เอ้อร์เย่
หลินซูหยาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เธอบอกว่าเสียงในโทรศัพท์ถูกตัดต่อ และยืนยันว่าฉันเป็นคนสร้างเรื่องเพื่อทำลายเธอ
จากนั้นฉันจึงวางโทรศัพท์เครื่องเดิมลงบนโต๊ะ พร้อมไฟล์ต้นฉบับจากร้านอาหาร ภาพจากกล้องวงจรปิด และผลตรวจของโรงพยาบาล ทุกอย่างไม่ได้พิสูจน์ความผิดของเธอเพียงชิ้นเดียว แต่เมื่อนำมารวมกัน มันแสดงให้เห็นลำดับเหตุการณ์ที่ไม่อาจอธิบายเป็นความบังเอิญได้
ลู่เอ้อร์เย่ยังพยายามใช้ข้ออ้างว่าตนเพียงต้องการรักษาบริษัทของครอบครัว
“ถ้าผมไม่ทำ บริษัทก็จะตกอยู่ในมือคนนอก” เขากล่าว
ลู่หยุนเซินตอบอย่างสงบ “บริษัทไม่เคยเป็นของคุณ เพียงแต่คุณคิดว่าความกลัวของทุกคนทำให้คุณมีสิทธิ์ขโมยมันได้”
คณะกรรมการลงมติถอดเอ้อร์เย่ออกจากตำแหน่ง และส่งเอกสารทั้งหมดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ส่วนหลินซูหยาถูกยกเลิกสัญญางานและต้องรับผิดชอบต่อคดีที่เกิดขึ้น การสอบสวนใช้เวลาหลายเดือน ไม่มีใครถูกจับในทันที และไม่มีใครสูญเสียทุกอย่างในคืนเดียวอย่างในละคร แต่ทุกคนต้องเผชิญผลของการกระทำทีละขั้น
แม่ของลู่หยุนเซินลาออกจากตำแหน่งประธานเพื่อรักษาตัว เธอสารภาพว่ารู้เรื่องการหายตัวไปของฉันเพียงบางส่วน และเคยสงสัยว่าผู้ช่วยของสามีมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เธอไม่เคยมีหลักฐานมากพอจะเปิดเผย เพราะตอนนั้นหยุนเซินยังเด็กและบริษัทกำลังถูกคุกคามจากหลายฝ่าย
“ฉันขอโทษที่ใช้เธอเป็นเกราะให้ลูก” เธอบอกฉัน
ฉันมองผู้หญิงที่เคยปกป้องฉันและทำให้ฉันต้องแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จัก “ฉันยังโกรธอยู่ค่ะ แต่ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้คิดทำร้ายฉัน”
เธอพยักหน้า “ความโกรธของเธอเป็นสิทธิ์ของเธอ อย่ารีบยกมันให้ใครเพียงเพราะเขาขอโทษ”
คำพูดนั้นทำให้ฉันตัดสินใจเรื่องการหย่าได้ชัดเจนขึ้น
เมื่อครบสามเดือน ลู่หยุนเซินนำเอกสารหย่ามาวางบนโต๊ะตัวเดิมในห้องรับแขก ลายเซ็นของเขาอยู่ตรงตำแหน่งเดิมเหมือนวันแรก
“คุณสามารถเซ็นได้เลย” เขาพูด “ผมจะโอนหุ้นส่วนที่คุณถืออยู่คืนให้บริษัทของพ่อคุณ และชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ คุณจะไม่ติดค้างผมแม้แต่บาทเดียว”
ฉันมองเอกสาร แต่ไม่ได้หยิบปากกา
“แล้วหลินซูหยาล่ะคะ”
“เธอไม่ใช่คนที่ผมจะแต่งงานด้วยอีกแล้ว”
“เพราะเธอทำผิด หรือเพราะคุณรู้ว่าฉันคือเด็กคนนั้น”
เขานิ่งอยู่นาน “ทั้งสองอย่างไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ผมอยากอยู่กับคุณ”
ฉันเงยหน้าขึ้น
“ผมอยากอยู่กับคุณเพราะช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ผมเห็นว่าคุณเป็นคนอย่างไร คุณไม่เคยใช้สิทธิ์ของภรรยาเพื่อทำร้ายผม แต่ก็ไม่ยอมให้ผมทำร้ายคุณ คุณช่วยบริษัททั้งที่ผมดูถูกคุณ และช่วยแม่ผมทั้งที่เธอเป็นคนลากคุณเข้ามาในเรื่องนี้”
เขาหยุดหายใจเหมือนกำลังรวบรวมความกล้า
“ผมจำคุณไม่ได้ตั้งแต่แรก เพราะผมเอาแต่เชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาใกล้ต้องการบางอย่างจากผม แต่คุณเป็นคนเดียวที่ไม่เคยขอให้ผมรัก คุณแค่ขอให้ผมเคารพความจริง”
“ฉันไม่ใช่เด็กหญิงคนนั้นเพียงเพราะมีจี้เหมือนกันนะคะ”
“ผมรู้”
“และฉันจะไม่อยู่ต่อเพียงเพราะเรื่องในอดีต”
“ผมก็รู้”
ฉันหยิบปากกาขึ้นมา ลู่หยุนเซินมองมือของฉันอย่างเงียบๆ แต่ฉันไม่ได้เซ็นเอกสารหย่า ฉันเลื่อนมันกลับไปหาเขา
“ฉันขอเวลาอีกสามเดือน”
เขาเงยหน้าขึ้นทันที
“ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าคุณรักฉัน และไม่ใช่เพื่อทำตามคำสั่งของแม่คุณ” ฉันพูด “ฉันอยากรู้ว่า ถ้าไม่มีสัญญา ไม่มีหุ้น และไม่มีอดีต เราจะเลือกกันเองได้หรือไม่”
เขารับเอกสารไปเก็บอย่างระมัดระวัง “ผมจะรอ”
“คุณไม่ต้องรอ ฉันยังไม่ได้สัญญาว่าจะเลือกคุณ”
มุมปากของเขาขยับเล็กน้อย “งั้นผมจะทำให้คุณมีเหตุผลที่จะเลือก”
หลังจากนั้น ชีวิตของเราไม่ได้เปลี่ยนเป็นความหวานทันที ลู่หยุนเซินยังทำงานหนักและพูดน้อย ฉันยังไม่ชอบเวลาที่เขาตัดสินใจแทนฉันโดยไม่ถาม และเรายังทะเลาะกันเรื่องการใช้ห้องทำงานร่วมกันหลายครั้ง แต่ความแตกต่างคือ เมื่อมีปัญหา เขาไม่ไล่ฉันออกไปอีกแล้ว
เขาเริ่มกลับบ้านก่อนดึกในบางวัน และถ้าต้องไปพบลูกค้า เขาจะบอกฉันล่วงหน้า ไม่ใช่เพราะกลัวคำกล่าวหาว่านอกใจ แต่เพราะเขาเข้าใจว่าความซื่อสัตย์ไม่ใช่แค่การไม่แตะต้องคนอื่น มันคือการไม่ปล่อยให้คนที่อยู่ข้างตนต้องเดาอยู่คนเดียว
ฉันเปิดสตูดิโอออกแบบเล็กๆ ในอาคารเก่าที่มองเห็นแม่น้ำ พ่อของฉันฟื้นตัวจากหนี้สินและกลับมาทำงานได้บางส่วน ฉันไม่ได้รับเงินจากลู่หยุนเซินแม้แต่บาทเดียว นอกจากส่วนแบ่งหุ้นที่เป็นสิทธิ์ของฉันตั้งแต่แรก
ส่วนลู่กรุ๊ปเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร มีการตรวจสอบบัญชีใหม่ และตั้งคณะกรรมการอิสระ แม่ของเขายังคงพักรักษาตัว แต่ยังโทรมาถามฉันเรื่องงานออกแบบทุกสัปดาห์ เธอกับฉันไม่กลายเป็นแม่ลูกในชั่วข้ามคืน ทว่าเราเรียนรู้ที่จะพูดความจริงต่อกันโดยไม่ใช้ความรักเป็นข้ออ้างในการบังคับ
หลายเดือนต่อมา ฉันกับลู่หยุนเซินกลับไปยังสถานสงเคราะห์เก่าเพื่อบริจาคอุปกรณ์การเรียน ไม่ใช่ในชื่อของเขา แต่ในชื่อเด็กสองคนที่เคยแบ่งขนมปังกันคนละครึ่ง
เขานำจี้พระจันทร์อีกครึ่งหนึ่งมาให้ฉัน มันถูกเก็บอยู่ในกล่องเอกสารของแม่เขามานานหลายปี
“คุณเก็บไว้เถอะ” เขาบอก
ฉันส่ายหน้า “เราควรเก็บคนละครึ่งเหมือนเดิม”
“แต่คราวนี้ไม่ต้องใช้มันตามหากันแล้ว”
ฉันมองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ความทรงจำในวัยเด็กทำให้เราได้พบกันอีกครั้ง แต่ไม่ได้เป็นเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ฉันยังอยู่ ความสัมพันธ์ของเราถูกสร้างขึ้นจากคำขอโทษที่ไม่รีบร้อน การรักษาสัญญาทีละข้อ และการเลือกกันในวันที่ไม่มีใครมาบังคับ
ในวันครบรอบหนึ่งปีของการแต่งงาน ลู่หยุนเซินนำแหวนวงใหม่มาให้ฉัน ฉันกลับหยิบแหวนเรียบวงเดิมออกจากกล่องไม้แล้ววางลงบนฝ่ามือของเขา
“ฉันจะไม่เปลี่ยนแหวนค่ะ”
เขามองรอยขีดเล็กๆ ด้านใน “ทำไม”
“เพราะมันเตือนว่าการแต่งงานของเราเคยเริ่มจากสัญญาที่ไม่จริงใจ และเราต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะทำให้มันเป็นของเราเอง”
เขาสวมแหวนกลับให้ฉันอย่างช้าๆ
ครั้งแรกที่ฉันสวมมัน ฉันถูกมองเป็นเพียงสายลับที่ควรถูกไล่ออกจากบ้าน แต่ครั้งนี้ ฉันเป็นคนเลือกสวมมันด้วยตัวเอง ข้างกายผู้ชายที่ในที่สุดก็เลิกถามว่าฉันต้องการอะไรจากเขา และเริ่มถามว่า พรุ่งนี้ฉันอยากเดินไปทางไหนด้วยกัน