ลูกสาวบอกว่าพ่อมีผู้หญิงท้องอยู่ข้างนอก แต่สิ่งที่แม่พบกลับใหญ่กว่าการนอกใจ

—แม่ พ่อกำลังจะเอาร้านของตาไปให้ผู้หญิงที่กำลังท้อง!

คำพูดของเนี่ยนเนี่ยนทำให้เสิ่นชิงเซี่ยหยุดมือทันที น้ำซุปที่เธอกำลังตักใส่ชามกระเพื่อมจนหกลงบนโต๊ะ แต่เธอแทบไม่รู้ตัว

ลูกสาววัยแปดขวบยืนอยู่หน้าประตูครัว ใบหน้าแดงก่ำเหมือนวิ่งกลับมาจากข้างนอกทั้งที่ยังใส่ชุดนักเรียนอยู่ มือเล็ก ๆ กำโทรศัพท์แน่น

ชิงเซี่ยพยายามรักษาน้ำเสียงให้สงบ

—เนี่ยนเนี่ยน ใครพูดอะไรให้ลูกฟัง?

—หนูเห็นเอง พ่อไปโรงพยาบาลกับผู้หญิงท้อง แล้วผู้หญิงคนนั้นพูดเรื่องร้านเสิ่นจี้ด้วย

หัวใจของชิงเซี่ยเหมือนถูกบีบ

สามีของเธอ ลู่เจ๋อหยวน แต่งเข้าตระกูลเสิ่นมาเกือบสิบปี ตอนที่ทั้งสองแต่งงานกัน เขายังเป็นเพียงชายหนุ่มจากต่างเมืองที่ไม่มีอะไรติดตัวนอกจากฝีมือทำอาหารกับความทะเยอทะยาน เขาเคยยืนอยู่หน้าร้านเสิ่นจี้สาขาเก่า ใช้เศษไม้แกะปิ่นให้เธอด้วยมือ แล้วพูดว่าต่อให้วันหนึ่งเขามีเงินมากแค่ไหน สิ่งที่แพงที่สุดในชีวิตก็ยังเป็นครอบครัวนี้

ตลอดหลายปี เจ๋อหยวนทำงานหนักจริง เขาเริ่มจากงานหลังครัว เรียนสูตรเก่าแก่ของตระกูลเสิ่นทีละอย่าง จนได้ขึ้นมาดูแลการบริหารหลายสาขา พ่อของชิงเซี่ยเองก็ไว้ใจเขามากขึ้นเรื่อย ๆ

และประโยคที่เขาพูดกับลูกสาวบ่อยที่สุดคือ “เนี่ยนเนี่ยนคือชีวิตของพ่อ”

ชิงเซี่ยจึงไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายคนเดียวกันจะมีผู้หญิงอื่นอยู่ข้างนอก

เธอรับโทรศัพท์จากมือลูก ภาพที่ถ่ายมาไม่ชัดนัก แต่พอมองออกว่าชายด้านหลังคือเจ๋อหยวน เขากำลังประคองหญิงสาวท้องอ่อนคนหนึ่งเข้าแผนกสูตินรีเวช

—แม่ ผู้หญิงคนนั้นใช่ป้าหลินหว่านหรือเปล่า?

ชิงเซี่ยเพ่งดูอีกครั้ง

รูปร่างคล้าย แต่ใบหน้าไม่ใช่

หลินหว่านเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของร้านเสิ่นจี้ ทำงานกับเจ๋อหยวนมาหลายปี เธอสวย แต่งตัวดี และเป็นคนที่เจ๋อหยวนมักชมว่า “ทำงานรู้ใจที่สุด”

แต่ผู้หญิงในภาพเป็นคนอื่น

ชิงเซี่ยยังไม่ทันคิดต่อ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น ชื่อสามีปรากฏบนหน้าจอ

—ที่รัก วันนี้ผมกลับช้าหน่อยนะ มีเรื่องที่ร้านต้องจัดการ

ชิงเซี่ยมองภาพในมืออีกครั้ง

—ร้านไหน?

ปลายสายเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที

—สาขาเหนือ ทำไมเหรอ?

—ไม่มีอะไร ฉันแค่ถาม

เธอวางสาย และไม่บอกเขาว่าตัวเองกำลังจะไปโรงพยาบาล

เมื่อชิงเซี่ยไปถึง เธอเห็นเจ๋อหยวนจริง ๆ เขากำลังยืนหน้าห้องตรวจพร้อมหญิงสาวในภาพ ฝ่ายนั้นก้มหน้าตลอด สีหน้าซีดเซียวและมีมือหนึ่งประคองท้อง

เลือดในอกชิงเซี่ยเดือดขึ้นทันที

—ลู่เจ๋อหยวน!

ชายหนุ่มหันขวับ สีหน้าเปลี่ยน

—ชิงเซี่ย? คุณมาได้ยังไง?

หญิงสาวข้างเขาตกใจจนถอยไปหนึ่งก้าว

—คุณคือใครคะ?

ชิงเซี่ยไม่ได้ตอบ เธอมองท้องของอีกฝ่าย ก่อนจะหันกลับมามองสามี

—คุณบอกฉันว่าคุณอยู่ร้านสาขาเหนือ

—ฟังผมก่อน เรื่องนี้—

—แล้วเด็กในท้องเป็นลูกคุณหรือเปล่า?

หญิงสาวรีบส่ายหน้า

—ไม่ใช่นะคะ! คุณเข้าใจผิดแล้ว!

ในจังหวะเดียวกัน หญิงวัยกลางคนอีกคนก็พุ่งเข้ามาจากปลายทางเดินพร้อมชายสองคน เธอชี้หน้าหญิงตั้งครรภ์แล้วตะโกน

—นังเสี่ยวเสวี่ย! ฉันหาแกมาหลายวันแล้ว!

เหตุการณ์หลังจากนั้นเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าชิงเซี่ยจะตั้งตัวได้ หญิงคนนั้นพยายามเข้าทำร้ายเสี่ยวเสวี่ย เจ๋อหยวนเข้าไปขวาง ชิงเซี่ยเองถูกชนจนล้ม และของมีคมในมือของคนที่ตามมาด้วยเฉี่ยวเข้าที่สีข้าง

เมื่อเธอรู้สึกตัวอีกครั้ง เธอก็นอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล มีแผลเย็บแปดเข็มที่ด้านข้างลำตัว

เจ๋อหยวนนั่งอยู่ข้างเตียง ตาแดงเหมือนแทบไม่ได้หลับ

—ชิงเซี่ย ผมขอโทษ

เธอหันหน้าหนี

—ฉันไม่อยากฟัง

—แต่คุณต้องฟัง เรื่องเสี่ยวเสวี่ยไม่เกี่ยวกับผมเลย

เขาอธิบายว่าเสี่ยวเสวี่ยเป็นเด็กฝึกงานใหม่ของร้านเสิ่นจี้ เธอถูกเจ้าของกิจการคู่ค้าคนหนึ่งหลอกจนตั้งครรภ์ เมื่อภรรยาของผู้ชายคนนั้นรู้เรื่องก็ประกาศว่าจะไม่ปล่อยเด็กในท้องไว้ เสี่ยวเสวี่ยกลัวจนมีอาการแท้งคุกคาม จึงโทรมาขอความช่วยเหลือจากเจ๋อหยวนในฐานะคนที่เคยรับเธอเข้าฝึกงาน

ชิงเซี่ยฟังเงียบ ๆ

เรื่องฟังดูสมเหตุสมผล และเสี่ยวเสวี่ยเองก็เข้ามาขอโทษพร้อมยืนยันว่าเธอกับเจ๋อหยวนไม่เคยมีความสัมพันธ์เกินกว่าคนรู้จัก

แต่สิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจชิงเซี่ยคือคำพูดของลูกสาว

“ผู้หญิงคนนั้นพูดเรื่องร้านเสิ่นจี้ด้วย”

ถ้าเนี่ยนเนี่ยนไม่ได้หมายถึงเสี่ยวเสวี่ย แล้วเธอหมายถึงใคร?

เจ๋อหยวนจับมือภรรยา

—ผมยอมรับว่าวันก่อนที่เราทะเลาะกัน ผมพูดแรงไป ผมเครียดเรื่องงาน เรื่องสัญญาใหม่ แล้วคุณทำซุปหกใส่เอกสาร ผมเลยโมโห แต่ผมไม่เคยนอกใจคุณ

ชิงเซี่ยดึงมือออก

—คุณสาบานได้ไหม?

—ผมสาบาน ผมมีคุณคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ

เขาตอบเร็วเกินไปจนเธอจับสังเกตได้

วันนั้นชิงเซี่ยไม่ได้เถียงต่อ เธอบอกว่าหิวน้ำและขอให้เขาลงไปซื้อโจ๊กอุ่น ๆ จากร้านข้างล่าง เมื่อประตูห้องปิด เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดภาพที่เนี่ยนเนี่ยนส่งให้อีกครั้ง

เสี่ยวเสวี่ยไม่ใช่ผู้หญิงในความทรงจำของลูก

และบางทีปัญหาจริงอาจยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ

สองวันต่อมา ขณะที่ชิงเซี่ยยังพักรักษาตัว เธอเห็นเอกสารของแผนกสูตินรีเวชถูกส่งมาผิดห้อง พยาบาลรีบเข้ามาขอโทษ แต่ชื่อบนหน้ากระดาษทำให้เธอชะงัก

“หลินหว่าน อายุครรภ์ 16 สัปดาห์”

หัวใจของเธอเย็นวาบ

ชิงเซี่ยไม่เปิดอ่านข้อมูลส่วนตัว เธอเพียงจำชื่อกับหมายเลขห้องตรวจไว้ จากนั้นรอจนแผลดีขึ้นพอเดินได้ จึงไปที่ชั้นสูตินรีเวชด้วยตัวเอง

หลินหว่านกำลังออกจากห้องตรวจพอดี

ผู้จัดการสาวยังแต่งตัวเรียบร้อยเหมือนทุกวัน เพียงแต่เสื้อคลุมตัวใหญ่ปิดหน้าท้องไว้จนแทบมองไม่ออกว่าตั้งครรภ์

ทันทีที่เห็นชิงเซี่ย สีหน้าของเธอก็แข็งไปชั่วขณะ

—พี่ชิงเซี่ย? พี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ?

ชิงเซี่ยยิ้ม

—ฉันต่างหากที่ควรถาม เธอท้องเหรอ?

หลินหว่านรีบมองซ้ายขวา

—พี่อย่าบอกคนอื่นนะคะ ฉันยังไม่อยากให้ที่ร้านรู้

—พ่อของเด็กคือใคร?

—แฟนฉันค่ะ

—คบกันนานหรือยัง?

—พักหนึ่งแล้ว

—ทำไมไม่เคยพามาให้รู้จัก?

หลินหว่านลังเล ก่อนจะพูดเสียงเบา

—เขามีครอบครัวแล้วค่ะ

ชิงเซี่ยแทบหัวเราะออกมา แต่เธอเก็บสีหน้าไว้

—มีครอบครัวแล้ว?

—ค่ะ เขาบอกว่าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วค่อยให้สถานะฉัน

ชิงเซี่ยมองแหวนหยกที่นิ้วนางของอีกฝ่าย แหวนวงนั้นไม่ใช่เครื่องประดับทั่วไป ตระกูลเสิ่นมีหยกเก่าอยู่ชุดหนึ่ง พ่อเคยบอกว่าจะเก็บไว้ให้ลูกหลานในครอบครัว

เธอจำลายเมฆเล็ก ๆ ด้านข้างได้

แหวนของตระกูลเธอมาอยู่บนนิ้วของหลินหว่านได้อย่างไร?

ชิงเซี่ยไม่แสดงอาการ

—ถ้าเขาบอกให้รออย่างเดียว แต่ไม่ยอมเปิดเผย ไม่ยอมรับลูก และยังให้เธอหลบ ๆ ซ่อน ๆ เธอคิดจริง ๆ เหรอว่าเขากำลังวางอนาคตไว้ให้เธอ?

หลินหว่านเม้มริมฝีปาก

—เขามีเหตุผลของเขา

—งั้นก็ควรทำให้เรื่องใหญ่ขึ้นสิ

—อะไรนะคะ?

—ผู้ชายที่จริงใจกับเธอจะกลัวอะไร ถ้าเธอต้องการสถานะให้ตัวเองกับลูก ก็ทำให้ทุกคนรู้ไปเลย

สีหน้าของหลินหว่านเริ่มเปลี่ยน เธอไม่แน่ใจว่าคำพูดนั้นเป็นคำเตือนหรือประชด

ชิงเซี่ยก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด

—หรือว่าคนที่เธอกำลังรออยู่ ไม่กล้าออกมาจากห้องข้างหลัง?

หลินหว่านหน้าซีด

ประตูห้องพักรับรองด้านในเงียบสนิท

ชิงเซี่ยไม่เปิดมัน เธอเพียงมองแหวนหยกอีกครั้งแล้วพูด

—สัปดาห์หน้าเป็นงานครบรอบร้านเสิ่นจี้ใช่ไหม?

—ค่ะ

—ดี ฉันจะไป

หลินหว่านฝืนยิ้ม

—พี่ยังบาดเจ็บอยู่ พักดีกว่านะคะ

—ไม่เป็นไร งานใหญ่ของครอบครัวฉันทั้งที ฉันควรอยู่บนเวที

ชิงเซี่ยหันหลังเดินออกไปโดยไม่หันกลับ

ทันทีที่ลิฟต์ปิด เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ

เธอไม่ต้องเปิดประตู เพราะเธอได้กลิ่นน้ำหอมของเจ๋อหยวนจากด้านในแล้ว

งานครบรอบของร้านเสิ่นจี้จัดขึ้นอย่างใหญ่โต พนักงาน คู่ค้า และลูกค้าประจำหลายสิบปีต่างมาร่วมงาน เจ๋อหยวนยืนบนเวทีในฐานะผู้บริหาร เขาพูดถึงประวัติของร้านด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ก่อนจะหันไปหาภรรยา

—หลายปีมานี้ คนที่ผมควรขอบคุณที่สุดคือชิงเซี่ย ทุกสิ่งที่ผมทำก็เพื่อครอบครัวของเรา

เสียงปรบมือดังขึ้น

ชิงเซี่ยมองเขาแล้วยิ้มเหมือนภรรยาที่ซาบซึ้ง

หลินหว่านยืนอยู่ด้านล่างเวที ใส่กำไลหยกวงใหม่ที่ข้อมือ และซ่อนหน้าท้องไว้ใต้ชุดหลวม

เมื่อถึงเวลาพนักงานอาวุโสกล่าวขอบคุณ หลินหว่านขึ้นไปพูดถึงความสำเร็จของร้านด้วยท่าทางมั่นใจ

—ต่อจากนี้ฉันจะช่วยคุณลู่ดูแลร้านให้ดีที่สุด ไม่ว่ามีใครอยู่หรือไม่อยู่ เสิ่นจี้ก็ต้องรุ่งเรืองต่อไปค่ะ

หลายคนไม่ได้คิดอะไร แต่ชิงเซี่ยได้ยินคำว่า “มีใครอยู่หรือไม่อยู่” ชัดเจน

เธอจึงลุกขึ้นช้า ๆ

วันนี้เธอไม่ได้ใส่เครื่องประดับราคาแพง มีเพียงปิ่นไม้เก่า ๆ ปักอยู่บนผม

—ทุกคนรู้ไหมคะว่าปิ่นนี้ราคาเท่าไร?

คนในงานหัวเราะเบา ๆ เพราะคิดว่าเธอกำลังเล่าเรื่องรัก

ชิงเซี่ยถอดปิ่นออกแล้วยกให้ดู

—ไม่กี่หยวนค่ะ เมื่อสิบปีก่อน เจ๋อหยวนเพิ่งเข้ามาทำงานที่ร้าน เขาใช้เศษไม้จากลังสินค้าแกะให้ฉันเอง ตอนนั้นเขาบอกว่า ต่อให้วันหนึ่งมีหยกแพงแค่ไหน เขาก็จะไม่เอามาแลกกับของชิ้นนี้

เธอหันไปมองสามี

—เจ๋อหยวน ระหว่างปิ่นไม้ของฉันกับกำไลหยกของผู้จัดการหลิน คุณว่าสิ่งไหนสวยกว่ากัน?

สีหน้าของเจ๋อหยวนตึงไปเล็กน้อย แต่ต่อหน้าคนทั้งงาน เขาไม่มีทางเลือก

—แน่นอนว่าปิ่นของคุณสวยกว่า เพราะมันมีความหมายกับเรา

ชิงเซี่ยยิ้ม

—ฉันก็คิดแบบนั้น

หลินหว่านก้มหน้าลง แต่กำมือแน่นจนเส้นเอ็นขึ้น

ชิงเซี่ยยังไม่หยุด

—จริงสิ เจ๋อหยวน ฉันจำได้ว่าคุณเคยเล่าเรื่องโรงงานในบ้านเกิดให้ฉันฟัง ตอนนั้นมีเด็กฝึกงานคนหนึ่งยอมขายสูตรของเจ้าของให้คู่แข่งเพื่อค่าคอมมิชชัน คุณเคยด่าเธอว่าเป็นคนที่เห็นเงินแล้วลืมบุญคุณ และบอกว่าคนแบบนั้นไม่มีวันยืนบนเวทีได้อย่างสง่างาม

แก้วชาในมือหลินหว่านหล่นกระแทกโต๊ะ

น้ำกระเด็นเต็มพื้น

ทุกคนหันไปมอง

ชิงเซี่ยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

—ผู้จัดการหลิน เป็นอะไรหรือเปล่า?

—มือพลาดค่ะ

—แปลกนะ ปกติเธอดูแลร้านใหญ่ขนาดนี้ยังไม่เคยพลาดเลย

เจ๋อหยวนรีบเข้ามาตัดบท

—ชิงเซี่ย คุณเพิ่งออกจากโรงพยาบาล อย่ายืนนานเลย ไปพักเถอะ

เธอพยักหน้าอย่างว่าง่าย

—ได้สิ ฉันเองก็เหนื่อยแล้ว

แต่คืนนั้นเธอไม่ได้กลับบ้าน

หลังงานเลิก ชิงเซี่ยกลับไปยังห้องทำงานชั้นสองเพื่อหยิบเอกสารที่จงใจทิ้งไว้ เธอได้ยินเสียงจากห้องเก็บของด้านหลัง จึงหยุดเดิน

เสียงหลินหว่านดังลอดออกมา

—เมื่อกี้คุณจับมือเธอต่อหน้าทุกคนเหมือนรักกันมาก ฉันเห็นแล้วจะอ้วก

เจ๋อหยวนตอบอย่างหงุดหงิด

—ถ้าไม่ทำให้คนพวกนั้นเชื่อ เราจะขายร้านได้ยังไง?

ชิงเซี่ยรู้สึกเหมือนมีน้ำแข็งไหลลงกลางหลัง

—ฉันรอมาหลายปีแล้วนะเจ๋อหยวน ลูกในท้องฉันสี่เดือนแล้ว อีกไม่นานก็ปิดไม่อยู่ คุณจะให้ฉันซ่อนถึงเมื่อไร?

—อีกสัปดาห์เดียว หลังเซ็นสัญญาใหญ่ ผมจะเอาร้านหลักไปค้ำ เงินก้อนจะเข้าบัญชีต่างประเทศ แล้วสูตรเก่าแก่ของเสิ่นจี้ก็จะเป็นของเรา

—แล้วชิงเซี่ยล่ะ?

เจ๋อหยวนหัวเราะเบา ๆ

—เธอคิดว่าผมแต่งเข้าบ้านเสิ่นเพราะรักจริง ๆ เหรอ? ตอนแรกผมเข้ามาเพราะต้องการเอาคืนคนแก่เสิ่น เรื่องที่เกิดกับครอบครัวผมเมื่อหลายปีก่อน ผมไม่เคยลืม ผมยอมก้มหัวทำงานหลังครัว ยอมเป็นลูกเขยที่ไม่มีใครเห็นค่า ก็เพื่อให้วันหนึ่งได้ถือกุญแจทั้งหมดไว้ในมือ

—แล้วคุณจะทิ้งอะไรให้ลูกสาวคุณไหม?

—ผมจะจัดการเอง

หลินหว่านเสียงแข็งขึ้น

—ไม่ได้ ถ้าคุณแบ่งทรัพย์สินให้ชิงเซี่ยกับลูกแม้แต่นิดเดียว ฉันจะไม่ยอม ลูกของฉันก็เป็นลูกคุณเหมือนกัน

มีช่วงหนึ่งที่ทั้งสองเงียบ ก่อนเจ๋อหยวนจะพูด

—ใจเย็น พิธีเซ็นสัญญาสัปดาห์หน้าเป็นขั้นสุดท้าย พอเงินออกจากบริษัท ผมจะขอหย่า แล้วแหวนหยกของตระกูลเสิ่นจะอยู่ในมือคุณอย่างเปิดเผย

ชิงเซี่ยยืนอยู่หลังประตู ใบหน้าซีดแต่สายตากลับนิ่งอย่างน่ากลัว

เธออยากเปิดประตู อยากเดินเข้าไปตบทั้งคู่ อยากถามว่าสิบปีที่ผ่านมาเป็นเรื่องโกหกทั้งหมดจริงหรือ

แต่เธอไม่ทำ

เพราะถ้าออกไปตอนนี้ คนสองคนนี้จะหยุดแผนทันที และหลักฐานทั้งหมดที่เธอต้องการจะหายไป

ชิงเซี่ยค่อย ๆ ยกโทรศัพท์ขึ้น กดบันทึกเสียง แล้วถอยออกมาโดยไม่ให้เกิดเสียง

คืนเดียวกัน เธอโทรหาพ่อ

—พ่อคะ หนูอยากดูบัญชีจัดซื้อย้อนหลังสามปี

ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย

—เกิดอะไรขึ้น?

—หนูยังไม่อยากพูดจนกว่าจะมีหลักฐาน แต่ตั้งแต่พรุ่งนี้ อย่าเซ็นอะไรที่เจ๋อหยวนเอามาให้โดยไม่ส่งสำเนาให้หนูก่อน

พ่อของเธอถอนหายใจ

—ชิงเซี่ย พ่อรอวันที่ลูกพูดประโยคนี้มานานแล้ว

เธอชะงัก

—พ่อรู้?

—พ่อรู้แค่ว่าบัญชีบางตัวไม่สวย แต่ยังไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง พ่อไม่อยากกล่าวหาลูกเขยของตัวเองโดยไม่มีหลักฐาน

ชิงเซี่ยหลับตา

—งั้นคราวนี้เราหาหลักฐานให้ครบ

วันต่อมา พ่อของเธอนำของฝากจากบ้านเกิดกับสมุนไพรหลายชนิดมาที่ร้าน หนึ่งในนั้นมีพริกทะเลแห้งที่เสิ่นจี้ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญ

ชิงเซี่ยเปิดกล่องสินค้าที่เพิ่งเข้าจากฝ่ายจัดซื้อ แล้วสังเกตว่าสีของพริกผิดปกติ

—ล็อตนี้ใครเป็นคนสั่ง?

หลินหว่านตอบทันที

—ฉันค่ะ เป็นของชั้นดีจากทางใต้ ต้องผ่านคนรู้จักถึงจะได้มา

ชิงเซี่ยหยิบเม็ดหนึ่งขึ้นมาดม ก่อนหักดูเนื้อด้านใน

—ของชั้นดี?

—ค่ะ ราคาสูงหน่อย แต่คุ้มกับคุณภาพ

—ใช้เงินบริษัทเท่าไร?

หลินหว่านลังเล

—ประมาณหนึ่งแสนสองหมื่น

ชิงเซี่ยเรียกหัวหน้าครัวอาวุโสมาดู ฝ่ายนั้นเพียงจับก็ขมวดคิ้ว

—นี่ของเกรดล่างครับคุณหนู สีถูกแต่งมา ถ้าใช้ทำอาหารกลิ่นจะเพี้ยน

พ่อของชิงเซี่ยหันไปมองหลินหว่าน

—จริงหรือ?

หลินหว่านรีบแก้ตัว

—อาจส่งล็อตผิดค่ะ ฉันจะติดต่อซัพพลายเออร์ทันที

ชิงเซี่ยพยักหน้า

—ดี งั้นเก็บใบสั่งซื้อ ใบโอนเงิน และเอกสารทั้งหมดไว้ ฉันจะตรวจเอง

เจ๋อหยวนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบพูด

—เรื่องเล็กเอง อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย ของไม่ดีก็ทิ้งแล้วสั่งใหม่

ชิงเซี่ยหันไปมองเขา

—เงินหนึ่งแสนสองหมื่นไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับร้านที่พ่อสร้างมาทั้งชีวิต

เจ๋อหยวนยิ้มฝืน ๆ

—คุณพูดถูก

ท้ายที่สุดวัตถุดิบล็อตนั้นถูกสั่งห้ามใช้ทั้งหมด

สิ่งที่หลินหว่านไม่รู้คือชิงเซี่ยไม่ได้ทิ้งเอกสาร เธอส่งทุกอย่างให้ผู้ตรวจสอบบัญชีภายนอก

ไม่ถึงสองวัน ความจริงชุดแรกก็ปรากฏ

ซัพพลายเออร์ที่ออกใบกำกับราคาสูงเป็นบริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นไม่ถึงปี เจ้าของตามเอกสารคือญาติห่าง ๆ ของหลินหว่าน เงินส่วนต่างถูกโอนไปยังบัญชีอีกชุด ก่อนถูกส่งต่อไปยังบริษัทนอกประเทศที่มีชื่อผู้รับผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับเจ๋อหยวน

เมื่อตรวจย้อนหลัง พบรูปแบบเดียวกันหลายครั้ง

วัตถุดิบราคาเกินจริง

ค่าที่ปรึกษาที่ไม่มีงานจริง

ค่าปรับปรุงสาขาที่จ่ายซ้ำ

และการโอนเงินเล็ก ๆ จำนวนมากซึ่งถ้ามองทีละรายการจะไม่สะดุดตา แต่รวมกันแล้วมากพอจะซื้อร้านทั้งสาขาได้หนึ่งแห่ง

ชิงเซี่ยไม่ได้ร้องไห้

เธอเพียงพิมพ์ทุกอย่างออกมา เรียงตามวันที่ แล้วเก็บไว้ในแฟ้มสีดำ

เจ๋อหยวนกับหลินหว่านกลับคิดว่าเธอไม่พบอะไร เพราะสองวันหลังจากนั้นชิงเซี่ยยังนั่งกินข้าวกับครอบครัวตามปกติ

เจ๋อหยวนตักอาหารให้เธอ

—แผลยังไม่หายดี อย่าทำงานหนัก

—ฉันแค่อยากกลับมาช่วยร้าน

—ที่ร้านมีผมกับหลินหว่านก็พอ คุณพักอยู่บ้านดีกว่า

ชิงเซี่ยยิ้ม

—เรื่องใหญ่ของร้านกำลังจะเซ็น ถ้าคนตระกูลเสิ่นไม่ออกหน้า คู่ค้าจะมั่นใจได้ยังไง?

เขาชะงักนิดหนึ่ง

—คุณอยากไปพิธีเซ็นสัญญาด้วย?

—แน่นอน

เจ๋อหยวนมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนยิ้ม

—ได้ ตอนนั้นคุณแค่ไปแสดงตัวก็พอ เรื่องเอกสารผมจัดการเอง

ชิงเซี่ยตอบอย่างว่าง่าย

—ฉันเชื่อคุณ

คืนนั้นเขานำเอกสารอีกชุดมาให้เธอเซ็น

—สัญญาใหม่ให้ผลตอบแทนเกือบสองเท่า แต่คู่ค้าต้องการให้ใช้ร้านหลักเป็นหลักประกันชั่วคราว คุณเซ็นอนุมัติตรงนี้ก็พอ

ชิงเซี่ยอ่านช้า ๆ

—ถ้าพลาดขึ้นมา ร้านหลักอาจถูกยึดนะ

—ไม่มีทางพลาด ผมดูมาหลายเดือนแล้ว

—แล้วตราประทับบริษัทล่ะ?

—พรุ่งนี้ผมจะให้ฝ่ายกฎหมายจัดการ

ชิงเซี่ยวางปากกาลง

เจ๋อหยวนเริ่มตึงเครียด

—คุณยังไม่เชื่อผมอีกเหรอ?

เธอมองเขาอยู่หลายวินาที ก่อนหยิบปากกาขึ้นอีกครั้ง

—ฉันเชื่อคุณสิ แต่พ่อบอกให้เพิ่มเอกสารแนบท้าย เพื่อให้สิทธิ์บริหารสูตรเก่าแก่ยังอยู่กับตระกูลเสิ่นจนกว่าคู่ค้าจะชำระเงินครบ คุณช่วยเซ็นรับทราบไว้ด้วยนะ จะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง

เจ๋อหยวนแทบไม่อ่าน เขาเห็นเพียงว่าเอกสารแนบท้ายหนาไม่กี่หน้า และคิดว่าเป็นเรื่องสิทธิ์ในสูตรตามปกติ

—ได้ ไม่มีปัญหา

เขาเซ็นชื่อ

ชิงเซี่ยมองลายเซ็นนั้นเงียบ ๆ

ในเอกสารแนบท้ายไม่ได้มีแค่เรื่องสูตร แต่กำหนดชัดว่า ผู้บริหารที่อนุมัติการโอนเงิน การใช้หลักประกัน หรือการเปิดบัญชีเกี่ยวเนื่องกับดีลนี้ ต้องยืนยันแหล่งที่มาของข้อมูลทางบัญชีทั้งหมด และยินยอมให้มีการตรวจสอบย้อนหลังทันทีหากพบความผิดปกติ

มันไม่ใช่กับดักที่ทำให้คนบริสุทธิ์ผิด

มันเพียงปิดทางที่คนผิดจะอ้างว่า “ไม่รู้เรื่อง”

คืนก่อนพิธีเซ็นสัญญา หลินหว่านส่งข้อความหาเจ๋อหยวนว่า “เวทีพร้อมแล้วใช่ไหม?”

เขาตอบกลับว่า “พรุ่งนี้ทุกอย่างจะเป็นของเรา”

ชิงเซี่ยเห็นข้อความนั้นจากสำเนาข้อมูลที่ฝ่ายกฎหมายเก็บไว้ตามคำสั่งสอบสวนภายใน

เธอปิดหน้าจอและโทรหาทนาย

—พรุ่งนี้ดำเนินการตามแผนค่ะ

พิธีเซ็นสัญญาจัดขึ้นที่ห้องจัดเลี้ยงชั้นบนของร้านเสิ่นจี้สาขาหลัก สื่อธุรกิจท้องถิ่น คู่ค้า และผู้บริหารหลายฝ่ายมาร่วมงาน

เจ๋อหยวนดูมั่นใจที่สุดในรอบหลายปี

หลินหว่านใส่ชุดสีอ่อนและแหวนหยกวงเดิม เธอยังซ่อนหน้าท้องได้ แต่ไม่มากเหมือนก่อน

ชิงเซี่ยมาถึงพร้อมพ่อ

เจ๋อหยวนเดินเข้ามาจับมือภรรยา

—วันนี้อย่ากังวลนะ ทุกอย่างผมเตรียมไว้หมดแล้ว

—ฉันรู้

เขาไม่ทันสังเกตว่าน้ำเสียงของเธอสงบเกินไป

เมื่อพิธีเริ่ม เจ๋อหยวนขึ้นเวทีอธิบายว่าดีลครั้งนี้จะทำให้เสิ่นจี้ขยายไปอีกหลายเมืองและเพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างมหาศาล จากนั้นเอกสารถูกนำขึ้นมาเพื่อเซ็นอย่างเป็นทางการ

ชิงเซี่ยนั่งอยู่แถวหน้า ไม่พูดอะไร

จนกระทั่งเจ๋อหยวนเซ็นชื่อในฐานะผู้บริหารผู้รับผิดชอบ เขาก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ

หลินหว่านสบตากับเขาจากด้านข้าง

ทุกอย่างดูเหมือนกำลังเป็นไปตามแผนของทั้งคู่

แต่ก่อนประธานคู่ค้าจะเซ็น ชิงเซี่ยลุกขึ้น

—ขอโทษค่ะ ก่อนเซ็นขั้นสุดท้าย ฉันมีเอกสารชุดหนึ่งที่ต้องให้ทุกฝ่ายตรวจสอบ

เจ๋อหยวนหันมา

—เอกสารอะไร?

—บัญชีของร้าน

สีหน้าของเขาเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย

—บัญชีมีฝ่ายการเงินตรวจแล้ว อย่าทำให้พิธีสะดุดเลย

—ฉันไม่ได้หมายถึงบัญชีปกติ

เธอวางแฟ้มสีดำบนโต๊ะ

—ฉันหมายถึงเงินที่ถูกดึงออกจากร้านผ่านใบสั่งซื้อปลอม บริษัทเงา และบัญชีต่างประเทศตลอดสามปีที่ผ่านมา

ห้องทั้งห้องเงียบกริบ

หลินหว่านหน้าซีดทันที

เจ๋อหยวนหัวเราะ

—คุณพูดอะไรของคุณ?

ชิงเซี่ยเปิดเอกสารหน้าแรก

—ล็อตพริกทะเลที่ฝ่ายจัดซื้อแจ้งราคาหนึ่งแสนสองหมื่น ต้นทุนจริงไม่ถึงสามหมื่น บริษัทที่ออกใบกำกับเป็นของญาติผู้จัดการหลิน เงินส่วนต่างถูกโอนต่อสามทอด ก่อนเข้าบัญชีบริษัทนอกประเทศ

เธอเปิดหน้าต่อไป

—ค่าปรับปรุงสาขาตะวันตก ถูกเบิกสองครั้งในเดือนเดียว

อีกหน้า

—ค่าที่ปรึกษาของบริษัทที่ไม่มีพนักงาน ไม่มีสำนักงาน และไม่มีงานส่งมอบ แต่รับเงินจากเราเจ็ดครั้ง

อีกหน้า

—และบัญชีปลายทางนี้ มีผู้รับผลประโยชน์ที่เชื่อมกับคุณ ลู่เจ๋อหยวน

เสียงซุบซิบดังทั่วห้อง

เจ๋อหยวนตบโต๊ะ

—พอได้แล้ว! เอกสารพวกนี้ปลอม!

—งั้นก็ดีค่ะ

ชิงเซี่ยพยักหน้าไปทางประตู

ผู้ตรวจสอบบัญชีอิสระ ทนาย และตัวแทนธนาคารเดินเข้ามาพร้อมกัน

—เพราะทุกอย่างถูกตรวจจากต้นฉบับ ไม่ได้มาจากฉันคนเดียว

หลินหว่านถอยหลังหนึ่งก้าว

เจ๋อหยวนหันไปมองเธอเหมือนต้องการให้เงียบ

แต่ชิงเซี่ยยังพูดต่อ

—ยังมีเรื่องสูตรเก่าแก่ด้วย

พ่อของเธอลุกขึ้นช้า ๆ

—สูตรหลักของเสิ่นจี้ไม่เคยถูกโอนเข้าบริษัทบริหารปัจจุบัน สิทธิ์ต้นฉบับยังอยู่ในทรัสต์ครอบครัวที่ฉันตั้งไว้เมื่อสิบสองปีก่อน

เจ๋อหยวนหน้าชา

—เป็นไปไม่ได้

ชายชรามองลูกเขยที่เคยไว้ใจ

—ฉันให้แกเรียน ให้แกบริหาร ให้แกมีอำนาจ แต่ฉันไม่เคยยกสิ่งที่บรรพบุรุษฝากไว้ให้แกขาย

เจ๋อหยวนเริ่มหายใจแรง

—พ่อ ฟังผมก่อน—

—อย่าเรียกฉันว่าพ่อ

คำพูดสั้น ๆ ทำให้เขานิ่งไป

ชิงเซี่ยเปิดไฟล์เสียงจากโทรศัพท์

เสียงของหลินหว่านดังออกลำโพง

“หลังเซ็นสัญญาใหญ่ คุณจะขอหย่าใช่ไหม?”

ตามด้วยเสียงเจ๋อหยวน

“พอเงินออกจากบริษัท ผมจะจัดการทุกอย่าง แล้วแหวนของตระกูลเสิ่นจะอยู่ในมือคุณอย่างเปิดเผย”

ใบหน้าของหลินหว่านขาวซีด

เธอพยายามเดินออก แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายขวางไว้

—คุณไม่มีสิทธิ์กักฉัน!

ทนายตอบอย่างเย็นชา

—ไม่มีใครกักคุณครับ แต่ทางบริษัทได้แจ้งเรื่องการยักยอกและปลอมเอกสารต่อเจ้าหน้าที่แล้ว คุณจะไปไหนก็ได้ถ้าเจ้าหน้าที่อนุญาต

เจ๋อหยวนหันไปหาชิงเซี่ย

—คุณแอบอัดเสียงผม?

—ถ้าคุณไม่ได้วางแผนขโมยร้านของครอบครัวฉัน เสียงนั้นก็ไม่มีอะไรทำร้ายคุณได้

เขากำหมัด

—คุณวางแผนทั้งหมดตั้งแต่เมื่อไร?

ชิงเซี่ยมองเขา

—ตั้งแต่วันที่ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้โกหกฉันเรื่องผู้หญิงคนเดียว แต่โกหกฉันเรื่องชีวิตทั้งชีวิต

หลินหว่านหันไปหาเจ๋อหยวนอย่างตื่นตระหนก

—คุณบอกว่าเงินถูกย้ายไปหมดแล้ว!

—เงียบ!

—บัญชีต่างประเทศอยู่ชื่อคุณคนเดียวใช่ไหม? แล้วส่วนของฉันล่ะ?

คำถามนั้นทำให้คนทั้งห้องหันมองเจ๋อหยวน

ชิงเซี่ยไม่ต้องพูดอะไรต่อ หลินหว่านเริ่มเปิดเรื่องด้วยตัวเอง

—คุณสัญญาว่าจะแบ่งครึ่ง! คุณบอกว่าฉันช่วยทำใบสั่งซื้อ ช่วยเปลี่ยนซัพพลายเออร์ ช่วยเอาเงินออกมา แล้วหลังหย่าคุณจะ—

—ฉันบอกให้เงียบ!

เจ๋อหยวนตะโกน

ชิงเซี่ยยืนมองคนสองคนที่เคยคิดว่าตัวเองร่วมมือกันแน่นแฟ้นเริ่มกัดกันภายในไม่กี่นาที

เธอไม่รู้สึกสะใจอย่างที่คิด

มีเพียงความเหนื่อย

สิบปีของชีวิตสมรสไม่ได้หายไปเพราะเอกสารแฟ้มเดียว ต่อให้ความจริงถูกเปิดเผย สิ่งที่เสียไปก็ยังเสียไปอยู่ดี

เจ้าหน้าที่เข้ามารับเอกสารและเชิญเจ๋อหยวนกับหลินหว่านไปให้ข้อมูลต่อ

ก่อนเดินออก เจ๋อหยวนหยุดตรงหน้าชิงเซี่ย

—ผมเคยรักคุณจริง

เธอมองเขานิ่ง ๆ

—อาจจะเคย

เขาชะงักเหมือนไม่คิดว่าเธอจะตอบแบบนั้น

—ถ้าคุณเชื่อ ทำไมถึงไม่ให้โอกาสผม?

—เพราะความรักที่เคยมี ไม่ได้ลบสิ่งที่คุณเลือกทำทีหลัง

เขาหลุบตา

ชิงเซี่ยหยิบปิ่นไม้เก่าออกจากกระเป๋าเสื้อ วางลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา

—ของชิ้นนี้คุณเคยบอกว่ามีค่ากว่าหยกทุกชิ้นในโลก ฉันเชื่อมาตลอด

เจ๋อหยวนมองปิ่นไม้ ไม่กล้าแตะ

—ชิงเซี่ย…

—แต่ของที่มีความหมายในอดีต ไม่ได้แปลว่าต้องพกไปถึงอนาคต

เธอหันหลัง

ครั้งนี้เขาไม่ได้ตามมา

หลังเหตุการณ์วันนั้น ดีลที่มีปัญหาถูกระงับทันที ร้านหลักไม่ถูกนำไปค้ำประกัน และเงินที่ยังโอนไม่สำเร็จถูกหยุดไว้

การตรวจสอบกินเวลาหลายสัปดาห์ หลักฐานบางส่วนชัดเจน บางส่วนต้องไล่เส้นทางเงินต่อ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้คือระบบภายในของเสิ่นจี้มีช่องโหว่มานานเกินไป

พ่อของชิงเซี่ยโทษตัวเอง

—พ่อเป็นคนให้เจ๋อหยวนมีอำนาจมากเกินไป

ชิงเซี่ยส่ายหน้า

—คนที่คิดจะทำผิด ต่อให้เราไม่ให้ประตู เขาก็หาหน้าต่าง แต่จากนี้เราต้องทำให้ไม่มีใครคนเดียวถือกุญแจทุกดอกได้อีก

เธอไม่ได้ไล่พนักงานทั้งหมดที่เคยทำงานกับเจ๋อหยวน หลายคนไม่รู้เรื่อง และบางคนเป็นคนส่งเอกสารสำคัญให้ฝ่ายตรวจสอบด้วยซ้ำ

เธอเปลี่ยนระบบจัดซื้อให้ต้องมีผู้อนุมัติหลายฝ่าย เปิดให้ตรวจราคาจากซัพพลายเออร์มากกว่าหนึ่งราย และให้สูตรสำคัญแยกการเข้าถึงตามหน้าที่

หลินหว่านถูกถอดออกจากตำแหน่งทันที คดีเกี่ยวกับเงินและเอกสารดำเนินต่อไปตามหลักฐาน ส่วนเรื่องลูกในท้อง ชิงเซี่ยไม่แตะต้องและไม่ใช้เป็นเครื่องมือโจมตี

ครั้งหนึ่งหลินหว่านส่งข้อความมาหาเธอ

“ฉันรู้ว่าคุณเกลียดฉัน แต่เด็กไม่ผิด”

ชิงเซี่ยตอบเพียงประโยคเดียว

“ฉันไม่เคยคิดจะทำอะไรเด็ก เรื่องของผู้ใหญ่ให้ผู้ใหญ่รับผิดชอบกันเอง”

จากนั้นเธอก็บล็อกเบอร์

ส่วนการหย่ากับเจ๋อหยวนไม่ได้จบในวันเดียว เขาพยายามขอคุยหลายครั้ง บางวันเขาบอกว่าตัวเองถูกความแค้นบังตา บางวันบอกว่าเริ่มต้นแผนเพราะต้องการเอาคืนตระกูลเสิ่น แต่ระหว่างทางกลับรักชิงเซี่ยจริง บางวันก็ขออย่างน้อยให้ได้เจอลูก

ชิงเซี่ยไม่ห้ามเขาเจอเนี่ยนเนี่ยนตราบใดที่เป็นไปตามข้อตกลงและไม่ดึงเด็กเข้าไปเกี่ยวกับความขัดแย้งของผู้ใหญ่

วันหนึ่งเนี่ยนเนี่ยนถามแม่ขณะนั่งทำการบ้าน

—แม่ยังรักพ่ออยู่ไหม?

ชิงเซี่ยหยุดมือ

เธอไม่อยากโกหกลูก แต่ก็ไม่อยากโยนความเจ็บปวดของผู้ใหญ่ใส่เด็ก

—แม่เคยรักพ่อมาก

—แล้วตอนนี้ล่ะ?

ชิงเซี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง

—ตอนนี้แม่รักตัวเองกับหนูมากพอที่จะไม่อยู่ในที่ที่มีแต่คำโกหก

เนี่ยนเนี่ยนพยักหน้าเหมือนเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ก่อนจะก้มลงเขียนการบ้านต่อ

สามเดือนหลังพิธีเซ็นสัญญาที่ไม่เคยเกิดขึ้น ร้านเสิ่นจี้เปิดสาขาใหม่โดยไม่ใช้เงินกู้ก้อนใหญ่ ไม่มีเวทีหรู ไม่มีคำพูดเรื่องกำไรสองเท่า มีเพียงลูกค้าเก่า พนักงาน และครอบครัวของคนทำงานที่มาร่วมกินอาหารมื้อแรก

พ่อของชิงเซี่ยนั่งอยู่โต๊ะมุมเดิม มองลูกสาวเดินตรวจครัวด้วยสีหน้าที่สงบลง

—เหนื่อยไหม?

—เหนื่อยค่ะ

—เสียใจไหมที่กลับมาจับงานเอง?

ชิงเซี่ยหัวเราะ

—เสียใจที่ก่อนหน้านี้ปล่อยให้คนอื่นจับแทนนานเกินไปมากกว่า

หลังร้านปิด เธอกลับไปที่สำนักงานเพื่อเก็บเอกสาร

บนโต๊ะมีพัสดุเล็ก ๆ ไม่มีชื่อผู้ส่ง

เมื่อเปิดออก เธอเห็นปิ่นไม้เก่าที่ทิ้งไว้บนโต๊ะในวันนั้น

เจ๋อหยวนส่งคืนมา

ข้างในไม่มีจดหมาย มีเพียงปิ่นชิ้นเดิมที่ไม้เริ่มซีดตามเวลา

ชิงเซี่ยถือมันไว้นาน

ภาพวันที่ชายหนุ่มยากจนคนหนึ่งนั่งแกะปิ่นให้เธอหน้าร้านเก่ากลับมาอีกครั้ง ตอนนั้นรอยยิ้มของเขาอาจเป็นของจริง ความรักในช่วงหนึ่งอาจเป็นของจริง และความทรยศในเวลาต่อมาก็เป็นของจริงเช่นกัน

สองอย่างนั้นสามารถอยู่ในอดีตเดียวกันได้

เธอไม่ได้หักปิ่น ไม่ได้โยนทิ้ง และไม่ได้เอากลับมาปักผม

ชิงเซี่ยเปิดลิ้นชักล่างสุด วางมันลงในกล่องเล็ก ๆ แล้วปิดฝา

จากนั้นเธอหยิบกุญแจร้าน เดินออกจากสำนักงาน และดับไฟเป็นคนสุดท้าย

หน้าร้าน เนี่ยนเนี่ยนกำลังรออยู่กับคุณตา เด็กหญิงยกมือโบกทันทีที่เห็นแม่

—แม่ เรากลับบ้านกัน!

ชิงเซี่ยยิ้ม เดินเข้าไปจับมือลูกสาว แล้วทั้งสามคนออกจากร้านไปพร้อมกัน

ด้านหลัง ประตูร้านเสิ่นจี้ค่อย ๆ ปิดลง เหลือเพียงป้ายเก่าแก่เหนือประตูที่ยังสว่างอยู่เหมือนเดิม

แต่ครั้งนี้ คนที่ถือกุญแจไม่คิดจะฝากมันไว้ในมือใครอีกแล้ว

Leave a Comment