เธอสั่งย้ายชายที่หลับมา 6 ปีออกจากห้องวีไอพี ก่อนคนทั้งโรงพยาบาลจะเงียบกริบ

เสียงปืนดังขึ้นกลางชั้นวีไอพีของโรงพยาบาลฟงหุยจนคนทั้งทางเดินหยุดหายใจไปชั่วขณะ พยาบาลเวรที่กำลังเข็นรถยารีบหลบเข้าหลังเคาน์เตอร์ ส่วนญาติคนไข้สองสามคนกอดกันแน่นด้วยความตกใจ

อู๋เสี่ยวถง ลูกสาวเพียงคนเดียวของผู้อำนวยการโรงพยาบาล ยืนอยู่หน้าห้องหมายเลขหนึ่งในชุดราคาแพง มือข้างหนึ่งกำโทรศัพท์ อีกข้างถือปืนที่เพิ่งลั่นไปเมื่อครู่ กระสุนไม่ได้โดนใครเต็ม ๆ แต่เฉี่ยวกรอบประตูจนเศษไม้กระเด็นใส่แขนของหัวหน้าพยาบาลหลินเป็นรอยยาว

—ฉันให้เวลาพวกเธอห้านาที ย้ายคนไข้ในห้องนี้ออกไป

หัวหน้าพยาบาลหลินกดผ้าก๊อซกับแขนตัวเองแล้วส่ายหน้า

—ย้ายไม่ได้ค่ะ ห้องนี้มีคำสั่งพิเศษ คนไข้ห้ามถูกเคลื่อนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์ประจำตัว

—คนไข้ที่นอนเป็นผักมาหกปีน่ะเหรอ?

เสี่ยวถงหัวเราะอย่างดูแคลน ก่อนจะชี้ไปที่ป้ายหน้าห้องซึ่งมีเพียงชื่อสั้น ๆ ว่า “ฉินเฟิง”

—หกปีไม่มีญาติมาเยี่ยม ไม่มีใครส่งดอกไม้ ไม่มีใครมาเฝ้า ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อฉันใจดี เขาคงถูกย้ายไปห้องธรรมดาตั้งนานแล้ว วันนี้มีแขกสำคัญของโรงพยาบาลจะเข้าพัก ห้องนี้ต้องว่าง

เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้น เสี่ยหลัว นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในเมืองเชียงเชิง โทรมาหาเสี่ยวถงหลังเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยระหว่างทางไปงานเลี้ยง เขาไม่ได้บาดเจ็บหนัก แค่หน้าผากแตกและต้องเย็บไม่กี่เข็ม แต่เขาไม่ต้องการนอนรวมกับคนไข้ทั่วไป และยืนยันว่าจะใช้ห้องวีไอพีหมายเลขหนึ่งเท่านั้น

เสี่ยวถงรู้ดีว่าเสี่ยหลัวกำลังจะลงทุนในศูนย์การแพทย์แห่งใหม่ที่ครอบครัวเธออยากได้มานาน เธอจึงตอบตกลงทันทีโดยไม่แม้แต่เปิดแฟ้มคนไข้เดิมดูให้ครบ

ในความคิดของเธอ คนหนึ่งคือมหาเศรษฐีที่อาจนำเงินหลายร้อยล้านเข้ามา อีกคนคือชายหมดสติที่ไม่เคยมีใครมาเยี่ยมตลอดหกปี การเลือกควรจะง่ายที่สุดในโลก

แต่หัวหน้าพยาบาลหลินไม่ยอม

—คุณอู๋คะ ค่าใช้จ่ายของคุณฉินถูกชำระล่วงหน้าทุกปี และในแฟ้มมีคำสั่งชัดเจนว่าห้ามเปิดเผยข้อมูล ห้ามเปลี่ยนห้อง ห้ามถอดอุปกรณ์ และห้ามให้บุคคลภายนอกเข้าใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาต

—แล้วใครเป็นคนออกคำสั่ง?

—ฉันไม่ทราบค่ะ เอกสารมาจากคณะกรรมการโดยตรง

เสี่ยวถงยิ่งหงุดหงิด

—นี่โรงพยาบาลของพ่อฉัน แต่พวกเธอกลับบอกว่าฉันไม่มีสิทธิ์แตะคนไข้คนเดียว?

หัวหน้าพยาบาลหลินมองเธอตรง ๆ

—นี่เป็นโรงพยาบาลค่ะ ไม่ใช่บ้านของใคร คนไข้ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการรักษาอย่างปลอดภัย

คำตอบนั้นทำให้เสี่ยวถงเสียหน้าต่อหน้าพนักงานหลายคน เธอจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนเปิดประตู แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะทันได้จับลูกบิด ชายคนหนึ่งที่นั่งอ่านหนังสืออยู่สุดทางเดินก็ลุกขึ้น

เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาธรรมดา ไม่มีบัตรพนักงาน ไม่มีตราหน่วยรักษาความปลอดภัย และตลอดหลายปีที่ผ่านมาแทบไม่มีใครสนใจว่าเขามานั่งตรงมุมเดิมทุกวันทำไม

—ถอยออกจากประตู

น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่ทำให้เจ้าหน้าที่สองคนหยุดโดยไม่รู้ตัว

เสี่ยวถงหันไปมอง

—คุณเป็นใคร?

ชายคนนั้นปิดหนังสือช้า ๆ

—คนที่ได้รับคำสั่งให้ดูแลว่าประตูบานนี้จะไม่ถูกเปิดโดยคนที่ไม่ควรเปิด

—ฉันถามว่าคุณเป็นใคร

—เฉินอี้

—ไม่เคยได้ยินชื่อ

—ไม่แปลก

เฉินอี้เดินมาหยุดหน้าห้อง เขาไม่ได้มีท่าทางคุกคาม แต่สายตาของเขานิ่งจนเสี่ยวถงรู้สึกไม่สบายใจ

—คุณอู๋ ถ้าคุณต้องการห้องวีไอพี ผมแนะนำให้ใช้ห้องอื่น

—ถ้าฉันไม่ล่ะ?

—ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณก็แค่ไม่ได้ห้องนี้

เสี่ยวถงหัวเราะด้วยความโมโห

—คุณรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?

—รู้

—แล้วคุณยังกล้าพูดแบบนี้?

—เพราะผมรู้ไงครับ

คนรอบข้างเงียบลงกว่าเดิม เสี่ยวถงไม่ชอบสายตาที่ทุกคนเริ่มมองเธอเหมือนกำลังรอดูว่าเรื่องจะจบอย่างไร เธอจึงโทรหาพ่อทันที

ผู้อำนวยการอูรับสายหลังจากดังเพียงครั้งเดียว

—พ่อ หนูต้องการห้องวีไอพีหนึ่ง แต่พวกพยาบาลกับผู้ชายบ้าคนหนึ่งไม่ยอมให้ย้ายคนไข้เก่าออก

ปลายสายเงียบไป

—ห้องไหนนะ?

—ห้องหนึ่ง คนไข้ชื่อฉินเฟิง นอนมาเป็นผักตั้งหกปีแล้ว

คราวนี้ความเงียบนานกว่าครั้งแรกมาก จนเสี่ยวถงต้องเอาโทรศัพท์ออกจากหูดูว่าสายหลุดหรือไม่

—พ่อ?

เสียงของผู้อำนวยการอูเปลี่ยนไปทันที

—เสี่ยวถง ฟังพ่อให้ดี อย่าแตะคนไข้คนนั้น อย่าแตะเครื่องมือ อย่าเปิดประตู และอย่าพูดอะไรอีก พ่อกำลังไป

—พ่อจะกลัวอะไร เขาก็แค่—

—พ่อบอกให้หยุด!

เสียงตวาดทำให้เธอชะงัก เพราะตลอดชีวิตพ่อไม่เคยขึ้นเสียงกับเธอแบบนี้

แต่เมื่อหันกลับมาเห็นพนักงานหลายสิบคนมองอยู่ ความอับอายก็กลับกลายเป็นความดื้อรั้น

—พ่อก็ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ หนูจัดการเองได้

เธอตัดสายทิ้ง ก่อนจะหันไปสั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกครั้ง

—เปิดประตู

ไม่มีใครขยับ

—ฉันบอกให้เปิด!

เฉินอี้ขยับมายืนขวาง

—ผมเตือนครั้งสุดท้าย

เสี่ยวถงจ้องหน้าเขา ก่อนจะชักปืนออกมาเพื่อข่มขู่ นั่นคือจังหวะที่หัวหน้าพยาบาลหลินพยายามเข้ามาห้ามและเสียงปืนดังขึ้นจนทั้งชั้นวุ่นวาย

หลังจากกระสุนเฉี่ยวประตู เสี่ยวถงเองก็ดูตกใจเล็กน้อย แต่แทนที่จะยอมถอย เธอกลับใช้ความโกรธกลบความกลัว

—ลากผู้หญิงคนนี้ออกไป!

เจ้าหน้าที่ของเธอยังไม่ทันขยับ เฉินอี้ก็จับข้อมือคนแรก บิดเพียงครั้งเดียวจนกระบองหล่นลงพื้น แล้วผลักอีกคนถอยหลังไปชนกำแพงโดยไม่ถึงกับบาดเจ็บหนัก

—พอแล้ว

น้ำเสียงของเขาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

—ถ้าคุณทำให้คนในห้องนี้ได้รับอันตราย ต่อให้พ่อคุณคุกเข่าขอร้องก็ช่วยคุณไม่ได้

เสี่ยวถงกำปืนแน่น

—คนในห้องนั้นเป็นใครกันแน่?

เฉินอี้มองผ่านกระจกเล็ก ๆ ที่ประตูไปยังชายบนเตียง

—ถ้าคุณไม่รู้ ก็ดีกับตัวคุณเองแล้ว

คำตอบยิ่งทำให้เธอไม่พอใจ

—ก็แค่คนไข้ที่ไม่มีใครมาเยี่ยมหกปี ถ้าใหญ่โตจริง ทำไมไม่มีญาติสักคน?

เฉินอี้เงียบไปครู่หนึ่ง

—เพราะคนที่มีสิทธิ์มาเยี่ยมเขา ถูกสั่งไม่ให้มา

—ใครสั่ง?

—เขาเอง ก่อนจะหมดสติ

คนรอบข้างเริ่มกระซิบกัน เสี่ยวถงขมวดคิ้ว

—เพ้อเจ้อ

เฉินอี้ไม่ตอบ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความเพียงประโยคเดียว จากนั้นเก็บกลับเข้ากระเป๋า

ไม่ถึงสามนาที ลิฟต์ส่วนตัวก็เปิดออก ชายชุดดำห้าคนเดินออกมาก่อน ตามด้วยชายชราผมขาวในชุดสูทสีเข้ม ผู้บริหารโรงพยาบาลหลายคนที่จำเขาได้ถึงกับหน้าซีด

เขาคือจางไท่ ประธานกลุ่มจาง เจ้าของเครือข่ายขนส่ง ยา และอสังหาริมทรัพย์มากกว่าครึ่งเมืองเชียงเชิง เป็นคนที่แม้แต่เสี่ยหลัวผู้มั่งคั่งยังต้องนัดล่วงหน้าหลายสัปดาห์หากต้องการพบ

เสี่ยวถงรีบเปลี่ยนสีหน้า

—ท่านจาง มาได้ยังไงคะ?

จางไท่ไม่แม้แต่จะมองเธอ เขาเดินตรงไปหาเฉินอี้

—อาการเป็นอย่างไร?

—ยังคงเดิมครับ แต่มีคนพยายามย้ายท่านฉินออกจากห้อง และมีการยิงปืนหน้าห้อง

สีหน้าของจางไท่แข็งขึ้น

—ใคร?

เฉินอี้ไม่ต้องชี้ ทุกสายตาก็หันไปทางเสี่ยวถงพร้อมกัน

เธอรีบพูด

—เป็นเรื่องเข้าใจผิดค่ะ ฉันแค่ต้องการห้องให้แขกคนสำคัญ ไม่รู้ว่าคนไข้คนนี้เกี่ยวข้องกับท่านจาง

จางไท่มองเธอเป็นครั้งแรก

—เกี่ยวข้องกับฉัน?

เขาหัวเราะสั้น ๆ อย่างไม่มีความขบขัน

—ถ้าคิดว่าเขาเป็นแค่คนของฉัน เธอก็ยังไม่เข้าใจอะไรเลย

จากนั้นชายที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองกลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาเดินไปหยุดหน้าประตูห้องวีไอพี วางไม้เท้าลงข้างตัว แล้วโค้งศีรษะลึกต่อชายที่ยังนอนนิ่งอยู่หลังประตู

—ท่านฉิน ผมมาช้าไป

ไม่มีเสียงตอบจากในห้อง แต่ภาพนั้นเพียงพอทำให้สีหน้าของเสี่ยวถงซีดเผือด

หัวหน้าพยาบาลหลินเองยังมองอย่างไม่เชื่อสายตา

จางไท่หันกลับมา

—หกปีก่อน ถ้าไม่มีเขา ตระกูลจางคงหายไปจากเมืองนี้แล้ว คนที่พวกเธอเรียกว่า “คนไข้ไร้ญาติ” เป็นคนที่ช่วยทั้งชีวิตและธุรกิจของฉันไว้

เสี่ยวถงพยายามฝืนยิ้ม

—ถึงอย่างนั้น เขาก็เป็นคนไข้ของโรงพยาบาลเรา—

—โรงพยาบาลของเธอ?

เสียงของชายอีกคนดังขึ้นจากลิฟต์

ผู้อำนวยการอูวิ่งออกมาทั้งที่เสื้อเชิ้ตเปียกเหงื่อ เขาหายใจแทบไม่ทัน และเมื่อเห็นปืนในมือลูกสาวกับรอยกระสุนที่กรอบประตู ใบหน้าก็แทบหมดสี

—วางปืนลงเดี๋ยวนี้!

เสี่ยวถงชะงัก

—พ่อ—

—ฉันบอกให้วาง!

เธอยอมวางปืนลงบนพื้นในที่สุด

ผู้อำนวยการอูหันไปโค้งให้จางไท่ ก่อนจะมองเฉินอี้

—ขอโทษครับ ผมผิดเองที่ไม่อธิบายให้พนักงานเข้าใจชัดเจน

—คุณอธิบายไม่ได้อยู่แล้ว

เฉินอี้ตอบ

—ข้อมูลของท่านฉินเป็นความลับตามข้อตกลงเดิม

เสี่ยวถงมองพ่อด้วยความสับสน

—พ่อรู้มาตลอดเหรอว่าเขาเป็นใคร?

ผู้อำนวยการอูหลับตาเหมือนคนหมดแรง

—รู้แค่ส่วนหนึ่ง และส่วนที่พ่อรู้ก็เพียงพอที่จะบอกว่าเราไม่มีสิทธิ์แตะต้องเขา

—แล้วทำไมไม่มีชื่อญาติ? ทำไมไม่เคยมีคนมาเยี่ยม?

—เพราะหกปีก่อนมีคนพยายามฆ่าเขา

คำพูดนั้นทำให้ทางเดินเงียบสนิท

ผู้อำนวยการอูพูดต่ออย่างช้า ๆ

—หลังจากเขาถูกส่งมาที่นี่ มีคำสั่งให้ตัดการติดต่อทั้งหมด แม้แต่คนในครอบครัวก็เข้าพบไม่ได้โดยตรง รายชื่อแพทย์ถูกจำกัด ทุกอย่างถูกจัดการผ่านกองทุนปิด เพื่อให้ศัตรูคิดว่าเขาหายไปจากโลกแล้ว

เสี่ยวถงรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไป

เธอเพิ่งเข้าใจว่าความเงียบตลอดหกปีไม่ได้หมายถึงไม่มีใครสนใจ แต่หมายถึงมีคนจำนวนมากพยายามทำให้โลกไม่รู้ว่าชายคนนี้ยังมีชีวิตอยู่

ในจังหวะนั้น เสียงลิฟต์ดังขึ้นอีกครั้ง เสี่ยหลัวเดินออกมาพร้อมเลขาสองคน มีผ้าก๊อซเล็ก ๆ แปะอยู่เหนือคิ้ว เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นจางไท่ก็รีบชะลอฝีเท้า

—ท่านจาง? ท่านมาทำอะไรที่นี่ครับ?

จางไท่มองเขา

—ได้ยินว่าเธอต้องการห้องนี้

เสี่ยหลัวมองป้ายหมายเลขหนึ่ง แล้วมองสีหน้าของทุกคน เขาเป็นคนอยู่ในวงการธุรกิจมานานพอที่จะรู้ทันทีว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงจุดที่อันตรายกว่าบาดแผลบนหน้าผากหลายเท่า

—ผมไม่เคยบอกว่าต้องเป็นห้องนี้ครับ ผมขอเพียงห้องที่เงียบ คุณอู๋เป็นคนจัดการให้เอง

เสี่ยวถงหันขวับ

—เสี่ยหลัว เมื่อกี้คุณยังบอก—

—ผมบอกว่าต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่ได้บอกให้ไล่คนไข้

เขาตัดบททันที

จากนั้นเขาหันไปหาผู้อำนวยการอู

—ผมขอห้องธรรมดาก็ได้ หรือกลับบ้านเลยก็ได้ แผลแค่นี้ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล

เสี่ยวถงยืนตัวแข็ง ความมั่นใจที่เคยมีหายไปหมดภายในไม่กี่นาที

จางไท่ไม่ได้สนใจเธออีก เขาสั่งคนของตัวเองให้ปิดชั้นวีไอพีชั่วคราว และให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเข้ามารับปืนไปตรวจสอบ ส่วนหัวหน้าพยาบาลหลินถูกพาไปทำแผล

ทุกอย่างควรจะจบตรงนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงสัญญาณจากเครื่องวัดชีพจรในห้องหมายเลขหนึ่งดังผิดจังหวะ

เฉินอี้หันกลับทันที

แพทย์ประจำตัวที่อยู่เวรอีกฝั่งรีบวิ่งเข้ามาเปิดประตูด้วยบัตรพิเศษ ทีมแพทย์เข้าไปด้านใน ขณะที่คนอื่นถูกกันให้อยู่ด้านนอก

ผ่านกระจกแคบ ๆ ที่ประตู จางไท่เห็นนิ้วมือของฉินเฟิงขยับเล็กน้อย

เขาแทบลืมหายใจ

—เมื่อกี้… มือเขาขยับใช่ไหม?

ไม่มีใครตอบ

ห้านาทีต่อมา แพทย์ออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น

—มีการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นครับ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ค่าคลื่นสมองเพิ่มขึ้นชัดเจน เราต้องตรวจอย่างละเอียด แต่มีโอกาสที่ระดับการรับรู้ของคนไข้กำลังเปลี่ยน

จางไท่กำไม้เท้าแน่นจนมือสั่น

เสี่ยวถงเองเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ เธอไม่รู้ว่าควรดีใจหรือกลัวมากกว่ากัน

คืนนั้นชั้นวีไอพีถูกปิดทั้งหมด ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าออกโดยไม่มีรายชื่อ ผู้อำนวยการอูนั่งอยู่หน้าห้องทำงานจนเกือบเช้า เขาไม่กลับบ้านและไม่คุยกับลูกสาว

เสี่ยวถงถูกสั่งพักงานทันที

ครั้งแรกในชีวิตที่เธอไม่มีพ่อคอยแก้ปัญหาให้

ตอนตีสอง เธอเคาะประตูห้องทำงาน

—พ่อ

ผู้อำนวยการอูไม่เงยหน้า

—กลับบ้านไป

—หนูไม่ได้ตั้งใจให้ปืนลั่น

—แต่หนูตั้งใจเอาปืนออกมา

เสี่ยวถงนิ่ง

—หนูแค่โกรธ

—คนอื่นโกรธก็มีสิทธิ์ยิงปืนในโรงพยาบาลเหรอ?

เธอเม้มริมฝีปาก น้ำตาเริ่มคลอ

—พ่อจะเข้าข้างคนอื่นมากกว่าหนูจริง ๆ เหรอ?

คราวนี้เขาเงยหน้าขึ้น

—นี่ไม่ใช่เรื่องเข้าข้างใคร ถ้าวันนี้คนในห้องไม่ใช่ฉินเฟิง แต่เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน ไม่มีญาติ และไม่มีอำนาจ หนูก็ยังไม่มีสิทธิ์ไล่เขาออกจากห้องที่แพทย์สั่งให้อยู่

คำพูดนั้นทำให้เสี่ยวถงเถียงไม่ออก

ผู้อำนวยการอูถอนหายใจ

—พ่อผิดที่ตามใจหนูจนคิดว่าโรงพยาบาลเป็นของเล่น พ่อจะรับผิดชอบส่วนของพ่อ แต่หนูก็ต้องรับผิดชอบส่วนของตัวเอง

วันรุ่งขึ้น คณะกรรมการโรงพยาบาลเปิดการสอบสวนเต็มรูปแบบ กล้องวงจรปิดถูกดึงมาตรวจทั้งหมด การใช้อำนาจของเสี่ยวถงในช่วงหลายปีถูกตรวจย้อนหลัง และสิ่งที่พบทำให้ผู้อำนวยการอูยิ่งพูดไม่ออก

เธอเคยให้ย้ายคนไข้เพื่อเอาห้องให้คนรู้จักมาแล้วสามครั้ง เคยสั่งลดคิวให้แขกของครอบครัว และเคยกดดันฝ่ายบัญชีให้ยกเว้นค่าบริการบางอย่างโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์

ไม่มีเหตุการณ์ไหนร้ายแรงเท่าวันนี้ แต่ทุกเหตุการณ์บอกเรื่องเดียวกันว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเธอโกรธชั่ววูบ มันเกิดจากความเชื่อที่ฝังมานานว่าอำนาจของครอบครัวทำให้เธออยู่เหนือกฎ

ในขณะเดียวกัน ฉินเฟิงเริ่มมีการตอบสนองดีขึ้นอย่างช้า ๆ

วันที่สอง เขาลืมตาได้ไม่กี่วินาที

วันที่สาม เขาขยับมือเมื่อได้ยินเสียง

วันที่ห้า เขาสามารถมองตามคนที่เดินผ่านหน้าเตียง

จนในเช้าวันที่เจ็ด หลังจากแพทย์เรียกชื่อเขาซ้ำหลายครั้ง ดวงตาที่ปิดมานานหกปีก็เปิดขึ้นเต็มที่

เฉินอี้ยืนอยู่ข้างเตียง เขาเป็นคนแรกที่ฉินเฟิงมองเห็นชัด

ริมฝีปากของชายบนเตียงขยับช้า ๆ

—กี่ปี?

เฉินอี้กลืนน้ำลาย

—หกปีครับ

ฉินเฟิงหลับตาลงครู่หนึ่งเหมือนกำลังพยายามรับน้ำหนักของคำตอบนั้น

—จางไท่ล่ะ?

—ยังอยู่ครับ

—เรียกมา

เมื่อจางไท่เข้าห้อง เขาไม่คุกเข่า แต่ยืนอยู่ปลายเตียงด้วยน้ำตาที่ไม่คิดจะปิดบัง

ฉินเฟิงมองเขาแล้วพูดเสียงแหบ

—แก่ลงเยอะนะ

จางไท่หัวเราะทั้งน้ำตา

—ท่านก็หลับนานเกินไปครับ

นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่บรรยากาศในห้องไม่ตึงเครียด

ฉินเฟิงยังจำเรื่องก่อนหมดสติได้ไม่ครบ เขาจำได้ว่าหกปีก่อนกำลังตรวจสอบการยักยอกเงินในบริษัทใหญ่ที่ตัวเองก่อตั้งร่วมกับหุ้นส่วนหลายคน เขาพบว่ามีเงินจำนวนมหาศาลถูกโอนไปยังบริษัทเงา และก่อนที่เขาจะเปิดเผยหลักฐาน เขาก็ถูกวางยาในงานเลี้ยง

เฉินอี้เป็นคนพาเขาหนีออกมาได้ แต่ระหว่างทางอาการทรุดจนสมองขาดออกซิเจน เขาจึงเข้าสู่ภาวะไม่รู้สึกตัว

เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่อยู่เบื้องหลังตามมาปิดปาก จางไท่กับเฉินอี้จึงสร้างเรื่องว่าเขาถูกส่งไปรักษาต่างประเทศ ก่อนจะลบข้อมูลจริงออกจากระบบทั่วไปและซ่อนเขาไว้ในโรงพยาบาลฟงหุย

ฉินเฟิงฟังจนจบโดยไม่แสดงอารมณ์มากนัก

—แล้วคนที่วางยาฉัน?

เฉินอี้ส่ายหน้า

—ยังไม่มีหลักฐานพอครับ แต่เราตามอยู่

ฉินเฟิงพยักหน้า

—อย่าเพิ่งแตะใคร ถ้ายังไม่มีหลักฐาน

จางไท่ลังเลก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าห้องวีไอพีทั้งหมด รวมถึงเรื่องเสี่ยวถง

ฉินเฟิงฟังเงียบ ๆ

—หัวหน้าพยาบาลเป็นยังไง?

—แผลไม่หนักครับ

—แล้วเด็กคนนั้น?

—ถูกพักงาน คณะกรรมการกำลังสอบสวนเรื่องใช้อำนาจในโรงพยาบาล

ฉินเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง

—พอแล้ว

จางไท่ขมวดคิ้ว

—ท่านไม่โกรธหรือครับ?

—โกรธแล้วฉันจะเดินได้เร็วขึ้นไหม?

ไม่มีใครตอบ

ฉินเฟิงมองออกไปนอกหน้าต่าง

—ถ้าเธอผิด ให้กฎหมายกับโรงพยาบาลจัดการ อย่าใช้ชื่อฉันไปทำให้ใครคุกเข่าอีก

จางไท่หน้าเจื่อนเล็กน้อย เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงตัวเองด้วย

—ครับ

ฉินเฟิงหันกลับมา

—ฉันนอนอยู่หกปี ไม่ได้แปลว่าตื่นมาแล้วต้องทำตัวเป็นเจ้าของเมือง

หลังจากนั้น การฟื้นฟูเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง กล้ามเนื้อของเขาอ่อนแรงจนแม้แต่การนั่งเองสิบวินาทีก็เป็นเรื่องยาก ช่วงแรกฉินเฟิงหงุดหงิดบ่อย เพราะสมองยังจำภาพตัวเองก่อนเกิดเหตุได้ เขาเคยเดินประชุมทั้งวัน เคยขึ้นเครื่องบินสามเมืองในสัปดาห์เดียว แต่ตอนนี้การยกแก้วน้ำยังต้องใช้สองมือ

หัวหน้าพยาบาลหลินกลับมาทำงานหลังพักเพียงไม่กี่วัน เธอเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดเรื่องเหตุการณ์นั้น และปฏิบัติกับฉินเฟิงเหมือนคนไข้คนอื่น

วันหนึ่งเขาถามเธอ

—คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร?

พยาบาลหลินกำลังปรับสายน้ำเกลือ เธอชะงักไปนิดหนึ่ง

—ตอนนี้รู้แล้วค่ะ

—แล้วก่อนหน้านี้ทำไมถึงยอมเถียงกับลูกสาวผู้อำนวยการเพื่อผม?

เธอหันมามอง

—เพราะคุณเป็นคนไข้ของฉันค่ะ แค่นั้นก็พอแล้ว

ฉินเฟิงเงียบไปนาน

นั่นเป็นคำตอบที่เขาจำได้มากกว่าคำสรรเสริญทั้งหมดที่ได้ยินหลังตื่นขึ้นมา

อีกด้านหนึ่ง เสี่ยวถงไม่ได้หายไปจากเรื่องง่าย ๆ

หลังถูกพักงาน เธอเริ่มกลัวว่าการตรวจสอบย้อนหลังจะทำให้พ่อเสียตำแหน่ง จึงแอบกลับเข้าโรงพยาบาลกลางดึกเพื่อพยายามลบไฟล์การอนุมัติบางส่วนจากคอมพิวเตอร์ฝ่ายบริหาร

แต่สิ่งที่เธอไม่รู้คือระบบสำรองข้อมูลถูกย้ายไปยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอกตั้งแต่วันแรกที่เปิดสอบสวน

หัวหน้าฝ่ายไอทีพบความผิดปกติและแจ้งคณะกรรมการทันที

เมื่อผู้อำนวยการอูรู้ เขาเรียกลูกสาวมาพบเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะผู้บริหาร

—หนูรู้ไหมว่าการพยายามลบหลักฐานทำให้เรื่องหนักกว่าเดิม?

เสี่ยวถงร้องไห้

—หนูแค่ไม่อยากให้พ่อถูกไล่ออก

—แต่สิ่งที่หนูทำกำลังผลักพ่อออกจากเก้าอี้เร็วขึ้น

—ถ้าพ่อไม่ตามใจหนูมาตั้งแต่แรก หนูคงไม่เป็นแบบนี้!

คำพูดนั้นทำให้ผู้อำนวยการอูนิ่งไป

เขาไม่โกรธ เขาเพียงพยักหน้า

—ใช่ พ่อมีส่วน

เสี่ยวถงเองกลับชะงัก เพราะคาดว่าจะได้ยินการปฏิเสธ

—เพราะฉะนั้นพ่อจะลาออกจากตำแหน่งหลังการสอบสวนจบ และจะไม่ใช้เส้นสายช่วยหนู ถ้าหนูทำผิด หนูก็ต้องรับผลของมัน

—พ่อจะทิ้งหนูเหรอ?

—พ่อไม่ได้ทิ้ง แต่การช่วยลูกไม่ใช่การทำให้ลูกไม่ต้องรับผิดทุกครั้ง

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผู้อำนวยการอูยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้บริหาร แต่ยังขอทำงานเป็นแพทย์ที่ปรึกษาต่อโดยไม่รับอำนาจบริหาร

คณะกรรมการแต่งตั้งทีมใหม่เข้ามาตรวจสอบระบบวีไอพีทั้งหมด และออกกฎชัดเจนว่าฐานะหรือการบริจาคไม่มีสิทธิ์แทรกแซงคำสั่งแพทย์

สำหรับเสี่ยวถง เธอถูกดำเนินการทางวินัยและต้องชดใช้ค่าเสียหาย รวมถึงถูกห้ามเกี่ยวข้องกับงานบริหารของโรงพยาบาลในอนาคต

หลายคนมองว่านั่นเบาเกินไป บางคนมองว่าเพียงพอ

ฉินเฟิงไม่แสดงความคิดเห็น

เขามีเรื่องสำคัญกว่าให้ทำ

เมื่อร่างกายเริ่มฟื้น เขาให้เฉินอี้นำเอกสารเก่าเกี่ยวกับบริษัทมาให้ดูทีละชุด เขาไม่รีบประกาศว่าตัวเองกลับมา และยังปล่อยให้คนภายนอกเชื่อว่าอาการของเขาไม่เปลี่ยน

การหายไปหกปีทำให้คนหลายคนเผยตัวเองโดยไม่รู้ตัว

หุ้นส่วนบางคนขายหุ้น

บางคนสร้างบริษัทใหม่

บางคนโอนทรัพย์สินไปต่างประเทศ

และมีคนหนึ่งซึ่งน่าสนใจที่สุด นั่นคือเหอเจิ้ง รองประธานคนเก่าที่ขึ้นมาควบคุมบริษัทหลังฉินเฟิงหายไป

ตลอดหกปี เหอเจิ้งบอกทุกคนว่าฉินเฟิงไม่มีวันกลับมา และค่อย ๆ เปลี่ยนคนในฝ่ายการเงินจนแทบหมด

เฉินอี้วางแฟ้มหนาไว้บนโต๊ะ

—เราเจอบัญชีที่เชื่อมกับบริษัทเงาแล้วครับ

ฉินเฟิงเปิดดูทีละหน้า

—พอจะโยงถึงเหอเจิ้งไหม?

—ยังขาดหลักฐานต้นทางหนึ่งชิ้น

—งั้นก็หา อย่าให้เขารู้ว่าฉันตื่น

จางไท่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยิ้ม

—ถ้าเขารู้ว่าท่านกำลังนั่งอ่านบัญชีอยู่ เขาคงนอนไม่หลับ

ฉินเฟิงปิดแฟ้ม

—งั้นก็ปล่อยให้เขาหลับไปก่อน ตอนตื่นจะได้เจอครบทุกอย่าง

ก่อนถึงวันนั้น เสี่ยวถงขอพบฉินเฟิงหนึ่งครั้ง คณะกรรมการลังเลว่าจะอนุญาตดีหรือไม่ แต่ฉินเฟิงกลับตอบตกลงโดยมีหัวหน้าพยาบาลหลินและเฉินอี้อยู่ในห้องด้วย

เมื่อเสี่ยวถงเดินเข้ามา เธอไม่ได้แต่งตัวหรูเหมือนวันเกิดเรื่อง ไม่มีเครื่องประดับราคาแพง และไม่ได้มีคนเดินตามหลัง ใบหน้าที่เคยเชิดสูงก้มลงตลอดทาง

—ฉันมาขอโทษค่ะ

ฉินเฟิงไม่ได้ตอบทันที

เสี่ยวถงกำมือแน่น

—วันนั้นฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร แต่ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ข้อแก้ตัว ต่อให้คุณเป็นคนธรรมดา ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ทำแบบนั้น

ฉินเฟิงมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบไปทางหัวหน้าพยาบาลหลิน

—คุณควรพูดประโยคนี้กับคนที่คุณทำให้บาดเจ็บ ไม่ใช่กับผม

เสี่ยวถงหันไปหาพยาบาลหลิน ดวงตาเริ่มแดง

—ฉันขอโทษจริง ๆ ค่ะ วันนั้นฉันคิดแต่เรื่องตัวเอง คิดว่าทุกคนต้องทำตามเพราะพ่อเป็นผู้อำนวยการ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง

พยาบาลหลินไม่ได้รีบให้อภัย

—คำขอโทษไม่ได้ทำให้วันนั้นหายไปค่ะ แต่ถ้าคุณจำมันไว้และไม่ทำแบบเดิมอีก อย่างน้อยมันก็มีความหมาย

เสี่ยวถงพยักหน้า น้ำตาหยดลงบนหลังมือ

ก่อนออกจากห้อง เธอหันมามองฉินเฟิงอีกครั้ง

—ฉันเคยคิดว่าคนที่ไม่มีใครมาเยี่ยมคือคนที่ไม่มีความสำคัญ

ฉินเฟิงยิ้มบาง ๆ

—คุณยังคิดผิดอีกอย่าง

เสี่ยวถงชะงัก

—ความสำคัญของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีใครคุกเข่าให้เขาหรือเปล่า

เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะแล้วเดินออกไป

หลังประตูปิด เฉินอี้มองเจ้านายของตัวเองอย่างแปลกใจ

—ผมนึกว่าท่านจะไม่ยอมพบเธอ

—ฉันก็ไม่อยากพบ

—แล้วทำไมถึงยอม?

ฉินเฟิงขยับขาที่กำลังฝึกกายภาพช้า ๆ

—เพราะถ้าคนคนหนึ่งยอมรับว่าตัวเองผิดได้จริง ๆ ก็ยังมีประโยชน์กว่าการทำให้เขากลัวชื่อฉันไปตลอดชีวิต

หัวหน้าพยาบาลหลินยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงยื่นไม้เท้าให้เขาและชี้ไปยังเส้นที่ติดไว้บนพื้น

—พูดจบแล้วก็เดินต่อค่ะ วันนี้ยังเหลืออีกสิบเมตร

ฉินเฟิงถอนหายใจ

—ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าในโรงพยาบาลนี้ใครใหญ่ที่สุดกันแน่

—ตอนนี้ฉันค่ะ เพราะคุณยังเป็นคนไข้

เฉินอี้หลุดหัวเราะอีกครั้ง ขณะที่ฉินเฟิงยอมจับไม้เท้าและเริ่มก้าวต่อไปทีละก้าว

อีกหนึ่งเดือนผ่านไป ฉินเฟิงสามารถยืนได้โดยใช้ไม้เท้า และเดินจากเตียงถึงหน้าต่างได้ด้วยตัวเอง

เช้าวันที่เขาเดินออกจากห้องครั้งแรก พนักงานหลายคนหยุดมอง แต่ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง

เขาเดินช้า ๆ ผ่านจุดที่เคยมีรอยกระสุนบนกรอบประตู รอยนั้นถูกซ่อมไปแล้ว เหลือเพียงสีใหม่ที่ต่างจากของเดิมเล็กน้อย

หัวหน้าพยาบาลหลินเดินสวนมา

—วันนี้ไปกายภาพข้างล่างหรือคะ?

—ครับ

—อย่าฝืนมากนะคะ เมื่อวานคุณเดินเกินเวลาไปห้านาที

ฉินเฟิงยิ้ม

—ผมเพิ่งตื่นหลังหกปี ขอชดเชยห้านาทีไม่ได้เหรอ?

—ไม่ได้ค่ะ

เธอตอบทันทีจนเฉินอี้ที่เดินตามหลังหลุดหัวเราะ

ฉินเฟิงส่ายหน้า แต่ก็ยอมทำตาม

สองเดือนหลังจากวันเกิดเรื่อง เขาออกจากโรงพยาบาลฟงหุยในที่สุด

ไม่มีขบวนรถหรู ไม่มีนักข่าว ไม่มีพิธีส่งตัว

เขาขอให้ออกจากประตูด้านข้างในช่วงเช้าตรู่ มีเพียงเฉินอี้ จางไท่ และหัวหน้าพยาบาลหลินมายืนส่ง

ก่อนขึ้นรถ ฉินเฟิงหันกลับไปมองอาคารสูงที่ตัวเองเคยนอนอยู่โดยไม่รู้วันเวลา

จางไท่ถาม

—พร้อมหรือยังครับ?

ฉินเฟิงจับด้ามไม้เท้าแน่น

—ยัง

จางไท่เลิกคิ้ว

—แล้วจะไปไหม?

—ก็ต้องไปสิ

เขาหัวเราะเบา ๆ

—ถ้ารอให้พร้อมทุกอย่าง ฉันคงต้องนอนต่ออีกหกปี

จากนั้นเขาหันไปหาพยาบาลหลิน

—ขอบคุณสำหรับห้องนั้น

เธอส่ายหน้า

—ขอบคุณหมอกับทีมรักษาดีกว่าค่ะ ฉันแค่ไม่ยอมให้ใครมาย้ายคนไข้ของฉัน

ฉินเฟิงพยักหน้า

—นั่นแหละที่ผมขอบคุณ

เขาขึ้นรถ และประตูปิดลงช้า ๆ

รถเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลโดยไม่มีใครในเมืองรู้ว่า ชายที่หลายคนเชื่อว่ายังนอนหมดสติอยู่ ได้ออกจากห้องวีไอพีหมายเลขหนึ่งไปแล้ว

บนเบาะข้างตัวเขามีแฟ้มสีดำวางอยู่ หน้าแรกเป็นรายการโอนเงินเมื่อหกปีก่อน และชื่อของเหอเจิ้งปรากฏอยู่ตรงกลางเอกสารอย่างชัดเจน

เฉินอี้มองผ่านกระจกหลัง

—ไปไหนก่อนครับ?

ฉินเฟิงเปิดแฟ้มอีกครั้ง มองชื่อที่ตามหามาหกปี แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ

—ไปบริษัท

รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนใหญ่ของเมืองเชียงเชิง ขณะที่ตึกของบริษัทซึ่งเคยเป็นของเขาปรากฏอยู่ไกล ๆ หลังแนวอาคาร

ฉินเฟิงไม่ได้พูดเรื่องแก้แค้น ไม่ได้ประกาศว่าจะทำให้ใครคุกเข่า และไม่ได้ต้องการให้ทั้งเมืองรู้ว่าเขากลับมาแล้ว

เขาเพียงหยิบปากกาขึ้นมา วงตัวเลขหนึ่งในเอกสาร แล้วเอนหลังพิงเบาะอย่างสงบ

ครั้งนี้ คนที่คิดว่าเขาจะไม่มีวันลืมตาอีก กำลังจะเป็นฝ่ายได้เห็นเขาเดินเข้าไปด้วยตาของตัวเอง

Leave a Comment