เธอเกือบยกเลิกหมั้นกับคนขับรถ ก่อนรู้ว่าเขากลับมาเพื่อหยุดคนที่สั่งฆ่าเธอ

ปลายมีดเฉียดแก้มฉินรั่วเสวี่ยไปเพียงนิดเดียว ก่อนชายในเสื้อเชิ้ตซีดที่เธอเพิ่งเรียกว่า “คนบ้านนอก” จะกระชากเธอหลบหลังเสาป้ายรถเมล์

“หมอบลง!” เขาตะโกน

รั่วเสวี่ยยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รถบรรทุกคันหนึ่งก็พุ่งฝ่าทางแยกเข้ามาโดยไม่ลดความเร็ว เสียงเบรกกรีดถนนดังจนคนแถวนั้นร้องลั่น ชายคนนั้นผลักเธอล้มลงบนพื้น แล้วใช้ไหล่รับแรงกระแทกจากเศษป้ายที่กระเด็นใส่แทนเธอ

คนขับรถบรรทุกเปิดประตูวิ่งหนี ทิ้งรถไว้กลางถนนเหมือนมันเป็นเพียงของใช้ชิ้นหนึ่งที่หมดประโยชน์ ชายเสื้อเชิ้ตซีดหันมองตามอย่างเย็นชา ก่อนจะวิ่งไล่ไปโดยไม่รอให้ใครตั้งสติ

“เซียวหยาง!” รั่วเสวี่ยเรียกชื่อเขา ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองมีสิทธิ์เรียกหรือไม่

เมื่อเช้าเธอยังวางเอกสารยกเลิกการหมั้นไว้ตรงหน้าเขาอยู่เลย

เซียวหยางกลับมาพร้อมคนร้ายที่ถูกล็อกแขนจนคุกเข่ากับพื้น เขาไม่ได้หอบ ไม่ได้มีรอยตื่นตระหนก มีเพียงรอยถลอกที่ข้อนิ้วและสายตานิ่งจนรั่วเสวี่ยรู้สึกหนาวขึ้นมา

“คนนี้เป็นมือปืนรับจ้าง” เขาบอกตำรวจที่มาถึง “ในกระเป๋ามีโทรศัพท์สำรองกับภาพของคุณฉิน”

รั่วเสวี่ยมองภาพถ่ายในโทรศัพท์ หนึ่งในนั้นเป็นภาพเธอออกจากบริษัท อีกภาพเป็นบ้านของปู่เธอ และภาพสุดท้ายคือรถของบริษัทฉินไบโอเทค เธอไม่รู้ว่าใครอยากให้เธอตาย แต่รู้แน่ชัดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ

หลินจือเจีย เลขาส่วนตัวและเพื่อนสนิทของเธอ วิ่งหน้าซีดมาถึงสถานีตำรวจในอีกยี่สิบนาทีต่อมา พอเห็นเซียวหยางยืนอยู่ข้างรั่วเสวี่ยก็ชะงัก

“นี่คนที่คุณจะยกเลิกหมั้นด้วยจริงเหรอ” จือเจียถามเบาๆ “เขาช่วยชีวิตคุณไว้”

รั่วเสวี่ยยังตอบไม่ทัน เซียวหยางก็หันมามองเธอ “ผมแค่คืนหนี้ที่เคยรับไว้”

คำพูดนั้นทำให้เธอเจ็บอย่างไม่มีเหตุผล เพราะเมื่อห้าปีก่อนเขาไม่ได้พูดเหมือนคนเป็นหนี้เลย

ตอนนั้นเซียวหยางเป็นเด็กหนุ่มจากเมืองเล็กๆ ที่ปู่ของเธอรับเข้ามาในบ้านหลังจากบิดาของเขาเสียชีวิตระหว่างทำงานในโรงงานของบริษัทฉิน เขาไม่เคยขอเงินเพิ่ม ไม่เคยประจบใคร แต่ใช้เวลาหลายปีเรียนรู้การดูแลปู่เธอ ขับรถ พาคนแก่ไปโรงพยาบาล และฝึกวิชาป้องกันตัวกับอาจารย์เก่าของบิดาเงียบๆ

ปู่ฉินชอบเขา เพราะเซียวหยางกล้าบอกตรงๆ ว่าคนแก่ไม่ควรกินหวานทั้งที่หมอสั่งห้าม ส่วนรั่วเสวี่ยในวัยยี่สิบต้นๆ กลับคิดว่าเขาเป็นเพียงคนที่ปู่เอ็นดูเกินเหตุ

คืนก่อนเซียวหยางออกจากเมือง ปู่ฉินเรียกเธอเข้าไปในห้องหนังสือและยื่นแหวนหยกคู่หนึ่งให้ “ถ้าวันหนึ่งปู่ไม่อยู่แล้ว รั่วเสวี่ยอย่าตัดสินคนจากเสื้อผ้าที่เขาใส่”

เธอรับแหวนไว้โดยไม่ถามอะไร และหลังจากนั้นเซียวหยางก็หายไปห้าปี

เมื่อเขากลับมาเมื่อสามวันก่อน พร้อมคำพูดว่าเขาจะทำตามสัญญาที่ปู่ฉินเคยให้ไว้ รั่วเสวี่ยจึงคิดว่าเขากลับมาเพราะต้องการเกาะชื่อเสียงตระกูลฉิน เธอไม่ยอมให้ชีวิตของตัวเองถูกกำหนดด้วยคำสัญญาของคนแก่ และเตรียมยกเลิกการหมั้นทันที

แต่ตอนนี้เขายืนอยู่ตรงหน้าเธอ เลือดซึมที่หัวไหล่จากการช่วยเธอ และทำเหมือนการกลับมาของเขาไม่มีความหมายเลย

“คุณกลับมาทำไมกันแน่” เธอถาม

เซียวหยางมองเธออยู่ครู่หนึ่ง “เพราะมีคนเริ่มขุดเรื่องของปู่คุณขึ้นมา และคนพวกนั้นไม่สนว่าใครต้องตายเพื่อได้มันไป”

“เรื่องสูตรยาต้านมะเร็ง?”

เขาพยักหน้า

ปู่ฉินไม่ได้สร้างบริษัทฉินไบโอเทคให้เป็นแค่ธุรกิจยา เขาใช้เวลาสามสิบปีพัฒนาสารสกัดจากพืชพื้นถิ่นร่วมกับนักวิจัยหลายคน หวังให้มันเป็นแนวทางรักษาเสริมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ขาดโอกาสเข้าถึงยาแพงๆ สูตรยังอยู่ระหว่างการวิจัยและต้องผ่านกระบวนการรับรองอีกมาก แต่ผลการทดลองเบื้องต้นมีคุณค่ามหาศาล

ก่อนเสียชีวิต ปู่ได้แบ่งรหัสการเข้าถึงข้อมูลหลักออกเป็นหกส่วน เก็บไว้กับผู้ดูแลทรัพย์สินที่ไว้ใจได้ และกำหนดว่าการนำข้อมูลไปใช้ต้องผ่านคณะกรรมการอิสระ ไม่ใช่ตกไปอยู่ในมือใครคนเดียว

สามเดือนที่ผ่านมา มีคนพยายามซื้อสิทธิ์ทั้งหมดในราคาที่สูงเกินจริง รั่วเสวี่ยปฏิเสธทุกข้อเสนอ เพราะรู้ว่าบริษัทกำลังรอผลการทดลองระยะใหม่ หากรีบขายตอนนี้ งานที่ปู่ทิ้งไว้จะกลายเป็นของเล่นของนักลงทุน

เธอเคยคิดว่าคนที่กดดันเธอเป็นเพียงคู่แข่งทางธุรกิจ จนกระทั่งรถบรรทุกพุ่งใส่เธอในวันนี้

เซียวหยางพาเธอกลับบ้านโดยไม่ถามความเห็น เขานั่งเบาะข้างคนขับแทนที่จะนั่งกับเธอด้านหลัง และกำชับให้คนขับเปลี่ยนเส้นทางสองครั้ง รั่วเสวี่ยอยากโต้เถียง แต่ความกลัวจากภาพรถบรรทุกยังเกาะอยู่ที่ปลายนิ้ว

พอกลับถึงบ้าน เขาสังเกตว่าเธอหน้าซีดและมือเย็น จึงสั่งให้แม่บ้านทำโจ๊กอุ่นๆ

“ไม่ต้องทำเหมือนคุณเป็นสามีฉัน” รั่วเสวี่ยพูด

“งั้นผมจะทำเหมือนคนที่เห็นคุณไม่ได้กินข้าวมาตั้งแต่เช้า”

“คุณรู้ได้ยังไง”

“กลิ่นกาแฟเข้ม กลิ่นยาลดกรด แล้วก็มือสั่น” เขามองเธอตรงๆ “คุณนอนไม่เป็นเวลา กินไม่เป็นเวลา แล้วก็ปล่อยให้ความเครียดกัดร่างกายตัวเองมาหลายปีแล้ว”

เธออับอายที่ถูกมองออกง่ายดายเช่นนั้น จึงพูดประชดว่า “คุณเป็นคนขับรถหรือหมอ”

“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง” เขาตอบ “แต่ผมเคยดูแลคนป่วยมาก่อน”

คืนนั้นรั่วเสวี่ยไม่ได้แตะโจ๊ก เธอขังตัวเองอยู่ในห้องทำงาน และพบว่าไฟล์ในแท็บเล็ตบริษัทถูกพยายามเข้ารหัสจากระยะไกล หลินจือเจียซึ่งเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์เข้าระบบระดับสูง กำลังประชุมกับฝ่ายเทคนิคอยู่พอดี

เซียวหยางไม่ถามว่าเธอเปิดไฟล์อะไร เขาเพียงเอื้อมมือปิดม่านหน้าต่างทุกบาน แล้ววางโทรศัพท์เครื่องเล็กไว้บนโต๊ะ

“เครื่องดักสัญญาณ?” เธอถาม

“เครื่องตรวจจับกล้องกับไมโครโฟน”

เพียงไม่กี่นาที ไฟสีแดงก็กะพริบตรงโคมไฟฝั่งตรงข้ามโต๊ะ รั่วเสวี่ยยืนแข็งอยู่กับที่ เซียวหยางถอดฝาครอบออก พบกล้องขนาดเท่าเมล็ดถั่วซ่อนอยู่ด้านใน

ห้องทำงานนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สุดของเธอ แม้แต่พนักงานทำความสะอาดยังเข้าได้เฉพาะตอนเธออนุญาต

“อย่าแตะต้องมัน” เขาพูด “เราต้องรู้ก่อนว่าใครมารับมันไป”

วันต่อมา รั่วเสวี่ยฝืนไปบริษัท ทั้งเพราะไม่อยากให้ศัตรูรู้ว่าเธอกลัว และเพราะมีการประชุมคณะกรรมการสำคัญ เซียวหยางตามไปในฐานะคนขับรถตามที่เธอยอมให้เขาใช้เป็นข้ออ้าง

ทันทีที่เขาก้าวผ่านประตูกระจก พนักงานบางคนก็เริ่มซุบซิบ ผู้บริหารสองคนมองเขาด้วยสายตาดูแคลน โดยเฉพาะกู้เหวินป๋อ รองประธานฝ่ายการลงทุน ผู้ชายวัยสี่สิบปลายๆ ที่อยู่กับบริษัทมานานและเคยเป็นลูกศิษย์คนโปรดของปู่ฉิน

“คุณฉิน” เหวินป๋อพูดกลางห้องประชุม “การให้คนนอกที่ไม่มีตำแหน่งเข้ามาในอาคารวิจัย อาจกระทบความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นนะครับ”

“เขาไม่ได้เข้าอาคารวิจัย” รั่วเสวี่ยตอบ

“แต่ข่าวลือว่าคุณพาคู่หมั้นที่เป็นคนขับรถกลับเข้าบ้านและพาเข้าบริษัท แพร่ไปเร็วมาก คนกำลังตั้งคำถามถึงวิจารณญาณของคุณ”

เซียวหยางยืนเงียบข้างประตู ไม่แก้ตัวแม้แต่น้อย ความเงียบนั้นทำให้รั่วเสวี่ยยิ่งไม่พอใจ เพราะเธอรู้สึกเหมือนตัวเองต้องรับคำเหยียดหยามแทนเขา

“วิจารณญาณของฉันกำลังทำให้บริษัทไม่ต้องจัดงานศพประธานคนใหม่” เธอตอบเสียงเรียบ “ถ้ามีใครสงสัยว่าทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่ เชิญไปดูรายงานอุบัติเหตุหน้าสถานีรถไฟได้”

บรรยากาศในห้องเปลี่ยนทันที เหวินป๋อยิ้มบางๆ แต่ดวงตาแข็งขึ้น

คืนนั้น รั่วเสวี่ยเจอคนของหวงซานเย่ที่ลานจอดรถใต้ดิน เขาชื่อหลัวเฮ่า เคยเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาก่อนจะล้มละลายและหันไปพึ่งอิทธิพลมืด เขามาพร้อมชายฉกรรจ์หลายคน และพูดเหมือนมาเจรจาธุรกิจปกติ

“คุณฉิน นายหวงต้องการรหัสทั้งหกส่วน” หลัวเฮ่ายื่นนามบัตรสีดำให้ “เขาพร้อมจ่ายสามร้อยล้านบาท และรับรองว่าบริษัทคุณจะปลอดภัย”

“คนที่ใช้รถบรรทุกฆ่าฉัน ไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องความปลอดภัย”

“อุบัติเหตุบนถนนเกิดได้ทุกวัน” เขายิ้ม “แต่ถ้าคุณยังดื้อ คนรอบตัวคุณอาจโชคร้ายกว่านี้”

คำขู่นั้นยังไม่ทันจบ เซียวหยางก็ก้าวมาขวางระหว่างเธอกับหลัวเฮ่า

“ถอยไป” หลัวเฮ่าพูด “นี่ไม่ใช่เรื่องของคนขับรถ”

“ตั้งแต่นายเอารูปเธอไปให้นักฆ่า มันเป็นเรื่องของฉันแล้ว”

ลูกน้องของหลัวเฮ่าพุ่งเข้ามาก่อน รั่วเสวี่ยเห็นเพียงเซียวหยางขยับตัวสั้นๆ สองครั้ง ชายสองคนก็ล้มลงกับพื้นโดยยังไม่ทันชักอาวุธครบ หลัวเฮ่าถอยหลัง ชักมีดพับออกมา แต่เซียวหยางบิดข้อมือเขาจนมีดตก และกดเขาติดฝากระโปรงรถ

“บอกหวงซานเย่” เซียวหยางพูดช้าๆ “ว่าถ้าเขาอยากได้อะไร ให้มาคุยกับฉันเอง อย่าส่งคนมาขู่ผู้หญิง”

หลัวเฮ่าแค่นหัวเราะแม้หน้าเริ่มซีด “แกคิดว่าเก่งแล้วจะสู้กับนายหวงได้หรือ”

“ฉันไม่ต้องสู้กับเขา” เซียวหยางตอบ “แค่พาเขาออกมาให้คนเห็นก็พอ”

เขาปล่อยหลัวเฮ่าไป ทั้งที่สามารถจับส่งตำรวจได้ รั่วเสวี่ยโกรธมากจนมือสั่น

“ทำไมปล่อยเขาไป”

“เพราะตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานว่าเขาสั่งฆ่าคุณ”

“แต่เขาขู่ฉันต่อหน้าเรา”

“คำขู่ทำให้ตำรวจบันทึกได้ แต่ยังไม่พอจะพาคนอย่างหวงซานเย่ไปถึงศาล” เขาหันมามองเธอ “ผมไม่อยากให้คุณชนะคืนนี้ แล้วต้องแพ้ตลอดชีวิตเพราะไม่มีหลักฐาน”

นั่นเป็นครั้งแรกที่รั่วเสวี่ยเห็นว่าเซียวหยางไม่ได้เพียงเก่งต่อสู้ เขากำลังวางแผนอยู่ก่อนที่เธอจะรู้ตัวด้วยซ้ำ

แต่ในเช้าวันถัดมา ทุกอย่างกลับแย่ลง ตำรวจแจ้งว่าคนขับรถบรรทุกเสียชีวิตจากอาการช็อกระหว่างถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โทรศัพท์สำรองถูกล้างข้อมูลจากระยะไกล เหลือเพียงรูปภาพบางส่วนที่กู้คืนไม่ได้ทั้งหมด

ในเวลาเดียวกัน คณะกรรมการบริษัทได้รับอีเมลนิรนาม กล่าวหาว่ารั่วเสวี่ยนำชายอันตรายเข้ามาใช้ความรุนแรงในบริษัท และเสนอให้พักงานเธอชั่วคราวเพื่อ “ปกป้องภาพลักษณ์องค์กร”

ผู้ที่เสนอญัตติคือกู้เหวินป๋อ

รั่วเสวี่ยมองชายที่ปู่เคยเรียกว่าเหมือนลูกชายด้วยความไม่อยากเชื่อ “คุณอยู่กับปู่มาตลอด คุณรู้ว่าสูตรนี้มีไว้ทำอะไร”

เหวินป๋อถอนหายใจ “ผมรู้ และเพราะผมรู้จึงคิดว่าคุณยังอ่อนเกินไปจะดูแลมัน โลกธุรกิจไม่ใช่ห้องทดลอง คุณยึดติดกับอุดมคติของคุณปู่ จนกำลังพาบริษัทไปตาย”

“หรือคุณกำลังพามันไปขายให้หวงซานเย่”

เขานิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนยิ้มอย่างผิดหวัง “อย่ากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน คุณฉิน”

รั่วเสวี่ยถูกพักงานด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว เธอเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่ยอมร้องไห้ต่อหน้าพวกเขา แต่ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลง เข่าของเธอก็อ่อนแรง

เซียวหยางจับแขนเธอไว้ ไม่ได้พูดว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะเขารู้ว่ามันยังไม่ดี

“ฉันทำพังหมดแล้ว” เธอพึมพำ “ทั้งบริษัท ทั้งงานของปู่”

“คุณยังไม่ได้แพ้”

“ฉันไม่มีแม้แต่หลักฐาน”

“มี” เขาพูด “แค่คุณยังไม่เห็นมัน”

เขาพาเธอกลับห้องทำงานที่บ้าน กล้องซ่อนในโคมไฟยังอยู่ รั่วเสวี่ยโทรหาหลินจือเจีย ให้เธอแสร้งทำเป็นตรวจพบกล้องและส่งข่าวให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยทราบตามปกติ

คืนนั้น พวกเขาซ่อนอยู่ในห้องเก็บของฝั่งตรงข้าม เฝ้าดูผ่านกล้องวงจรปิดภายในบ้านเก่าแก่ของปู่ฉิน

เกือบเที่ยงคืน หัวหน้าแม่บ้านที่ทำงานกับครอบครัวมาสิบกว่าปี เดินเข้ามาถอดกล้องออก แล้วส่งมันให้ชายคนหนึ่งที่รั่วเสวี่ยจำได้ทันที เขาคือผู้ช่วยส่วนตัวของกู้เหวินป๋อ

รั่วเสวี่ยรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไป ไม่ใช่เพราะกล้อง แต่เพราะคนที่เธอไว้ใจมาตลอดถูกซื้อไปแล้ว

เซียวหยางกดมือเธอไว้ไม่ให้พุ่งออกไป “อดทนอีกนิด”

“เขาทรยศปู่ฉัน”

“ใช่” เขาพูดเสียงต่ำ “และเราจะให้เขาพิสูจน์มันด้วยตัวเอง”

จากกล้องที่บันทึกได้ พวกเขาตามไปถึงโกดังร้างริมแม่น้ำ ที่ซึ่งผู้ช่วยของเหวินป๋อส่งบัตรข้อมูลให้หลัวเฮ่า แต่หลักฐานสำคัญกว่านั้นคือบทสนทนาที่หลุดเข้ามาในไมโครโฟนของกล้อง

“นายหวงไม่พอใจ” หลัวเฮ่าพูด “เขาต้องการทั้งสูตร ไม่ใช่รหัสแค่สองส่วน”

ผู้ช่วยตอบว่า “รองประธานกู้มีแค่สองส่วนที่ได้จากตู้เอกสารเก่า ส่วนที่เหลืออยู่กับผู้ดูแลทรัพย์สิน แต่ถ้าฉินรั่วเสวี่ยยอมเซ็นโอนสิทธิ์ ทุกคนก็ต้องส่งมอบตามกฎหมายบริษัท”

“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ”

“ทำให้เธอคิดว่าคนขับรถเป็นภัยกับบริษัท เธอก็จะตัดเขาทิ้งเอง”

รั่วเสวี่ยปิดตาแน่น เธอนึกถึงวันที่เธอผลักเอกสารยกเลิกหมั้นไปให้เซียวหยาง คำพูดที่เธอใช้ดูถูกเขา และความเงียบของเขาในวันนั้น

เซียวหยางไม่เคยโกรธ ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้สึก แต่เพราะเขามีเรื่องที่ใหญ่กว่าความภูมิใจของตัวเองต้องทำ

“คุณรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนกลับมาใช่ไหม” เธอถาม

“ผมรู้ว่ามีคนตามสูตรของปู่คุณ แต่ไม่รู้ว่าใคร”

“แล้วทำไมไม่บอกฉัน”

“เพราะคุณไม่เชื่อผมอยู่แล้ว”

ประโยคนั้นไม่ได้ดัง แต่รั่วเสวี่ยรับมันเหมือนถูกตบหน้า

เธอถอดแหวนหยกจากคอที่ใส่มาตลอด หยกอีกวงอยู่กับเซียวหยางมาตั้งแต่คืนที่เขาจากไป เธอไม่เคยรู้ว่าแหวนสองวงประกบกันแล้วมีร่องอักษรเล็กๆ ซ่อนอยู่ด้านใน

เซียวหยางนำของเขามาวางคู่กัน อักษรของปู่ฉินปรากฏเต็มประโยคว่า “ผู้ถือแหวนสองวงมีสิทธิ์เปิดจดหมายฉบับสุดท้าย”

จดหมายนั้นซ่อนอยู่หลังภาพถ่ายเก่าของปู่ รั่วเสวี่ยกับเซียวหยางเปิดอ่านด้วยมือสั่น

ปู่ฉินเขียนไว้ว่าเขาสงสัยมานานแล้วว่ากู้เหวินป๋อพยายามคัดลอกข้อมูลการวิจัยออกนอกบริษัท แต่ยังไม่มีหลักฐานพอจะกล่าวหา เขาจึงแยกรหัสทั้งหกส่วนและตั้งเงื่อนไขว่าการเข้าถึงสูตรต้องใช้ลายเซ็นของรั่วเสวี่ยกับเซียวหยางร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อบังคับให้ทั้งคู่แต่งงาน แต่เพราะเขาเคยเห็นทั้งสองคนในวันที่บิดาของเซียวหยางเสียชีวิต

ในวันนั้น รั่วเสวี่ยอายุสิบห้า เธอเป็นคนแรกที่โทรเรียกรถพยาบาลและยืนจับมือเด็กชายที่เพิ่งเสียพ่ออยู่หน้าโรงงาน ส่วนเซียวหยาง แม้กำลังร้องไห้ ก็ยอมให้ปู่ฉินใช้เงินชดเชยส่วนหนึ่งช่วยครอบครัวคนงานที่บาดเจ็บหนักกว่าบิดาเขา

“ปู่ไม่ได้มองว่าพวกเธอเป็นหนี้บุญคุณกัน” จดหมายเขียนไว้ “ปู่เห็นว่าพวกเธอมีสิ่งที่หาได้ยากกว่าความฉลาด นั่นคือไม่ทิ้งคนอื่นเมื่อกำลังเจ็บที่สุด”

รั่วเสวี่ยร้องไห้เงียบๆ เป็นครั้งแรกนับจากถูกพักงาน เซียวหยางไม่ปลอบด้วยคำใหญ่โต เขาเพียงเลื่อนแก้วน้ำอุ่นเข้ามาใกล้เธอ

หลังจากนั้นเธอเป็นคนขอพบผู้ดูแลทรัพย์สินทั้งสี่คนด้วยตัวเอง เธอไม่ได้บอกตำแหน่งรหัสที่เหลือ แต่บอกความจริงว่ามีคนในบริษัทสมรู้ร่วมคิดกับอาชญากร และขอให้ทุกคนเก็บบันทึกการติดต่อทั้งหมดไว้

หนึ่งในผู้ดูแลคือหมออรทัย นักวิจัยอาวุโสที่เคยทำงานกับปู่ฉิน เธอส่งสำเนาอีเมลเก่ามาให้ ร่องรอยการโอนเงินของบริษัทเปลือกที่เชื่อมกับหลัวเฮ่า และเอกสารที่กู้เหวินป๋อเคยเสนอขายสิทธิ์ในสูตรตั้งแต่ปู่ยังมีชีวิต

แต่ก่อนรั่วเสวี่ยจะนำหลักฐานไปให้ตำรวจ หลินจือเจียกลับถูกลักพาตัวระหว่างออกจากบ้าน แท็บเล็ตของเธอถูกทิ้งไว้ในรถ พร้อมข้อความเสียงจากหลัวเฮ่า

“เอารหัสทั้งหกส่วนมาที่ท่าเรือเก่า คืนนี้เที่ยงคืน มาคนเดียว ถ้าแจ้งตำรวจ เพื่อนคุณจะไม่ได้กลับบ้าน”

รั่วเสวี่ยฟังข้อความจบแล้วลุกขึ้นหยิบกุญแจรถ

เซียวหยางยืนขวางประตู “คุณจะไปคนเดียวไม่ได้”

“เขาต้องการฉัน”

“เขาต้องการใช้คุณดึงรหัสออกมา แล้วกำจัดพยาน”

“จือเจียอยู่กับพวกมันเพราะฉัน”

“ผมรู้” น้ำเสียงเขาหนักแน่น “เพราะงั้นเราจะช่วยเธอ แต่ไม่ใช่ด้วยการเอาชีวิตคุณไปวางให้คนพวกนั้นเลือกฆ่า”

รั่วเสวี่ยกำหมัด “คุณสัญญาว่าจะปกป้องฉัน แล้วตอนนี้คุณจะให้ฉันทิ้งเพื่อนหรือไง”

เซียวหยางเงียบไป ก่อนตอบว่า “ผมสัญญาว่าจะปกป้องคุณ ไม่ได้สัญญาว่าจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่ทิ้งเพื่อน”

เขาวางแผนอย่างรวดเร็ว ตำรวจได้รับหลักฐานทั้งหมดผ่านทนายของหมออรทัย โดยไม่เปิดเผยแผนช่วยตัวประกัน รั่วเสวี่ยจะไปที่ท่าเรือพร้อมกล่องบรรจุรหัสปลอม ซึ่งมีเครื่องส่งสัญญาณอยู่ภายใน เซียวหยางจะไม่ปรากฏตัวจนกว่าจะรู้ตำแหน่งของจือเจียแน่ชัด

ก่อนออกจากบ้าน รั่วเสวี่ยหยิบแหวนหยกของตัวเองขึ้นมาแล้วส่งให้เขา “ถ้าคืนนี้ฉันไม่กลับมา…”

“อย่าพูดต่อ”

“ฟังฉันก่อน” เธอมองเขา “เรื่องหมั้น ฉันยังไม่ขอคำตอบจากตัวเองตอนนี้ แต่ฉันอยากให้คุณรู้ว่า ฉันไม่ได้อยากยกเลิกเพราะคุณต่ำต้อย ฉันกลัวว่าคนที่กลับมาหาฉัน จะเป็นคนที่ฉันไม่รู้จักแล้ว”

เซียวหยางรับแหวนไว้ “แล้วตอนนี้ล่ะ”

“ตอนนี้ฉันกลัวว่าฉันจะไม่มีโอกาสรู้จักคุณให้ดีพอ”

ท่าเรือเก่ามืดและมีกลิ่นสนิม รั่วเสวี่ยเดินเข้าไปในโกดังตามลำพัง หลัวเฮ่ายืนรอพร้อมกล่องเหล็กในมือ จือเจียนั่งถูกมัดอยู่บนเก้าอี้ด้านหลัง แต่ยังมีสติ

“คุณฉิน ใจกล้ากว่าที่คิด” หลัวเฮ่าพูด

“ปล่อยเธอก่อน”

“เอารหัสมา”

รั่วเสวี่ยวางกล่องลง “คุณไม่มีวันใช้สูตรนี้ได้ มันยังต้องผ่านการทดลอง ต้องมีทีมวิจัย ต้องมีการอนุมัติ คุณกำลังแย่งสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ”

“ผมไม่จำเป็นต้องเข้าใจยา” หลัวเฮ่าตอบ “ผมแค่ต้องขายมันให้คนที่อยากรวยจากความกลัวของคนป่วย”

ประตูเหล็กด้านข้างเปิดออก กู้เหวินป๋อเดินเข้ามาในชุดสูทเรียบร้อย รั่วเสวี่ยรู้สึกเจ็บลึกกว่าตอนเห็นหลักฐานเสียอีก

“คุณมาจริงๆ” เธอพูด

เหวินป๋อมองเธอเหมือนกำลังสอนเด็กดื้อ “ผมให้โอกาสคุณหลายครั้งแล้ว รั่วเสวี่ย คุณคิดว่าคุณปู่ของคุณเป็นนักบุญหรือ เขาก็ใช้ผลงานคนอื่นสร้างชื่อให้ตัวเองเหมือนกัน”

“ไม่จริง”

“เขาให้เครดิตทุกคนในเอกสาร แต่ชื่อที่คนจำได้มีแค่ฉินจื้อหมิง” สีหน้าเหวินป๋อบิดเบี้ยว “ผมทำงานกับเขามายี่สิบกว่าปี พอเขาตาย เขากลับทิ้งบริษัทไว้ให้หลานสาวที่ไม่เคยทำวิจัยสักวัน แล้วให้ผมเป็นแค่ผู้ช่วยต่อไป”

“ปู่ให้คุณเป็นรองประธาน ให้หุ้นคุณ ให้ความไว้วางใจ”

“แต่ไม่ให้สิ่งที่ผมสมควรได้”

รั่วเสวี่ยเข้าใจในวินาทีนั้นว่า ความโลภของเหวินป๋อไม่ได้เกิดจากความจนหรือความจำเป็น เขาอยากได้การยอมรับจนยอมทำลายทุกอย่างที่เคยรัก

หลัวเฮ่าเปิดกล่อง ข้างในเป็นบัตรข้อมูลหกใบ แต่ทันทีที่เขาหยิบใบแรกขึ้นมา เสียงไซเรนก็ดังจากไกลๆ เขาตะโกนอย่างโกรธจัด เพราะบัตรทั้งหมดเป็นของปลอม และเครื่องส่งสัญญาณใต้กล่องทำให้ตำรวจตามตำแหน่งเจอ

“แกหลอกฉัน!” เขาหันปืนมาทางรั่วเสวี่ย

เซียวหยางพุ่งออกมาจากเงามืดก่อนที่เขาจะเหนี่ยวไก เขาเตะข้อมือหลัวเฮ่าจนปืนกระเด็น แต่ลูกน้องอีกคนดึงจือเจียไว้เป็นโล่ รั่วเสวี่ยเห็นทุกอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะคิด เธอคว้าตะขอเหล็กที่พื้น ใช้มันเกี่ยวสายไฟด้านหลังเสาให้หล่นลงมากั้นทางชายคนนั้น แล้ววิ่งไปปลดเชือกเพื่อนด้วยมือเปล่า

“รั่วเสวี่ย!” จือเจียร้อง

“วิ่ง!”

กู้เหวินป๋อพยายามหนีทางประตูหลัง แต่พบตำรวจยืนปิดทางอยู่แล้ว เซียวหยางไม่ได้ตามไปจัดการเขา เขายังต่อสู้กับหลัวเฮ่าซึ่งคว้ามีดขึ้นมาแทนปืน

หลัวเฮ่าแทงเข้าที่สีข้างเซียวหยาง รั่วเสวี่ยเห็นเลือดซึมผ่านเสื้อเชิ้ตและหัวใจเหมือนหยุดเต้น แต่เซียวหยางยังยืนอยู่ เขาหักแรงของอีกฝ่าย ใช้จังหวะเดียวกันเหวี่ยงหลัวเฮ่าลงกับพื้น แล้วถอยห่างทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว

ทุกอย่างจบลงด้วยเสียงกุญแจมือ ไม่ใช่ด้วยชัยชนะที่สะใจเกินจริง แต่ด้วยคนบาดเจ็บ คนหวาดกลัว และหลักฐานที่ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเรียงร้อยเป็นคดีสมบูรณ์

หลัวเฮ่าถูกดำเนินคดีจากการลักพาตัว ข่มขู่ และความเชื่อมโยงกับเหตุพยายามฆ่า ส่วนหวงซานเย่ถูกขยายผลจากบัญชีบริษัทเปลือกและคำให้การของคนในเครือข่าย กู้เหวินป๋อถูกถอดจากตำแหน่ง ถูกสอบสวนเรื่องยักยอกข้อมูลวิจัยและการสมรู้ร่วมคิด แม้เขาจะไม่ยอมรับทุกข้อกล่าวหา แต่เอกสารเก่า อีเมล การโอนเงิน และคำให้การของผู้ช่วย ทำให้เขาไม่อาจผลักทุกอย่างให้คนอื่นได้อีก

รั่วเสวี่ยกลับเข้าบริษัทหลังผ่านไปเกือบสี่เดือน ไม่ใช่ในฐานะผู้หญิงที่ชนะศึกเพียงคนเดียว แต่ในฐานะประธานที่ยอมให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบทุกขั้นตอนของงานวิจัย เธอเชิญหมออรทัยและนักวิจัยรุ่นใหม่เข้าร่วมดูแลโครงการ เปิดเผยรายชื่อผู้ร่วมพัฒนาสูตรทั้งหมดตามเจตนาของปู่ และยืนยันว่าจะไม่มีการขายสิทธิ์แบบปิดลับอีก

ส่วนเซียวหยางปฏิเสธตำแหน่งผู้บริหารที่เธอเสนอให้ เขายังขับรถให้เธอบ้างในวันที่เธอต้องเดินทาง แต่ไม่ได้ทำเพราะคำสัญญาหรือหน้าที่ของคนคุ้มกันอีกแล้ว

วันหนึ่ง รั่วเสวี่ยพาเขาไปยังห้องทำงานเก่าของปู่ โคมไฟที่เคยมีกล้องซ่อนอยู่ถูกเปลี่ยนใหม่แล้ว แสงอุ่นตกลงบนโต๊ะไม้ตัวเดิม เธอวางเอกสารฉบับหนึ่งลงตรงหน้าเขา

“นี่ไม่ใช่เอกสารยกเลิกหมั้น” เธอพูดก่อนที่เขาจะถาม “เป็นเอกสารยืนยันว่าฉันจะไม่ให้ใครตัดสินชีวิตฉันแทนอีก ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นปู่ เป็นบริษัท หรือเป็นคุณ”

เซียวหยางยิ้มเล็กน้อย “แล้วคุณเอามาให้ผมดูทำไม”

รั่วเสวี่ยหยิบแหวนหยกสองวงวางคู่กันบนโต๊ะ “เพราะถ้าเราจะอยู่ด้วยกัน ฉันอยากให้มันเริ่มจากการเลือก ไม่ใช่จากสัญญาเก่า”

เขาไม่ได้รีบสวมแหวนให้เธอ เขาเพียงเลื่อนมือมาจับมือเธอไว้ แล้วพยักหน้าอย่างช้าๆ

นอกหน้าต่าง รถของบริษัทคันหนึ่งแล่นผ่านสนามหญ้าอย่างสงบ รั่วเสวี่ยมองแสงที่สะท้อนบนหยกสองวง และรู้ว่าครั้งนี้ ไม่มีใครกำลังเฝ้าดูชีวิตเธอจากเงามืดอีกต่อไป

Leave a Comment