เด็กกำพร้าที่ถูกพากลับมาเป็นน้องสาวของลูกชายพิการ กลับเป็นคนเดียวที่เปิดโปงความจริงในบ้านหลังใหญ่

“ถ้าแกยังขืนพูดว่าไม่ต้องการฉัน แม่จะส่งฉันกลับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจริง ๆ ใช่ไหมคะ”

กู้จือเหยียนยืนอยู่กลางห้องอาหาร มือเล็กทั้งสองข้างกำชายกระโปรงใหม่แน่นจนยับยู่ยี่ ข้างหน้าเธอคือโต๊ะอาหารยาวที่เต็มไปด้วยอาหารราคาแพง แต่ไม่มีใครแตะต้องมันเลยสักคน

บนรถเข็นริมหน้าต่าง กู้จือเฉินกำลังจ้องเธอด้วยสายตาเย็นชา ขาทั้งสองข้างของเขาถูกคลุมด้วยผ้าห่มบาง ๆ ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุเมื่อสามเดือนก่อน เขาไม่เคยยอมให้ใครเรียกตัวเองว่า “คนพิการ” แต่ทุกครั้งที่มองขาของตัวเอง เขาจะเห็นคำคำนั้นสะท้อนอยู่ในดวงตาคนอื่นเสมอ

ชายวัยกลางคนที่นั่งหัวโต๊ะคือกู้เหวิน พ่อของเขา ส่วนหญิงที่ยืนอยู่ข้างรถเข็นคือหลินเยว่ แม่ของเขา และผู้หญิงอีกคนในชุดสูทสีดำคือจ้าวหลาน ผู้จัดการบริษัทของครอบครัว

“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น” หลินเยว่รีบพูด แต่เสียงของเธอสั่น “จือเหยียนเป็นน้องสาวของลูก ต่อไปก็จะเป็นคนในครอบครัวเรา”

“ผมไม่ต้องการน้องสาว” จือเฉินตอบ “พวกคุณพาเธอกลับมาเพราะคิดว่าผมจะเดินไม่ได้ตลอดชีวิตไม่ใช่หรือ อยากให้มีเด็กคอยเข็นรถ คอยหยิบของ และคอยดูแลผมเหมือนคนรับใช้”

จือเหยียนเงยหน้าขึ้น แม้จะถูกพูดเหมือนเป็นสิ่งของ เธอก็ไม่ได้ร้องไห้ เธอเพียงก้มมองมือของตัวเอง มือข้างซ้ายมีแผลถลอกจากตอนช่วยจือเฉินเก็บแก้วที่ตกแตกเมื่อเช้า แผลยังไม่ได้ทำความสะอาดดี แต่เธอไม่อยากให้ใครคิดว่าเธออ่อนแอ

สามวันก่อน เธอยังนอนอยู่ในห้องเล็ก ๆ ของสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า และคิดว่าตัวเองคงใช้ชีวิตที่นั่นจนโต เมื่อรถหรูของตระกูลกู้มาจอดหน้าประตู ผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งบอกว่าเธอเป็นลูกสาวที่ถูกทอดทิ้งของครอบครัว และพวกเขาต้องการรับเธอกลับไปเป็นน้องสาวของจือเฉิน

เธอไม่ได้เชื่อทั้งหมด แต่เมื่อหลินเยว่ยื่นเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ เธอก็รับไว้ด้วยสองมือ

“บ้านหลังนี้ใหญ่เกินไปสำหรับเด็กคนเดียว” หลินเยว่บอกระหว่างทาง “ถ้าจือเฉินไม่ชอบเธอ เธอต้องกลับไปทันที เข้าใจไหม”

“เข้าใจค่ะ”

“แล้วอย่าขัดคำพูดเขา”

“หนูจะดูแลพี่ชายให้ดีที่สุดค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้หลินเยว่หันไปมองเธอผ่านกระจกมองหลังชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ ราวกับมีสิ่งที่อยากพูดแต่ไม่กล้าพูด

ตอนมาถึงบ้าน จือเฉินไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ เขาผลักแจกันดอกไม้ตกแตกเมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา แล้วบอกว่าไม่ยอมรับเด็กกำพร้าคนหนึ่งเป็นคนในตระกูล

จือเหยียนเก็บเศษแก้วด้วยมือเปล่าเพราะไม่รู้ว่าควรไปหยิบไม้กวาดที่ไหน จือเฉินตะโกนใส่เธอด้วยความโกรธ แต่เมื่อเห็นเลือดหยดลงบนพื้น เขากลับเป็นคนแรกที่บอกให้แม่พาเธอไปหาหมอ

ถึงเขาจะปากร้าย แต่เธอสังเกตเห็นว่าเขากำมือแน่นทุกครั้งที่คนอื่นพูดถึงขาของเขา และเวลาที่ไม่มีใครเห็น เขาจะพยายามขยับปลายเท้าใต้ผ้าห่มอยู่เสมอ

“พี่ชายยังอยากเดินได้อยู่ใช่ไหมคะ” เธอถามในคืนแรก

“ไม่เกี่ยวกับเธอ”

“ถ้าพี่ชายอยากเดิน หนูจะช่วย”

“เธอช่วยตัวเองให้รอดก่อนเถอะ อย่าคิดว่าพูดดีสองสามคำแล้วจะได้อยู่บ้านนี้ตลอดไป”

จือเหยียนพยักหน้า “ได้ค่ะ แต่ถ้าพี่ชายต้องการอะไร เรียกหนูได้เลยนะคะ”

“ฉันไม่เรียก”

“ถ้าไม่เรียก หนูก็จะอยู่ใกล้ ๆ เองค่ะ”

นั่นเป็นครั้งแรกที่จือเฉินมองเธอนานกว่าปกติ เขาไม่เข้าใจว่าเด็กคนนี้โง่จริงหรือแค่แกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าเขากำลังผลักไสเธอ

วันต่อมา จือเหยียนเริ่มทำทุกอย่างที่คิดว่าพี่ชายต้องการ เธอเข็นเขาไปห้องอาหาร ตักข้าวให้ รินน้ำ และพาไปห้องน้ำ แม้เขาจะจงใจพูดจาเสียดสีหรือสั่งงานยาก ๆ เธอก็ไม่เถียง

แต่เธอไม่ได้โง่อย่างที่เขาคิด

เธอเห็นว่าจือเฉินไม่ยอมให้หมอชื่อหมอหลัวตรวจแผลบริเวณเข่า เธอเห็นหมอหลัวรับซองเอกสารจากจ้าวหลานทุกครั้งหลังการรักษา เธอเห็นพ่อของจือเฉินไม่เคยพูดเรื่องการฟื้นฟูร่างกาย และเห็นว่าหลินเยว่แอบร้องไห้หน้าห้องทำงานของสามีในตอนกลางคืน

ที่สำคัญ เธอพบว่าคนในบ้านทุกคนเรียกอุบัติเหตุของจือเฉินว่า “อุบัติเหตุทางรถยนต์” แต่ไม่มีใครพูดว่ารถเสียหลักได้อย่างไร

คืนหนึ่ง ขณะที่กำลังเช็ดล้อรถเข็น จือเหยียนพบเศษโลหะเล็ก ๆ ติดอยู่ในร่องยาง เธอหยิบมันขึ้นมาดูแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อโดยไม่รู้ว่าเป็นชิ้นส่วนอะไร

“เธอแอบเอาอะไรไป” จือเฉินถามทันที

“เศษเหล็กค่ะ ติดอยู่ที่ล้อ”

เขาเหยียดมือออก “เอามาให้ฉัน”

จือเหยียนส่งให้ เขาพลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าที่เคยเย็นชาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

“เธอเห็นมันที่ไหน”

“ล้อรถเข็นค่ะ”

“อย่าบอกใคร”

“ทำไมคะ”

“เพราะฉันบอกว่าอย่าบอก”

จือเหยียนมองเขา “พี่ชายกลัวอะไรอยู่คะ”

เขาขว้างชิ้นโลหะลงบนโต๊ะ “ฉันไม่ได้กลัว!”

เสียงดังจนมือของเธอสั่น แต่ครั้งนี้จือเหยียนไม่ได้ก้มหน้า เธอเดินเข้าไปหยิบชิ้นโลหะ แล้วพูดช้า ๆ

“ถ้าพี่ชายไม่กลัว พี่ชายคงไม่ซ่อนมันไว้ใต้หมอน”

จือเฉินนิ่งไป

คืนนั้นเขาเล่าให้เธอฟังเป็นครั้งแรกว่า ก่อนเกิดอุบัติเหตุ เขากำลังจะเซ็นเอกสารโอนหุ้นของบริษัทให้ตัวเองเป็นผู้บริหารเต็มตัว พ่อของเขาไม่เห็นด้วยเพราะต้องการให้จ้าวหลาน ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ เข้ามาควบคุมบริษัทแทน

“ผมขับรถกลับจากสำนักงาน” เขาพูดโดยใช้คำว่า “ผม” แทน “ฉัน” เป็นครั้งแรก “รถเบรกไม่อยู่ ทั้งที่เพิ่งเข้าศูนย์เมื่ออาทิตย์ก่อน”

“แล้วตำรวจว่าอย่างไรคะ”

“เบรกขัดข้อง ไม่มีหลักฐานว่าใครทำ”

“พี่ชายเชื่อไหม”

“ฉันไม่รู้ว่าจะเชื่อใครได้”

จือเหยียนมองมือของเขา “ถ้าอย่างนั้นก็เชื่อสิ่งที่พี่ชายเห็นเองค่ะ”

“ฉันนั่งอยู่ในรถตอนชน จะเห็นอะไรได้”

“แต่พี่ชายยังจำเสียงได้ไม่ใช่หรือคะ”

จือเฉินหันมามองเธอ

เขาจำได้จริง ๆ ก่อนรถพุ่งลงจากสะพาน เสียงโลหะกระทบกันดังมาจากใต้ท้องรถ ตามด้วยเสียงคลิกเบา ๆ สามครั้ง เขาเคยบอกเรื่องนี้กับตำรวจ แต่ตำรวจคิดว่าเป็นเสียงชิ้นส่วนที่แตกตอนเกิดเหตุ

จือเหยียนจดทุกอย่างลงในสมุดเล่มเล็กที่เธอเคยใช้เขียนการบ้านที่สถานสงเคราะห์ เธอไม่รู้เรื่องรถหรือบริษัทมากนัก แต่รู้ว่าคนโกหกมักลืมรายละเอียดของคำพูดตัวเอง

วันรุ่งขึ้น เธอแอบถามคนขับรถชื่อเฉินอวี่ เขาบอกว่าไม่รู้เรื่องรถของคุณชาย แต่เมื่อจือเหยียนถามว่าทำไมเขาถึงลาออกในวันที่เกิดอุบัติเหตุ เขากลับรีบเดินหนี

เธอไม่ได้ตามไปทันที เธอรอจนตอนเย็นแล้วจึงไปที่โรงรถ ที่นั่นมีรถคันที่เกิดเหตุถูกคลุมด้วยผ้าใบ แม้ทุกคนบอกว่ารถถูกส่งไปตรวจแล้ว

ใต้โต๊ะเครื่องมือ เธอพบถุงมือเก่าคู่หนึ่งและใบเสร็จจากอู่ซ่อมรถ ใบเสร็จลงวันที่ก่อนเกิดอุบัติเหตุสองวัน ระบุว่ามีการเปลี่ยนชุดวาล์วเบรก แต่ชื่อผู้รับงานไม่ใช่บริษัทประกัน เป็นชื่อบริษัทของจ้าวหลาน

จือเหยียนยังไม่ทันหยิบโทรศัพท์ถ่ายรูป ประตูโรงรถก็เปิดออก

จ้าวหลานยืนอยู่ด้านหลังเธอ

“เด็กดีไม่ควรยุ่งกับของของผู้ใหญ่”

“หนูแค่ตามหาผ้าเช็ดมือค่ะ”

“แล้วทำไมมือถึงอยู่ใต้โต๊ะ”

จือเหยียนยกมือขึ้นช้า ๆ “หนูเก็บเหรียญค่ะ”

จ้าวหลานยิ้ม แต่ดวงตาไม่ยิ้มด้วย “เธออยู่บ้านนี้ได้เพราะคุณนายสงสาร ถ้ายังสร้างปัญหา เธอจะไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน”

คืนนั้น จือเหยียนไม่ได้เล่าเรื่องใบเสร็จให้จือเฉินฟัง เธอกลัวว่าเขาจะทำอะไรบุ่มบ่าม แต่เธอวางโทรศัพท์เปิดบันทึกเสียงไว้ในกระเป๋าเสื้อทุกครั้งที่ต้องเดินผ่านโรงรถหรือห้องทำงาน

ไม่นานนัก จือเฉินก็เริ่มฝึกกายภาพตามที่หมอคนใหม่แนะนำ หลินเยว่แอบหาหมอจากโรงพยาบาลอื่นมาพบเขาในตอนเช้า แต่จ้าวหลานกลับอ้างว่าการรักษานอกแผนของบ้านจะทำให้อาการแย่ลง

เมื่อจือเฉินพยายามลงจากรถเข็นเพื่อฝึกยืน หมอหลัวกลับกดไหล่เขาลงอย่างแรง

“กระดูกสันหลังคุณยังไม่พร้อม ถ้าฝืนอาจพิการถาวร”

จือเฉินหน้าซีด “แล้วทำไมหมอคนก่อนบอกว่าผมควรฝึกทุกวัน”

“ความเห็นเปลี่ยนได้”

จือเหยียนยืนอยู่หลังประตู เธอเห็นหมอหลัวมองจ้าวหลานก่อนพูดประโยคนั้น และเห็นซองเอกสารสีขาวถูกสอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของหมอ

ในคืนนั้นเธอจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ตัวเองไม่เคยกล้าทำ เธอเข้าไปในห้องทำงานของกู้เหวิน

ลิ้นชักทุกช่องถูกล็อก แต่กุญแจสำรองวางอยู่ในกล่องไม้ที่ไม่มีใครคิดว่าเด็กจะเอื้อมถึง จือเหยียนพบเอกสารโอนหุ้น รายงานการเงิน และแฟ้มของจือเฉิน

ในแฟ้มมีรายงานแพทย์หลายฉบับ ระบุว่าเขามีโอกาสฟื้นตัวได้ดีหากเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่รายงานฉบับล่าสุดกลับถูกแก้ไขด้วยปากกาสีดำ ให้ดูเหมือนเขามีอาการถาวร

จือเหยียนถ่ายรูปเอกสารทั้งหมด แล้วกำลังจะปิดลิ้นชักก็พบซองจดหมายเก่าซ่อนอยู่ด้านหลัง

บนซองเขียนชื่อของเธอ

“กู้จือเหยียน”

เธอจำชื่อนี้ได้ เพราะในเอกสารของสถานสงเคราะห์ เธอใช้ชื่อ “จือเหยียน” มาตลอด แต่ไม่เคยมีใครบอกนามสกุลกู้ จดหมายในซองเป็นผลตรวจความสัมพันธ์ทางสายเลือดเมื่อสิบสองปีก่อน ระบุว่ากู้เหวินคือบิดาทางชีวภาพของเธอ

ด้านล่างมีลายเซ็นของหลินเยว่ พร้อมข้อความสั้น ๆ ว่า “อย่าให้เธอรู้จนกว่าจือเฉินจะปลอดภัย”

จือเหยียนยืนนิ่งอยู่กลางห้องทำงาน ความจริงที่เธอตามหามาตลอดชีวิตกลับอยู่ในบ้านหลังนี้ แต่แทนที่จะรู้สึกดีใจ เธอกลับรู้สึกเหมือนถูกผลักลงไปในหลุมอีกครั้ง

เธอไม่ได้ถูกพากลับมาเพราะความสงสาร

เธอเป็นลูกของกู้เหวินจริง ๆ

แต่ทำไมจึงต้องรอจนจือเฉินเกิดอุบัติเหตุ ทำไมต้องพาเธอกลับมาในวันที่บ้านหลังนี้กำลังมีปัญหา และทำไมจึงเขียนว่าเธอต้องปลอดภัยก่อนจือเฉิน

เสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้าประตู

จือเหยียนรีบเก็บทุกอย่างกลับที่เดิม แต่จดหมายฉบับนั้นเธอไม่ได้นำกลับไป เธอเพียงจำวันเดือนปีบนซองไว้ในใจ แล้วหลบเข้าไปหลังม่าน

กู้เหวินเดินเข้ามาพร้อมจ้าวหลาน

“ถ้าจือเฉินเซ็นเอกสารพรุ่งนี้ เราจะควบคุมหุ้นทั้งหมดได้” จ้าวหลานพูด “ส่วนเด็กคนนั้น นายแน่ใจหรือว่าเธอไม่รู้อะไร”

“เธออยู่สถานสงเคราะห์มาตั้งแต่เล็ก จะรู้อะไรได้”

“เด็กที่ดูเชื่อฟังเกินไปน่ากลัวนะคะ”

กู้เหวินเงียบไปนาน “อย่าแตะต้องเธอ หลินเยว่รับปากว่าจะดูแลเด็กคนนั้น”

“ถ้านายยังลังเล ทุกอย่างจะพังเพราะลูกชายของนาย”

“จือเฉินไม่ใช่ปัญหา”

“เขาเป็นปัญหาตั้งแต่รู้ว่าบริษัทกำลังถูกถอนเงินแล้ว ถ้าเขากลับมาเดินได้ เขาจะตรวจบัญชีทั้งหมด”

จือเหยียนกำหมัดแน่น เธอเพิ่งเข้าใจว่าการทำให้จือเฉินเป็นคนพิการถาวรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ยังไม่รู้ว่ากู้เหวินมีส่วนเกี่ยวข้องมากแค่ไหน

คืนนั้น เธอส่งรูปเอกสารทั้งหมดไปยังอีเมลของตัวเอง และขอให้ครูใหญ่สถานสงเคราะห์ช่วยติดต่อทนายที่ไว้ใจได้ เธอไม่ได้บอกเรื่องพ่อของตัวเอง เพราะยังไม่รู้ว่าจะเชื่อใคร

แต่จือเฉินสังเกตเห็นความผิดปกติ

“เธอมีอะไรจะพูดกับฉัน” เขาถามขณะฝึกขยับขา

“พี่ชายรู้ได้อย่างไรคะ”

“ตั้งแต่เธอกลับจากห้องทำงาน เธอก็ไม่ถามฉันว่าต้องการน้ำหรืออาหารเลย เธอเงียบเกินไป”

จือเหยียนนั่งลงข้างเขา “ถ้าหนูเล่า พี่ชายจะเชื่อหนูไหมคะ”

“ถ้าเป็นเรื่องจริง ฉันจะเชื่อ”

เธอเล่าเรื่องใบเสร็จ รายงานแพทย์ และบทสนทนาที่ได้ยินทั้งหมด ยกเว้นเรื่องจดหมายเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตัวเอง

จือเฉินฟังจนจบ แล้วถามว่า “เธอกลัวว่าฉันจะไม่เชื่อหรือกลัวว่าฉันจะเชื่อ”

จือเหยียนเม้มปาก “หนูกลัวว่าถ้าพี่ชายรู้ว่าหนูเป็นลูกของพ่อ พี่ชายจะไม่ต้องการหนูยิ่งกว่าเดิม”

จือเฉินนิ่งไปนาน เขาเคยคิดว่าเธอเป็นเด็กที่ครอบครัวรับมาเพราะต้องการคนดูแล ไม่เคยคิดว่าเธออาจเป็นคนที่ถูกทิ้งเหมือนเขาในบ้านหลังเดียวกัน

“ฉันไม่ได้ต้องการน้องสาวตั้งแต่แรก” เขาพูด “แต่เรื่องที่ฉันไม่ต้องการ ไม่ได้แปลว่าเธอต้องหายไป”

จือเหยียนเงยหน้า

“พี่ชายหมายความว่าอย่างไรคะ”

“ฉันหมายความว่า ถ้าเธอจะอยู่ ก็อย่าอยู่ในฐานะคนรับใช้ของฉัน เราจะช่วยกันหาความจริง”

นับจากวันนั้น ทั้งสองเริ่มวางแผนอย่างระมัดระวัง จือเฉินแกล้งทำเป็นเชื่อหมอหลัวและยอมเซ็นเอกสารโอนหุ้น ส่วนจือเหยียนยังคงทำตัวเป็นเด็กเชื่อฟัง คอยเข็นรถ เก็บอาหาร และถามคำถามไร้เดียงสาให้คนในบ้านตายใจ

หลินเยว่เริ่มสังเกตว่าลูกทั้งสองสนิทกันมากขึ้น เธอจึงสารภาพกับจือเหยียนว่า กู้เหวินเคยมีความสัมพันธ์กับแม่ของเธอก่อนแต่งงาน และเมื่อแม่ของจือเหยียนเสียชีวิต เขาให้คนส่งเธอไปอยู่สถานสงเคราะห์เพื่อปกป้องชื่อเสียงของตระกูล

“ฉันเสียใจที่ไม่ได้พาเธอกลับมาเร็วกว่านี้” หลินเยว่พูด “แต่ตอนนั้นกู้เหวินขู่จะทำร้ายตัวเองถ้าฉันเปิดเผยเรื่องนี้ เขาบอกว่าจือเฉินยังเด็กและรับความจริงไม่ได้”

“แล้วตอนนี้ล่ะคะ”

“ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเขาไม่ได้กลัวจือเฉินรับความจริงไม่ได้ เขากลัวความจริงจะทำให้ทุกอย่างที่เขาสร้างไว้พังลง”

หลินเยว่ยื่นกุญแจดอกหนึ่งให้เธอ “นี่เป็นกุญแจตู้เซฟของเขา ฉันไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร แต่ฉันเก็บไว้นานแล้ว”

ในวันที่จือเฉินต้องเซ็นเอกสาร โถงใหญ่ของบ้านเต็มไปด้วยทนาย ผู้ถือหุ้น และหมอหลัว กู้เหวินประกาศว่าลูกชายไม่สามารถบริหารบริษัทได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องโอนอำนาจให้คณะกรรมการชั่วคราวที่จ้าวหลานเป็นผู้ดูแล

จือเฉินนั่งบนรถเข็น สีหน้าซีดเซียว เขายื่นมือไปเซ็นเอกสารอย่างช้า ๆ

จือเหยียนยืนอยู่ด้านหลังคอยถือแฟ้ม ไม่มีใครสนใจว่าเธอเปิดเครื่องบันทึกเสียงไว้ในกระเป๋า

เมื่อปลายปากกาจะแตะกระดาษ จือเฉินก็หยุด

“ก่อนเซ็น ผมอยากถามเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา”

จ้าวหลานหัวเราะเบา ๆ “คุณชายไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน คุณควรพักผ่อนมากกว่า”

“ผมถามเรื่องเงินของบริษัท”

“คุณไม่มีสิทธิ์ตรวจบัญชีแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมเอกสารฉบับนี้ยังต้องมีลายเซ็นของผม”

จ้าวหลานชะงัก

จือเหยียนวางแฟ้มลงบนโต๊ะ เปิดรูปใบเสร็จจากอู่ซ่อมรถ รายงานแพทย์ฉบับจริง และสำเนาการโอนเงินที่เธอได้รับจากทนาย

กู้เหวินลุกขึ้น “ใครให้เธอเอาของพวกนี้มา”

“หนูเอามาเองค่ะ”

“เด็กไม่ควรยุ่งเรื่องผู้ใหญ่”

“แต่คนที่ทำให้พี่ชายเดินไม่ได้ก็เป็นผู้ใหญ่เหมือนกันไม่ใช่หรือคะ”

เสียงพูดคุยในห้องเงียบลงทันที

จ้าวหลานพยายามคว้าแฟ้ม แต่จือเหยียนถอยหนี เธอไม่ได้ตัวใหญ่หรือแข็งแรง ทว่าจือเฉินเอื้อมมือจับข้อมือจ้าวหลานไว้แน่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

“อย่าแตะต้องน้องสาวผม”

คำว่า “น้องสาว” ทำให้จือเหยียนชะงัก แต่ไม่มีเวลาซาบซึ้ง เพราะจ้าวหลานตะโกนสั่งให้คนขับรถพาเด็กออกไป

ในจังหวะนั้น ประตูบ้านเปิดออก ครูใหญ่สถานสงเคราะห์เดินเข้ามาพร้อมทนายและตำรวจที่รับแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้ หลักฐานทั้งหมดอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการจับกุมทันที แต่เพียงพอให้เจ้าหน้าที่เรียกทุกคนไปสอบสวน และระงับการโอนหุ้นไว้ก่อน

หมอหลัวเป็นคนแรกที่ยอมพูด เขาสารภาพว่าได้รับเงินจากจ้าวหลานให้แก้ไขรายงานการรักษา แต่ยืนยันว่าไม่ได้ทำให้เบรกเสีย

คนขับรถเฉินอวี่จึงนำหลักฐานอีกชิ้นออกมา เขาเคยถ่ายภาพรถก่อนส่งเข้าอู่ และในภาพมีสัญลักษณ์ของบริษัทจ้าวหลานติดอยู่ที่กล่องอะไหล่ เขายังได้ยินจ้าวหลานสั่งช่างให้ถอดชิ้นส่วนสำคัญออกก่อนนำรถไปตรวจ

กู้เหวินไม่ได้ลงมือทำลายรถด้วยตัวเอง แต่เขารู้ว่ามีการยักยอกเงินและรู้ว่าจ้าวหลานต้องการกำจัดจือเฉินออกจากบริษัท เขาเลือกหลับตา เพราะคิดว่าการรักษาชื่อเสียงของตระกูลสำคัญกว่าความปลอดภัยของลูกชาย

เมื่อจือเหยียนถามเขาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ว่าเหตุใดจึงเก็บผลตรวจความสัมพันธ์ทางสายเลือดไว้หลายปี เขาตอบไม่ได้

“พ่อรู้ว่าหนูเป็นลูกของพ่อ แต่ไม่เคยตามหาหนู” เธอพูด “พ่อพาหนูกลับมาเพราะอยากให้หนูดูแลพี่ชาย หรือเพราะรู้ว่าหนูอาจเป็นพยานที่พ่อควบคุมได้ง่าย”

กู้เหวินมองเธอด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า “ฉันตั้งใจจะบอกเธอหลังทุกอย่างเรียบร้อย”

“ทุกอย่างของพ่อ หรือทุกอย่างของพี่ชายคะ”

เขาไม่ตอบ

การสอบสวนกินเวลาหลายเดือน บริษัทถูกตรวจบัญชี จ้าวหลานถูกดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์และปลอมแปลงเอกสาร ส่วนเรื่องการดัดแปลงระบบเบรกยังต้องรอผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์และคำให้การของช่าง

กู้เหวินถูกถอดจากตำแหน่งบริหาร แม้เขาจะไม่ได้ถูกตั้งข้อหาทั้งหมดในทันที แต่ผู้ถือหุ้นลงมติให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะการปกปิดข้อมูลและปล่อยให้ผู้บริหารคนอื่นใช้อำนาจในทางมิชอบ

หลินเยว่ยื่นฟ้องหย่า เธอไม่ได้ขอทรัพย์สินส่วนตัวของสามีมากนัก เพียงขอสิทธิ์ดูแลจือเหยียนและจือเฉินร่วมกัน

จือเฉินเข้ารับการผ่าตัดและกายภาพบำบัดกับทีมแพทย์ใหม่ หมอไม่สัญญาว่าเขาจะกลับมาเดินได้เหมือนเดิม แต่บอกว่ากล้ามเนื้อยังมีการตอบสนอง และการฝึกอย่างสม่ำเสมออาจทำให้เขายืนได้อีกครั้ง

ช่วงแรกเขาเจ็บมากจนอยากเลิกหลายครั้ง จือเหยียนไม่ปลอบด้วยคำสวยหรู เธอเพียงนั่งอยู่ข้างเตียงและนับเลขให้เขา

“อีกห้าวินาทีค่ะ”

“เธอบอกแบบนี้มาสิบรอบแล้ว”

“เพราะพี่ชายทำได้สิบรอบแล้วค่ะ”

จือเฉินกัดฟัน หยาดเหงื่อไหลผ่านใบหน้า เขาเคยคิดว่าต้องรอใครสักคนมาช่วยพยุง แต่ตอนนี้ทุกครั้งที่พยายามยืน เขาจะจับราวด้วยตัวเอง ส่วนจือเหยียนยืนอยู่ใกล้ ๆ โดยไม่แตะต้องเขาจนกว่าเขาจะขอ

หกเดือนหลังจากวันนั้น จือเฉินสามารถยืนได้สิบสองวินาที

มันไม่ใช่ปาฏิหาริย์ และไม่ใช่การกลับมาเป็นคนเดิมในทันที เขายังต้องใช้ไม้เท้า ยังเดินช้า และยังมีวันที่ความเจ็บทำให้เขาหงุดหงิดใส่คนรอบข้าง แต่เขาไม่หลบสายตาตัวเองในกระจกอีกแล้ว

ส่วนจือเหยียนเริ่มเรียนหนังสือในโรงเรียนใหม่ เธอยังคงใช้ชื่อกู้จือเหยียน แต่ไม่ได้ใช้มันเพื่อขอสิทธิ์หรือความสงสารจากใคร เธอเลือกอยู่กับหลินเยว่และจือเฉินในบ้านหลังเดิม เพียงแต่ห้องทำงานของกู้เหวินถูกเปลี่ยนเป็นห้องอ่านหนังสือของเธอ

กู้เหวินยังส่งจดหมายมาหาเธอเดือนละครั้ง ในจดหมายฉบับแรก เขาขอโทษและขอให้เธอเรียกเขาว่าพ่อ

จือเหยียนอ่านแล้ววางไว้ในลิ้นชัก เธอยังไม่พร้อมให้อภัย และเขาก็ไม่มีสิทธิ์เร่งรัดการตัดสินใจของเธอ

หลายเดือนต่อมา เธอจึงส่งจดหมายตอบกลับเพียงประโยคเดียว

“ถ้าพ่ออยากเป็นพ่อของหนู ก็เริ่มจากการไม่โกหกหนูอีก”

จือเฉินอ่านประโยคนั้นแล้วพยักหน้า เขาไม่เคยพูดว่าพ่อของเขาเลวที่สุดในโลก เพราะความจริงซับซ้อนกว่านั้น กู้เหวินรักลูกชาย แต่ความกลัว อำนาจ และความเห็นแก่ตัวทำให้เขากลายเป็นคนที่ทำร้ายลูกโดยอ้างว่ากำลังปกป้องครอบครัว

หนึ่งปีหลังเกิดอุบัติเหตุ บ้านหลังใหญ่ไม่ได้เงียบเหมือนเดิมอีกต่อไป เช้าวันหนึ่ง จือเหยียนกำลังยกถ้วยโจ๊กไปวางบนโต๊ะ จือเฉินเดินเข้ามาจากหน้าประตูโดยใช้ไม้เท้า

เขาหยุดตรงเก้าอี้ของเธอ แล้ววางสิ่งหนึ่งลงบนโต๊ะ

มันคือกระโปรงตัวแรกที่หลินเยว่ซื้อให้เธอในวันที่พากลับบ้าน ขอบกระโปรงขาดเล็กน้อยจากตอนที่จือเหยียนหกล้มหน้ารถ และหลินเยว่เก็บมันไว้ในกล่องมาตลอด

“แม่ให้เอามาคืน” จือเฉินพูด

“คืนให้หนูทำไมคะ”

“เพราะเธอบอกว่าจะใช้ชีวิตดี ๆ”

จือเหยียนลูบผ้าที่เริ่มซีด “หนูยังไม่ได้ทำตามสัญญาเลยค่ะ”

“ทำแล้ว”

“เมื่อไรคะ”

จือเฉินมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “ตั้งแต่วันที่เธอไม่ยอมเดินออกจากบ้านนี้ทั้งที่ทุกคนทำให้เธอรู้สึกว่าเธอไม่มีค่า”

จือเหยียนไม่ได้ตอบ เธอเพียงเลื่อนถ้วยโจ๊กไปให้เขา แต่ครั้งนี้ไม่ได้ยกช้อนป้อนเหมือนเมื่อก่อน

“พี่ชายกินเองนะคะ”

“เธอสั่งฉันหรือ”

“ค่ะ หนูไม่ใช่คนรับใช้ของพี่ชาย”

จือเฉินหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกโดยไม่ต้องฝืน “ก็ได้ น้องสาว”

คำเรียกนั้นเคยทำให้เธอกลัวว่าจะถูกส่งกลับไปยังสถานสงเคราะห์ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นคำที่เธอเลือกจะรับไว้ด้วยตัวเอง

นอกหน้าต่าง แสงแดดส่องลงบนพื้นไม้และล้อรถเข็นคันเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว จือเหยียนพับกระโปรงตัวนั้นเก็บใส่กล่องอย่างระมัดระวัง เธอไม่ได้เก็บไว้เพื่อจดจำวันที่เคยถูกพากลับมาอย่างไม่เต็มใจ แต่เพื่อเตือนตัวเองว่า แม้คนอื่นจะพาเธอไปวางไว้ในชีวิตของใครด้วยเหตุผลของพวกเขา เธอก็ยังมีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่ต่อในฐานะอะไร

และครั้งนี้ ไม่มีใครสามารถส่งเธอกลับไปที่ไหนได้อีก

Leave a Comment