“ถ้าคุณไม่โอนเงินห้าแสนตอนนี้ เราจะไม่ปล่อยตัวเธอกับเด็กออกจากบ้านไปไหนทั้งนั้น”
เสียงของหลี่จื้อเหวินดังผ่านโทรศัพท์ ขณะที่เยี่ยนลั่วกำลังถูกชายสองคนลากออกจากห้องเช่า มือข้างหนึ่งของเธอกอดท้องที่เริ่มนูน อีกข้างพยายามคว้าขอบประตูไว้แน่น
“คุณเป่ย อย่าเข้ามายุ่งเลยค่ะ” เธอพูดทั้งน้ำตา “ครอบครัวฉันเป็นหนี้ ฉันจะหาทางใช้คืนเอง”
ปลายสายเงียบไปหลายวินาที ก่อนเสียงของเป่ยจิ่งเฉิงจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาจนคนฟังรู้สึกหนาว
“เมื่อกี้เธอโทรหาฉันเพื่อขอความช่วยเหลือ แล้วกลับบอกว่าไม่ต้องยุ่งอย่างนั้นหรือ”
“ฉันแค่โทรผิดค่ะ”
“เยี่ยนลั่ว เธอจำฉันไม่ได้จริง ๆ หรือ”
เธอชะงัก แต่ก่อนจะตอบ เสียงโทรศัพท์ก็ถูกตัดไป จิ่งเฉิงวางสายด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย แล้วหันไปมองภาพจากกล้องวงจรปิดบนหน้าจอขนาดใหญ่ในห้องทำงาน
ภาพนั้นเก่าเกือบหกปี เป็นภาพจากคืนที่เขาประสบอุบัติเหตุหลังถูกคนในตระกูลลอบทำร้าย รถของเขาพุ่งชนราวกั้นบนถนนภูเขา ชายหนุ่มหมดสติอยู่ในรถที่กำลังจะระเบิด และผู้หญิงคนหนึ่งในชุดพนักงานทำความสะอาดชั่วคราวเป็นคนลากเขาออกมา ก่อนจะหายตัวไปโดยไม่รับเงินแม้แต่บาทเดียว
ในภาพใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นไม่ชัด แต่กำไลด้ายสีแดงที่ข้อมือกลับเห็นได้ชัดเจน
กำไลแบบเดียวกับที่เยี่ยนลั่วสวมอยู่เสมอ
“ตรวจสอบให้แน่ใจ” จิ่งเฉิงสั่งเลขาฯ “ผู้หญิงที่ช่วยผมคืนนั้นเป็นเยี่ยนลั่วหรือไม่ แล้วตามหาว่าใครเป็นพ่อของเด็กในท้องเธอ”
เลขาฯ ก้มศีรษะรับคำ ก่อนจะรีบออกจากห้อง
จิ่งเฉิงไม่เคยลืมผู้หญิงคนนั้น ตลอดหกปีเขาตามหาเธอด้วยความรู้สึกติดค้าง เพราะในคืนที่เขาใกล้ตาย เธอเป็นคนเดียวที่ยอมเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วย ทั้งที่คนอื่นยืนมองจากระยะไกล แต่เมื่อเขาตื่นขึ้นในโรงพยาบาล เธอก็หายไปแล้ว เหลือเพียงกำไลด้ายแดงที่หลุดอยู่ข้างรถ
เขาเคยคิดว่า วันหนึ่งเมื่อพบเธอ เขาจะตอบแทนบุญคุณให้ดีที่สุด
ไม่เคยคิดว่าเธอจะปรากฏตัวพร้อมท้องแก่ ถูกครอบครัวตัวเองยึดทะเบียนบ้าน และกำลังถูกเจ้าหนี้ลากไปขายใช้หนี้
ในเวลาเดียวกัน เยี่ยนลั่วถูกพากลับเข้าไปในบ้านตระกูลหลี่ พ่อเลี้ยงของเธอวางเอกสารหนี้สินลงบนโต๊ะแล้วชี้ไปที่ช่องลายเซ็น
“เซ็นซะ แล้วแต่งงานกับเจ้าของบ่อนพนันที่เขตตะวันออก เขาจะจ่ายหนี้ให้ครอบครัวเรา”
เยี่ยนลั่วหน้าซีด “หนูไม่แต่ง”
แม่เลี้ยงตบหน้าเธออย่างแรง “เธอคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกหรือ ครอบครัวเลี้ยงเธอมาตั้งยี่สิบปี ถึงเวลาต้องตอบแทนแล้ว”
“พวกคุณไม่ได้เลี้ยงหนู” เยี่ยนลั่วพูดช้า ๆ “ตั้งแต่พ่อเสีย พวกคุณเอาเงินทุนการศึกษาของหนูไปใช้จนหมด แล้วบังคับให้หนูทำงานส่งเงินทุกเดือน”
พ่อเลี้ยงกระชากผมเธอ “ยังกล้าพูดอีกหรือ ถ้าไม่มีบ้านหลังนี้ เธอจะไปนอนที่ไหน”
“บ้านหลังนี้เป็นของแม่ฉัน”
“ทะเบียนบ้านอยู่กับฉัน บ้านก็เป็นของฉัน” เขาหัวเราะ “ถ้าอยากพาเด็กออกไป ก็จ่ายเงินหนึ่งล้านมาเสียก่อน”
เยี่ยนลั่วก้มมองมือของตัวเอง เธอไม่เคยบอกใครว่าพ่อของเด็กคือใคร แม้แต่จิ่งเฉิงก็ไม่รู้ เพราะคืนที่เกิดเรื่องเมื่อหกปีก่อน เธอไม่ได้เพียงช่วยเขาออกจากรถ แต่ในเวลาต่อมาพวกเขาได้พบกันอีกครั้งในช่วงที่เขายังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทั้งสองมีความสัมพันธ์สั้น ๆ ที่จบลงโดยไม่มีคำสัญญาใด ๆ
หลังจากนั้นจิ่งเฉิงเดินทางไปต่างประเทศเพื่อรักษาและบริหารธุรกิจ ส่วนเธอเพิ่งรู้ว่าตั้งครรภ์ตอนที่เขาหายไปแล้ว
เธอไม่เคยคิดใช้เด็กเป็นเครื่องมือเรียกร้องเงิน และยิ่งไม่ต้องการให้เขากลับมาเพราะความสงสาร
แต่เธอไม่รู้ว่า จิ่งเฉิงจำคืนวันนั้นได้มากกว่าที่เธอคิด
ประตูบ้านถูกเปิดออกอย่างแรง ชายร่างสูงในเสื้อคลุมสีดำเดินเข้ามาพร้อมทนายและเจ้าหน้าที่หลายคน พ่อเลี้ยงของเยี่ยนลั่วหันไปตะโกนทันที
“แกเป็นใคร ใครอนุญาตให้เข้ามาในบ้านฉัน”
จิ่งเฉิงไม่ตอบ เขาเดินตรงไปหาเยี่ยนลั่ว ถอดเสื้อคลุมคลุมไหล่ให้เธอ แล้วประคองเธอออกจากมือชายสองคนที่กำลังจับแขนเธอ
“ผมมาช้าไป” เขาพูดเบา ๆ
เยี่ยนลั่วมองเขาอย่างตกใจ “คุณมาที่นี่ทำไม”
“มารับเธอกับลูกของเรา”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งบ้านเงียบลง
พ่อเลี้ยงหัวเราะลั่น “ลูกของแกหรือ ถ้าอย่างนั้นก็เอาเงินมาหนึ่งล้าน บ้านนี้ยังอยู่ในการดูแลของฉัน เธอจะออกไปไม่ได้”
“คุณไม่มีสิทธิ์กักตัวเธอ” ทนายของจิ่งเฉิงกล่าว “การยึดทะเบียนบ้านและบังคับให้ผู้ใหญ่แต่งงานเพื่อใช้หนี้เข้าข่ายการข่มขู่และควบคุมทรัพย์สิน”
“อย่ามาทำเป็นรู้กฎหมาย” แม่เลี้ยงตวาด “เธอเป็นคนของตระกูลหลี่”
“ไม่ใช่แล้ว” จิ่งเฉิงตอบ
เขายื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้เยี่ยนลั่ว เป็นสำเนาทะเบียนบ้านฉบับใหม่ที่ถูกแก้ไขอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ชื่อของเธอถูกแยกออกจากครอบครัวเดิมเรียบร้อยแล้ว
“ตั้งแต่วันนี้ ไม่มีใครใช้ทะเบียนบ้านหรือชื่อของเธอข่มขู่ได้อีก”
มือของเยี่ยนลั่วสั่น “คุณทำทั้งหมดนี้เพื่ออะไร”
“เพราะเธอช่วยชีวิตผม”
เธอเงยหน้าขึ้น “คุณรู้แล้วหรือ”
“ผมรู้จากกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาพย้อนหลังทั้งหมดแล้ว ผู้หญิงในคืนนั้นคือเธอ”
เยี่ยนลั่วเบือนหน้าหนี “ฉันไม่ได้ช่วยคุณเพราะต้องการอะไรตอบแทน”
“ผมรู้”
“ถ้าอย่างนั้นอย่าทำเหมือนฉันเป็นคนที่ต้องได้รับการชดใช้ ฉันไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ใต้บุญคุณของคุณ”
จิ่งเฉิงมองเธอนิ่ง ก่อนตอบว่า “ผมไม่ได้ช่วยเพราะหนี้บุญคุณ ผมช่วยเพราะคุณกับลูกกำลังถูกทำร้าย และผมเป็นพ่อของเด็ก”
พ่อเลี้ยงทุบโต๊ะ “เด็กเป็นลูกแกแล้วอย่างไร ในเมื่อเธอยังอยู่ในบ้านเรา ถ้าอยากพาไปก็โอนเงินห้าแสนมา”
จิ่งเฉิงหันไปมองเขา “คุณตั้งราคาคนในครอบครัวเป็นเงินหรือ”
“อย่าทำเป็นผู้ดี ถ้าไม่มีเงินก็พาเธอไปไม่ได้”
“ผมไม่จ่ายแม้แต่บาทเดียวให้กับการข่มขู่”
เขาพยักหน้าให้ทนาย “ดำเนินการทันที ยื่นคำร้องคุ้มครองเยี่ยนลั่วและเด็ก ตรวจสอบเงินกู้ทั้งหมดของตระกูลหลี่ รวมถึงเส้นทางเงินจากบัญชีของแม่เธอ”
พ่อเลี้ยงเริ่มหน้าซีด
จิ่งเฉิงพูดต่อ “แล้วแจ้งธนาคารทุกแห่งในเมืองเจียงเฉิงว่า หากปล่อยกู้ให้ตระกูลหลี่โดยใช้ชื่อเยี่ยนลั่วหรือทรัพย์สินของเธอเป็นหลักประกัน ให้ส่งเอกสารทั้งหมดมาให้ฝ่ายกฎหมายของผม”
“แกกล้าหรือ”
“ผมไม่เพียงกล้า แต่จะทำให้แน่ใจว่าคุณไม่มีโอกาสเอาคนอื่นไปค้ำประกันหนี้อีก”
เยี่ยนลั่วถูกพาออกจากบ้านในคืนนั้น เธอไม่ได้นำเสื้อผ้าไปมากนัก เพราะสิ่งของแทบทั้งหมดถูกแม่เลี้ยงซ่อนหรือขายไปแล้ว จิ่งเฉิงจึงพาเธอไปพักที่บ้านของเขา ซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ของตระกูลเป่ย
ทันทีที่รถแล่นผ่านประตู แม่ของจิ่งเฉิงก็เดินออกมาต้อนรับ เธอไม่ได้มองเยี่ยนลั่วด้วยสายตาดูถูกอย่างที่หญิงสาวหวาดกลัว แต่กลับรีบเข้ามาจับมือเธอ
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะลูก”
เยี่ยนลั่วชะงัก “คุณนายเป่ยเรียกฉันว่าอะไรนะคะ”
“เรียกแม่สิ” หญิงสูงวัยยิ้ม “แม่เตรียมห้องไว้ให้เธอแล้ว”
“ฉันรับของพวกนี้ไม่ได้ค่ะ” เยี่ยนลั่วพูดเมื่อเห็นยาราคาแพงและเสื้อผ้าจำนวนมากในห้อง “ฉันจะหางานทำแล้วคืนเงินทุกอย่างให้”
แม่ของจิ่งเฉิงหัวเราะเบา ๆ “เมื่อกี้มือเธอถูกน้ำร้อนลวก ยังคิดเรื่องคืนเงินอีกหรือ คนท้องต้องดูแลตัวเองก่อน”
เยี่ยนลั่วก้มมองมือที่แดงจากเหตุการณ์ตอนถูกลากออกจากบ้าน
หญิงสูงวัยยกถ้วยน้ำซุปขึ้นมาเป่าให้ “ดื่มตอนยังอุ่นนะลูก”
“ฉันดื่มน้ำเปล่าก็ได้ค่ะ”
“แม่ทำไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ถ้าไม่กิน แม่จะเสียใจ”
คำว่าแม่ทำให้เยี่ยนลั่วนิ่งไป เธอสูญเสียแม่แท้ ๆ ตั้งแต่เด็ก และตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครถามว่าเธอเหนื่อยหรือไม่
เธอรับถ้วยมา มือสั่นจนทำให้น้ำซุปหกเล็กน้อย
“ขอโทษค่ะ”
“ขอโทษถ้วยทำไม ถ้วยไม่เจ็บเสียหน่อย” หญิงสูงวัยเช็ดมือให้เธอ “อย่าขอโทษกับทุกเรื่องอีกเลย ตั้งแต่วันนี้ในบ้านนี้ไม่มีใครมีสิทธิ์ทำให้เธอกลัว”
คืนนั้นเยี่ยนลั่วนอนหลับไม่สนิท เธอตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงจิ่งเฉิงคุยโทรศัพท์อยู่ด้านนอก
“ยืนยันแล้วหรือ”
“ครับ ภาพจากกล้องตรงกับกำไลด้ายแดง และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเก่าก็จำเธอได้ เธอเป็นคนพาคุณออกจากรถจริง”
“แล้วเรื่องเด็ก”
“ผลตรวจเบื้องต้นตรงกับสายเลือดของตระกูลเป่ย แต่ต้องตรวจอย่างเป็นทางการหลังคลอดหรือทำตามขั้นตอนที่เหมาะสม”
เยี่ยนลั่วถอยกลับเข้าห้องก่อนที่เขาจะเห็น เธอนั่งกอดเข่าบนเตียง รู้สึกทั้งโล่งใจและหวาดกลัว
จิ่งเฉิงไม่ได้เพียงรู้ว่าเธอคือผู้ช่วยชีวิตเขา เขากำลังตรวจสอบทุกอย่างเกี่ยวกับเด็กด้วย
วันต่อมาเขาเสนอให้เธอเซ็นสัญญาแต่งงานเพื่อปกป้องสถานะของเด็ก แต่เยี่ยนลั่วปฏิเสธทันที
“ฉันไม่แต่งงานเพราะคุณรู้สึกเป็นหนี้”
“ผมก็ไม่ต้องการแต่งงานเพราะหนี้”
“แล้วเพราะอะไร”
จิ่งเฉิงเงียบไป เขาเคยชินกับการตัดสินใจเรื่องบริษัทภายในไม่กี่นาที แต่คำถามนี้กลับทำให้เขาตอบไม่ได้
“เพราะผมอยากรับผิดชอบ”
“ความรับผิดชอบไม่จำเป็นต้องเป็นสามีภรรยา คุณสามารถเป็นพ่อของลูกได้ โดยไม่ต้องทำให้ฉันกลายเป็นภรรยาที่ไม่มีใครต้องการ”
คำพูดนั้นแทงใจเขาอย่างไม่คาดคิด
“คุณคิดว่าผมไม่ต้องการคุณหรือ”
“คุณเพิ่งรู้ว่าฉันเป็นใครเมื่อไม่กี่วันก่อน”
“แต่ผมตามหาคุณมาหกปี”
เยี่ยนลั่วสบตาเขา “คุณตามหาผู้หญิงที่ช่วยชีวิตคุณ ไม่ใช่ฉันในวันนี้”
เขาไม่อาจเถียงได้
หลังจากนั้นทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะอยู่บ้านเดียวกันชั่วคราว จิ่งเฉิงจะรับผิดชอบค่ารักษาและค่าใช้จ่ายของเด็ก ส่วนเยี่ยนลั่วมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องชีวิตของตัวเอง เธอไม่ต้องทำงานหนักและไม่ต้องเซ็นเอกสารใด ๆ ที่ไม่เข้าใจ
แต่เรื่องอื้อฉาวกลับแพร่กระจายเร็วกว่าเอกสารทางกฎหมาย
เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของเยี่ยนลั่วส่งข้อความมาถามว่าเธอใช้วิธีใดจึงได้ขึ้นรถหรูและเข้าบ้านตระกูลเป่ย บางคนกล่าวหาว่าเธอตั้งใจมีลูกกับชายแก่เพื่อเงิน แม้จิ่งเฉิงจะอายุเพียงสามสิบต้น ๆ ก็ตาม
เยี่ยนลั่วพยายามไม่สนใจ จนกระทั่งวันพิธีปิดการศึกษาของมหาวิทยาลัย เธอจำเป็นต้องไปรับใบประกาศพร้อมเพื่อนสนิท
จิ่งเฉิงขับรถไปส่งเธอด้วยตัวเอง
ทันทีที่เยี่ยนลั่วลงจากรถ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากกลุ่มนักศึกษาด้านหน้า
“นั่นไง คนดังของมหาวิทยาลัย!” เฉียงอิ่งเดินเข้ามาพร้อมแก้วเครื่องดื่ม “ท้องโตขนาดนี้ยังกล้าออกงานอีกหรือ”
เยี่ยนลั่วพยายามเดินผ่าน แต่เฉียงอิ่งขยับมาขวางหน้าแล้วแกล้งทำแก้วหลุดมือ น้ำเย็นสาดลงบนท้องของเธอ
“อุ๊ย ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
เยี่ยนลั่วกุมท้อง ความเย็นไม่รุนแรง แต่คำพูดต่อจากนั้นกลับทำให้คนรอบข้างเงียบลง
“ได้ยินว่าลูกเป็นของเศรษฐีแก่ ๆ คนหนึ่ง เธอทำทุกอย่างเพื่อเงินจริง ๆ สินะ”
“เรื่องส่วนตัวของฉันไม่เกี่ยวกับคุณ”
“ถ้าบริสุทธิ์นัก ก็ให้ผู้ชายคนนั้นออกมาสิ”
เฉียงอิ่งยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายคลิป “ทุกคนดูไว้ คนที่ขายตัวแล้วยังทำเป็นสูงส่ง”
เยี่ยนลั่วกำมือแน่น แต่ยังไม่ทันตอบ เสียงพิธีกรบนเวทีก็ดังขึ้น
“ขอต้อนรับแขกพิเศษของมหาวิทยาลัยในวันนี้ ประธานเป่ยจิ่งเฉิง ผู้ก่อตั้งบริษัทเป่ยกรุ๊ป”
คนทั้งลานหันไปมองชายที่เดินขึ้นเวที
จิ่งเฉิงไม่ได้มองผู้บริหารมหาวิทยาลัยหรือกล้องที่กำลังถ่ายทอดสด เขามองเยี่ยนลั่วเพียงคนเดียว จากนั้นจึงเดินลงจากเวทีตรงมาหาเธอ
“กลับบ้านกัน”
เฉียงอิ่งหน้าถอดสี “เขาคือ…”
จิ่งเฉิงหยุดตรงหน้าเยี่ยนลั่ว ก่อนหันไปพูดกับทุกคนที่กำลังถ่ายคลิป
“ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ของเล่นของใคร เธอเป็นคู่หมั้นของผมและเป็นแม่ของลูกผม ใครเผยแพร่คำใส่ร้ายหรือภาพที่ทำให้เธอเสียหาย ฝ่ายกฎหมายของผมจะดำเนินการตามสิทธิ์ทุกประการ”
เสียงฮือฮาดังไปทั่วลาน
เยี่ยนลั่วคว้าแขนเขา “คุณพูดอะไรของคุณ”
“ผมพูดความจริงเท่าที่จำเป็น”
“ฉันยังไม่ได้ตกลงเป็นคู่หมั้นคุณ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะกลับไปแก้ข่าวว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ผมกำลังขอแต่งงาน แต่ยังไม่ตอบตกลง”
แม้จะอยู่ท่ามกลางความอับอาย เยี่ยนลั่วก็เผลอหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
ทว่าคลิปวันนั้นทำให้ศัตรูของจิ่งเฉิงเริ่มเคลื่อนไหว หลี่จื้อเหวิน พี่ชายต่างมารดาของเขา เป็นผู้ปล่อยข่าวเรื่องเยี่ยนลั่วให้สื่อ เพราะต้องการทำลายชื่อเสียงของจิ่งเฉิงก่อนการประชุมเลือกประธานบริษัท
หลี่จื้อเหวินเคยเป็นคนจัดฉากอุบัติเหตุเมื่อหกปีก่อน เขาต้องการกำจัดจิ่งเฉิงเพื่อยึดหุ้นของตระกูลเป่ย แต่แผนล้มเหลวเพราะเยี่ยนลั่วช่วยชายหนุ่มออกจากรถ ก่อนจะถูกคนของเขาตามข่มขู่จนต้องหายตัวไป
จิ่งเฉิงเพิ่งรู้ความจริงจากบันทึกของโรงพยาบาลและภาพกล้องอีกชุดหนึ่งที่ถูกเก็บไว้ในคลังข้อมูลเก่า ในภาพนั้น เยี่ยนลั่วไม่ได้เพียงลากเขาออกมา เธอยังกลับเข้าไปในรถที่กำลังมีไฟเพื่อหยิบกระเป๋าเอกสารของเขา ซึ่งภายในมีหลักฐานการโอนเงินผิดปกติของหลี่จื้อเหวิน
เธอไม่เคยเปิดกระเป๋านั้นดู และมอบให้ตำรวจหลังจากพาเขาไปถึงโรงพยาบาล แต่กระบวนการสอบสวนกลับถูกเจ้าหน้าที่คนหนึ่งบิดเบือนจนหลักฐานหายไป
จิ่งเฉิงจึงเข้าใจว่าเหตุใดเธอจึงหายตัวไปในวันนั้น เธอไม่ได้ทิ้งเขา เธอถูกบังคับให้หนีเพื่อรักษาชีวิต
เมื่อพบหลักฐานเก่า เขาไม่ได้รีบเปิดโปงหลี่จื้อเหวินต่อสาธารณะ แต่รวบรวมข้อมูลอย่างเงียบ ๆ ทั้งรายการโอนเงิน บันทึกโทรศัพท์ และคำให้การของพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ถูกซื้อให้ปิดปาก
เยี่ยนลั่วช่วยเขาตรวจสอบวันเวลาในเอกสาร เพราะเธอเป็นคนจำรายละเอียดเก่งจากการทำงานพิเศษหลายแห่ง
“ใบเสร็จนี้ลงวันที่ก่อนที่ร้านจะเปิดสามวัน” เธอชี้ “ถ้าเป็นเงินซ่อมรถจริง ทำไมจึงจ่ายให้บริษัทที่ยังไม่ได้จดทะเบียน”
จิ่งเฉิงมองเธออย่างชื่นชม “คุณควรทำงานฝ่ายตรวจสอบบัญชี”
“ฉันเคยสมัคร แต่ไม่มีบริษัทไหนรับคนท้อง”
“บริษัทของผมรับ”
“ฉันไม่อยากได้งานเพราะเป็นภรรยาของคุณ”
“ถ้าอย่างนั้นทำให้ผมรับคุณเพราะความสามารถของคุณ”
เธอเริ่มทำงานจากบ้านในตำแหน่งผู้ช่วยตรวจสอบเอกสาร ไม่ใช่ในฐานะคนรักหรือว่าที่ภรรยา แต่ในฐานะคนที่จิ่งเฉิงเห็นคุณค่าอย่างแท้จริง
ความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ เปลี่ยนจากความระแวงเป็นความไว้ใจ จิ่งเฉิงจำได้ว่าเยี่ยนลั่วไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมแรง ไม่กินอาหารรสจัด และมักตื่นกลางดึกเพราะฝันถึงคืนที่รถระเบิด ส่วนเยี่ยนลั่วก็เห็นว่าเบื้องหลังความเย็นชาของเขาคือคนที่เก็บความรู้สึกผิดไว้ในใจมานาน
วันหนึ่งเธอถามเขาว่า “ทำไมถึงไม่โกรธฉันที่ไม่บอกเรื่องเด็ก”
“ผมเคยโกรธ”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
“ตอนนี้ผมคิดว่า ถ้าคุณโทรหาผมแล้วผมไม่ได้รับสาย คุณก็คงคิดว่าผมไม่อยากรู้”
เยี่ยนลั่วก้มหน้า “ฉันโทรหาคุณครั้งหนึ่ง ตอนรู้ว่าตั้งครรภ์ แต่เลขาฯ บอกว่าคุณอยู่ต่างประเทศและไม่ต้องการพบฉัน ฉันจึงไม่โทรอีก”
จิ่งเฉิงนิ่งไป เพราะเลขาฯ คนนั้นคือคนของหลี่จื้อเหวิน และลาออกไปแล้วหลังถูกสอบสวน
ความเข้าใจผิดที่ฝังอยู่หกปีไม่ได้เกิดจากความไม่รัก แต่เกิดจากคนอื่นที่ตั้งใจตัดขาดพวกเขา
ในวันที่จิ่งเฉิงเตรียมเปิดหลักฐานต่อคณะกรรมการบริษัท หลี่จื้อเหวินลักพาตัวเยี่ยนลั่วระหว่างทางกลับจากโรงพยาบาล เขาส่งข้อความไปยังจิ่งเฉิงว่า หากต้องการให้เธอปลอดภัย ให้นำเอกสารทั้งหมดมาแลกที่โกดังริมแม่น้ำ
เยี่ยนลั่วถูกมัดอยู่กับเก้าอี้ แต่เธอไม่ได้ร้องไห้ เธอแอบใช้เข็มกลัดที่ติดอยู่กับเสื้อคลายเชือกทีละน้อย ขณะเดียวกันพยายามคุยกับคนเฝ้าเพื่อให้รู้ตำแหน่งและจำนวนคน
“หลี่จื้อเหวินสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้พวกคุณเท่าไร” เธอถาม
ชายคนหนึ่งไม่ตอบ
“เขาเคยสัญญากับพ่อเลี้ยงฉันว่าจะใช้หนี้ให้ แต่สุดท้ายก็ใช้เขาเป็นคนรับผิดแทน พวกคุณคิดว่าเขาจะรักษาคำพูดกับพวกคุณหรือ”
ชายคนนั้นเริ่มไม่สบายใจ เพราะค่าจ้างยังไม่ได้รับแม้แต่ครึ่งเดียว
ก่อนที่เขาจะเปิดปาก เสียงรถยนต์ก็ดังขึ้นด้านนอก จิ่งเฉิงมาถึงโดยไม่ได้นำเอกสารตัวจริงมา เขาใช้สำเนาปลอมล่อหลี่จื้อเหวิน ขณะที่ตำรวจและทีมรักษาความปลอดภัยปิดล้อมโกดังจากอีกด้าน
หลี่จื้อเหวินโมโหเมื่อพบว่าเอกสารเป็นเพียงสำเนา เขายกปืนขึ้นข่มขู่ แต่เยี่ยนลั่วใช้ขาเตะเก้าอี้ล้ม ทำให้กระสุนพลาดเป้าและชนถังเหล็กด้านหลัง
จิ่งเฉิงพุ่งเข้าไปบังเธอจนไหล่ถูกเฉี่ยวเป็นแผล
“คุณบ้าไปแล้วหรือ” เยี่ยนลั่วตะโกน
“ผมเคยช่วยคุณไม่ทันครั้งหนึ่งแล้ว จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก”
หลี่จื้อเหวินถูกจับกุมพร้อมหลักฐานทั้งหมด การสอบสวนพบว่าเขาเป็นผู้จัดฉากอุบัติเหตุเมื่อหกปีก่อน ซื้อเจ้าหน้าที่บางคน และใช้หนี้ของครอบครัวเยี่ยนลั่วเป็นเครื่องมือกดดันเธอ
พ่อเลี้ยงกับแม่เลี้ยงของเธอถูกดำเนินคดีเรื่องกักขัง ข่มขู่ และนำทะเบียนบ้านไปใช้โดยมิชอบ หนี้บางส่วนถูกยกเลิกเพราะเป็นเงินกู้นอกระบบ แต่หนี้ที่พวกเขาก่อขึ้นเองยังต้องชำระตามกฎหมาย บ้านหลังเดิมถูกขายเพื่อนำเงินคืนผู้เสียหาย เยี่ยนลั่วไม่ได้ขอให้จิ่งเฉิงซื้อคืน เพราะเธอไม่ต้องการให้สถานที่ที่เคยทำร้ายเธอกลับมาเป็นภาระในชีวิต
เธอเลือกเก็บเพียงกล่องไม้ใบเล็กของแม่ ภายในมีกำไลด้ายแดงอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งแม่เคยทำไว้ให้ก่อนเสียชีวิต
หลายเดือนต่อมา เยี่ยนลั่วคลอดลูกชายอย่างปลอดภัย จิ่งเฉิงอยู่หน้าห้องคลอดตลอดเวลา เมื่อได้ยินเสียงเด็กร้อง เขาหลับตาแล้วถอนหายใจยาวราวกับเพิ่งได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอีกครั้ง
แม่ของเขาอุ้มหลานด้วยน้ำตา ส่วนเยี่ยนลั่วมองจิ่งเฉิงที่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ปลายเตียง
“คุณจะตั้งชื่อลูกว่าอะไร” เธอถาม
“ชื่อของคุณดีไหม”
“ลูกชายจะชื่อเหมือนแม่ไม่ได้”
“ถ้าอย่างนั้นให้คุณเป็นคนเลือก”
เยี่ยนลั่วมองกำไลด้ายแดงที่วางอยู่บนโต๊ะ “ชื่อเป่ยอันดีไหม หมายถึงความสงบที่เราเกือบไม่มีโอกาสได้พบ”
จิ่งเฉิงยิ้ม “ดีครับ”
เขาไม่ได้ขอเธอแต่งงานในวันที่เธอยังอ่อนแอ และไม่ได้ใช้ลูกเป็นเหตุผลให้เธอต้องตอบตกลง เขารอจนเยี่ยนลั่วกลับไปเรียนต่อและเริ่มทำงานในบริษัทด้วยความสามารถของตัวเอง
เกือบหนึ่งปีหลังจากนั้น เขาพาเธอกลับไปยังถนนบนภูเขาที่เคยเกิดอุบัติเหตุ สถานที่นั้นถูกปรับปรุงเป็นจุดพักรถเล็ก ๆ มีต้นไม้และม้านั่งไม้ริมทาง
จิ่งเฉิงยื่นกล่องกำมะหยี่ให้เธอ ข้างในไม่ใช่แหวนเพชรใหญ่โต แต่เป็นกำไลด้ายแดงเส้นใหม่ ทำด้วยมือของเขาเอง แม้ปมจะไม่สวยนัก
“ผมไม่ขอให้คุณแต่งงานเพราะผมเป็นพ่อของลูก หรือเพราะคุณเคยช่วยชีวิตผม” เขาพูด “ผมขอเพราะผมรักคุณในวันที่คุณเป็นแค่เยี่ยนลั่ว ไม่ใช่ผู้หญิงในภาพจากกล้อง และไม่ใช่แม่ของลูกผม”
เธอมองกำไลในมือเขา “ถ้าฉันไม่ตอบตกลงล่ะ”
“ผมจะรอ โดยไม่ใช้เงินหรืออำนาจบังคับคุณ”
“แล้วถ้าฉันให้คุณรอนานมากล่ะ”
“ผมตามหาคุณมาหกปีแล้ว จะรออีกหน่อยไม่ได้หรือ”
เยี่ยนลั่วสวมกำไลให้ตัวเอง ก่อนยื่นมืออีกข้างไปให้เขา
“งั้นช่วยผูกให้แน่นหน่อยค่ะ ฉันไม่อยากทำหายอีก”
จิ่งเฉิงผูกปมอย่างระมัดระวัง ระหว่างนั้นลูกชายที่อยู่ในอ้อมแขนของคุณย่าก็หัวเราะขึ้นมา เสียงเล็ก ๆ ลอยไปตามลมบนถนนสายเดิมที่ครั้งหนึ่งเกือบพรากชีวิตคนสองคนออกจากกัน
เยี่ยนลั่วไม่ต้องขอโทษกับใครอีกต่อไปแล้ว เธอไม่ได้ถูกช่วยเพราะความสงสาร และไม่ได้ถูกรักเพราะบุญคุณ
คราวนี้ เธอเป็นคนเลือกเองว่าจะเดินกลับบ้านไปพร้อมกับใคร