ชายเร่ร่อนกลับบ้านพร้อมรองเท้าฟาง แต่สามพี่สาวกลับพบว่าของขวัญยี่สิบปีคือหลักฐานการถูกทอดทิ้ง

ตะปูเหล็กยาวเกือบสิบเซนติเมตรฝังอยู่กลางอกของหญิงสาว แต่เสี่ยวเฉินเพียงยกมือขึ้นเบา ๆ ตะปูก็หลุดออกจากร่างราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นดึงออก และแผลลึกบนผิวของเธอก็ปิดสนิทต่อหน้าต่อตา ทุกคนในห้องพยาบาลเงียบกริบ ไม่มีใครรู้ว่าชายหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นและรองเท้าฟางเก่าคนนี้เป็นใคร หรือเหตุใดเขาจึงรักษาบาดแผลที่หมอประกาศว่าไม่มีทางรอดได้ในพริบตาเดียว

เสี่ยวเฉินรู้ดีว่าความลับนั้นไม่ควรถูกเปิดเผย เขาเพียงต้องการทำภารกิจของอาจารย์ให้สำเร็จ แล้วกลับขึ้นเขาชิงเฉินก่อนค่ำ แต่คำพูดสุดท้ายของหญิงสาวทำให้เขาหยุดมือ

“ถ้าคุณช่วยฉันไว้ ใครจะช่วยครอบครัวหลินของฉัน?”

เขามองเธออย่างพิจารณา ก่อนเห็นตราประทับรูปดอกบัวสีแดงบนสร้อยคอของเธอ ตรานั้นเหมือนกับจี้หยกชิ้นเล็กที่อาจารย์เก็บไว้ให้เขาตั้งแต่เด็ก และด้านหลังจี้สลักคำว่า “หลิน” เอาไว้

ยี่สิบปีก่อน เสี่ยวเฉินถูกพาตัวออกจากบ้านกลางคืนที่เกิดเพลิงไหม้ เขาจำได้เพียงเสียงแม่ร้องเรียก ชายคนหนึ่งอุ้มเขาวิ่งผ่านประตูหลัง และรอยกัดที่ข้อมือซึ่งเกิดจากสุนัขเฝ้าบ้านในคืนเดียวกัน หลังจากนั้นเขาถูกทิ้งไว้ที่เชิงเขาชิงเฉิน อาจารย์ชิงอู๋เก็บเขาไปเลี้ยงและสอนทั้งวิชาแพทย์โบราณ วิชาป้องกันตัว และวิธีมองจิตใจคน

“วันที่เจ้าลงจากเขา ด่านแรกไม่ใช่การรักษาโรค” อาจารย์บอกก่อนเขาออกเดินทาง “แต่คือการดูใจคน หากคนในตระกูลหลินยังเหลือความรักให้เจ้าแม้เพียงน้อย เจ้าต้องช่วยพวกเขาผ่านวิกฤตครั้งนี้ หากไม่มีใครจำเจ้าได้ ก็อย่าฝืนเรียกร้องสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่จริง”

เสี่ยวเฉินถามว่าเหตุใดอาจารย์จึงรู้ว่าตระกูลหลินกำลังจะเกิดภัย อาจารย์กลับไม่ตอบ เพียงมอบที่อยู่คฤหาสน์หลินกับกล่องไม้เก่า ๆ ให้เขา ในนั้นมีภาพถ่ายวันเกิดของเด็กชายคนหนึ่งตั้งแต่อายุหนึ่งขวบจนถึงยี่สิบปี แต่ทุกภาพถูกส่งไปยังสถานที่เดียวกันโดยไม่เคยมีผู้รับเปิดดู

“พี่สาวทั้งสามของเจ้าอาจเป็นคนส่งของเหล่านั้น” อาจารย์กล่าว “แต่คนที่ซ่อนมันไว้ อาจไม่ใช่พวกนาง”

เสี่ยวเฉินจึงลงเขาโดยสวมเสื้อผ้าที่เก่าที่สุด ใช้ชื่อเดิมของตน และไม่บอกว่าตัวเองมีความสามารถอะไร เขาตั้งใจจะดูให้เห็นกับตาว่าครอบครัวที่ตามหามาตลอดยี่สิบปีจะมองเขาเป็นน้องชาย หรือเป็นเพียงภาระที่กลับมาในเวลาผิดจังหวะ

เมื่อเขาไปถึงคฤหาสน์หลิน ฟ้ากำลังมืด ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนรออยู่หน้าประตู เขาชื่อหลินจิ่งเซวิน เป็นบุตรบุญธรรมของตระกูลหลิน และเป็นคนที่ทุกคนในบ้านเรียกว่า “คุณชาย” อย่างเคยชิน

“มาหาใคร?” จิ่งเซวินถาม พลางมองรองเท้าฟางของเขาด้วยสายตารังเกียจ

“ฉันมาหาพี่สาวทั้งสามของฉัน”

“ที่นี่ไม่มีพี่สาวของคนอย่างนาย”

เสี่ยวเฉินยังไม่ทันตอบ รถยนต์สามคันก็แล่นเข้ามาจอดหน้าประตู หญิงสาวคนแรกก้าวลงจากรถด้วยชุดทำงานเรียบหรู เธอคือหลินชิงอี ประธานบริษัทหลินกรุ๊ป หญิงสาวคนที่สองถือแฟ้มเอกสารและสวมแว่นกรอบบาง หลินชิงเยว่เป็นอาจารย์แพทย์ของมหาวิทยาลัยชิงไห่ ส่วนคนสุดท้ายคือหลินชิงเสวีย นักร้องชื่อดังที่มีผู้ติดตามหลายล้านคน

ทั้งสามมองเสี่ยวเฉินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ชิงอีจะเดินเข้ามาหา

“เสี่ยวเฉิน?”

เขาพยักหน้า

หญิงสาวพยายามกลั้นน้ำตา แต่เสียงกลับสั่น “พี่คือชิงอี พี่สาวคนโตของเธอ ขอโทษที่ปล่อยให้เธอลำบากมาตลอดหลายปี”

ชิงเยว่ถอดแว่นแล้วมองรอยแผลเป็นบนข้อมือของเขา ส่วนชิงเสวียยกมือปิดปาก น้ำตาไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งสามคนจำรอยกัดนั้นได้ เพราะในสมุดบันทึกเก่าของแม่มีภาพวาดรอยแผลของเด็กชายเสี่ยวเฉินอยู่หนึ่งภาพ

“กลับบ้านกันเถอะ” ชิงอีพูด

เสี่ยวเฉินก้าวผ่านประตูคฤหาสน์ด้วยหัวใจที่ไม่กล้าหวังมากนัก พื้นหินอ่อนสะอาดจนเขาไม่กล้าวางเท้าแรงเกินไป จิ่งเซวินเดินตามหลังด้วยสีหน้าไม่พอใจ ขณะที่คนรับใช้สองคนกระซิบกันว่าทายาทตัวจริงดูไม่ต่างจากขอทาน

ห้องรับแขกประดับภาพครอบครัวหลินขนาดใหญ่ บนภาพนั้นมีชายหญิงวัยกลางคนยืนอยู่ตรงกลาง และมีเด็กสี่คนอยู่รอบตัว พี่สาวสามคนยืนเรียงกัน แต่ตรงกลางมีเด็กชายตัวเล็กที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

เสี่ยวเฉินจำได้ว่าเด็กคนนั้นคือเขา

บนโต๊ะข้างภาพมีแจกันดอกเหมย เขาเห็นรอยขีดเล็ก ๆ ใต้ฐานแจกัน จึงยื่นมือไปแตะโดยไม่รู้ตัว มันเป็นเครื่องหมายที่อาจารย์เคยสอนให้เขาสังเกต ใช้ระบุว่ามีช่องลับหรือกลไกอยู่ใกล้ ๆ แต่ยังไม่ทันตรวจดู เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากบันได

“นี่หรือเด็กที่พวกเธอบอกว่าเป็นเสี่ยวเฉิน?”

ชายชราคือหลินจื้อเหวิน พ่อของสามพี่น้อง เขาเดินลงมาพร้อมภรรยา หยางอวี้หลัน ทั้งคู่หยุดเมื่อเห็นเสี่ยวเฉิน แต่ความตกใจในแววตากลับถูกแทนที่ด้วยความระแวงอย่างรวดเร็ว

“เราตามหาแกมาทั้งยี่สิบปี” ผู้เป็นพ่อพูด “แล้วเหตุใดแกจึงเพิ่งกลับมาตอนที่บริษัทกำลังจะเข้าตลาดหุ้น?”

ชิงอีขมวดคิ้ว “พ่อคะ เขาเพิ่งกลับมา จะพูดเรื่องบริษัททำไม?”

“ฉันแค่ถามตามความจริง” หลินจื้อเหวินตอบ “ตระกูลหลินกำลังจะเปิดเผยรายชื่อผู้สืบทอด ถ้ามีคนส่งเขามาป่วน ทุกอย่างอาจพังได้”

จิ่งเซวินก้าวออกมา “คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งไว้ใจเขาเลยครับ คนที่อ้างตัวเป็นทายาทมีมากมาย ผมอยู่กับพวกท่านมานานยี่สิบปี ย่อมรู้ว่าบ้านนี้ไม่ควรรับคนแปลกหน้าเข้ามาโดยไม่มีหลักฐาน”

เสี่ยวเฉินมองเขา “ฉันไม่ต้องการตำแหน่งของนาย”

“แต่ตำแหน่งอาจต้องการนาย” จิ่งเซวินยิ้มบาง ๆ “หากนายเป็นทายาทจริง บริษัทจะต้องหยุดแผนเข้าตลาดเพื่อพิสูจน์เรื่องของนาย เรื่องนี้อาจทำให้พนักงานนับพันคนตกงาน”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องหนักขึ้น ชิงอีมองน้องชายอย่างลังเล ชิงเยว่กลับสังเกตว่าฝ่ามือของเขามีรอยด้านหนาและข้อนิ้วมีแผลเก่า ไม่ใช่ร่างกายของคนที่เพิ่งถูกส่งมาเพื่อหลอกเอาเงิน

ชิงเสวียเป็นคนแรกที่เดินไปหาเขา

“กินข้าวก่อนเถอะ” เธอพูด “เธอเดินทางมาทั้งวันแล้ว”

พวกเขาพาเสี่ยวเฉินไปที่ห้องอาหาร อาหารเต็มโต๊ะ แต่เขากลับไม่แตะต้องของราคาแพงแม้แต่จานเดียว เขาเลือกข้าวต้มธรรมดาแล้วใช้ตะเกียบอย่างระมัดระวัง จิ่งเซวินเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบา ๆ

“อยู่บนเขามานานจนลืมวิธีกินอาหารบนโต๊ะหรือ?”

ชิงอีวางตะเกียบลงทันที “พอได้แล้ว”

เสี่ยวเฉินไม่โกรธ เขาเพียงตักข้าวช้า ๆ ขณะสังเกตสมาชิกทุกคนในบ้าน บนมือของแม่มีรอยไหม้เก่าตรงข้อมือ ข้างเก้าอี้ของพ่อมีขวดยาชนิดเดียวกับที่เขาพบในห้องพยาบาล และจิ่งเซวินเอาแต่ลูบกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายราวกับกลัวเอกสารบางอย่างจะหล่นออกมา

หลังอาหาร ชิงอีบอกให้คนรับใช้เตรียมน้ำล้างเท้าและเสื้อผ้าใหม่ให้เขา แต่เสี่ยวเฉินปฏิเสธ

“ฉันล้างเองได้”

“ตอนนี้ที่นี่คือบ้านของเธอ” ชิงอีพูด “ไม่ต้องทำทุกอย่างคนเดียวแล้ว”

เธอคุกเข่าลงก่อนใคร จับข้อเท้าของเขาแล้วถอดรองเท้าฟางออก รอยแผลเป็นเต็มฝ่าเท้าทำให้มือของเธอสั่น ชิงเยว่กับชิงเสวียเห็นแล้วก็เดินมานั่งข้าง ๆ อย่างไม่สนใจสายตาของคนรับใช้

“หนังเท้าหนาแบบนี้เธอเดินไกลแค่ไหนกัน?” ชิงเยว่ถาม

“จำไม่ได้”

“แล้วแผลพวกนี้ล่ะ?”

“บางแผลเกิดจากการฝึก บางแผลเกิดจากการเดินทาง”

ชิงเสวียก้มหน้าขัดโคลนออกจากซอกนิ้วอย่างเบามือ “ต่อไปนี้ไม่ต้องเดินคนเดียวแล้วนะ”

เสี่ยวเฉินมองพวกเธอเงียบ ๆ เขาไม่เคยคิดว่าคนที่มีชื่อเสียงและอำนาจจะยอมก้มลงล้างเท้าให้คนที่เพิ่งกลับมาจากภูเขา ความระแวงในใจลดลงเล็กน้อย แต่ยังไม่หายไปทั้งหมด

คืนนั้น เขาแอบตรวจดูแจกันดอกเหมยและพบช่องลับจริง ๆ ข้างในมีผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กปักอักษร “เฉิน” กับกุญแจทองเหลืองหนึ่งดอก แต่เขายังไม่ทันเปิดประตูห้องทำงาน เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น เขาจึงถอยกลับเข้าห้องของตนเอง

คนที่เดินผ่านไปคือจิ่งเซวิน เขาถือกล่องเอกสารจากห้องของหลินจื้อเหวิน และหยุดอยู่หน้าห้องนอนของพ่อแม่ครู่หนึ่งก่อนเดินต่อ

เช้าวันรุ่งขึ้น เกิดเรื่องขึ้นในบริษัทหลินกรุ๊ป เอกสารสำคัญเกี่ยวกับการเข้าตลาดหุ้นถูกส่งออกไปยังคู่แข่ง และลายเซ็นดิจิทัลที่ใช้อนุมัติการส่งข้อมูลตรงกับของหลินชิงอี ฝ่ายกฎหมายรีบปิดข่าว แต่คณะกรรมการบางคนเริ่มกล่าวหาว่าเธอจงใจทำลายบริษัทเพื่อมอบอำนาจให้ทายาทที่เพิ่งกลับมา

จิ่งเซวินยืนอยู่ข้างหลินจื้อเหวินพร้อมเอกสารหลายชุด

“ผมไม่ได้อยากพูด แต่หลักฐานชัดเจนครับ” เขากล่าว “ข้อมูลถูกส่งตอนที่พี่ใหญ่พาเสี่ยวเฉินกลับบ้าน หากเขาเป็นคนของคู่แข่งจริง บริษัทของเราก็อาจถูกแทรกซึมแล้ว”

ชิงอีหันไปหาเสี่ยวเฉิน “เธอไม่ได้ทำใช่ไหม?”

“ไม่ได้ทำ”

“ฉันเชื่อเธอ” เธอตอบทันที แต่พ่อของเธอกลับตบโต๊ะ

“นี่ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก! หากเราไม่ลงโทษเขา นักลงทุนจะคิดว่าตระกูลหลินเสียการควบคุม”

เสี่ยวเฉินมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงเวลาการส่งข้อมูล เขาสังเกตเห็นตัวเลขหนึ่งหลักในเวลาประทับไม่ตรงกับระบบสำรอง

“ไฟล์นี้ถูกคัดลอกหลังจากส่งออกไปแล้ว” เขาพูด

ผู้จัดการฝ่ายไอทีหัวเราะ “คนที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์อย่างนายรู้เรื่องระบบด้วยหรือ?”

“ฉันไม่รู้เรื่องระบบของบริษัท แต่รู้ว่าฝุ่นบนพอร์ตเชื่อมต่อยังไม่ถูกแตะ ถ้ามีคนใช้เครื่องนี้ตอนตีสอง ฝุ่นจะต้องมีรอย”

ทุกคนก้มมองพอร์ตด้านหลังเครื่อง เส้นฝุ่นถูกเช็ดออกเพียงตรงช่องเชื่อมต่อเดียว และบนขอบโต๊ะมีผงสีดำเล็ก ๆ คล้ายผงจากถุงมือยาง

ชิงเยว่ขอให้ฝ่ายตรวจสอบเก็บหลักฐานไว้ก่อน ขณะที่ชิงอีสั่งให้ระงับสิทธิ์เข้าถึงระบบของทุกคนชั่วคราว จิ่งเซวินทำหน้าตึง แต่ยังไม่ยอมแพ้

“ไม่ว่าผมจะทำหรือไม่ทำ เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นหลังจากเขากลับมา”

เสี่ยวเฉินหันไปมอง “นายกลัวฉันมากกว่ากลัวบริษัทเสียหายเสียอีก”

จิ่งเซวินกำหมัด “ฉันอยู่ในบ้านนี้ก่อนนายยี่สิบปี ฉันเป็นคนดูแลบริษัทแทนพ่อทุกครั้งที่ท่านป่วย ฉันมีสิทธิ์กลัวว่าเด็กที่ไม่รู้จักใครจะเข้ามาพังทุกอย่าง”

คำพูดนั้นทำให้เสี่ยวเฉินไม่ตอบโต้ เขาเห็นความกลัวจริงในดวงตาของอีกฝ่าย และเริ่มสงสัยว่าจิ่งเซวินอาจไม่ได้เป็นคนร้ายเพียงคนเดียว

คืนนั้น ชิงเสวียพาเขาไปยังห้องเก็บของเก่า เธอบอกว่าทุกปีในวันเกิดของเขา พี่สาวทั้งสามจะเตรียมของขวัญไว้ แต่แม่ไม่เคยยอมให้ส่งออกไป

“พวกเราเคยส่งจดหมายไปที่อยู่บนเขาชิงเฉิน” เธอพูด “จดหมายทุกฉบับถูกตีกลับ บางฉบับหายไปเลย พี่ใหญ่คิดว่าคนส่งสารทำผิด พี่รองคิดว่ามีคนจงใจสกัด แต่เราไม่เคยหาหลักฐานได้”

ในห้องมีหีบไม้ยี่สิบใบ แต่ละใบเขียนปีต่างกัน ในนั้นมีเสื้อผ้า หนังสือ ของเล่น เครื่องดนตรี และจดหมายที่เด็กชายเสี่ยวเฉินไม่เคยได้รับ

“พวกเธอเก็บไว้ทั้งหมด?” เขาถาม

“เราไม่รู้ว่าจะได้เจอเธอหรือไม่ แต่แม่บอกว่าถ้าวันหนึ่งเธอกลับมา อย่างน้อยเธอจะได้รู้ว่าเราไม่ได้ลืม”

เสี่ยวเฉินหยิบลูกข่างไม้จากหีบใบแรกขึ้นมา ด้านล่างมีรอยสลักเล็ก ๆ เป็นรูปดอกบัวแบบเดียวกับตราบนสร้อยคอของหญิงสาวที่เขาช่วยไว้ เขาใช้ปลายนิ้วกดตรงกลางลูกข่าง ฝาลับเปิดออก ภายในมีเศษกระดาษเก่าเขียนเพียงประโยคเดียว

“อย่าไว้ใจคนที่ถือกุญแจห้องเก็บบัญชี”

ชิงเสวียไม่เคยเห็นกระดาษนั้นมาก่อน เธอจึงเรียกพี่สาวทั้งสองมาทันที ชิงอีอ่านแล้วหน้าซีด เพราะห้องเก็บบัญชีในอดีตถูกปิดหลังจากบิดาของเธอประสบอุบัติเหตุ และมีเพียงพ่อ แม่ กับจิ่งเซวินที่เคยถือกุญแจ

รุ่งเช้า เสี่ยวเฉินไปโรงพยาบาลตามคำขอของชิงเยว่เพื่อช่วยตรวจหญิงสาวที่เขารักษาไว้ เธอชื่อซูอัน เป็นนักบัญชีของบริษัทหลินกรุ๊ป และเป็นคนที่พบข้อมูลการโอนเงินผิดปกติก่อนถูกทำร้าย

ซูอันจำเสี่ยวเฉินได้ เมื่อเห็นเขา เธอร้องไห้ด้วยความโล่งใจ

“คนที่ทำร้ายฉันมีแหวนตรารูปงู” เธอบอก “ก่อนที่ฉันจะหมดสติ ฉันได้ยินเขาคุยโทรศัพท์ บอกว่าเด็กที่หายไปกลับมาแล้ว แผนต้องเร่งให้เสร็จภายในสามวัน”

ชิงเยว่ถามว่าเธอเห็นหน้าคนร้ายหรือไม่ ซูอันส่ายหน้า แต่บอกว่ากลิ่นยาที่ติดอยู่บนเสื้อของเขาเป็นกลิ่นรากหวงฉีผสมยาสลบชนิดหนึ่ง

เสี่ยวเฉินจำได้ว่าขวดยาที่อยู่ข้างเก้าอี้ของพ่อมีกลิ่นเดียวกัน

เขาไม่ได้กล่าวหาใครทันที แต่ขอให้ชิงเยว่ช่วยตรวจขวดนั้น เมื่อผลออกมา ยาชนิดนี้ถูกจัดซื้อโดยคลินิกส่วนตัวของหลินจื้อเหวิน ทว่าบัญชีการซื้อมีลายเซ็นผู้อนุมัติเป็นของจิ่งเซวิน

ชิงอีเรียกจิ่งเซวินมาถาม เขายอมรับว่าเป็นคนอนุมัติซื้อยา แต่บอกว่าใช้สำหรับรักษาอาการนอนไม่หลับของหลินจื้อเหวิน

“แล้วเหตุใดขวดหนึ่งจึงหายไป?” ชิงเยว่ถาม

“ฉันไม่รู้”

“ใครมีสิทธิ์เข้าคลินิก?”

จิ่งเซวินเงียบไป ก่อนตอบว่า “คนในครอบครัวทุกคน”

หลินชิงอีมองเขานาน “นายกำลังปกป้องใครอยู่?”

เขาไม่ตอบ แต่คืนนั้นกลับแอบไปหาพ่อที่ห้องทำงาน เสี่ยวเฉินซึ่งซ่อนอยู่หลังฉากกั้นเห็นเขาวางกุญแจทองเหลืองบนโต๊ะ แล้วพูดเสียงต่ำ

“ถ้าพ่อยังไม่เซ็นเอกสารโอนสิทธิ์ให้ผม ทุกอย่างจะถูกเปิดเผย”

หลินจื้อเหวินกำมือสั่น “ฉันให้ตำแหน่งนายได้ แต่ไม่ให้บริษัททั้งหมด”

“พ่อคิดว่าคนอย่างผมไม่มีสิทธิ์หรือ? ยี่สิบปีที่ผมดูแลบ้านนี้ ผมเป็นแค่คนมาแทนที่เด็กที่หายไปหรือ?”

“ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้น”

“แต่ทุกคนคิด” จิ่งเซวินพูด “แม้แต่แม่ก็ยังเก็บห้องของเสี่ยวเฉินไว้เหมือนกับว่าผมไม่เคยอยู่ที่นี่”

เสี่ยวเฉินได้ยินความเจ็บปวดนั้น แต่ก่อนจะได้ฟังต่อ พื้นไม้ใต้เท้าก็ส่งเสียง จิ่งเซวินหันมา เขารีบถอยออกทางหน้าต่างและใช้วิชาตัวเบาข้ามกำแพงสวนไป

เช้าวันต่อมา หลินจื้อเหวินถูกพบหมดสติในห้องทำงาน ข้างตัวมีขวดยาเปล่า ทุกคนในบ้านหันมามองเสี่ยวเฉิน เพราะเขาเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ใกล้ห้องนั้น

ตำรวจมาถึงเพื่อสอบสวน แต่หลักฐานเบื้องต้นชี้ว่าขวดมีลายนิ้วมือของเสี่ยวเฉิน เขายอมรับว่าเคยจับมัน ทว่าชิงเยว่บอกว่ายังสรุปไม่ได้ เพราะขวดถูกเช็ดและมีลายนิ้วมือหลายชั้น

จิ่งเซวินยืนอยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ผมเตือนแล้วว่าเขาอันตราย พวกคุณไม่ฟัง”

ชิงอีหันไปหาเขา “ถ้าเธอมีหลักฐาน ก็เอามา อย่าพูดเหมือนตัดสินเขาไปแล้ว”

“พี่ใหญ่ ผมแค่กลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายกว่าเดิม”

“นายกลัวเขา หรือกลัวว่าความจริงจะถูกพบ?”

คำถามนั้นทำให้จิ่งเซวินนิ่งไป

เสี่ยวเฉินตรวจดูห้องทำงานอย่างละเอียด เขาพบรอยขีดบนพื้นตรงชั้นหนังสือ และพบเส้นด้ายสีเทาติดอยู่กับมือจับหน้าต่าง เขาดมกลิ่นแล้วจำได้ว่าเป็นกลิ่นจากเสื้อคลุมของจิ่งเซวิน แต่เขายังไม่กล่าวออกมา เพราะเส้นด้ายเพียงอย่างเดียวไม่ใช่หลักฐานพอ

เขาใช้กุญแจทองเหลืองเปิดห้องเก็บบัญชีในคืนเดียวกัน ภายในมีเอกสารการโอนเงินหลายปี บัญชีบางส่วนระบุว่าบริษัทหลินกรุ๊ปถูกดึงเงินออกไปผ่านบริษัทลูกที่ไม่มีพนักงานจริง บริษัทนั้นมีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลชื่อ “จิ่งเหอ” ซึ่งเป็นชื่อกลางของจิ่งเซวิน

แต่เอกสารฉบับสำคัญที่สุดกลับเป็นบันทึกเมื่อยี่สิบปีก่อน ในคืนที่เสี่ยวเฉินหายตัวไป มีการเบิกเงินจำนวนมากให้ชายชื่อจางหรง อดีตหัวหน้าคนขับรถของบ้านหลิน ด้านล่างมีลายเซ็นของหลินจื้อเหวินและหลินฮุ่ย ผู้เป็นน้องชายของเขา

หลินฮุ่ยเป็นอาของสามพี่น้อง และปัจจุบันเป็นกรรมการอิสระของบริษัท

เสี่ยวเฉินนำเอกสารให้ชิงอี ชิงเยว่ และชิงเสวียดู พวกเธอแทบไม่เชื่อสายตา เพราะหลินฮุ่ยเป็นคนที่คอยช่วยบริษัทมาหลายปี และเป็นผู้สนับสนุนจิ่งเซวินอย่างเปิดเผย

ก่อนที่พวกเธอจะวางแผนตรวจสอบ หลินฮุ่ยกลับจัดงานแถลงข่าว เขาประกาศว่าตระกูลหลินพบผู้แอบอ้างเป็นทายาทและพยายามทำร้ายประธานหลินจื้อเหวินเพื่อแย่งอำนาจ ข่าวแพร่ไปทั่วเมืองพร้อมภาพเสี่ยวเฉินในเสื้อผ้าขาดวิ่น

นักลงทุนเริ่มถอนเงิน ผู้ถือหุ้นเรียกร้องให้ชิงอีลาออก และตำรวจออกหมายเรียกเสี่ยวเฉินในข้อหาทำร้ายร่างกายและปลอมแปลงตัวตน

จิ่งเซวินส่งคนมาบอกเขาว่า หากยอมกลับขึ้นเขา เรื่องทั้งหมดจะจบลง

เสี่ยวเฉินหัวเราะอย่างขมขื่น “ถ้าฉันกลับไป คนที่ทำร้ายครอบครัวจะได้สิ่งที่ต้องการ”

“นายจะช่วยพวกเขาไม่ได้” จิ่งเซวินพูด “ตระกูลนี้ไม่เคยต้องการนายจริง ๆ”

“แล้วนายล่ะ?”

จิ่งเซวินหลบตา “ฉันก็ไม่เคยเป็นคนที่พวกเขาต้องการเหมือนกัน”

คืนนั้น เสี่ยวเฉินตัดสินใจไม่หนี เขาบอกพี่สาวทั้งสามว่าตนจะไปพบคณะกรรมการด้วยตัวเอง แต่ขอให้พวกเธอทำสามอย่าง ได้แก่ ตรวจสอบบัญชีบริษัทลูก สอบถามคนขับรถเก่าที่ชื่อจางหรง และตามหาเทปบันทึกจากกล้องวงจรปิดในคืนที่เขาหายตัวไป

ชิงอีไม่เห็นด้วยที่จะให้เขาเสี่ยง แต่เสี่ยวเฉินตอบว่า “พวกเขาใช้การกลับมาของฉันเป็นข้ออ้างอยู่แล้ว ถ้าฉันไม่ออกไปเผชิญหน้า ต่อให้พวกเธอมีหลักฐานก็จะถูกกล่าวหาว่าช่วยฉันโกง”

ในที่ประชุม เสี่ยวเฉินถูกผู้ถือหุ้นหลายคนดูถูก บางคนเรียกเขาว่าขอทาน บางคนถามว่าเขาเรียนจบจากที่ใด และมีสิทธิ์อะไรมาแตะต้องบริษัท เขาไม่โต้เถียง เพียงวางสำเนาเอกสารการโอนเงินลงบนโต๊ะ

“ผมไม่ขอสิทธิ์จากบริษัท สิทธิ์ของผมอยู่ในเอกสารการเกิดและหลักฐานที่พวกคุณพยายามซ่อน”

หลินฮุ่ยหัวเราะ “เอกสารปลอมแบบนี้ใครก็ทำได้”

ชิงเยว่เปิดผลตรวจดีเอ็นเอที่ทำอย่างเป็นทางการ เธอเป็นแพทย์และเป็นพี่สาวของเขา แต่เพื่อป้องกันข้อครหา เธอให้ห้องแล็บภายนอกตรวจซ้ำสองครั้ง ผลทั้งสองฉบับยืนยันว่าเสี่ยวเฉินเป็นบุตรโดยสายเลือดของหลินจื้อเหวินและหยางอวี้หลัน

หลินฮุ่ยยังคงยิ้ม “เป็นลูกแล้วอย่างไร? คนที่หายไปยี่สิบปีไม่มีทางพิสูจน์ว่าเขากลับมาเพื่อช่วยบริษัท ไม่ใช่เพื่อทำลายมัน”

เสี่ยวเฉินตอบ “จริงครับ ผมพิสูจน์เจตนาไม่ได้ แต่คุณก็พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองไม่ได้เช่นกัน”

ทันใดนั้น หน้าจอในห้องประชุมก็เปิดวิดีโอจากกล้องวงจรปิดเก่า ภาพไม่ชัด แต่เห็นชายคนหนึ่งอุ้มเด็กชายออกจากประตูหลังในคืนไฟไหม้ ชายคนนั้นคือจางหรง และคนที่ยืนส่งเงินให้เขาคือหลินฮุ่ย

วิดีโอขาดช่วงตรงที่รถออกจากบ้าน แต่ชิงเสวียตามหาผู้ดูแลระบบเก่าเจอ เขาเก็บสำเนาเทปส่วนที่ถูกลบไว้ในคลังข้อมูลอีกแห่ง ภาพช่วงสุดท้ายแสดงให้เห็นว่าหลินฮุ่ยส่งเด็กให้ชายแปลกหน้าที่รออยู่ริมถนน ไม่ใช่ทิ้งไว้ที่เขาชิงเฉินโดยบังเอิญ

ห้องประชุมเงียบงัน

หลินฮุ่ยหน้าซีด “ภาพนี้ตัดต่อได้”

เสียงของจางหรงดังจากลำโพง เขาให้สัมภาษณ์ผ่านวิดีโอคอลจากสถานีตำรวจต่างเมือง หลังจากชิงอีตามพบตัวเขา จางหรงยอมรับว่าได้รับเงินจากหลินฮุ่ยเพื่อพาเสี่ยวเฉินออกจากบ้านในคืนที่เกิดไฟไหม้ แต่ไม่รู้ว่าเด็กจะถูกส่งไปที่ใด เขาเก็บหลักฐานไว้เพราะกลัวว่าวันหนึ่งตนจะถูกกำจัด

“ทำไมคุณถึงพาเขากลับมาในตอนนี้?” ตำรวจถาม

จางหรงตอบว่า “ผมไม่ได้พาเขากลับมา เขาโตขึ้นมาเอง ผมเพิ่งเห็นข่าวว่าตระกูลหลินตามหาทายาท จึงรู้ว่าถึงเวลาพูดความจริงแล้ว”

หลักฐานยังไม่พอที่จะตัดสินว่าหลินฮุ่ยเป็นคนวางเพลิง แต่เพียงพอให้ตำรวจเปิดการสอบสวนเรื่องการลักพาตัว การยักยอกเงิน และการทำลายหลักฐาน ส่วนการทำร้ายซูอันและวางยาหลินจื้อเหวินยังต้องตรวจสอบต่อ

ทุกสายตาหันไปหาจิ่งเซวิน

เขายืนนิ่งอยู่หลายวินาที ก่อนถอดแหวนตรารูปงูออกจากนิ้ววางบนโต๊ะ

“ผมเป็นคนวางยาเขา”

ชิงเสวียเบิกตากว้าง ชิงอีเดินเข้าไปหา “ทำไม?”

“ผมไม่ได้ตั้งใจให้เขาตาย ยาที่ผมให้เป็นเพียงยากดประสาท ผมอยากให้เขาหลับเพื่อเอาเอกสารโอนสิทธิ์ออกมา”

“แล้วซูอันล่ะ?” ชิงเยว่ถาม

จิ่งเซวินก้มหน้า “ผมไม่ได้ทำร้ายเธอ ผมแค่สั่งให้คนไปเอาแฟ้มคืน คนที่ทำเกินคำสั่งคือหลินฮุ่ย”

เขาสารภาพว่าได้รับข้อเสนอจากหลินฮุ่ย หากช่วยกำจัดเสี่ยวเฉินและทำให้การเข้าตลาดหุ้นล้มเหลว เขาจะได้ควบคุมบริษัทลูกทั้งหมด จิ่งเซวินใช้เงินของบริษัทโอนเข้าบัญชีตัวเองมาหลายปี แต่เขาไม่ได้เป็นคนวางแผนเรื่องเสี่ยวเฉินตั้งแต่แรก

“ผมเกลียดเขา” จิ่งเซวินพูดกับเสี่ยวเฉิน “เพราะตั้งแต่วันที่นายกลับมา ทุกคนก็มองเห็นว่าผมเป็นเพียงคนที่เข้ามาแทนที่นาย แต่ผมก็กลัวเขาเหมือนกัน เพราะถ้านายกลับมา ผมจะไม่มีบ้านอีกแล้ว”

เสี่ยวเฉินมองชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาอยากโกรธ แต่กลับนึกถึงคำพูดของจิ่งเซวินในคืนก่อน—เขาไม่เคยเป็นคนที่ครอบครัวต้องการเช่นกัน

“นายทำผิด” เสี่ยวเฉินพูด “แต่ความกลัวของนายไม่ได้ทำให้ความผิดหายไป”

จิ่งเซวินพยักหน้า เขายอมให้ตำรวจสอบสวนและคืนเงินส่วนที่เหลือให้บริษัท ส่วนหลินฮุ่ยถูกพักจากตำแหน่งและเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย การพิสูจน์เรื่องไฟไหม้และการลักพาตัวใช้เวลาหลายเดือน แต่หลักฐานที่สะสมไว้ทำให้เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ตลอดไป

หลินจื้อเหวินฟื้นขึ้นหลังการรักษา เขาเป็นคนแรกที่ขอโทษเสี่ยวเฉิน แต่คำขอโทษนั้นไม่ได้ทำให้ยี่สิบปีที่หายไปกลับคืนมา

“พ่อรู้หรือไม่ว่าผมยังมีชีวิตอยู่?” เสี่ยวเฉินถาม

หลินจื้อเหวินหลับตา “ไม่รู้ จนกระทั่งหลายปีต่อมา ฉันเริ่มสงสัยว่าการหายตัวไปของลูกไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่ตอนนั้นบริษัทกำลังล้มจากหนี้ที่อาของลูกก่อ ฉันถูกเขาข่มขู่และทำให้เชื่อว่าถ้าขุดคุ้ยต่อ ครอบครัวที่เหลือจะเป็นอันตราย”

“แล้วพ่อยังเงียบ?”

“ใช่ ฉันกลัวเกินไป”

เสี่ยวเฉินไม่ให้อภัยทันที เขาเพียงบอกว่าต้องการเวลา หยางอวี้หลันร้องไห้อยู่หน้าห้องและยอมรับว่าเธอสงสัยว่ามีคนแอบขโมยจดหมาย แต่ไม่เคยกล้าตามหาความจริง เพราะหลินฮุ่ยเป็นคนดูแลทุกอย่างหลังเกิดไฟไหม้

“แม่ไม่ได้ลืมลูก” เธอพูด “แต่แม่ไม่กล้าพอจะรักษาลูกไว้”

เสี่ยวเฉินก้มมองมือของเธอ รอยไหม้เก่าบนข้อมือเกิดจากคืนไฟไหม้ เธอพยายามกลับเข้าไปหาเขา แต่ถูกคานไม้ที่กำลังถล่มกั้นไว้ เขาเคยคิดว่าความทรงจำเรื่องแม่ร้องเรียกเป็นเพียงภาพฝัน ทว่าครั้งนี้เขาได้ยินเสียงนั้นอีกครั้งจากปากของเธอ

การคืนสู่ครอบครัวไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ชิงเสวียหวัง เสี่ยวเฉินยังสะดุ้งเมื่อมีคนปิดประตูเสียงดัง เขาไม่คุ้นกับห้องกว้างหรือคนรับใช้ และยังนอนหลับบนพื้นมากกว่าเตียง เพราะร่างกายคุ้นเคยกับกระท่อมบนเขา

ชิงอีไม่บังคับเขา เธอย้ายโต๊ะทำงานออกจากห้องเล็กใกล้สวนให้เป็นพื้นที่ของเขา ชิงเยว่สอนเขาใช้โทรศัพท์และช่วยจัดการเอกสาร ส่วนชิงเสวียแอบวางรองเท้าคู่ใหม่ไว้หน้าประตูทุกเช้า แม้เสี่ยวเฉินจะยังเลือกสวมรองเท้าฟางในวันที่ต้องไปบริษัท

สามเดือนต่อมา การเข้าตลาดหุ้นถูกเลื่อนออกไป บริษัทต้องขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อชดใช้หนี้ที่ถูกยักยอก แต่พนักงานส่วนใหญ่ยังได้ทำงานต่อเพราะชิงอีเปิดเผยความจริงและจัดโครงสร้างบริษัทใหม่ เธอปฏิเสธไม่ให้เสี่ยวเฉินรับตำแหน่งผู้บริหารทันที

“เธอไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าเป็นทายาทด้วยการทำงานจนหมดแรง” เธอบอก “เริ่มจากสิ่งที่เธอต้องการก่อน”

เสี่ยวเฉินจึงเปิดคลินิกเล็ก ๆ ที่ชั้นล่างของอาคารบริษัท รับรักษาคนงานและคนในชุมชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่ไม่มีเงิน เขายังคงขึ้นเขาชิงเฉินทุกสองสามเดือนเพื่อเยี่ยมอาจารย์ และนำยาสมุนไพรลงมาให้ชิงเยว่ศึกษาต่ออย่างถูกต้อง

ซูอันหายดีและกลับมาทำงานด้านตรวจสอบบัญชี เธอเป็นพยานสำคัญในคดีของหลินฮุ่ย ส่วนจิ่งเซวินได้รับโทษตามความผิดและชดใช้เงินคืนเป็นงวด ๆ เขาไม่ได้ถูกตัดขาดจากโลกทั้งใบ เพราะชิงอีจัดหาทนายให้ตามสิทธิ์ แต่ไม่มีใครยอมให้เขากลับมาควบคุมบริษัทอีก

ก่อนเข้าสู่เรือนจำ จิ่งเซวินขอพบเสี่ยวเฉินเป็นครั้งสุดท้าย

“ฉันเคยคิดว่าถ้านายหายไป ฉันจะกลายเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านนี้” เขาพูด “แต่พอนายกลับมา ฉันถึงรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันไม่เคยมีความสุขเลย”

เสี่ยวเฉินตอบว่า “ถ้านายอยากเริ่มต้นใหม่ ก็เริ่มด้วยการไม่ทำร้ายใครเพื่อรักษาที่ของตัวเอง”

จิ่งเซวินพยักหน้า และไม่ได้ขอให้เขายกโทษให้

หนึ่งปีหลังจากนั้น คฤหาสน์หลินจัดงานวันเกิดให้เสี่ยวเฉินเป็นครั้งแรกโดยไม่ใช่การจัดเพื่อรอคนที่หายไป แต่เป็นการฉลองให้คนที่เลือกกลับมาอยู่ด้วยตนเอง โต๊ะยาวเต็มไปด้วยอาหารธรรมดาที่เขาชอบมากกว่าอาหารหรู และพี่สาวทั้งสามวางของขวัญสามชิ้นไว้ตรงหน้า

ชิงอีมอบกุญแจห้องทำงานใหม่ให้เขา

ชิงเยว่มอบหนังสือที่รวบรวมตำรับยาจากภูเขาชิงเฉิน

ชิงเสวียมอบเพลงที่เธอแต่งขึ้นจากเสียงกระดิ่งหน้ากระท่อมบนเขา

ส่วนพ่อกับแม่ไม่ได้มอบของขวัญ พวกเขาเพียงนั่งอยู่ตรงข้ามเขาและรอให้เขาตัดสินใจว่าจะร่วมโต๊ะหรือไม่

เสี่ยวเฉินมองหีบไม้ยี่สิบใบที่ถูกนำออกมาเรียงไว้ข้างผนัง ของขวัญทุกชิ้นที่เขาไม่เคยได้รับยังอยู่ครบ เขาเปิดหีบใบสุดท้าย หยิบรองเท้าผ้าใหม่ออกมา แล้ววางรองเท้าฟางคู่เก่าของตนไว้ด้านบน

“ผมจะกินข้าวกับพวกเขา” เขาบอกพี่สาว “แต่ผมยังไม่สัญญาว่าจะลืมทุกอย่าง”

ชิงอีพยักหน้า “ไม่ต้องสัญญา แค่กลับมากินข้าววันพรุ่งนี้ก็พอ”

คืนนั้น เสี่ยวเฉินไม่ได้กลับขึ้นเขา เขายังคงตื่นกลางดึกเพราะฝันถึงคืนไฟไหม้ แต่เมื่อเปิดประตูออกมา เขาเห็นรองเท้าฟางของตนวางอยู่ข้างรองเท้าของพี่สาวทั้งสาม ไม่มีใครเอามันทิ้ง ไม่มีใครเปลี่ยนมันด้วยของราคาแพง

เช้าวันต่อมา เขาใช้รองเท้าคู่นั้นเดินไปเปิดประตูคลินิกเป็นครั้งแรก ข้างในมีคนไข้รออยู่ และบนโต๊ะมีจดหมายฉบับใหม่จากแม่วางไว้

เสี่ยวเฉินยังไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับครอบครัวจะต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใดกว่าจะเรียกได้เต็มปากว่า “บ้าน” แต่ครั้งนี้ เมื่อเขาก้าวออกไป เขาไม่จำเป็นต้องเดินตามหาคนที่ลืมเขาอีกแล้ว เพราะมีคนสามคนกำลังยืนรออยู่หน้าประตู และไม่มีใครปล่อยให้เขาเดินจากไปเพียงลำพัง

Leave a Comment