“ถ้าคนจนคนนั้นยังนั่งอยู่ที่โต๊ะประธาน งานแต่งวันนี้ก็ยกเลิก!” สวีชิงตบซองสินสอดลงบนโต๊ะจนแก้วชากระเด็นใส่เสื้อของแม่เจ้าบ่าว ขณะเดียวกันชายแปลกหน้าที่เพิ่งเดินเข้าบ้านกลับมองรูปถ่ายเก่าเพียงใบเดียวแล้วเรียกสองสามีภรรยาว่า “พ่อ…แม่”
ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขาจึงกลับมาในวันที่โจหมิงชวนกำลังจะแต่งงาน และไม่มีใครรู้ว่าชายเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อคนนี้ซ่อนความลับอะไรไว้ใต้แขนเสื้อที่ขาดรุ่ย
เมื่อยี่สิบปีก่อน หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ยังเป็นชุมชนเงียบสงบ บ้านของตระกูลโจอยู่สุดถนนใกล้คลอง มีต้นหอมหมื่นลี้เก่าแก่ยืนอยู่หน้าประตู เด็กชายโจหมิงหยวนอายุเพียงเจ็ดขวบในวันที่เขาหายตัวไป
วันนั้นแม่ของเขาออกไปซื้อยาให้บิดาซึ่งกำลังป่วย ส่วนพ่อไปตามช่างมาซ่อมหลังคา หมิงหยวนถูกฝากไว้กับน้องชายวัยสองขวบ ตอนที่แม่กลับมา เปลเด็กยังอยู่ที่เดิม แต่มุมรั้วข้างบ้านเปิดอ้า และหมิงหยวนหายไปแล้ว
ครอบครัวตามหาเขาทุกซอกทุกมุม แจ้งคนในหมู่บ้านและออกประกาศตามหาอยู่หลายปี แต่เด็กชายไม่มีวันกลับมาอีก พ่อของเขาโทษตัวเองจนล้มป่วย ส่วนแม่เก็บรูปถ่ายครอบครัวใบเดิมไว้ในหีบไม้ และเฝ้าหวังว่าสักวันหนึ่งลูกชายคนโตจะเปิดประตูเข้ามาเรียกเธอว่าแม่
แต่เวลายี่สิบปีทำให้ความหวังกลายเป็นสิ่งที่เจ็บปวดเกินกว่าจะพูดถึง
วันที่หมิงหยวนกลับมา เขาไม่ได้มาพร้อมรถหรูหรือผู้ติดตามหลายสิบคน เขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีซีด กางเกงที่ผ่านการซ่อมหลายครั้ง และรองเท้าผ้าใบที่พื้นเกือบหลุดออกจากกัน เขายืนอยู่หน้าบ้านเก่าท่ามกลางลมแรง มือหนึ่งถือรูปถ่ายที่ขอบกระดาษเหลืองกรอบ อีกมือกำจี้หยกครึ่งเสี้ยวที่ติดตัวเขามาตั้งแต่จำความได้
เขาไม่แน่ใจว่าบ้านหลังนี้คือบ้านของตัวเองจริงหรือไม่ จนกระทั่งเห็นต้นหอมหมื่นลี้หน้าประตู รอยร้าวบนเสาไม้ และหญิงสูงวัยคนหนึ่งที่เปิดประตูออกมา
แม่ของเขาจำเขาได้จากรูปถ่ายก่อนจะสังเกตเห็นไฝรูปพระจันทร์เล็ก ๆ เหนือคิ้วซ้าย เธอร้องไห้จนพูดไม่ออก แล้วโผเข้ากอดเขาอย่างแรงราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยมือ เด็กชายจะหายไปอีกครั้ง
“หมิงหยวน…ใช่ลูกจริง ๆ ใช่ไหม”
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนยกมือโอบหลังเธอ “ผมกลับมาแล้วครับ แม่”
คำเรียกสั้น ๆ นั้นทำให้พ่อของเขาซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ชายชราพยายามลุกขึ้น แต่ขาอ่อนแรงจนต้องเกาะโต๊ะไว้
“พ่อขอโทษ” เขาพูดซ้ำ ๆ “พ่อหาเราไม่เจอ พ่อไม่เคยหยุดหาเลย”
หมิงหยวนกอดบิดา เขาอยากบอกว่าไม่เป็นไร อยากเล่าเรื่องทุกอย่างที่ผ่านมา แต่ความทรงจำที่อัดแน่นอยู่ในอกกลับทำให้พูดไม่ออก
หลังถูกลักพาตัว เขาถูกส่งต่อให้คนหลายกลุ่มและถูกบังคับให้ทำงานตั้งแต่ยังเด็ก เขาเคยขนของในโกดัง ล้างจานในร้านอาหาร และนอนในห้องแคบ ๆ ที่ไม่มีหน้าต่าง หลายครั้งเขาพยายามหนี แต่ถูกจับกลับมาและถูกทำร้ายจนต้องเลิกคิดถึงบ้าน
ตอนอายุสิบหก เขาหนีออกมาได้จริง ๆ โดยมีเพียงเงินไม่กี่เหรียญกับจี้หยกครึ่งเสี้ยว เขาทำงานทุกอย่างที่หาได้ เรียนรู้การซ่อมเครื่องจักรจากช่างแก่คนหนึ่ง และต่อมาเริ่มทำธุรกิจเล็ก ๆ รับเหมาซ่อมระบบไฟฟ้าและน้ำประปา เขาล้มเหลวหลายครั้ง ถูกหุ้นส่วนโกง และเคยเกือบหมดตัว แต่ไม่เคยทิ้งความพยายามตามหาครอบครัว
เมื่อสามเดือนก่อน เขาเพิ่งรู้ว่าพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่และอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เขาจึงสั่งให้คนของตนหยุดเตรียมขบวนรถหรูและปิดบังตัวตนของเขาไว้ทั้งหมด
หมิงหยวนไม่ได้อยากกลับมาในฐานะประธานบริษัทเสิ่นหรง กรุ๊ป บริษัทมูลค่าหลายหมื่นล้านที่เขาสร้างขึ้นจากธุรกิจซ่อมระบบเล็ก ๆ เขาอยากรู้เพียงว่าพ่อแม่ยังต้องการเขาหรือไม่ แม้เขาจะไม่ได้มีเงิน ไม่ได้สวมเสื้อผ้าดี ๆ และกลับมาช้ากว่ายี่สิบปีก็ตาม
เขาไม่รู้ว่าการกลับมาของเขาจะเกิดขึ้นตรงกับวันแต่งงานของน้องชายพอดี
โจหมิงชวนเป็นเด็กที่เขาไม่เคยเห็นหน้า แต่พ่อแม่พูดถึงอยู่เสมอ พวกเขาเล่าว่าน้องชายเป็นคนขยัน สุภาพ และคอยดูแลบ้านมาตลอดหลายปี หมิงหยวนจึงตั้งใจว่าจะไม่ทำให้วันสำคัญของหมิงชวนเสียหาย เขายอมเป็นเพียงแขกเงียบ ๆ และพร้อมจะกลับไปทันทีถ้าครอบครัวไม่ต้องการเขา
ทว่าเมื่อแม่พาเขาเข้าไปในห้องรับแขก ญาติและแขกที่มาร่วมงานกลับหันมามองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“นี่ใคร” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งถาม
“ลูกชายคนโตของฉัน” แม่ตอบทั้งน้ำตา “เขาชื่อหมิงหยวน หายไปตั้งแต่ยังเด็ก”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที บางคนมองเขาด้วยความสงสาร บางคนหัวเราะเบา ๆ และบางคนขยับเก้าอี้หนีราวกับกลัวว่าเสื้อผ้าของเขาจะทำให้โต๊ะอาหารสกปรก
พ่อพาเขาไปนั่งที่โต๊ะประธานซึ่งจัดไว้ให้ครอบครัวเจ้าบ่าว หมิงหยวนพยายามปฏิเสธ แต่พ่อจับมือเขาไว้แน่น
“วันนี้เป็นวันมงคลของบ้านเรา ลูกกลับมาแล้วก็ต้องนั่งตรงนี้”
ยังไม่ทันที่เขาจะนั่ง สวีชิงในชุดเจ้าสาวก็เดินเข้ามา ใบหน้าที่แต่งอย่างประณีตบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ เธอมองหมิงหยวนแล้วหันไปหาคู่หมั้น
“เขาเป็นใคร”
“พี่ชายของผม” หมิงชวนตอบ
สวีชิงหัวเราะออกมาอย่างไม่เชื่อ “พี่ชายที่หายไปยี่สิบปีน่ะหรือ อยู่ ๆ ก็โผล่มาในวันแต่งงาน แล้วจะให้นั่งโต๊ะประธานด้วย?”
หมิงชวนขยับเข้าไปขวางระหว่างเธอกับหมิงหยวน “เขาเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของผม พ่อกับแม่ยืนยันแล้ว”
“ยืนยันด้วยอะไร เสื้อผ้าขาด ๆ หรือกลิ่นคนงานบนตัวเขา” เธอพูดเสียงดังจนแขกทั้งห้องได้ยิน “งานแต่งของฉันไม่ใช่สถานสงเคราะห์ ถ้าจะให้เขานั่งโต๊ะประธาน ก็ต้องจ่ายเงินชดเชยให้ฉัน”
เจ้าสาวยื่นมือออกมา “เพิ่มสินสอดอีกหนึ่งล้านแปดแสนแปดหมื่นบาท โอนเข้าบัญชีฉันก่อนพิธีเริ่ม ไม่อย่างนั้นให้เขาออกไป”
แม่ของหมิงชวนหน้าซีด “ชิงชิง เราตกลงสินสอดกันไว้แล้ว เงินที่เหลือพ่อกับแม่เก็บมาหลายปี ตอนนี้แทบไม่เหลือแล้ว”
“ถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่ต้องแต่งค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลง หมิงหยวนมองน้องชาย เขาเห็นมือของหมิงชวนกำแน่นจนข้อนิ้วขาว แต่ชายหนุ่มยังไม่ตอบโต้
สวีชิงหันไปทางเขา “ส่วนคุณ ถ้ายังอยากทำตัวเป็นพี่ชายผู้ยิ่งใหญ่ ก็ไปหาเงินมา ถ้าไม่มีปัญญา ก็กลับไปอยู่ที่ไหนก็ตามที่คุณคลานออกมา อย่ามาทำให้ตระกูลโจขายหน้า”
หมิงหยวนไม่ได้โกรธคำดูถูก เขาเคยได้ยินคำที่รุนแรงกว่านี้มามาก แต่สายตาของแม่ที่ก้มลงเช็ดน้ำตากลับทำให้เขาเจ็บยิ่งกว่า
เขาลุกขึ้น “ผมกลับก็ได้ครับ”
“พี่!” หมิงชวนคว้าแขนเขาไว้
“วันนี้เป็นวันแต่งงานของนาย อย่าให้เรื่องของผมทำลายมัน”
สวีชิงกระตุกยิ้ม “เห็นไหมคะ เขาก็รู้ตัวดีว่าไม่ควรอยู่ที่นี่”
หมิงชวนหันไปมองเธอเป็นครั้งแรกด้วยแววตาเย็นชา “พอเถอะชิงชิง”
“คุณจะเลือกเขาหรือเลือกฉัน”
“ไม่ใช่เรื่องต้องเลือก”
“งั้นก็เลือกให้ชัด!”
แม่ของหมิงชวนรีบจับแขนลูกชาย “ลูกยอมเถอะ เงินที่เขาขอ แม่จะลองไปยืมญาติอีกครั้ง ขอแค่งานแต่งผ่านไปก่อน”
“แม่จะไปยืมเงินให้คนที่เพิ่งขึ้นราคาสินสอดในวันงานหรือครับ” หมิงชวนถามเสียงสั่น “นี่ไม่ใช่การแต่งงานแล้ว มันคือการบีบบังคับ”
พ่อของเขาพยายามพูดอย่างใจเย็น “ชิงชิง บ้านเรารับปากเรื่องสินสอดไว้เท่าไร ก็ให้เท่านั้น เรื่องพี่ชายของหมิงหยวนไม่เกี่ยวกับงานแต่ง”
สวีชิงหันไปมองชายชรา “ถ้าอย่างนั้นก็เลือกเขาเถอะค่ะ เลือกคนที่หายไปยี่สิบปีมากกว่าลูกสะใภ้ที่กำลังจะเข้าบ้าน”
ญาติฝ่ายเจ้าสาวหลายคนหัวเราะตาม พวกเขารู้ว่าตระกูลโจมีเงินเก็บจำกัด บ้านหลังนี้กำลังจะถูกเวนคืนเพราะโครงการขยายถนน และข่าวลือว่าที่ดินจะได้รับเงินชดเชยถึงสิบห้าล้านบาททำให้สวีชิงยอมแต่งงานกับหมิงชวนตั้งแต่แรก
เธอไม่ได้สนใจชายหนุ่มที่ทำงานรับจ้างซ่อมไฟและระบบน้ำ เธอสนใจบ้านเก่าและเงินชดเชยมากกว่า
หมิงหยวนมองสีหน้าของเธอแล้วเข้าใจทันทีว่าเหตุใดเธอจึงเร่งจัดงานแต่งในวันนี้ เขาเคยเห็นเอกสารการเวนคืนในข่าว และรู้ว่าผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับเงินไม่ใช่เพียงเจ้าของบ้าน แต่ต้องพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินและความเป็นเจ้าของตามกฎหมายให้ครบถ้วน
เขายังไม่พูดอะไร เพราะไม่ต้องการกลับบ้านพร้อมความสงสัยว่าเขากำลังแย่งชิงทรัพย์สินจากครอบครัว
เลขานุการหลินที่ยืนรออยู่หน้าหมู่บ้านโทรศัพท์เข้ามาเป็นครั้งที่สาม เขาเป็นคนเดียวที่รู้ความจริงว่าหมิงหยวนคือประธานบริษัทเสิ่นหรง ผู้มีอำนาจสั่งซื้อที่ดินทั้งผืนได้ภายในวันเดียว
“ท่านประธานครับ รถและเจ้าหน้าที่กฎหมายพร้อมแล้ว หากท่านต้องการ เราสามารถเข้ามารับท่านได้ทันที”
หมิงหยวนมองผ่านหน้าต่างไปยังครอบครัวของตน แม่กำลังพยายามเกลี้ยกล่อมหมิงชวน พ่อกำลังเปิดลิ้นชักหาเอกสารบางอย่าง ส่วนสวีชิงยืนกอดอกอย่างผู้ชนะ
“อย่าเพิ่งเข้ามา” เขาตอบ “รอคำสั่งผม”
“แต่พวกเขากำลังดูถูกท่าน…”
“ผมต้องการรู้ว่าพวกเขาจะเลือกอะไรเมื่อคิดว่าผมไม่มีอะไรเลย”
หลังวางสาย หมิงหยวนกลับเข้าไปในห้องรับแขก เขาหยิบซองเอกสารเก่าจากกระเป๋าแล้ววางบนโต๊ะ
“นี่เป็นเงินสิบล้านบาท” เขาพูดช้า ๆ “ผมตั้งใจจะมอบให้พ่อกับแม่ หากพวกเขาไม่ต้องการรับผมเป็นลูก เงินนี้ถือเป็นค่าตอบแทนที่พวกเขาเลี้ยงดูผมมาในวัยเด็ก จากนั้นผมจะไม่กลับมารบกวนอีก”
ทุกคนเงียบลง
สวีชิงมองซองนั้นด้วยความสนใจ แต่ยังไม่ทันที่ใครจะยื่นมือไป หมิงหยวนก็พูดต่อ
“แต่ถ้าพ่อกับแม่ยังยอมรับผม เงินจำนวนนี้จะเป็นเพียงเงินก้อนแรก ผมอยากให้พวกเขาใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้หรือการเวนคืนบ้าน”
สวีชิงคิดว่าเขากำลังพูดเกินจริง เธอหัวเราะ “คนรับจ้างซ่อมไฟมีเงินสิบล้านงั้นหรือ คุณไปขโมยมาจากไหน”
หมิงชวนมองเขา “พี่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับเธอ”
“ไม่ต้องพิสูจน์กับฉันก็ได้ แต่ต้องพิสูจน์กับทุกคนในบ้าน” สวีชิงคว้าซองไปเปิดดู ข้างในเป็นเช็คธนาคารจริง แต่เธอยังคิดว่าอาจเป็นเช็คปลอม
พ่อของหมิงหยวนมองชื่อบนเช็คแล้วหน้าซีด “โจหมิงหยวน…นี่ชื่อเดียวกับลูก”
“ครับ”
“ลูกทำงานอะไร”
ชายหนุ่มยังไม่ทันตอบ เสียงรถหลายคันก็ดังขึ้นหน้าบ้าน รถตู้สีดำสามคันจอดเรียงกัน เจ้าหน้าที่ในชุดสูทลงจากรถพร้อมแฟ้มเอกสาร แต่ไม่มีใครเดินเข้ามา เพราะคำสั่งของหมิงหยวนยังไม่อนุญาต
เลขานุการหลินยืนอยู่ไกล ๆ และมองเห็นเจ้านายของตนผ่านหน้าต่าง เขาไม่เข้าใจว่าท่านประธานซึ่งสามารถกลับบ้านอย่างยิ่งใหญ่พร้อมขบวนรถหรู กลับยอมให้คนทั้งบ้านดูถูกเช่นนี้
หมิงหยวนเคยตอบเขาแล้วว่า “ผมมีทุกอย่าง ยกเว้นคำตอบว่าพ่อแม่ยังรักผมหรือเปล่า”
พิธีแต่งงานยังไม่เริ่ม แขกหลายคนเริ่มถ่ายรูปและส่งข้อความถามกันว่าบ้านโจมีญาติผู้มั่งคั่งกลับมาหรือไม่ ข่าวลือแพร่ไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
สวีชิงรู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ เธอจึงหันไปหาหมิงชวน “ถ้าคุณไม่ให้เขาออกไป ฉันจะกลับบ้านทันที”
หมิงชวนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าเธอต้องการแต่งงานกับฉันจริง เธอควรยอมรับพี่ชายของฉัน ไม่ใช่เรียกเขาว่าคนไม่มีหัวนอนปลายเท้า”
“ฉันกำลังช่วยครอบครัวคุณรักษาหน้า”
“ด้วยการเพิ่มสินสอดในวันงาน?”
“บ้านคุณกำลังจะได้เงินตั้งสิบห้าล้าน ฉันขอไม่ถึงสองล้านมากเกินไปหรือไง”
หมิงชวนเบิกตากว้าง “เธอแต่งงานกับฉันเพราะบ้านหลังนี้หรือ”
สวีชิงเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “ฉันแต่งงานกับคนที่มีอนาคต คุณต่างหากที่ทำให้ฉันเสียเวลา ถ้าพี่ชายคุณไม่กลับมา ฉันก็ไม่ต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายแบบนี้”
ประโยคนั้นทำให้ความลังเลในใจหมิงชวนหายไป เขาถอดแหวนหมั้นออกจากนิ้วแล้ววางลงบนโต๊ะ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องแต่ง”
แม่ของเขาร้องไห้ “หมิงชวน…”
“แม่ครับ ผมรักเธอ แต่ผมไม่ยอมให้เธอใช้บ้านเราเป็นหลักประกัน และผมไม่ยอมไล่พี่ออกไปเพื่อรักษางานแต่งที่เริ่มต้นจากการข่มขู่”
สวีชิงหน้าเปลี่ยนสี “คุณกล้าทิ้งฉันเพราะคนแปลกหน้าคนนี้หรือ”
หมิงชวนส่ายหน้า “เขาไม่ใช่คนแปลกหน้า เขาคือพี่ชายของผม ส่วนคนที่ผมเพิ่งได้รู้จักจริง ๆ วันนี้คือคุณ”
เธอคว้าแจกันบนโต๊ะขึ้นมาอย่างโมโห แต่หมิงหยวนก้าวเข้ามาจับข้อมือเธอไว้ก่อนแจกันจะตกแตก เขาไม่ได้บีบแรง เพียงมองเธอนิ่ง ๆ
“อย่าทำร้ายแม่ของผม”
คำว่าแม่ของผมทำให้หญิงสูงวัยหยุดร้องไห้ เธอมองชายที่เพิ่งกลับมาและค่อย ๆ จับมือเขาไว้
“ลูกไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น” เธอพูด “ต่อให้ลูกไม่มีเงิน แม่ก็ยังเป็นแม่ของลูก”
หมิงหยวนก้มหน้า น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนมือของเธอ เขารอประโยคนี้มานานยี่สิบปี แต่เมื่อได้ยินจริง ๆ กลับไม่สามารถตอบอะไรได้
ท่ามกลางความวุ่นวาย ลุงของสวีชิงซึ่งทำงานเป็นนายหน้าที่ดินเดินเข้ามา เขาเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องเงินเวนคืนและเป็นผู้จัดการเอกสารทั้งหมดให้ตระกูลโจ
“ในเมื่อไม่แต่งแล้ว ก็เซ็นสัญญามอบอำนาจให้ผมจัดการเรื่องที่ดินเถอะ” เขาพูดกับพ่อของหมิงชวน “ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ รัฐอาจลดเงินชดเชย”
หมิงหยวนหันไปมองเอกสารในมือชายคนนั้น วันที่บนสัญญาเป็นวันที่ก่อนประกาศเวนคืนอย่างเป็นทางการเกือบหนึ่งเดือน และลายเซ็นของพ่อเขาดูเหมือนถูกเขียนด้วยมือที่สั่นผิดปกติ
“พ่อเซ็นเอกสารนี้แล้วหรือครับ”
พ่อของเขาส่ายหน้า “เขาบอกว่าเป็นเอกสารขอสำรวจที่ดิน พ่ออ่านไม่ละเอียด”
หมิงหยวนขอเอกสารมาดู เขาเห็นว่ามีข้อความมอบอำนาจให้ขายและรับเงินชดเชยแทนเจ้าของที่ดินทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการสำรวจอย่างที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขหักค่าดำเนินการถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์
“ถ้าพ่อเซ็นเอกสารนี้ บ้านเราจะไม่มีอำนาจต่อรอง และเงินส่วนหนึ่งจะถูกโอนไปยังบริษัทของคุณ”
ลุงของสวีชิงหัวเราะ “อย่าทำเป็นรู้กฎหมาย แกเป็นแค่คนงานที่เพิ่งกลับบ้าน”
“ผมอาจไม่ใช่ทนาย แต่ผมดูบัญชีเป็น”
เขาชี้ไปที่เลขทะเบียนบริษัทในเอกสาร “บริษัทนี้จดทะเบียนเมื่อสองเดือนก่อน ทุนจดทะเบียนไม่ถึงหนึ่งแสนบาท แต่กลับอ้างว่าจะจัดการที่ดินหลายสิบไร่ คุณรับเงินมัดจำจากบ้านอื่นไปแล้วกี่หลังครับ”
ชายคนนั้นหน้าเสียไปเล็กน้อย
หมิงหยวนหันไปหาเลขานุการหลินซึ่งยืนอยู่หน้าประตู “ส่งเอกสารชุดที่เราตรวจสอบมาให้ผม”
หลินลังเล เพราะยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา แต่หมิงหยวนพยักหน้า เขาจึงเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มหนาและแท็บเล็ต
“ท่านประธานครับ รายงานการตรวจสอบที่ดินและบริษัทนายหน้าครับ”
คำว่า “ท่านประธาน” ทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ
หลินวางแฟ้มลงบนโต๊ะ “บริษัทเสิ่นหรง กรุ๊ปได้เข้าซื้อสิทธิ์พัฒนาโครงการรอบหมู่บ้านนี้เรียบร้อยแล้ว และกำลังยื่นข้อเสนอซื้อที่ดินในราคาสูงกว่าราคาประเมินเพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบ หากเจ้าของที่ดินต้องการขายโดยตรง บริษัทจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด”
สวีชิงมองหมิงหยวน “คุณเป็นใครกันแน่”
เขาตอบโดยไม่ยกเสียง “ผมคือโจหมิงหยวน ประธานบริษัทเสิ่นหรง กรุ๊ป”
ชายที่เมื่อครู่เรียกเขาว่าคนรับจ้างซ่อมไฟถอยหลังไปหนึ่งก้าว ญาติหลายคนรีบก้มหน้ามองพื้น ส่วนลุงของสวีชิงพยายามเก็บเอกสารกลับเข้ากระเป๋า
“อย่าเพิ่งไป” หมิงหยวนพูด “เรายังต้องคุยเรื่องสัญญาปลอมและเงินที่คุณเรียกเก็บจากชาวบ้าน”
“ผมแค่ช่วยจัดการเอกสาร”
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยอธิบายบัญชีนี้ด้วย” หลินเปิดแท็บเล็ตให้ทุกคนดู รายการโอนเงินจากครอบครัวในหมู่บ้านหลายสิบรายการถูกบันทึกไว้ มีทั้งเงินค่าดำเนินการและเงินมัดจำที่สูงกว่าที่แจ้งต่อชาวบ้าน
หมิงหยวนไม่ได้ให้ตำรวจจับเขาทันที แต่ส่งหลักฐานให้สำนักงานที่ดินและฝ่ายกฎหมายตรวจสอบอย่างเป็นทางการ เพราะเขารู้ว่าความโกรธไม่อาจแทนที่กระบวนการยุติธรรมได้
เขาหันไปหาสวีชิง “เธอรู้เรื่องเอกสารพวกนี้หรือไม่”
เธอเม้มปากแน่น “ฉันรู้แค่ว่าบ้านคุณจะได้เงิน ฉันไม่รู้ว่าเขาโกงใคร”
“แต่เธอรู้ว่าจะแต่งงานวันนี้เพื่อให้มีสิทธิ์ร่วมจัดการเงินของครอบครัวผม”
สวีชิงนิ่งไป ไม่มีคำปฏิเสธใดออกมา
หมิงชวนยืนอยู่ข้างพี่ชาย สีหน้าเจ็บปวดมากกว่าความโกรธ เขาเคยคิดว่าสวีชิงไม่อ่อนโยนเพราะชีวิตบีบบังคับ แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจว่าเธอไม่ได้รักเขามากพอจะเคารพสิ่งที่เขารัก
งานแต่งถูกยกเลิกในวันนั้น แขกทยอยกลับไปพร้อมข่าวที่แพร่ไปทั่วหมู่บ้าน สวีชิงเก็บสัมภาระกลับบ้านโดยไม่กล่าวคำลา ส่วนลุงของเธอถูกเรียกไปให้ข้อมูลเรื่องเอกสารและการเรียกเก็บเงินจากชาวบ้าน
หลังทุกคนกลับไป บ้านโจเงียบลงอย่างแปลกประหลาด แม่ของหมิงหยวนยกอาหารที่เตรียมไว้มาอุ่นอีกครั้ง แม้ไม่มีใครมีอารมณ์กิน เธอยังตักข้าวใส่ชามให้เขาเหมือนที่เคยทำในความทรงจำของเขา
หมิงหยวนมองกับข้าวจานเล็ก ๆ แล้วนึกถึงภาพเลือนรางในวัยเด็ก แม่เคยตักไข่ให้เขาครึ่งฟองและบอกว่า ถ้าวันไหนกลับบ้านช้า ไข่จะเย็นหมด เขาไม่รู้ว่าความทรงจำนี้จริงแค่ไหน แต่กลิ่นน้ำมันกระเทียมทำให้หัวใจของเขาสงบลงเป็นครั้งแรก
“แม่จำได้ไหมครับว่าผมหายไปวันไหน”
แม่วางช้อนลง “จำได้ทุกนาที”
เธอเล่าว่าวันนั้นมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งมาถามทางไปสถานีรถไฟ เขาสวมหมวกและอุ้มเด็กชายที่ร้องไห้ บอกว่าเป็นญาติจากฝั่งแม่ แต่ไม่มีใครคิดว่าเขาจะขโมยเด็กไป หลังจากนั้นพ่อของหมิงหยวนพบว่ามีรถบรรทุกคันหนึ่งออกจากหมู่บ้านในเวลาใกล้เคียง แต่ไม่มีภาพหรือทะเบียนชัดเจน
หมิงหยวนฟังเงียบ ๆ ตลอดยี่สิบปี เขาเคยเกลียดพ่อแม่ที่ปล่อยให้เขาถูกพาตัวไป แต่เมื่อได้ยินรายละเอียดเหล่านี้ เขาจึงรู้ว่าพวกเขาไม่เคยเลือกทอดทิ้งเขา
“ทำไมแม่ไม่แต่งงานใหม่” เขาถาม
แม่ยิ้มทั้งน้ำตา “ถ้าลูกกลับมาแล้วไม่เจอแม่ จะให้ลูกไปตามหาใคร”
คืนนั้นหมิงหยวนไม่ได้กลับไปที่โรงแรม เขานอนในห้องเล็กหลังบ้านที่พ่อเก็บของไว้ให้ แม้เตียงจะเก่าและผ้าห่มมีกลิ่นไม้ แต่เขาหลับสนิทกว่าทุกคืนในคฤหาสน์ของตน
วันต่อมา เขาให้ทีมกฎหมายจัดประชุมกับเจ้าของที่ดินทุกครอบครัว เขาไม่ใช้ชื่อเสียงบังคับใครขายที่ดิน และไม่ขอให้พ่อแม่มอบสิทธิ์ให้บริษัทของเขา เขาเพียงช่วยให้ชาวบ้านอ่านสัญญา เข้าใจกระบวนการเวนคืน และได้รับราคาที่เป็นธรรม
พ่อของเขาถามว่า “ถ้าลูกมีเงินมากขนาดนี้ ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก”
หมิงหยวนตอบตรง ๆ “ผมกลัวว่าพ่อกับแม่จะรับผมเพราะเงิน ไม่ใช่เพราะผมเป็นลูก”
พ่อก้มหน้าอยู่นาน “พ่ออาจจน แต่พ่อไม่เคยจนความรักที่มีให้ลูก”
หมิงหยวนจับมือบิดาไว้ เขาไม่ได้ขอให้พ่อพูดคำว่าขอโทษอีก เพราะตลอดยี่สิบปีนั้นทั้งสองคนเจ็บปวดไม่ต่างกัน
ส่วนหมิงชวนใช้เวลาหลายสัปดาห์จัดการเรื่องหนี้สินและงานที่ค้างอยู่ เขาไม่รับเงินก้อนใหญ่จากพี่ชายโดยตรง แต่ยอมให้บริษัทเสิ่นหรงจ้างเขาเป็นหัวหน้าทีมดูแลระบบสาธารณูปโภคในโครงการใหม่ หมิงหยวนเลือกงานนี้ให้เขาไม่ใช่เพราะสงสาร แต่เพราะรู้ว่าน้องชายมีฝีมือและต้องการยืนด้วยตัวเอง
“ถ้าผมทำพลาด พี่ต้องตำหนิผมเหมือนพนักงานคนอื่น” หมิงชวนบอก
“แน่นอน” หมิงหยวนตอบ “แต่ถ้านายทำดี พี่จะชมต่อหน้าทุกคนเหมือนกัน”
ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องไม่ได้สนิทสนมในทันที พวกเขามีความทรงจำร่วมกันน้อยเกินไป หลายครั้งหมิงชวนเรียกเขาว่าท่านประธานโดยไม่ตั้งใจ และหลายครั้งหมิงหยวนไม่รู้ว่าควรเรียกน้องชายอย่างไร แต่พวกเขาค่อย ๆ เรียนรู้กันผ่านมื้ออาหาร การทำงาน และการนั่งซ่อมรั้วหน้าบ้าน
สามเดือนต่อมา ผลการตรวจสอบเอกสารออกมาอย่างเป็นทางการ ลุงของสวีชิงถูกดำเนินคดีเรื่องการใช้เอกสารหลอกลวงและการเรียกเก็บเงินโดยมิชอบ เงินบางส่วนถูกคืนให้ชาวบ้าน ส่วนสวีชิงไม่ได้ถูกดำเนินคดีเพราะไม่มีหลักฐานว่าเธอร่วมวางแผน แต่ชื่อเสียงและความสัมพันธ์ของเธอกับหมิงชวนจบลงอย่างถาวร
วันหนึ่งเธอมาที่บ้านโจเพื่อคืนแหวนหมั้น เธอไม่ได้แต่งหน้าและไม่ได้สวมเสื้อผ้าราคาแพงเหมือนวันงาน
“ฉันขอโทษ” เธอบอกหมิงชวน “ฉันคิดว่าถ้าแต่งงานแล้วจะมีชีวิตที่มั่นคง แต่ฉันลืมไปว่าคนที่อยู่ข้าง ๆ ก็มีความรู้สึก”
หมิงชวนรับแหวนกลับมา “ฉันยกโทษให้ แต่เราไม่ควรกลับไปเป็นเหมือนเดิม”
“ฉันรู้”
เธอหันไปหาหมิงหยวน “ฉันเคยคิดว่าคุณเป็นภาระของครอบครัว แต่จริง ๆ แล้วฉันต่างหากที่เข้ามาเพื่อเอาเปรียบครอบครัวคุณ”
หมิงหยวนไม่ได้ปลอบใจเธอ เขาเพียงตอบว่า “หวังว่าวันหนึ่งเธอจะไม่ต้องใช้เงินของใครเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีค่า”
สวีชิงพยักหน้าแล้วเดินจากไป เธอไม่ได้กลับมาอีก
เมื่อการเวนคืนเสร็จสิ้น บ้านเก่าของตระกูลโจถูกย้ายไปยังบ้านใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเดิม ต้นหอมหมื่นลี้หน้าบ้านถูกขุดย้ายอย่างระมัดระวัง หมิงหยวนสั่งให้ช่างดูแลรากของมันเป็นพิเศษ แม้หลายคนบอกว่าไม่มีทางรอด
“ต้นไม้นี้แก่แล้ว” พ่อพูด “ถ้าย้ายอาจตาย”
“มันอยู่ที่เดิมมานานจนทุกคนคิดว่ามันไปไหนไม่ได้” หมิงหยวนตอบ “แต่ถ้าดูแลดี ๆ มันอาจเริ่มต้นใหม่ได้”
หลายเดือนผ่านไป ใบอ่อนสีเขียวผลิขึ้นบนกิ่งแรก หมิงหยวนกลับบ้านในเย็นวันหนึ่งและพบแม่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้ ส่วนพ่อกับหมิงชวนกำลังช่วยกันประกอบโต๊ะไม้ตัวใหม่
บนโต๊ะนั้นมีรูปถ่ายครอบครัวใบเดิมวางอยู่ แต่คราวนี้มีรูปใบใหม่เพิ่มเข้ามา เป็นภาพที่หมิงหยวนยืนอยู่ระหว่างพ่อกับแม่ ข้าง ๆ คือหมิงชวน ทั้งสี่คนไม่ได้ยิ้มกว้างเหมือนครอบครัวในโฆษณา พ่อยังมีสีหน้าเกร็ง แม่ร้องไห้จนตาบวม และหมิงชวนยกมือเกาหัวเพราะไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหน
แต่ไม่มีใครหายไปจากภาพอีกแล้ว
หมิงหยวนเคยคิดว่าจะทิ้งเงินสิบล้านไว้แล้วเดินจากครอบครัวไป หากพวกเขารังเกียจเขาเพราะความจน แต่สุดท้ายสิ่งที่เขาได้รับไม่ใช่บ้านหรือทรัพย์สิน เขาได้รับเวลาอันยาวนานที่ไม่มีเงินจำนวนใดซื้อคืนได้
คืนนั้นแม่ยกข้าวต้มมาให้เขาและบอกเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนว่าอย่าปล่อยให้มันเย็น หมิงหยวนหัวเราะเบา ๆ ก่อนนั่งลงข้างโต๊ะ
ด้านนอก ต้นหอมหมื่นลี้ที่ถูกย้ายจากบ้านเก่าเริ่มส่งกลิ่นหอมจาง ๆ ผ่านหน้าต่าง แม้มันจะไม่อยู่บนผืนดินเดิมอีกต่อไป แต่มันยังออกดอกในบ้านที่คนทั้งครอบครัวเลือกจะอยู่ด้วยกัน