เธอช่วยชายเลือดท่วมจากแม่น้ำ ก่อนรู้ว่าสามีที่ทุกคนเหยียดคือคนที่ลบชื่อสมาคมมังกรดำได้

คืนที่ฉินเฟิงสั่งให้ปิดประตูโกดัง หานเชียนเชียนยังถูกมัดอยู่กับเก้าอี้ เหนือศีรษะมีตะขอเหล็กแกว่งไกวตามแรงลมจากแม่น้ำ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งยกมีดขึ้นใกล้แก้มของเธอ แล้วหัวเราะเมื่อเห็นแม่ของเธอคุกเข่าลงกับพื้น

“ทำขวดเหล้าฉันแตกแค่ใบเดียว แต่ทำให้คนเจ็บตั้งหลายคน” หัวหน้ากลุ่มพูดพลางบีบคางเชียนเชียน “แปดล้านบาท เอาเงินมา แล้วลูกสาวแกจะกลับบ้านครบสามสิบสอง”

“ฉันไม่ได้ทำ!” เชียนเชียนร้อง เสียงสั่นจนแทบฟังไม่ออก “พวกมันบุกเข้ามาหาเรื่องเพื่อนฉันก่อน พวกมันพยายามฉีกเสื้อฉัน!”

ซูเหมย ผู้เป็นแม่ กำมือแน่น น้ำตาไหลแต่ดวงตากลับหันไปหาชายอีกคนที่เพิ่งเดินมาถึงท่าเรือ “ไท่ฉิน! ยืนทำอะไรอยู่ ไปช่วยน้องสิ!”

ชายคนนั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีซีด กางเกงผ้าธรรมดา และยังมีคราบแป้งติดปลายนิ้วจากการนวดแป้งทำอาหารเย็น เขาคือฉินเฟิง ลูกเขยที่ซูเหมยไม่เคยยอมเรียกว่าลูกเขยเต็มปาก ในสายตาของเธอ เขาเป็นเพียงผู้ชายไร้บ้านที่ลูกสาวคนโตเก็บมาจากริมแม่น้ำ แล้วเอามาอยู่บ้านในฐานะพ่อบ้าน

ฉินเฟิงไม่ตอบคำด่า เขามองเชียนเชียน มองเชือกที่รัดข้อมือเธอ และมองรอยรองเท้าเปื้อนโคลนที่ลากจากประตูไปถึงริมตลิ่ง ก่อนจะพูดด้วยเสียงราบเรียบ

“ปล่อยเธอก่อนครับ เรื่องเงินคุยกันได้”

หัวหน้ากลุ่มหัวเราะลั่น “แกเป็นใครวะ ไอ้คนทำกับข้าว? อยากเป็นพระเอกหรือไง”

เขาสะบัดมือ ลูกน้องสองคนจึงผลักฉินเฟิงเข้ากับเสาไม้ “ให้โอกาสแกนะ ต่อยฉันสิ ถ้ากล้า”

ซูเหมยหน้าเสีย เธอรู้ว่าฉินเฟิงผอมกว่าและไม่เคยแม้แต่เถียงคนในบ้าน “อย่าไปยุ่งเลยไท่ฉิน มันมีคนเยอะ เราโทรแจ้งตำรวจแล้ว”

“แม่ครับ” เชียนเชียนตะโกน “อย่าให้เขาอยู่ตรงนั้น!”

ชายฉกรรจ์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉินเฟิง “มา ต่อยสิ”

ฉินเฟิงมองมือของชายคนนั้นที่กำลังถือมีด เขาไม่ได้ต่อย ไม่ได้ยกแขนขึ้นด้วยซ้ำ เพียงขยับตัวหลบครึ่งก้าว ใช้ไหล่ดันข้อมืออีกฝ่ายเบา ๆ แล้วปล่อยมือ

เสียงกระดูกดังกร๊อบ

หัวหน้ากลุ่มร้องลั่น มีดหล่นลงพื้น เขาทรุดลงกุมข้อมือของตนเองด้วยสีหน้าตกใจ ราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมแขนถึงบิดผิดรูปได้ในพริบตา

“แกทำอะไรกับพี่กู!” ลูกน้องคนหนึ่งพุ่งเข้าใส่

ฉินเฟิงหันไปมองเพียงแวบเดียว ชายคนนั้นชะงักจนปลายเท้าลื่นบนพื้นเปียก ล้มหน้าคว่ำลงกับพื้นไม้เอง ลูกน้องที่เหลือยังไม่ทันได้ขยับ เสียงรถยนต์หลายคันก็ดังมาจากด้านนอก

ชายวัยกลางคนในสูทสีดำเดินเข้ามา เขาเห็นฉินเฟิงแล้วหน้าซีดจนแทบทรุด ก่อนรีบก้มศีรษะต่ำ

“คุณฉิน…”

หัวหน้ากลุ่มที่กุมข้อมืออยู่หันขวับ “ลุงหู เรียกมันว่าอะไรนะ?”

ชายวัยกลางคนไม่ตอบ เขาเดินไปเตะมีดออกจากพื้น แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฉินเฟิง “คนของสมาคมมังกรดำทำผิด ผมขอรับผิดชอบเอง ขอคุณฉินให้โอกาสพวกเราแก้ไข”

ความเงียบปกคลุมโกดัง ซูเหมยมองชายที่เคยให้เธอถูกร้านอาหารที่บ้านทุกวันอย่างเหลือเชื่อ ส่วนหานเยว่ ลูกสาวคนโตของเธอ ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ริมฝีปากขาวซีด

ฉินเฟิงเดินไปแกะเชือกให้เชียนเชียนด้วยมือที่มั่นคง จากนั้นจึงถอดเสื้อคลุมของตนห่มให้น้องเมียที่ตัวสั่นเทา

“พาเธอออกไปก่อน” เขาบอกหานเยว่

หานเยว่ไม่ได้ขยับ “แล้วคุณล่ะ?”

“ผมจะตามไป”

หัวหน้ากลุ่มกัดฟันด้วยความอับอาย “สมาคมมังกรดำไม่เคยก้มหัวให้คนอย่างแก!”

ลุงหูหันกลับไปตบหน้าเขาฉาดหนึ่งจนเลือดซึมมุมปาก “หุบปาก! ถ้าไม่ใช่คุณฉิน เมื่อตอนห้าปีก่อนพวกเราไม่มีแม้แต่ชื่อให้เรียกตัวเองแล้ว”

คำพูดนั้นทำให้ฉินเฟิงนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาของเขาเย็นลง “ผมเคยปล่อยพวกคุณ เพราะคิดว่าคนเรายังเปลี่ยนได้”

เขาหันไปมองหัวหน้ากลุ่ม “แต่คืนนี้ พวกคุณลักพาตัวผู้หญิง ทำร้ายคน และคิดใช้หนี้ปลอมบีบเอาเงินจากครอบครัวหนึ่ง คุณเรียกสิ่งนี้ว่าการเปลี่ยนหรือ?”

ลุงหูก้มหน้าจนแทบติดพื้น “ผมจะส่งรายชื่อทุกคน บัญชีเงิน และหลักฐานทั้งหมดให้ตำรวจเอง”

“ไม่ใช่เพื่อผม” ฉินเฟิงตอบ “เพื่อเด็กผู้หญิงที่พวกคุณทำร้าย เพื่อคนที่ถูกข่มขู่ และเพื่อเชียนเชียน”

คืนนั้น หานเชียนเชียนให้การกับตำรวจโดยมีทนายอยู่ด้วย หลักฐานจากโทรศัพท์ของเพื่อนเธอแสดงชัดว่าขวดเหล้าถูกลูกน้องของหัวหน้ากลุ่มทำแตกเอง เพื่อสร้างเรื่องเรียกเงินและลากเธอไปโกดัง กล้องหน้าร้านบันทึกภาพรถตู้ที่ใช้ลักพาตัวไว้ได้ ตำรวจไม่ได้จับใครเพราะคำพูดของฉินเฟิงคนเดียว แต่เพราะลุงหูนำบัญชีค่าใช้จ่าย รายชื่อสถานที่ และข้อความสั่งการมามอบให้ครบถ้วน

ซูเหมยกลับถึงบ้านเกือบตีสาม เธอเดินผ่านห้องครัวที่มีถ้วยข้าวต้มวางอุ่นอยู่บนโต๊ะ ฉินเฟิงทำไว้ให้ทุกคนก่อนออกไปช่วยเชียนเชียน ข้างถ้วยมีโน้ตลายมือเรียบ ๆ ว่า “กินก่อนนอนนะครับ กระเพาะจะไม่ดี”

เธอจ้องกระดาษแผ่นนั้นนานกว่าที่ควรจะเป็น แต่ความกลัวที่เพิ่งผ่านพ้นกลับกลายเป็นความโกรธอย่างไร้เหตุผล

“คุณปิดบังพวกเรา” เธอพูดเมื่อเห็นฉินเฟิงเดินเข้าบ้าน “ถ้าคุณมีอำนาจขนาดนั้น ทำไมปล่อยให้คนพวกนั้นจับเชียนเชียนไป?”

ฉินเฟิงชะงัก “ผมไม่รู้ว่าเธอออกไปที่นั่นครับ”

“ข้ออ้างทั้งนั้น” ซูเหมยผลักถ้วยข้าวต้มจนกระฉอก “คุณบอกว่าเป็นคนไม่มีที่ไป แต่พวกนักเลงกลับคุกเข่าให้คุณ คุณเป็นคนแบบไหนกันแน่? คุณลากลูกสาวฉันเข้าไปอยู่กับเรื่องสกปรกอะไร?”

หานเยว่ยืนอยู่ข้างสามี เธอไม่ได้เถียงแม่ทันที แต่สีหน้าของเธอเจ็บยิ่งกว่าถูกตบ “แม่ เขาช่วยเชียนเชียนนะ”

“แล้วไง? ช่วยแล้วฉันต้องยกย่องผู้ชายที่หลอกลูกสาวฉันหรือ?”

เชียนเชียนซึ่งเพิ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เดินออกมาจากห้อง เธอยังมีรอยช้ำที่ข้อมือ “แม่พอเถอะ เขาไม่ใช่คนที่ทำร้ายหนู”

ซูเหมยหันไปหาเธอ “เพราะแกยังเด็ก ถึงไม่รู้ว่าผู้ชายมีความลับน่ากลัวแค่ไหน”

ฉินเฟิงก้มลงเก็บเศษถ้วย เขาใช้ผ้าซับข้าวต้มอย่างเงียบ ๆ ก่อนพูดว่า “แม่พูดถูกเรื่องหนึ่งครับ ผมไม่ควรปิดบัง”

ซูเหมยหัวเราะเยาะ “อย่าเรียกฉันว่าแม่”

“ครับ” เขาตอบรับทันทีโดยไม่เถียง แล้วหันไปมองหานเยว่ “ผมจะเล่าให้เยว่ฟังทั้งหมด แต่ไม่ใช่คืนนี้ ทุกคนเหนื่อยเกินไป”

หานเยว่พยักหน้า แม้แววตาจะเต็มไปด้วยคำถาม “พรุ่งนี้ คุณต้องเล่าจริง ๆ”

“จริงครับ”

แต่เช้าวันต่อมา ฉินเฟิงหายไปแล้ว

บนโต๊ะอาหารมีอาหารเช้าสี่อย่างที่เขาทำไว้เหมือนทุกวัน และมีซองเอกสารสีเทาวางอยู่ข้างแก้วน้ำของหานเยว่ ข้างในคือสำเนาใบหย่า ไม่มีลายเซ็นของเขา มีเพียงข้อความสั้น ๆ ว่า “ถ้าการอยู่ของผมทำให้คุณไม่ปลอดภัย คุณไม่ต้องรอให้ผมกลับมา”

หานเยว่ถือกระดาษนั้นจนปลายนิ้วสั่น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่ยืนขวางมีดให้ครอบครัวของเธอเมื่อคืน ถึงเลือกทิ้งเธอไว้โดยไม่พูดอะไรสักคำ

สามเดือนก่อนหน้านั้น เธอเองก็ไม่คิดว่าฉินเฟิงจะมีความหมายกับชีวิตมากไปกว่าผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่ง

วันนั้นหานเยว่เป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัทเหมืองแร่หานกรุ๊ป เธอไปที่เหมืองเก่าเพื่อดูพื้นที่ตามคำขอของแม่ ซูเหมยอยากให้เธอพบลูกชายเจ้าของเหมืองรายใหม่ ชายคนนั้นชื่อหลัวจื่อหาว มีฐานะดี พูดจาสุภาพ และครอบครัวเขาสัญญาว่าจะช่วยบริษัทของเธอผ่านวิกฤตหนี้สิน

หานเยว่ไม่อยากไปดูตัว แต่เธอยอมเพราะบริษัทกำลังขาดสภาพคล่องและแม่เอาแต่พูดว่า ผู้หญิงที่อายุสามสิบแล้วไม่ควรมัวแต่เลือก

ก่อนถึงเหมือง เธอแวะล้างโคลนที่ติดรองเท้าริมแม่น้ำ สายน้ำขุ่นจากฝนเมื่อคืนไหลแรง เธอเห็นบางอย่างติดอยู่ในกอหญ้าริมฝั่ง ตอนแรกนึกว่าเป็นท่อนไม้ พอเข้าใกล้จึงเห็นมือคนโผล่ขึ้นมาจากน้ำ

ชายหนุ่มคนนั้นมีเลือดติดทั่วเสื้อ แขนมีแผลลึก และข้อเท้าถูกมัดด้วยเชือกถ่วงหิน หานเยว่โทรขอความช่วยเหลือ แต่บริเวณนั้นไม่มีสัญญาณ เธอจึงถอดรองเท้า กระโจนลงน้ำ และใช้แรงทั้งหมดลากเขาขึ้นมา

เขาหนักกว่าที่คิด น้ำในปอดทำให้เขาไอจนตัวงอ เมื่อเขาลืมตา ใบหน้าซีดขาวแต่สายตากลับนิ่งเกินกว่าคนที่เกือบตายจะมีได้

“อย่ากลับไปที่ถนนใหญ่” เขาพูดเสียงแหบ “มีคนรออยู่”

หานเยว่ไม่รู้ว่าควรเชื่อหรือไม่ แต่เธอเห็นรอยล้อรถใหม่บนโคลน และเห็นรถกระบะสีดำจอดอยู่ไกล ๆ ใต้ต้นไม้ เธอจึงพาเขาขึ้นรถของตน ขับกลับบ้านโดยใช้เส้นทางหลังเหมือง แล้วเรียกหมอที่ไว้ใจมาทำแผลอย่างเงียบ ๆ

ชายหนุ่มบอกเพียงว่าชื่อฉินเฟิง ไม่มีครอบครัว ไม่มีเอกสาร และจำไม่ได้ว่าใครทำร้ายเขา หมอบอกว่าบาดแผลส่วนหนึ่งเกิดจากการถูกทำร้ายจริง แต่การจำไม่ได้อาจเป็นผลจากการกระแทกอย่างรุนแรง

หานเยว่ไม่เชื่อทั้งหมด เธอไม่ใช่คนใจอ่อนถึงขั้นรับคนแปลกหน้าเข้าบ้านง่าย ๆ แต่ในคืนเดียวกัน มีคนงัดเข้ามาที่โรงรถของเธอเพื่อค้นรถ ผู้บุกรุกหนีไปเมื่อเห็นระบบกันขโมยทำงาน เธอจึงรู้ว่าอย่างน้อยเรื่องหนึ่งที่ฉินเฟิงพูดเป็นความจริง—มีคนตามหาเขา

เพื่อกันไม่ให้แม่สงสัยและเพื่อให้ชายหนุ่มอยู่ในสายตา เธอจึงให้เขาช่วยงานบ้านชั่วคราว ฉินเฟิงยอมรับอย่างง่ายดายเกินคาด เขาซ่อมก๊อกน้ำที่รั่ว ทำอาหารได้ดี ดูแลสวน และขับรถเป็นเมื่อจำเป็น แต่ไม่เคยใช้เงินจากเธอเกินค่าใช้จ่ายเล็กน้อย

ซูเหมยไม่พอใจตั้งแต่วันแรก “บ้านนี้ไม่ใช่ศูนย์พักพิงนะเยว่ ถ้าสงสารก็ให้เงินเขาแล้วส่งไป”

“เขายังไม่มีที่ไป” หานเยว่ตอบ “และเขาช่วยงานได้”

“ผู้ชายแข็งแรงดีแต่ยอมเป็นคนทำกับข้าว เขาต้องมีอะไรปิดบัง”

ประโยคนั้นกลายเป็นคำพูดที่แม่ย้ำเสมอ ฉินเฟิงไม่เคยเถียง เขาเพียงก้มหน้าทำงานต่อ จนบางครั้งหานเยว่เองรู้สึกหงุดหงิดกับความเงียบของเขา

หลัวจื่อหาวปรากฏตัวในช่วงเวลานั้นพอดี เขามีรอยยิ้มอบอุ่น ชอบส่งดอกไม้ไปที่สำนักงาน และบอกว่าการแต่งงานเป็นเรื่องที่ค่อย ๆ สร้างความรู้สึกได้ เขาเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยหานกรุ๊ป โดยมีเงื่อนไขว่าเหมืองเก่าริมแม่น้ำต้องอยู่ในสัญญาร่วมทุน

“คุณไม่จำเป็นต้องตอบตอนนี้” เขาพูดกับหานเยว่ระหว่างมื้อค่ำ “ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่าผมจริงจัง ทั้งกับคุณและบริษัท”

ฉินเฟิงเป็นคนเสิร์ฟอาหารในคืนนั้น เขาวางซุปลงตรงหน้าหานเยว่ แล้วเห็นแฟ้มสัญญาของหลัวจื่อหาวเปิดค้างอยู่ หน้าหนึ่งมีแผนที่พื้นที่เหมืองพร้อมเครื่องหมายสีแดงตรงบริเวณแม่น้ำ

มือของฉินเฟิงหยุดไปเพียงเสี้ยววินาที

“มีอะไรหรือเปล่า?” หานเยว่ถาม

“ไม่มีครับ” เขาตอบ แต่คืนนั้นเขาไม่ได้นอน

เช้าวันต่อมา หานเยว่พบว่าเอกสารในแฟ้มถูกจัดใหม่ บนหน้าที่มีแผนที่มีโพสต์อิทสีเหลืองติดไว้ว่า “สิทธิ์ทำเหมืองรวมถึงสิทธิ์ขุดลอกตลิ่งหรือไม่?”

เธอถามฉินเฟิง เขากลับบอกเพียงว่า “ผมอ่านสัญญาไม่เก่งครับ แค่สงสัย”

หานเยว่ไม่ชอบคำตอบนั้น แต่คำถามทำให้เธอตรวจเอกสารละเอียดขึ้น และพบว่าหลัวจื่อหาวขอสิทธิ์ใช้พื้นที่กว้างกว่าที่ตกลงกันไว้มาก รวมถึงที่ดินของชาวบ้านหลายครัวเรือนซึ่งหานกรุ๊ปดูแลอยู่ชั่วคราว

เมื่อเธอท้วง หลัวจื่อหาวหัวเราะเบา ๆ “รายละเอียดทางกฎหมาย คนของผมจัดการได้ คุณอย่าทำงานหนักจนเกินไปเลย”

หานเยว่ยิ้มรับ แต่ไม่เซ็น

หลังจากนั้นไม่นาน ฉินเฟิงก็ขอแต่งงานกับเธอ

เขาไม่ได้คุกเข่าท่ามกลางดอกไม้หรือพาไปภัตตาคารหรู เขายืนอยู่ในครัวตอนตีห้า กำลังห่อเกี๊ยวเพื่อเตรียมอาหารให้ซูเหมยและเชียนเชียน เขาวางแหวนเงินวงเล็กลงบนโต๊ะ

“ผมรู้ว่าผมไม่มีอะไรให้คุณภูมิใจ” เขาพูด “ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีครอบครัวที่คุณพาไปเจอได้ ไม่มีอนาคตที่อธิบายชัดเจน แต่ตอนคุณลากผมขึ้นจากน้ำ คุณไม่ได้ถามว่าผมคุ้มค่าหรือเปล่า คุณแค่ไม่ยอมปล่อยมือ”

หานเยว่หัวเราะทั้งที่น้ำตาคลอ “คุณขอแต่งงานตอนกำลังห่อเกี๊ยวเนี่ยนะ?”

“ผมคิดมาหลายแบบแล้วครับ แบบนี้ซื่อสัตย์ที่สุด”

“แล้วถ้าฉันปฏิเสธ?”

ฉินเฟิงมองแหวน ไม่ได้มองหน้าเธอ “ผมก็จะห่อเกี๊ยวต่อ”

หานเยว่ไม่เคยเข้าใจว่าความมั่นคงอาจอยู่ในประโยคธรรมดา ๆ จนกระทั่งวันนั้น เธอสวมแหวนวงนั้น แล้วตอบว่า “งั้นห่อเพิ่มหน่อย เราต้องเลี้ยงคนทั้งบ้าน”

งานแต่งเล็กมาก มีเพียงการจดทะเบียนและอาหารเย็นที่บ้าน ซูเหมยไม่ยอมถ่ายรูปด้วย เธอบอกกับแขกไม่กี่คนว่าลูกสาวแต่งงานเพราะสงสารผู้ชายคนหนึ่ง เชียนเชียนอายแทนพี่สาว แต่หานเยว่ไม่ยอมให้ใครพูดดูถูกฉินเฟิงต่อหน้าเธอ

อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังไม่รู้ว่าอดีตของสามีคืออะไร

หลังฉินเฟิงหายตัวไป หานเยว่ไม่ยอมเซ็นใบหย่า เธอใช้เส้นสายของบริษัทตรวจกล้องถนนและทะเบียนรถที่พบใกล้บ้าน แต่ไม่เจออะไรนอกจากรถขนส่งของบริษัทเหมืองหลัวกรุ๊ปที่ผ่านหน้าบ้านในคืนก่อนเขาหายไป

ซูเหมยกลับยิ่งกดดัน “เขาหนีไปเพราะรู้ว่าความลับถูกเปิดแล้ว เยว่ เลิกหลอกตัวเองได้แล้ว”

“เขาไม่ได้หนี” หานเยว่ตอบ

“แล้วเขาไปไหน?”

คำถามนั้นบาดลึก เพราะเธอไม่มีคำตอบ

เชียนเชียนเป็นคนพบเบาะแส เธอเอาเสื้อที่ฉินเฟิงใส่คืนเกิดเหตุไปซัก และพบว่าตะเข็บด้านในแขนเสื้อมีช่องลับ ข้างในมีบัตรความจำเล็ก ๆ กับกุญแจทองเหลืองดอกหนึ่ง บนกุญแจสลักเลข 17

ในบัตรความจำมีไฟล์เสียงหลายไฟล์ ภาพถ่ายเอกสาร และวิดีโอจากกล้องติดรถ วิดีโอหนึ่งทำให้หานเยว่แทบหยุดหายใจ มันบันทึกภาพหลัวจื่อหาวคุยกับชายคนหนึ่งริมแม่น้ำ ก่อนคืนที่เธอช่วยฉินเฟิง

“ถ่วงมันให้จม แล้วเอาแฟ้มกลับมา” หลัวจื่อหาวพูด “ถ้าฉินเฟิงยังอยู่ ทุกอย่างที่เหมืองจะพัง”

ภาพสั่นไหว ก่อนกล้องจะดับลง

หานเยว่ดูวิดีโอซ้ำจนเห็นรายละเอียดหนึ่ง: หลัวจื่อหาวสวมแหวนตราเดียวกับที่ลุงหูใส่เมื่อคุกเข่าในโกดัง สมาคมมังกรดำไม่ได้เป็นกลุ่มนักเลงไร้หัว หากเป็นเครือข่ายที่หลัวจื่อหาวใช้ข่มขู่ชาวบ้าน บังคับซื้อที่ดิน และทำให้หานกรุ๊ปยอมขายสิทธิ์เหมือง

ฉินเฟิงไม่ได้ถูกพบโดยบังเอิญ เขาถูกกำจัดเพราะกำลังตามรอยเครือข่ายนี้

หานเยว่ใช้กุญแจเลข 17 เปิดตู้เก็บของที่สถานีรถไฟเก่า ข้างในมีแฟ้มกันน้ำหนึ่งใบ สมุดบัญชี และโทรศัพท์สำรอง โทรศัพท์มีข้อความที่ฉินเฟิงส่งไว้ก่อนถูกทำร้าย แต่ไม่เคยส่งออกไปถึงใคร เพราะสัญญาณขาดหายกลางทาง

“ถ้าผมหายไป อย่าเชื่อหลัวจื่อหาว เขาไม่ได้ต้องการเหมือง เขาต้องการใช้เหมืองปิดบัญชีของคนที่ถูกบังคับย้ายออกไป”

หานเยว่านั่งอยู่บนพื้นสถานีร้าง หัวใจทั้งเจ็บทั้งโกรธ เธอจำวันที่ฉินเฟิงหยุดมือเหนือเอกสารสัญญาได้ เขาไม่ได้สงสัยลอย ๆ เขารู้ว่าแผนที่แผ่นนั้นคือแผนทำลายชีวิตคนจำนวนมาก

แต่เขาไม่ยอมเล่า เพราะกลัวเธอจะตกเป็นเป้าหมาย

ความเงียบของเขาไม่ใช่การไม่ไว้ใจเธอทั้งหมด มันคือกำแพงที่เขาสร้างจากความผิดครั้งก่อน

หานเยว่พบฉินเฟิงในคลินิกเล็ก ๆ นอกเมือง เขาอยู่ในห้องพักคนไข้ สวมเสื้อคนไข้ แขนข้างหนึ่งพันผ้าก๊อซ ใบหน้าซีดกว่าเดิม ลุงหูเฝ้าอยู่หน้าประตูและไม่กล้าสบตาเธอ

“เขาปลอดภัยแล้ว แต่ยังมีคนตามหา” ลุงหูบอก “คุณฉินไม่อยากให้คุณเข้ามาเกี่ยวข้อง”

“แล้วคุณเป็นคนตัดสินใจแทนฉันหรือ?” หานเยว่ถาม

ลุงหูนิ่งไป “ไม่ครับ”

ฉินเฟิงลืมตาเมื่อเธอเดินเข้าห้อง เขาไม่แปลกใจ เหมือนรู้ว่าเธอจะหาเขาพบในที่สุด แต่แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า

“ผมขอโทษ” เขาพูดก่อน

หานเยว่ยืนอยู่ปลายเตียง “ขอโทษเรื่องไหน? เรื่องโกหกว่าอ่านสัญญาไม่เก่ง เรื่องปิดบังว่าคุณกำลังตามคนอันตราย หรือเรื่องทิ้งใบหย่าไว้ให้ฉันเหมือนฉันเป็นของที่คุณต้องเก็บให้พ้นอันตราย?”

“ทั้งหมด”

“คุณเป็นใครกันแน่ ฉินเฟิง?”

เขาหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง “เมื่อก่อนผมเป็นหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยพิเศษของกลุ่มบริษัทที่ร่วมลงทุนหลายแห่ง ผมไม่ได้เป็นตำรวจ และไม่ใช่คนดีอย่างที่คุณคิด งานของผมคือทำให้เรื่องอันตรายจบลงก่อนมันจะลามไปถึงคนทั่วไป”

“แล้วสมาคมมังกรดำ?”

“ห้าปีก่อน ผมจับหัวหน้ารุ่นเก่าได้ แต่มีคนในระบบรับผลประโยชน์จากพวกเขา หลักฐานหลายส่วนหายไป ผมช่วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งออกจากโกดังได้ไม่ทัน เธอเสียชีวิตระหว่างทางไปโรงพยาบาล”

น้ำเสียงของเขาไม่ดัง แต่คำสุดท้ายแตกหัก “ผมจับคนผิดได้บางส่วน แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองชนะ หลังจากนั้นผมลาออก เปลี่ยนชื่อ และพยายามใช้ชีวิตที่ไม่มีใครต้องเจ็บเพราะผม”

หานเยว่มองมือของเขา มือที่ห่อเกี๊ยว ซ่อมก๊อกน้ำ และแกะเชือกให้น้องสาวเธอเมื่อคืนก่อน

“คุณไม่ได้หนีจากอดีตอย่างเดียว” เธอพูด “คุณกำลังลงโทษตัวเอง”

ฉินเฟิงไม่ตอบ

“แต่คุณไม่มีสิทธิ์เอาฉันไปขังไว้ในความกลัวของคุณ” หานเยว่พูดต่อ “คุณบอกว่าฉันไม่ต้องรอให้คุณกลับมา ฉันไม่ยอมรับ คุณอยากปกป้องฉันก็ได้ แต่ต้องปกป้องด้วยความจริง ไม่ใช่การหายตัวไป”

ฉินเฟิงมองเธอ ดวงตาแดงขึ้นอย่างที่เธอไม่เคยเห็น “ผมกลัวคุณจะเสียใจที่เลือกผม”

“ฉันเสียใจที่คุณไม่ยอมให้ฉันเลือกทั้งที่รู้ความจริงมากกว่า”

เธอวางแฟ้มหลักฐานลงบนเตียง “ตอนนี้เราเลือกได้แล้วว่าจะปล่อยให้หลัวจื่อหาวทำต่อ หรือหยุดเขาไปด้วยกัน”

ฉินเฟิงอ่านเอกสารในแฟ้มแล้วสีหน้าเปลี่ยน เขารู้ว่าหลัวจื่อหาวจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นของหานกรุ๊ปในอีกสองวัน เพื่อบีบให้บริษัทขายสิทธิ์เหมืองผ่านมติฉุกเฉิน หากสำเร็จ เอกสารหลายชุดจะถูกย้ายออกนอกประเทศ และชาวบ้านจะไม่มีทางพิสูจน์การบังคับซื้อที่ดินได้ทัน

“หลักฐานนี้ยังไม่พอ” เขาบอก “วิดีโอแสดงว่าเขาสั่งฆ่าผม แต่เราต้องเชื่อมเงินกับแผนที่ดิน และต้องรู้ว่าใครในบริษัทช่วยเขา”

“ฉันรู้ว่าจะเริ่มตรงไหน” หานเยว่ตอบ

เธอกลับเข้าบริษัทในฐานะผู้จัดการใหญ่ตามปกติ ไม่บอกแม่ ไม่บอกแม้แต่เชียนเชียนว่าแผนคืออะไร เธอขอให้ฝ่ายการเงินส่งรายงานค่าขนส่งของเหมืองย้อนหลัง และพบว่ามีการจ่ายเงินให้บริษัทขนหินแห่งหนึ่งซ้ำหลายครั้ง ทั้งที่บริษัทนั้นไม่มีรถบรรทุกจริง ที่อยู่จดทะเบียนคือโกดังเดียวกับที่เชียนเชียนถูกจับตัวไป

คนที่อนุมัติรายการเหล่านั้นคือหวังอู่ รองกรรมการผู้จัดการ ซึ่งเป็นคนที่ซูเหมยไว้วางใจที่สุด เขาอยู่กับบริษัทมาตั้งแต่สามีของซูเหมยยังมีชีวิต และมักเรียกฉินเฟิงว่า “ไอ้พ่อบ้าน” ต่อหน้าทุกคน

หานเยว่ไม่เผชิญหน้าเขาทันที เธอส่งสำเนาบัญชีให้ทนายภายนอก ส่งไฟล์ต้นฉบับหลายชุดเก็บไว้ในระบบคลาวด์ และนัดตัวแทนชาวบ้านที่ถูกบังคับขายที่ดินมาให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ

ระหว่างนั้น หลัวจื่อหาวโทรหาเธอ

“ผมได้ยินว่าคุณไปเจอสามีแล้ว” น้ำเสียงเขายังสุภาพ “คนอย่างฉินเฟิงทำให้ผู้หญิงมีปัญหาเสมอ ผมไม่อยากให้คุณต้องเจ็บตัว”

“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันเจอเขา?”

ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย ก่อนเขาจะหัวเราะ “เมืองนี้ข่าวไว คุณมาประชุมวันศุกร์นะ อย่าทำให้ผมลำบากใจ”

“ถ้าฉันไม่ไปล่ะ?”

“แม่คุณยังไม่รู้ใช่ไหม ว่าหนี้เก่าของหานกรุ๊ปมีเงื่อนไขค้ำประกันบ้านของครอบครัวด้วย”

หานเยว่กำโทรศัพท์แน่น “คุณขู่ฉัน?”

“ผมกำลังเสนอทางออก คุณแต่งงานกับผม เซ็นสัญญา แล้วทุกคนจะปลอดภัย คุณควรคิดถึงแม่กับน้องมากกว่าผู้ชายที่เอาอดีตดำมาวางบนโต๊ะอาหารบ้านคุณ”

หานเยว่ตัดสายโดยไม่ตอบ

คืนนั้นเธอบอกความจริงกับซูเหมยทั้งหมด แม่ฟังเงียบ ๆ ตั้งแต่คลิปวิดีโอจนถึงบัญชีเงิน ซูเหมยปฏิเสธในตอนแรกว่าเป็นไปไม่ได้ หวังอู่ช่วยครอบครัวมาตลอด เขาอยู่ข้างเธอหลังสามีเสียชีวิต เขาเป็นคนสนับสนุนให้หานเยว่ทำงานบริหาร

“ใช่” หานเยว่ตอบ “เพราะเขาอยู่ใกล้เรา เขาถึงทำได้”

ซูเหมยนั่งลงช้า ๆ ใบหน้าราวกับแก่ลงหลายปี “แล้วพ่อของพวกแก…”

ในแฟ้มมีรายงานอุบัติเหตุรถของบิดาหานเยว่เมื่อแปดปีก่อน เขาเสียชีวิตจากรถตกเขา ทุกคนเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่มีการโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทลับของหวังอู่ในคืนก่อนเกิดเหตุ รายงานไม่พิสูจน์ว่าเขาฆ่าพ่อของเธอ แต่ชี้ชัดว่าเขาได้รับผลประโยชน์จากการที่สิทธิ์เหมืองตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตนหลังจากนั้น

ซูเหมยร้องไห้เงียบ ๆ แล้วพูดว่า “ฉันเอาแต่กลัวว่าครอบครัวจะไม่มีคนคอยพยุง จนไม่เคยมองว่าคนที่พยุงเราอยู่ เขากำลังพาเราไปไหน”

เธอมองหานเยว่ “แม่ทำผิดกับฉินเฟิงมากใช่ไหม?”

หานเยว่ไม่รีบตอบ “แม่ยังแก้ได้ ถ้าแม่เลือกอยู่ข้างความจริงในวันศุกร์”

วันประชุมผู้ถือหุ้น ห้องประชุมใหญ่เต็มไปด้วยกรรมการ นักลงทุน และเจ้าหน้าที่บริษัท หลัวจื่อหาวนั่งหัวโต๊ะในสูทเรียบร้อย หวังอู่นั่งข้างเขา สีหน้าเหมือนมั่นใจว่าหานเยว่ไม่มีทางต้านได้

ฉินเฟิงไม่ได้เข้ามาในห้อง เขาอยู่กับทนายและเจ้าหน้าที่สอบสวนที่ได้รับหลักฐานล่วงหน้าในห้องข้างเคียง เขาบอกหานเยว่าวันนั้นว่า “ไม่ว่าคุณตัดสินใจอะไร ผมจะไม่ตัดสินใจแทนคุณอีก”

หานเยว่จึงเดินเข้าห้องเพียงลำพัง

หลัวจื่อหาวยื่นเอกสารให้ “เซ็นเถอะ คุณหาน นี่คือทางเดียวที่ช่วยบริษัทได้”

หานเยว่เปิดเอกสาร มองหน้าที่เว้นช่องลายเซ็นไว้ ก่อนปิดมันลง

“ฉันมีข้อเสนอใหม่” เธอพูด “หานกรุ๊ปจะระงับการโอนสิทธิ์เหมือง และเปิดการตรวจสอบบัญชีทุกโครงการที่เกี่ยวข้องกับหลัวกรุ๊ป”

หวังอู่ลุกขึ้นทันที “คุณไม่มีอำนาจทำแบบนั้น คนส่วนใหญ่เห็นชอบแล้ว”

“คนส่วนใหญ่เห็นชอบจากข้อมูลที่คุณปลอม” หานเยว่กดรีโมต ภาพบนจอปรากฏรายการโอนเงิน เส้นทางรถบรรทุก และภาพจากกล้องริมแม่น้ำ

หลัวจื่อหาวยังรักษารอยยิ้มไว้ “วิดีโอจากคนตายไปแล้วพิสูจน์อะไรไม่ได้ ภาพตัดต่อทำได้ทุกวันนี้”

“คุณพูดถูก” หานเยว่ตอบ “เพราะฉะนั้นฉันไม่ได้เอาแค่วิดีโอมา”

ประตูห้องเปิดออก ตัวแทนชาวบ้านสามคนเดินเข้ามาพร้อมทนาย ตามด้วยเจ้าหน้าที่ที่ถือเอกสารคำให้การของลุงหู บัญชีบริษัทขนส่งปลอมตรงกับการเบิกเงินของหานกรุ๊ปทุกหน้า และข้อความในโทรศัพท์ของหวังอู่เชื่อมโยงการส่งคนไปข่มขู่เจ้าของที่ดินกับคำสั่งจากหลัวจื่อหาว

หวังอู่หน้าซีด เขาหันไปมองหลัวจื่อหาว แต่ชายหนุ่มเพียงขยับเก้าอี้ออกห่าง ราวกับไม่เคยรู้จักกัน

“คุณจะโยนทุกอย่างให้ผมคนเดียว?” หวังอู่ถามเสียงสั่น

หลัวจื่อหาวตอบเย็นชา “คุณเป็นคนอนุมัติบัญชีเอง”

“แต่คุณสัญญาว่าจะพาผมออกไปด้วย!”

คำพูดนั้นทำให้คนในห้องเงียบลง หลัวจื่อหาวรู้ตัวว่าพลาด เขาลุกขึ้นจะออกจากห้อง แต่เจ้าหน้าที่ที่รออยู่ด้านนอกเข้ามาขอให้เขาอยู่เพื่อให้ข้อมูลตามขั้นตอน

ไม่มีใครถูกตัดสินในห้องประชุมวันนั้น ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีใครล้มลงเหมือนในละคร สิ่งที่เกิดขึ้นคือการอายัดเอกสาร การสอบบัญชี การเรียกพยาน และการทำงานที่ยาวนานหลายเดือน

หลัวจื่อหาวถูกถอนจากตำแหน่งในบริษัทของตนระหว่างการสอบสวน ข้อตกลงร่วมทุนถูกยกเลิกเพราะมีหลักฐานการปกปิดข้อมูลและการบังคับขู่เข็ญ หวังอู่ยอมให้การในภายหลังเพื่อแลกกับการลดความรับผิดของตน แต่คำให้การของเขาไม่ได้ล้างสิ่งที่ทำลงไป

สมาคมมังกรดำถูกตรวจค้นหลายจุด ลุงหูรับผิดในส่วนที่ตนรู้และยอมชดใช้ให้ผู้เสียหาย เขาไม่ได้ขอให้ฉินเฟิงให้อภัยอีก เขาเพียงส่งข้อความมาครั้งหนึ่งว่า “ผมจะไม่ใช้คำว่าเปลี่ยนตัวเอง จนกว่าจะทำมันได้นานพอให้คนอื่นเห็น”

หานกรุ๊ปสูญเสียเงินและต้องขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อรักษาธุรกิจ แต่บริษัทยังอยู่ เพราะหานเยว่ตัดสินใจยุติโครงการที่เอาเปรียบชาวบ้าน และหันไปลงทุนในการฟื้นฟูเหมืองเก่าอย่างโปร่งใส มันไม่ใช่ชัยชนะที่ทำให้ทุกคนร่ำรวยขึ้นในวันเดียว แต่ทำให้ไม่มีใครต้องเซ็นชื่อแลกบ้านของตัวเองกับความกลัวอีก

ส่วนซูเหมย ใช้เวลานานกว่าจะพูดกับฉินเฟิงได้ตามปกติ วันหนึ่งเธอเดินเข้าไปในครัว เห็นเขากำลังห่อเกี๊ยวเหมือนเดิม รอยแผลที่แขนยังจางไม่หมด

เธอยืนอยู่ตรงประตูครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “ไส้แห้งไปนิด”

ฉินเฟิงเงยหน้าขึ้นอย่างระวัง “ครับ เดี๋ยวผมเติมน้ำซุป”

“ไม่ต้อง” ซูเหมยวางชามผักที่ล้างแล้วลงข้างเขา “ฉันจะช่วยหั่นต้นหอม”

ฉินเฟิงนิ่งไป

ซูเหมยไม่มองหน้าเขา “เรื่องที่ฉันพูดกับนาย…มันไม่ได้หายไปเพราะนายช่วยเชียนเชียน ฉันพูดทำร้ายคนที่คอยดูแลบ้านนี้ และฉันทำเพราะฉันกลัวในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้”

“ผมก็ผิดที่ไม่ยอมพูดความจริงครับ”

“อย่ารีบรับผิดแทนฉัน” เธอพูดเสียงแข็ง แต่แววตาอ่อนลง “ฉันยังไม่ชินกับการมีลูกเขยแบบนายหรอก แต่ถ้านายยังอยากอยู่บ้านนี้…ก็อย่าหายไปโดยทิ้งกระดาษไว้บนโต๊ะอีก”

ฉินเฟิงก้มศีรษะ “ครับ แม่”

ครั้งนี้ซูเหมยไม่ได้ห้ามเขาเรียก

หานเยว่กับฉินเฟิงไม่จัดงานแต่งใหม่ ไม่ได้ซื้อแหวนราคาแพง และไม่ได้พยายามทำเหมือนความลับทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น พวกเขาไปพบที่ปรึกษาคู่รักตามคำแนะนำของเชียนเชียน หานเยว่เรียนรู้ที่จะถามเมื่อรู้สึกสงสัย แทนที่จะเก็บทุกอย่างไว้เพราะกลัวคำตอบ ส่วนฉินเฟิงเริ่มบอกเธอแม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ เช่นวันที่อาการบาดเจ็บปวดมาก หรือวันที่เขาฝันร้าย

หลายเดือนหลังจากคดีเริ่มเข้าสู่กระบวนการ หานเยว่กลับไปที่ริมแม่น้ำสายเดิมพร้อมฉินเฟิง เธอสวมรองเท้าบูตกันลื่นแทนรองเท้าส้นสูง และไม่ได้แต่งตัวเพื่อไปดูตัวกับใครอีกแล้ว

จุดที่เธอลากเขาขึ้นจากน้ำยังมีต้นกอหญ้าเดิม แต่กระแสน้ำสงบกว่าในวันนั้น ฉินเฟิงยืนข้างเธอ มือมีรอยแผลเป็นบาง ๆ พาดอยู่ตรงข้อนิ้ว

“วันนั้นคุณน่าจะปล่อยผมไป” เขาพูด

หานเยว่หันไปมอง “ฉันบอกแล้วใช่ไหม ว่าฉันไม่ชอบให้คุณตัดสินใจแทนฉัน”

เขายิ้มเป็นครั้งแรกในหลายวัน “ครับ”

เธอหยิบแหวนเงินวงเล็กจากกระเป๋า แหวนที่เธอถอดเก็บไว้ตอนออกตามหาเขา แล้วสวมกลับลงบนนิ้วของตัวเอง

“คราวนี้ ถ้าคุณกลัวอะไร บอกฉันก่อน”

ฉินเฟิงจับมือเธอไว้ ไม่ได้สัญญาว่าชีวิตจะไม่มีอันตรายอีก แต่กำมือเธอแน่นพอให้เธอรู้ว่า ต่อจากนี้ ไม่มีใครต้องถูกทิ้งไว้ริมฝั่งเพียงลำพังอีกแล้ว

Leave a Comment