อีกาที่เธอช่วยไว้ทิ้งคำเตือนประหลาดไว้ และเช้าวันต่อมา ลูกในอ้อมแขนกลับไม่เหมือนเดิม

จันทร์ฉายนั่งอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลเอกชนที่เงียบสงบเกินไป เธอเพิ่งคลอดลูกชายได้ไม่กี่ชั่วโมง ร่างกายยังอ่อนล้า เต้านมคัดตึงจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง เสียงเครื่องปรับอากาศดังเบา ๆ กลบเสียงฝนที่เริ่มตกกระทบกระจกหน้าต่าง

เธอก้มมองทารกที่นอนหลับอยู่ในอ้อมแขน ใบหน้าแดงก่ำเล็กน้อย ริมฝีปากขยับเหมือนกำลังฝันถึงนมอุ่น ๆ ความรักที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนท่วมท้นขึ้นมาจนน้ำตาเอ่อ เธออดไม่ได้ที่จะจูบหน้าผากเล็ก ๆ นั้น

แต่สิ่งที่เธอไม่รู้คือ ตั้งแต่คืนแรกที่เธอเข้ามาในโรงพยาบาลนี้ มีสายตาหลายคู่กำลังเฝ้าดูเธออยู่

เย็นวันนั้น หลังจากสามีของเธอต้องกลับไปทำงานต่างจังหวัดกะทันหันเพราะเจ้านายโทรมาตาม จันทร์ฉายก็ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังกับลูกชายแรกเกิด แม่สามีแวะมาเยี่ยมแต่ก็กลับไปก่อนค่ำเพราะต้องดูแลบ้านหลังใหญ่ที่อยู่คนละจังหวัด

เธอรู้สึกโดดเดี่ยวแต่ก็โล่งใจที่ได้อยู่กับลูกตามลำพัง

กลางดึก ขณะที่เธอฝืนลุกขึ้นเพื่อเข้าห้องน้ำ เธอได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากระเบียงห้องพักชั้นสาม มันเป็นเสียงกระพือปีกเบา ๆ และเสียงร้องครางแผ่วเบา

เธอเดินไปเปิดม่านออกช้า ๆ และพบอีกาตัวหนึ่งนอนตะแคงอยู่บนพื้นระเบียง ขนสีดำเป็นมันเปียกฝน มันหายใจแรงและตัวสั่น ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองเธอเหมือนกำลังร้องขอความช่วยเหลือ

จันทร์ฉายไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงไม่รู้สึกกลัว เธอค่อย ๆ เปิดประตูออกไป อีกาพยายามขยับปีกแต่ก็ล้มลงอีกครั้ง เธอเห็นบาดแผลลึกที่ข้างลำตัวของมัน เลือดซึมออกมาเปื้อนขน

เธอกลับเข้ามาหยิบผ้าขนหนูสะอาดในห้องน้ำ แล้วค่อย ๆ ห่อตัวมันไว้ อีกาไม่ขัดขืน มันจ้องมองเธอด้วยดวงตาที่ดูเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง

จันทร์ฉายไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ แต่ในวินาทีนั้น เธอนึกถึงน้ำนมที่คัดตึงจนเจ็บ เธอเคยได้ยินคนโบราณเล่าว่าน้ำนมแม่มีพลังบางอย่าง เธอไม่เชื่อเรื่องแบบนั้น แต่บางที…

เธอถลกเสื้อขึ้นเล็กน้อยแล้วบีบน้ำนมใส่ฝ่ามือของตัวเองอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ค่อย ๆ ป้ายมันลงบนบาดแผลของอีกา

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าทำให้เธอชะงัก

บาดแผลที่เห็นอยู่ตรงหน้าเริ่มสมานกันอย่างรวดเร็ว ขนที่เคยเปียกชื้นเริ่มแห้งและกลับมาเงางาม ดวงตาของอีกาสว่างขึ้น มันขยับปีกและยืนขึ้นได้อย่างมั่นคงภายในไม่กี่วินาที

จันทร์ฉายถอยหลังหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ แต่อีกากลับไม่บินหนี มันก้มหัวลงเล็กน้อยเหมือนกำลังคำนับ แล้วจึงบินหายไปในความมืด

เธอยืนนิ่งอยู่นาน หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง

เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริงหรือแค่ภาพหลอนจากความเหนื่อยล้า

คืนนั้นเธอนอนไม่หลับ เธอกอดลูกชายไว้แน่น มองใบหน้าเล็ก ๆ ของเขาภายใต้แสงไฟสลัว จนกระทั่งเสียงเคาะที่ประตูห้องดังขึ้นเบา ๆ สามครั้ง

จันทร์ฉายสะดุ้ง เธอมองไปที่นาฬิกา ตีสองครึ่ง

เธอไม่กล้าเปิดประตู แต่เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ฟังดูเหมือนเสียงผู้หญิงวัยกลางคน

“อย่าหลับนะ… อย่านอน…”

จันทร์ฉายตัวแข็งทื่อ เธอกอดลูกแน่นขึ้นและไม่ตอบเสียงนั้น

เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม

“พรุ่งนี้… ไม่ว่ายังไงก็ตาม… ห้ามให้ลูกชายออกจากสายตา…”

จันทร์ฉายลุกขึ้นนั่ง ใจเต้นรัว

“ไม่งั้น… เธอจะเสียลูกชายไปตลอดกาล…”

เสียงนั้นจางหายไปเหมือนสายลม

จันทร์ฉายไม่กล้าขยับตัว เธอนั่งกอดลูกชายทั้งคืน มองไปรอบห้องอย่างหวาดระแวง

เธอไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากใคร แต่มันไม่ใช่เสียงของพยาบาลหรือหมอที่เธอเคยได้ยิน

เช้าวันรุ่งขึ้น จันทร์ฉายยังคงนั่งอยู่บนเตียง ตาแดงก่ำจากการอดนอน เธอไม่ยอมปล่อยให้ลูกชายคลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว

พยาบาลเข้ามาเช็กอาการและถามเธอด้วยสีหน้ากังวลว่าเธอพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ จันทร์ฉายตอบสั้น ๆ ว่าเธอไม่เป็นไร แต่ในใจเธอกำลังทบทวนคำเตือนเมื่อคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เธอไม่รู้ว่ามันเป็นความฝันหรือเสียงจริง

แต่เธอไม่กล้าเสี่ยง

ช่วงสายวันเดียวกัน สาวิตรี เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแวะมาเยี่ยม เธอถือกระติกน้ำซุปใบใหญ่มาด้วย ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร

“ฉาย เป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม” สาวิตรีถามพลางวางกระติกลงบนโต๊ะข้างเตียง

“นิดหน่อย” จันทร์ฉายตอบสั้น ๆ เธอยังคงกอดลูกชายไว้แน่น

สาวิตรีชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อน แต่ก็ยังยิ้มต่อไป

“ฉันเอาซุปมาให้ นี่สูตรพิเศษจากแม่ฉันนะ ใช้เวลาต้มตั้งสามชั่วโมง บำรุงเลือด บำรุงน้ำนม”

จันทร์ฉายมองกระติกน้ำซุปนิ่ง ๆ

“ขอบใจ แต่ฉันไม่หิว”

สาวิตรีถอนหายใจเบา ๆ “ฉาย ฉันอุตส่าห์ตั้งใจทำให้เธอนะ ลองชิมสักหน่อยเถอะ”

จันทร์ฉายส่ายหน้า “เธอเก็บไว้กินเองเถอะ”

สาวิตรีนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วน้ำเสียงก็อ่อนลง “ฉาย เธอเป็นอะไรไป ฉันเป็นห่วงเธอนะ”

จันทร์ฉายไม่ตอบ เธอเพียงแค่มองหน้าสาวิตรีนิ่ง ๆ

ในใจเธอเต็มไปด้วยความระแวง

สาวิตรียังไม่ยอมแพ้ เธอเปิดกระติกน้ำซุป เทน้ำซุปสีขุ่นใส่ถ้วยแล้วยื่นมาให้

“ลองชิมดูนะ แค่คำเดียวก็ได้”

จันทร์ฉายมองถ้วยน้ำซุปตรงหน้า กลิ่นสมุนไพรลอยมาแตะจมูก

เธอนึกถึงคำเตือนเมื่อคืน

“ฉันบอกว่าไม่หิว”

สาวิตรีเม้มปาก “ฉาย ฉันเข้าใจว่าเธอเพิ่งคลอด ฮอร์โมนคงแปรปรวน แต่เธอไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้กับฉัน”

จันทร์ฉายเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทตรง ๆ

“แล้วฉันทำอะไร”

“เธอไม่ยอมให้ใครแตะต้องลูก ไม่ยอมให้ใครช่วย ไม่ยอมกินอะไรที่คนอื่นเอามาให้ เหมือนกับว่าเธอไม่ไว้ใจใครเลย”

จันทร์ฉายไม่ตอบ

“ฉันเป็นห่วงเธอนะ ฉาย” สาวิตรีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฉันกลัวว่าเธอจะเครียดเกินไป”

“ฉันแค่ต้องการอยู่กับลูกของฉัน” จันทร์ฉายตอบเสียงเรียบ

“ฉันเข้าใจ” สาวิตรีวางถ้วยน้ำซุปลงบนโต๊ะ “แต่บางทีเธออาจจะ…”

เธอหยุดพูดกลางคัน

จันทร์ฉายมองเห็นแววตาบางอย่างของสาวิตรีเปลี่ยนไปชั่วขณะ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดไปเองหรือไม่

สาวิตรีอยู่ต่ออีกเกือบชั่วโมง พยายามชวนคุยเรื่องต่าง ๆ แต่จันทร์ฉายตอบเพียงสั้น ๆ และไม่ยอมละสายตาจากลูกชาย

ในที่สุดสาวิตรีก็ลุกขึ้นเตรียมกลับ

“ถ้าเธออยากได้อะไร โทรหาฉันได้ตลอดนะ”

จันทร์ฉายพยักหน้าเล็กน้อย

สาวิตรีเดินไปถึงประตู แล้วหยุดหันมามอง

“ฉาย… เธอแน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร”

จันทร์ฉายมองสบตาเพื่อนสนิท

“ฉันแค่ต้องดูแลลูกของฉัน”

สาวิตรียิ้มบาง ๆ แล้วเดินออกไป

แต่จันทร์ฉายกลับรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกบางอย่างในรอยยิ้มนั้น

คืนนั้น จันทร์ฉายยังคงไม่ยอมนอน เธอจ้างพยาบาลพิเศษให้เฝ้าหน้าห้อง แต่ก็ยังไม่ไว้ใจ เธอใช้ผ้าพันข้อมือตัวเองเข้ากับข้อมือลูกชายด้วยสายรัดอ่อน ๆ ที่สั่งซื้อผ่านโทรศัพท์จากร้านขายอุปกรณ์แม่และเด็ก

เธอรู้ว่ามันฟังดูบ้า แต่เธอไม่สนใจ

จนกระทั่งเวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่ง เสียงประกาศจากเครื่องขยายเสียงในโรงพยาบาลก็ดังขึ้น

“ขอความร่วมมือผู้ป่วยและญาติทุกท่าน กรุณาเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว เนื่องจากเกิดเหตุน้ำรั่วซึมบริเวณห้องพักฟื้นชั้นสาม…”

จันทร์ฉายสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เธอกอดลูกชายแน่นขึ้น

ไม่กี่นาทีต่อมา พยาบาลสองคนก็เปิดประตูเข้ามา

“คุณจันทร์ฉายคะ ต้องขอโทษจริง ๆ นะคะ ความชื้นในห้องสูงเกินมาตรฐาน ทารกไม่สามารถอยู่ในห้องที่มีความชื้นแบบนี้ได้ จำเป็นต้องย้ายทารกไปยังห้องดูแลทารกชั่วคราวก่อนค่ะ”

จันทร์ฉายส่ายหน้าทันที “ไม่ ลูกของฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น”

“แต่คุณคะ…”

“ฉันบอกว่าไม่ไป”

พยาบาลอีกคนก้าวเข้ามาใกล้ “คุณคะ เราเข้าใจว่าคุณเป็นห่วงลูก แต่ความปลอดภัยของทารกสำคัญที่สุดนะคะ”

จันทร์ฉายมองหน้าพยาบาลทั้งสองคนสลับกัน

“ฉันจะไปกับลูกเอง”

“ไม่ได้ค่ะ ห้องดูแลทารกเป็นพื้นที่ปลอดเชื้อ ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไป”

จันทร์ฉายรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง

“แล้วทำไมต้องย้ายเด็กทุกคนด้วย ในเมื่อน้ำรั่วแค่ห้องฉัน”

พยาบาลทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อย

“ระบบความชื้นของทั้งชั้นมีปัญหา ต้องย้ายทารกทุกคนที่อยู่ในชั้นนี้ค่ะ”

จันทร์ฉายยังคงส่ายหน้า

“ฉันไม่ยอม”

การโต้เถียงดำเนินไปหลายนาที จนกระทั่งหัวหน้าพยาบาลเดินเข้ามา

“คุณจันทร์ฉายคะ เราเข้าใจความกังวลของคุณ แต่โรงพยาบาลมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ต้องปฏิบัติตาม หากคุณไม่ยินยอม เราอาจต้องขอให้คุณเซ็นเอกสารรับผิดชอบเอง”

จันทร์ฉายมองหน้าหัวหน้าพยาบาลนิ่ง ๆ

“ฉันจะรับผิดชอบเอง”

หัวหน้าพยาบาลถอนหายใจ “ได้ค่ะ แต่ขอให้คุณเข้าใจว่าทารกแรกเกิดมีความเสี่ยงสูง หากเกิดอะไรขึ้นทางโรงพยาบาลจะไม่รับผิดชอบ”

จันทร์ฉายพยักหน้า

แต่เพียงไม่ถึงสิบนาทีต่อมา ไฟในห้องก็ดับลงกะทันหัน

จันทร์ฉายตกใจสุดขีด เธอคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไฟฉาย แต่ก่อนที่เธอจะได้ตั้งตัว พยาบาลสองคนเดิมก็กลับเข้ามาในห้องพร้อมไฟฉาย

“คุณคะ ระบบไฟสำรองมีปัญหา ทารกต้องย้ายไปยังห้องปลอดภัยทันทีค่ะ”

จันทร์ฉายรู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุม

เธอไม่มีทางเลือก

เธอเดินตามพยาบาลไปที่ห้องดูแลทารกชั่วคราว หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด เธอมองเห็นเตียงทารกหลายเตียงเรียงรายอยู่ภายในห้องกระจกใส มีทารกหลายคนนอนหลับอยู่

“ขอให้คุณรออยู่ด้านนอกนะคะ” พยาบาลเอ่ย

จันทร์ฉายส่ายหน้า “ฉันจะไม่ยอมให้ลูกคลาดสายตา”

“คุณคะ…”

“ฉันจะยืนอยู่ตรงนี้”

พยาบาลทั้งสองมองหน้ากันอีกครั้ง แล้วปล่อยให้เธอยืนอยู่หน้ากระจกใส

จันทร์ฉายมองเห็นลูกชายของเธอถูกวางลงบนเตียงทารกหมายเลขเจ็ด เธอจำผ้าห่อตัวสีฟ้าอ่อนได้ชัดเจน

เธอไม่ยอมกระพริบตา

แต่แล้ว…

ไฟฉุกเฉินก็ดับลงอีกครั้ง

ความมืดปกคลุมห้องทั้งหมดเพียงไม่กี่วินาที แต่สำหรับจันทร์ฉาย มันยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์

เมื่อไฟกลับมาสว่างอีกครั้ง เธอก็เห็นว่าลูกชายของเธอยังคงนอนอยู่ที่เตียงหมายเลขเจ็ด

แต่…

บางอย่างมันไม่เหมือนเดิม

เธอวิ่งเข้าไปในห้องทันทีโดยไม่สนใจคำห้ามของพยาบาล

เธออุ้มทารกขึ้นมาอย่างรวดเร็วและตรวจดูทั่วร่าง

ใบหน้า… คล้ายกัน

แต่เท้าขวา…

ไม่มีปานรูปพระจันทร์เสี้ยวเล็ก ๆ ที่เธอจำได้แม่นยำ

หัวใจของจันทร์ฉายหล่นวูบ

“นี่ไม่ใช่ลูกของฉัน”

พยาบาลหลายคนรุมเข้ามาล้อมเธอ

“คุณคะ คุณใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ”

จันทร์ฉายเงยหน้าขึ้นมองพวกเธอด้วยดวงตาที่แดงก่ำ

“นี่ไม่ใช่ลูกของฉัน”

หัวหน้าพยาบาลพยายามปลอบ “คุณจันทร์ฉายคะ ตอนนี้คุณอยู่ในภาวะเครียดจัด คุณอาจจะสับสน…”

“ฉันไม่ได้สับสน” จันทร์ฉายพูดเสียงเข้ม “ลูกของฉันมีปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่เท้าขวา แต่เด็กคนนี้ไม่มี”

หัวหน้าพยาบาลมองหน้าจันทร์ฉายนิ่ง ๆ

“คุณคะ ปานของทารกแรกเกิดบางครั้งอาจจางหายไปได้…”

“ไม่ใช่แบบนี้” จันทร์ฉายส่ายหน้า “ฉันจำได้ดี”

“คุณคะ…”

“เอาลูกของฉันคืนมา”

ความวุ่นวายดำเนินต่อไปอีกนาน จนกระทั่งสาวิตรีโผล่เข้ามาที่ห้องพร้อมกับสามีของเธอ

“ฉาย เกิดอะไรขึ้น” สาวิตรีถามด้วยสีหน้าตกใจ

จันทร์ฉายหันไปมองเพื่อนสนิท ดวงตาเต็มไปด้วยความระแวง

“ลูกของฉันถูกเปลี่ยน”

สาวิตรีชะงัก “อะไรนะ”

“เด็กที่ฉันอุ้มอยู่ไม่ใช่ลูกของฉัน”

สาวิตรีมองหน้าจันทร์ฉายสลับกับสามีของเธอ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ฉาย เธออาจจะพักผ่อนน้อยเกินไป…”

“ฉันไม่บ้า” จันทร์ฉายพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น

สาวิตรีถอนหายใจ “ฉาย ฉันเข้าใจว่าเธอเครียด แต่เธอต้องใจเย็น ๆ นะ”

“ฉันใจเย็นมาก”

สาวิตรีมองหน้าจันทร์ฉายนิ่ง ๆ แล้วหันไปกระซิบกับสามีของเธอ

จันทร์ฉายเห็นแววตาของทั้งสองแลกเปลี่ยนกันอย่างมีความหมาย

เช้าวันรุ่งขึ้น จันทร์ฉายตัดสินใจโทรหาสามีทันที

“ธีร์ กลับมาเดี๋ยวนี้”

เสียงของธีร์จากปลายสายฟังดูง่วงงุน “เกิดอะไรขึ้น”

“ลูกของเราถูกเปลี่ยน”

ธีร์เงียบไปครู่หนึ่ง “ฉาย เธอแน่ใจเหรอ”

“ฉันแน่ใจ”

ธีร์ถอนหายใจ “ฉาย ฉันจะรีบกลับ แต่เธอต้องใจเย็น ๆ นะ”

จันทร์ฉายวางสายโดยไม่ตอบอะไร

เธอรู้ว่าธีร์ไม่เชื่อเธอ

แต่เธอไม่สนใจ

สองชั่วโมงต่อมา ธีร์ก็มาถึงโรงพยาบาล เขาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับสาวิตรีและสามีของเธอ

“ฉาย ใจเย็น ๆ ก่อน” ธีร์พูดพลางก้าวเข้ามาใกล้

จันทร์ฉายเงยหน้าขึ้นมองสามี

“ฉันใจเย็นมาก”

ธีร์มองเด็กในอ้อมแขนของจันทร์ฉาย แล้วหันไปมองเด็กที่สามีของสาวิตรีอุ้มอยู่

“ฉาย ลูกเราอยู่กับเธอแล้ว”

“ไม่ใช่” จันทร์ฉายส่ายหน้า “เด็กที่ฉันอุ้มอยู่ไม่ใช่ลูกของเรา”

ธีร์ถอนหายใจยาว “ฉาย…”

“ลูกของเรามีปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่เท้าขวา” จันทร์ฉายพูดเสียงเข้ม “แต่เด็กคนนี้ไม่มี”

ธีร์เงียบไปครู่หนึ่ง

“ฉาย ปานอาจจะจางลงก็ได้”

“ไม่จาง”

ธีร์มองหน้าภรรยานิ่ง ๆ

“แล้วเธอจะให้ฉันเชื่ออะไร”

“ให้ฉันดูเท้าของเด็กที่สามีของสาวิตรีอุ้มอยู่”

สาวิตรีชะงัก “ฉาย เธอจะทำอะไร”

“ให้ฉันดูเท้าของเด็กคนนั้น”

“ทำไมต้องให้เธอดู” สาวิตรีถามเสียงเย็น

“เพราะเด็กที่เขาอุ้มอยู่คือลูกของฉัน”

ความเงียบปกคลุมห้องทั้งห้อง

สาวิตรีมองหน้าจันทร์ฉายด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป

“ฉาย เธอสับสนหรือเปล่า”

“ฉันไม่สับสน”

สาวิตรีหันไปมองแม่สามีของเธอที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้อง

“แม่คะ ฉายใส่ร้ายฉัน”

แม่สามีของสาวิตรีมองหน้าจันทร์ฉายด้วยแววตาเย็นชา

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน”

จันทร์ฉายไม่ตอบ

“ตั้งแต่ฉายคลอด เธอก็คอยระแวงฉันตลอด ไม่ให้ฉันแตะต้องลูกของเธอ” สาวิตรีพูดต่อ “ตอนนี้เธอก็ฉวยโอกาสช่วงความวุ่นวาย จะมาชิงลูกของฉัน”

“ฉันไม่ได้จะชิงลูกใคร” จันทร์ฉายพูดเสียงเรียบ “ฉันแค่ต้องการลูกของฉันคืน”

สาวิตรีหัวเราะเสียงเย็น “ฉันรู้ว่าครอบครัวเธอมีเงิน แต่เธอก็ไม่ควรอิจฉาที่ฉันมีลูกชายแข็งแรง แล้วมาบอกว่าลูกของฉันเป็นลูกของเธอ”

จันทร์ฉายรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า

เธอมองหน้าสาวิตรีนิ่ง ๆ

“ฉันไม่ได้อิจฉาใคร”

“งั้นเธอก็เป็นบ้า” สาวิตรีพูดเสียงเข้ม

แม่สามีของสาวิตรีก้าวเข้ามาใกล้

“ฉันบอกแล้วว่าผู้หญิงคนนี้มีปัญหาตั้งแต่แรก กลางคืนกอดลูกไม่ปล่อย ใช้สายรัดผูกข้อมือตัวเองกับลูก เหมือนคนบ้า”

จันทร์ฉายเงยหน้าขึ้นมอง

“ฉันแค่ปกป้องลูกของฉัน”

“ปกป้องเหรอ” แม่สามีของสาวิตรีหัวเราะ “นั่นมันการทรมานเด็กชัด ๆ”

จันทร์ฉายกำมือแน่น

“พวกคุณทุกคน…”

เธอหยุดพูดกลางคัน

เธอรู้ว่าไม่มีใครเชื่อเธอ

ธีร์พยายามเข้าใกล้ภรรยา

“ฉาย เรามาคุยกันดี ๆ นะ”

จันทร์ฉายมองหน้าสามี

“เธอก็ไม่เชื่อฉันเหมือนกัน”

ธีร์เงียบไปครู่หนึ่ง

“ฉันเชื่อว่าเธอรักลูกมาก”

“แต่นั่นไม่ใช่ลูกของเรา”

ธีร์ถอนหายใจ “ฉาย…”

“ฉันจะพิสูจน์ให้เธอเห็น”

จันทร์ฉายตัดสินใจทำสิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องบ้า

เธอเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาล

แต่สิ่งที่เธอพบทำให้เธอหัวใจสลาย

กล้องวงจรปิดในคืนเกิดเหตุ… เสียหายทั้งหมด

ภาพจากกล้องทุกตัวในชั้นสามถูกตัดหายไปในช่วงเวลาที่ไฟดับ

จันทร์ฉายยืนนิ่งอยู่หน้ามอนิเตอร์ ดวงตาเบิกกว้าง

เธอรู้ว่าเธอกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่าที่คิด

เย็นวันนั้น จันทร์ฉายนั่งอยู่บนเตียงในห้องเดิม มองดูทารกที่ไม่ใช่ลูกของเธอนอนหลับอยู่

เธอไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของใคร

แต่เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถทิ้งเขาไปได้

เธออุ้มเด็กขึ้นมาแนบอก

“ฉันจะหาลูกของฉันให้เจอ”

เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากนอกหน้าต่างอีกครั้ง

“อีกา… จำคำเตือนได้ไหม…”

จันทร์ฉายหันไปมองหน้าต่าง

อีกาตัวใหญ่สีดำสนิทเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่าง มันจ้องมองเธอด้วยดวงตาที่ดูเหมือนมนุษย์

“เธอไม่ควรปล่อยให้ลูกชายออกจากสายตา…”

จันทร์ฉายน้ำตาไหล

“ฉันรู้… ฉันผิดเอง…”

อีกาเอียงหัวเล็กน้อย

“แต่ยังไม่สายเกินไป…”

จันทร์ฉายเช็ดน้ำตา

“ช่วยฉันด้วย”

อีกากระพือปีกหนึ่งครั้ง

“เธอต้องตามหาความจริงด้วยตัวเอง…”

คืนนั้น จันทร์ฉายนอนไม่หลับอีกครั้ง

เธอคิดถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สาวิตรี… เพื่อนสนิทที่เธอไว้ใจมากที่สุด

ทำไม… ทำไมต้องเป็นเธอ

จันทร์ฉายนึกถึงตอนที่สาวิตรีมาเยี่ยมพร้อมน้ำซุป

เธอนึกถึงแววตาของสาวิตรีที่เปลี่ยนไปชั่วขณะ

เธอนึกถึงตอนที่สาวิตรีกับสามีของเธอสบตากันอย่างมีความหมาย

และเธอนึกถึงปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่เท้าขวาของลูกชาย

เช้าวันรุ่งขึ้น จันทร์ฉายตัดสินใจทำสิ่งที่เธอไม่เคยทำมาก่อน

เธอเดินออกจากโรงพยาบาลโดยไม่บอกใคร

เธอไปที่บ้านของสาวิตรี

บ้านของสาวิตรีเป็นบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ในหมู่บ้านจัดสรรย่านชานเมือง จันทร์ฉายเคยมาที่นี่หลายครั้ง แต่ครั้งนี้บรรยากาศกลับรู้สึกเย็นยะเยือก

เธอกดกริ่งหน้าบ้าน

ไม่กี่นาทีต่อมา สาวิตรีก็เปิดประตูออกมา

“ฉาย… เธอมาที่นี่ทำไม”

จันทร์ฉายมองหน้าเพื่อนสนิทตรง ๆ

“ฉันมาหาลูกของฉัน”

สาวิตรีชะงัก

“ฉาย เธอต้องไปหาหมอนะ”

“ฉันไม่บ้า”

สาวิตรีถอนหายใจ “ฉาย ฉันเข้าใจว่าเธอเครียด แต่เธอต้องหยุดทำแบบนี้”

“ให้ฉันดูเท้าของลูกเธอ”

“ไม่”

“ทำไมต้องปฏิเสธ”

สาวิตรีเงียบไปครู่หนึ่ง

“เพราะมันไม่มีเหตุผล”

จันทร์ฉายมองลึกเข้าไปในดวงตาของสาวิตรี

“เธอกลัวอะไร”

สาวิตรีหัวเราะเสียงเย็น

“ฉันไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น”

“งั้นก็ให้ฉันดู”

ทั้งสองยืนประจันหน้ากันอยู่นาน

ในที่สุดสาวิตรีก็ถอยหลังหนึ่งก้าว

“ฉาย ฉันขอร้อง เธอกลับไปเถอะ”

จันทร์ฉายไม่ขยับ

“ฉันจะไม่กลับจนกว่าจะได้ลูกของฉันคืน”

สาวิตรีมองหน้าจันทร์ฉายนิ่ง ๆ

“ถ้าเธอไม่กลับ ฉันจะเรียกตำรวจ”

“เรียกสิ”

สาวิตรีชะงัก

จันทร์ฉายก้าวเข้าไปใกล้ขึ้น

“ฉันมีหลักฐาน”

สาวิตรีหัวเราะ “หลักฐานอะไร”

“ปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่เท้าขวาของลูกฉัน”

“นั่นมันไม่ใช่หลักฐาน”

“มันเป็นหลักฐานเพียงพอที่จะขอตรวจดีเอ็นเอ”

สาวิตรีเงียบไป

จันทร์ฉายเห็นแววตาของเพื่อนสนิทเปลี่ยนไป

ความเย็นชา… ความกลัว… และความโกรธ

“ฉาย… ทำไมเธอต้องทำแบบนี้”

“เพราะลูกของฉันถูกขโมย”

สาวิตรีถอนหายใจยาว

“เข้าไปข้างในเถอะ”

จันทร์ฉายเดินเข้าไปในบ้านของสาวิตรี

ภายในบ้านตกแต่งอย่างสวยงาม แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับดูมืดมน

สาวิตรีพาเธอไปที่ห้องนั่งเล่น

“นั่งก่อนเถอะ”

จันทร์ฉายนั่งลงบนโซฟาโดยไม่ละสายตาจากเพื่อนสนิท

สาวิตรีนั่งลงตรงข้าม

“ฉาย ฉันจะพูดอะไรบางอย่างให้เธอฟัง”

จันทร์ฉายไม่ตอบ

“ลูกของเธอ… ไม่ได้ถูกเปลี่ยน”

“โกหก”

สาวิตรีส่ายหน้า “ฉันไม่ได้โกหก”

“แล้วเด็กที่เท้าไม่มีปานรูปพระจันทร์เสี้ยวคือใคร”

สาวิตรีเงียบไปครู่หนึ่ง

“มันคือลูกของเธอนั่นแหละ”

จันทร์ฉายชะงัก

“อะไรนะ”

“ปานรูปพระจันทร์เสี้ยว… มันไม่ได้อยู่ที่เท้าขวาของลูกเธอตั้งแต่แรก”

จันทร์ฉายรู้สึกเหมือนเลือดหยุดไหล

“เธอหมายความว่ายังไง”

สาวิตรีมองหน้าจันทร์ฉายนิ่ง ๆ

“เธอจำผิด”

“ฉันไม่จำผิด”

“ฉาย… เธอคลอดลูกเมื่อสามวันก่อน ตอนนั้นเธอเสียเลือดมาก เกือบเอาชีวิตไม่รอด หมอให้ยาสลบไปหลายรอบ”

จันทร์ฉายกำมือแน่น

“ฉันจำได้ดี”

“เธอจำได้ดีเหรอ” สาวิตรีถามเสียงเย็น “แล้วทำไมเธอถึงไม่รู้ว่าลูกของเธอไม่มีปานรูปพระจันทร์เสี้ยวตั้งแต่เกิด”

จันทร์ฉายนิ่งไป

หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบระเบิด

เธอจำได้… เธอจำได้ว่าเห็นปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่เท้าขวาของลูกชาย

แต่…

เธอเห็นมันตอนไหน

ความทรงจำของจันทร์ฉายย้อนกลับไป

เธอนึกถึงคืนแรกที่ได้อุ้มลูกชาย

เธอนึกถึงแสงไฟสลัวในห้องพักฟื้น

เธอนึกถึงความเหนื่อยล้าอย่างหนัก

และเธอนึกถึง…

อีกา

จันทร์ฉายรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนรอบตัว

“ฉาย” เสียงของสาวิตรีดังขึ้น

จันทร์ฉายเงยหน้าขึ้นมอง

“เธอต้องยอมรับความจริง”

จันทร์ฉายส่ายหน้า

“ไม่… ฉันไม่เชื่อ”

สาวิตรีถอนหายใจ

“ฉันรู้ว่าเธอรักลูกมาก แต่เธอต้องหยุดทำร้ายตัวเอง”

จันทร์ฉายลุกขึ้นยืน

“ฉันจะพิสูจน์ความจริง”

จันทร์ฉายเดินออกจากบ้านของสาวิตรีท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกลงมา

เธอไม่รู้ว่าควรเชื่ออะไร

แต่เธอรู้ว่าเธอจะไม่มีวันหยุดตามหาความจริง

เธอเดินไปตามถนนโดยไม่มีจุดหมาย น้ำตาคลอเบ้า

จนกระทั่งเสียงกระพือปีกดังขึ้นข้างหู

อีกาตัวเดิมบินลงมาเกาะที่ไหล่ของเธอ

“เธอต้องกลับไปที่โรงพยาบาล”

จันทร์ฉายชะงัก

“ทำไม”

“เพราะความจริงทั้งหมด… ซ่อนอยู่ที่นั่น”

จันทร์ฉายกลับไปที่โรงพยาบาลในคืนนั้น

เธอไม่ได้กลับไปที่ห้องพักฟื้นของตัวเอง แต่เดินตรงไปที่ห้องดูแลทารกชั่วคราว

เธอแอบซ่อนตัวอยู่หลังม่านในห้องเก็บอุปกรณ์ จนกระทั่งเที่ยงคืน

แล้วเธอก็เห็นสิ่งที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น

สาวิตรีเดินเข้ามาในห้องดูแลทารกพร้อมกับสามีของเธอ

ทั้งสองมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง

แล้วสาวิตรีก็เปิดประตูห้องเก็บอุปกรณ์…

จันทร์ฉายกลั้นหายใจ

เธอเห็นสาวิตรีหยิบเข็มฉีดยาออกมาจากกระเป๋า

และเห็นสามีของสาวิตรีอุ้มทารกคนหนึ่งขึ้นมาจากเตียงหมายเลขเจ็ด

จันทร์ฉายก้าวออกมาจากที่ซ่อน

“หยุดนะ”

สาวิตรีและสามีของเธอชะงัก

“ฉาย…”

จันทร์ฉายมองหน้าเพื่อนสนิทด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

“เธอจะทำอะไรกับลูกของฉัน”

สาวิตรีเงียบไปครู่หนึ่ง

แล้วเธอก็หัวเราะเสียงเย็น

“ลูกของเธอเหรอ…”

จันทร์ฉายกำมือแน่น

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน”

สาวิตรีมองหน้าจันทร์ฉายนิ่ง ๆ

“เธอไม่เข้าใจอะไรเลย”

สาวิตรีวางเข็มฉีดยาลง

“ฉาย… ลูกของเธอกับลูกของฉัน… เกิดวันเดียวกัน”

จันทร์ฉายชะงัก

“แล้วยังไง”

สาวิตรีถอนหายใจ

“ลูกของฉัน… ไม่แข็งแรง”

จันทร์ฉายนิ่งไป

“หมอบอกว่าลูกของฉันมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ต้องผ่าตัดด่วน และค่ารักษาพยาบาล… มันแพงมาก”

จันทร์ฉายมองหน้าเพื่อนสนิทด้วยความตกใจ

“แต่ครอบครัวของเธอมีเงิน…”

สาวิตรีหัวเราะทั้งน้ำตา

“มีเงินเหรอ… ครอบครัวของฉันล้มละลายไปแล้วเมื่อสามปีก่อน ฉันแค่พยายามรักษาหน้าตาเอาไว้”

จันทร์ฉายรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า

“แล้ว… เธอจะทำอะไร”

สาวิตรีเงียบไปนาน

“ฉัน… ฉันแค่คิดว่าถ้าเปลี่ยนลูก… ลูกของฉันจะได้มีชีวิตที่ดี…”

จันทร์ฉายน้ำตาไหล

“แล้วลูกของฉันล่ะ”

สาวิตรีส่ายหน้า

“ฉันไม่รู้… ฉันแค่คิดว่าเธอมีเงิน… เธอสามารถดูแลลูกของฉันได้…”

จันทร์ฉายก้าวเข้าไปใกล้

“เธอเห็นลูกของฉันเป็นแค่เครื่องมือใช่ไหม”

สาวิตรีเงียบ

“ตอบฉันสิ”

สาวิตรีเงยหน้าขึ้นมอง

“ฉัน… ฉันไม่มีทางเลือก”

จันทร์ฉายรู้สึกถึงความโกรธที่พุ่งพล่านขึ้นมาในอก

แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกสงสารเพื่อนสนิทอย่างประหลาด

เธอมองหน้าสาวิตรีนิ่ง ๆ

“แล้วทำไมเธอต้องทำถึงขนาดนี้”

สาวิตรีไม่ตอบ

“ทำไมไม่ขอความช่วยเหลือจากฉัน”

สาวิตรีหัวเราะทั้งน้ำตา

“ขอความช่วยเหลือเหรอ… เธอไม่รู้หรอกว่าฉันรู้สึกยังไง”

“งั้นก็บอกฉันสิ”

สาวิตรีเงียบไปครู่หนึ่ง

“ฉัน… ฉันอิจฉาเธอ”

จันทร์ฉายชะงัก

“ฉันอิจฉาเธอมาตลอด… เธอมีสามีที่ดี มีครอบครัวที่พร้อมหน้า มีเงินทอง… ส่วนฉัน… ฉันต้องดิ้นรนทุกอย่างด้วยตัวเอง”

จันทร์ฉายไม่ตอบ

“แต่ฉันไม่เคยคิดจะทำร้ายเธอ… จนกระทั่ง… จนกระทั่งหมอบอกว่าลูกของฉันต้องผ่าตัดด่วน…”

สาวิตรีหยุดพูด

น้ำตาไหลอาบแก้ม

จันทร์ฉายยืนนิ่งอยู่นาน

เธอมองหน้าเพื่อนสนิทที่เธอรู้จักมานานหลายปี

และเธอก็ตระหนักว่าเธอไม่เคยรู้จักสาวิตรีจริง ๆ เลย

“แล้วลูกของฉันอยู่ที่ไหน” จันทร์ฉายถามเสียงเรียบ

สาวิตรีเงยหน้าขึ้นมอง

“อยู่ที่บ้านของฉัน”

จันทร์ฉายถอนหายใจยาว

“พาฉันไปหาเขา”

สาวิตรีส่ายหน้า

“ไม่ได้”

“ทำไม”

“เพราะ… เพราะลูกของฉันต้องการการรักษา…”

จันทร์ฉายมองหน้าเพื่อนสนิทนิ่ง ๆ

“แล้วลูกของฉันล่ะ”

สาวิตรีเงียบ

“ตอบฉันสิ”

สาวิตรีหลับตาลง

“ลูกของเธอ… แข็งแรงดี”

จันทร์ฉายรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย

“งั้นก็พาฉันไปหาเขา”

สาวิตรีเปิดตาขึ้นมอง

“แล้วลูกของฉันล่ะ…”

จันทร์ฉายเงียบไปครู่หนึ่ง

“ฉันจะช่วยค่ารักษาพยาบาลให้”

สาวิตรีชะงัก

“อะไรนะ”

“ฉันจะช่วยค่ารักษาพยาบาลให้ลูกของเธอ”

สาวิตรีมองหน้าจันทร์ฉายด้วยความตกใจ

“แต่… แต่เธอ…”

“แต่ฉันต้องการลูกของฉันคืน”

สาวิตรีนิ่งไปนาน

ในที่สุดเธอก็พยักหน้า

“ได้… ฉันจะพาเธอไป”

ทั้งสองออกจากโรงพยาบาลไปด้วยกัน

จันทร์ฉายนั่งอยู่ในรถข้างสาวิตรี มองถนนที่มืดมิดผ่านกระจกหน้าต่าง

เธอไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไร

เธอโกรธ… แต่เธอก็สงสาร

เธอเจ็บปวด… แต่เธอก็โล่งใจที่ลูกของเธอยังปลอดภัย

เมื่อไปถึงบ้านของสาวิตรี จันทร์ฉายก็รีบเดินเข้าไปในห้องนอนเด็ก

เธอเห็นทารกนอนหลับอยู่ในเปล

เธออุ้มเขาขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

และตรวจดูเท้าขวา

ปานรูปพระจันทร์เสี้ยวเล็ก ๆ อยู่ตรงนั้น

จันทร์ฉายน้ำตาไหลพราก

เธอกอดลูกชายแน่น

“แม่ขอโทษ… แม่ขอโทษ…”

สาวิทรียืนอยู่ที่ประตูห้อง มองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาแดงก่ำ

จันทร์ฉายหันไปมองเพื่อนสนิท

“ขอบใจที่พาฉันมา”

สาวิตรีไม่ตอบ

“ฉันจะโอนเงินค่ารักษาพยาบาลให้ภายในพรุ่งนี้”

สาวิตรีชะงัก

“ฉาย…”

“แต่หลังจากนี้… เราไม่ต้องติดต่อกันอีก”

สาวิตรีน้ำตาไหล

“ฉาย… ฉันขอโทษ…”

จันทร์ฉายส่ายหน้า

“ฉันไม่ต้องการคำขอโทษ”

จันทร์ฉายอุ้มลูกชายออกจากบ้านของสาวิตรีท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกลงมา

เธอไม่หันกลับไปมอง

สามวันต่อมา จันทร์ฉายและธีร์พาลูกชายกลับบ้าน

ธีร์ไม่เคยรู้ความจริงทั้งหมด

จันทร์ฉายบอกเพียงว่ามีความเข้าใจผิดเรื่องปานที่เท้าของลูก

ธีร์เชื่อเธอ

แต่จันทร์ฉายรู้ว่าความสัมพันธ์ของเธอกับสาวิตรีจบลงแล้ว

หนึ่งเดือนต่อมา จันทร์ฉายได้รับข้อความจากสาวิตรี

“ลูกของฉันผ่าตัดสำเร็จ ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ”

จันทร์ฉายอ่านข้อความแล้วลบมันทิ้ง

เธอไม่ตอบกลับ

เย็นวันนั้น จันทร์ฉายนั่งอยู่ที่ระเบียงบ้าน มองดูลูกชายนอนหลับอยู่ในอ้อมแขน

อีกาตัวเดิมบินมาเกาะที่ขอบระเบียง

จันทร์ฉายมองมันนิ่ง ๆ

“ขอบคุณสำหรับคำเตือน”

อีกาเอียงหัวเล็กน้อย

“เธอปกป้องลูกของเธอได้แล้ว”

จันทร์ฉายยิ้มบาง ๆ

“ใช่… แต่ฉันเกือบจะสายเกินไป”

อีกากระพือปีกหนึ่งครั้ง

“แต่เธอก็ทำสำเร็จ”

จันทร์ฉายไม่ตอบ

เธอเพียงแค่มองดูลูกชายนอนหลับ

และรู้สึกถึงความรักที่ท่วมท้นในหัวใจ

อีกาบินหายไปในท้องฟ้ายามเย็น

จันทร์ฉายมองตามมันไปจนลับสายตา

แล้วเธอก็ก้มลงจูบหน้าผากลูกชายเบา ๆ

“แม่จะไม่ปล่อยให้ใครพรากหนูไปจากแม่อีก”

หลายปีผ่านไป

จันทร์ฉายยังคงจำคืนที่น่ากลัวคืนนั้นได้เสมอ

เธอไม่เคยบอกใครเรื่องอีกา

แต่ทุกครั้งที่เห็นอีกาบินผ่านหน้าบ้าน เธอก็อดนึกถึงคำเตือนนั้นไม่ได้

และทุกครั้งที่มองดูลูกชายวิ่งเล่น เธอก็รู้สึกขอบคุณที่เธอไม่ยอมแพ้

วันหนึ่ง ลูกชายของเธอวิ่งมาหาเธอพร้อมกับขนนกสีดำในมือ

“แม่ครับ ลูกเจอขนนกสวยมาก”

จันทร์ฉายรับขนนกมาถือไว้

เธอมองมันนิ่ง ๆ

แล้วยิ้ม

“เก็บไว้ดี ๆ นะลูก”

ลูกชายพยักหน้าแล้ววิ่งออกไปเล่นต่อ

จันทร์ฉายมองขนนกในมือ

และนึกถึงอีกาตัวนั้น

เธอไม่รู้ว่าอีกาตัวนั้นเป็นใคร

แต่เธอรู้ว่ามันช่วยชีวิตลูกชายของเธอไว้

และเธอจะไม่มีวันลืม

เย็นวันนั้น จันทร์ฉายยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องนั่งเล่น

มองดูลูกชายเล่นอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน

เสียงหัวเราะของเขาแว่วมาแต่ไกล

จันทร์ฉายยิ้ม

เธอรู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

เธอจะปกป้องลูกชายของเธอ

เพราะเขาคือชีวิตที่เธอแลกมาด้วยเลือดและน้ำตา

และเธอจะไม่มีวันปล่อยมือจากเขา

อีกาตัวหนึ่งบินผ่านหน้าต่างไป

จันทร์ฉายมองตามมัน

แล้วกระซิบเบา ๆ

“ขอบคุณ…”

ขนนกสีดำในมือของเธอพลิ้วไหวตามสายลม

และจันทร์ฉายก็รู้ว่า

ไม่ว่าความมืดมิดจะมาเยือนอีกกี่ครั้ง

เธอจะไม่มีวันหลับตาอีกต่อไป

Leave a Comment