เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังก้องไปทั่วโถงคฤหาสน์ตระกูลหัว ซูเว่ยเดินเข้ามาโดยไม่รอให้ใครประกาศชื่อ ใบหน้าของเขาเรียบนิ่ง แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความเดือดดาลที่ถูกกักเก็บไว้นานหลายปี คนรับใช้สองคนพยายามจะเข้ามาขวาง แต่เพียงแค่สบตากับเขา พวกเขาก็ถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ
“เซเวียเออ แม่มาแล้ว เซเวียเออ” เสียงร้องไห้ของหญิงชราดังมาจากชั้นบน ก่อนจะตามด้วยเสียงกรีดร้องยาวที่บีบหัวใจของทุกคนที่ได้ยิน
ซูเว่ยกำหมัดแน่น เขาจำเสียงนั้นได้ทันที เสียงของแม่ยายที่กำลังทรุดตัวลงกับพื้นเพราะลูกสาวของตัวเองนอนหมดสติอยู่ในโรงพยาบาล และทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของคนในตระกูลหัว
เขาก้าวขึ้นบันไดไปอย่างไม่ลังเล
ที่หน้าห้องโถงใหญ่ ลูกน้องของตระกูลหัวยืนเรียงรายอยู่หลายคน พวกเขามองซูเว่ยด้วยสายตาที่ทั้งระแวงและดูถูก แต่ไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหว ทุกคนรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนขายปลาธรรมดาอีกต่อไปแล้ว
“ยังไม่เดินมาหาฉันอีก” เสียงของซูเว่ยเรียบจนน่ากลัว
หนึ่งในลูกน้องรีบก้าวออกมา “พวกเรารู้แล้วว่าเราผิด ครั้งหน้าจะไม่กล้าอีกแล้ว ไม่มีครั้งหน้าแล้ว”
ซูเว่ยไม่ตอบ เขาเพียงกวาดสายตามองทุกคนก่อนจะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “มาเลย พาพวกเขาไปที่โกดังชานเมือง ขังไว้ ถ้าไม่มีคำสั่งจากฉัน ห้ามปล่อยใครออกไป”
“อย่า!” เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านใน “ป๊า คุณขังฉันเพราะเธอ ป๊า”
ซูเว่ยหันไปมองชายหนุ่มคนนั้น ใบหน้าของเขาไม่มีความรู้สึกใดๆ หลงเหลืออยู่เลย “หมอ สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง” เขาถามโดยไม่สนใจเสียงประท้วงนั้น
หมอที่ยืนรออยู่ด้านข้างรีบก้าวเข้ามา “คุณแม่ที่คลอดพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่คลื่นสมองของผู้ป่วยแสดงว่าอยู่ในภาวะลึก จะฟื้นเมื่อไหร่ เราก็ไม่สามารถรับประกันได้”
“เด็กคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวต่ำมาก ตอนนี้อยู่ในห้อง ICU จะรอดไหม เราจะทำเต็มที่” หมออีกคนเสริม
ซูเว่ยหลับตาลงชั่วครู่ เขารู้สึกเหมือนมีมีดมาปักกลางอก ภรรยาของเขายังไม่ฟื้น และลูกของเขาก็กำลังต่อสู้เพื่อชีวิตอยู่ในห้องปลอดเชื้อ แต่เขาจะปล่อยให้คนที่ทำร้ายพวกเขาลอยนวลไม่ได้
“ลิงเจีย ไม่ต้อง” เสียงของหัวหลินดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเป็นพ่อของซูเว่ย และเป็นคนที่ซูเว่ยไม่คิดจะเรียกว่าพ่ออีกต่อไปแล้ว
“ลิงเจีย ฉันเลี้ยงสิ่งนี้ขึ้นมา” หัวหลินพูดพลางชี้ไปที่ชายหนุ่มที่ถูกควบคุมตัวอยู่ “ฉันสอนลูกไม่ดี ฆ่าฉันเถอะ”
ซูเว่ยหันไปมองผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพ่อของเขา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความผิดหวัง “ซูซเวียมานี่ พาฉันไปพบเขา”
“ค่ะ” เลขาสาวรีบเดินนำทาง
ที่ห้องทำงานของหัวหลิน ซูเว่ยยืนนิ่งอยู่หน้ารูปครอบครัวที่แขวนไว้บนผนัง รูปนั้นถ่ายเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เขายังเชื่อว่าครอบครัวนี้จะยอมรับเขาได้
“สาญแยกครั้งนี้เกินไปแล้ว” เสียงของภรรยาหัวหลินดังมาจากด้านหลัง “ก็แค่เล่นนิดหน่อยเอง ถึงกับต้องกักพวกเรา”
“ใช่ ลูกสาวคนขายปลา ทำไมต้องทำตัวสูงส่ง” เสียงของลูกสะใภ้อีกคนดังขึ้น
ซูเว่ยหันกลับไปช้าๆ “ลิงเกอร์ เรื่องนี้ปล่อยไปไม่ได้”
“ว่าไง” หญิงชราที่เป็นแม่ของหัวหลินก้าวเข้ามา “เธอบอกว่าจะมาด้วยตัวเอง เพื่อช่วยฉันเรียกร้องความยุติธรรม ป้ากลัวแม่ที่สุด รอให้เธอมาถึง ฉันอยากจะดูว่าใครกล้าห้ามฉัน”
“ใช่” เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน
“พวกเธอรออยู่ที่นี่ ไม่มีคำสั่งจากฉัน ห้ามใครเข้ามาเด็ดขาด” หญิงชราสั่งลูกน้องของเธอ
“หย่า” เสียงของหัวหลินดังขึ้นเมื่อเห็นแม่ของเขาก้าวเข้ามา “โอ้ แม่ยายท่านมาแล้ว”
“ขอโทษนะ ไม่รู้เลยว่าลูกสาวคุณเล่นไม่เป็น ใจบาง” หญิงชราพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“ท่าน” ซูเว่ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก “กล้าตบฉันเลย”
“อ่า…” หญิงชราหัวเราะ “อย่าพูดคำหยาบ ไอ้คนขายปลาเหม็น คุณรู้ไหมว่าตัวเองทำอะไรลงไป”
“เมื่อกี้คุณเรียกฉันว่าอะไร” ซูเว่ยถาม
“ไอ้ขายปลาเหม็น เหม็น” หญิงชราพูดซ้ำอย่างจงใจ
“ซู” เสียงของหัวหลินพยายามจะห้าม
“ป้าซู” หญิงชราหันไปมอง “วันที่คุณแต่งงานกับเธอ คุณสัญญากับฉันยังไง คุณบอกว่าจะรักและปกป้องเธอตลอดชีวิต ฉันเชื่อแล้ว ฉันฝากลูกสาวไว้กับคุณ คุณก็ทำกับเธอแบบนี้ ให้เธอคุกเข่าขอร้องคุณ เธอยังท้องลูกของคุณอยู่ คุณก็ยังทำได้ลงคอ การทำร้ายเธอของคุณ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่วันนี้ครั้งเดียว คุณรู้ไหม เธอถึงขนาดไม่อยากตื่นขึ้นมา ฉันโง่เอง ฉันตาถั่วเอง ฉันส่งลูกสาวเข้ากองไฟด้วยมือของตัวเอง เรื่องนี้ ฉันจะจัดการแทนเธอ คิดบัญชีกับคุณทีละข้อ”
“อ้า!” หัวหลินร้องออกมาเมื่อถูกตบหน้าอย่างแรง
“ไอ้ขายปลาเหม็น วันนี้ถ้าฉันไม่ฆ่าคุณ ฉันจะเปลี่ยนนามสกุลตามคุณ” หญิงชราพูดพลางชักปืนออกมา
“ไปตายซะ” เธอเล็งปืนไปที่หัวหลิน
“สวรรค์ ท่าน ลินเกอร์ คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม” เสียงของลูกน้องดังขึ้น
“ไม่เปลี่ยนพวกเหล่าสะ! อย่าแตะต้องฉัน” หญิงชราตวาด
“เจ้าเจ้า ว่าจินดีล่ะ” เสียงของซูเว่ยดังขึ้น “วันนี้ถ้าฉันไม่ทำให้คุณคุกเข่าที่นี่จนหัวแตก ฉันก็ไม่ใช่แซ่หัว”
“หุบปาก” หัวหลินตะโกน
“ป๊า ทำไม บอกฉันสิ นี่มันเพราะอะไรกันแน่ คุณจะยอมทิ้งลูกชายแท้ๆ อย่างฉัน เพื่อแม่ลูกที่ขายปลาเหม็นคู่นั้นจริงๆ เหรอ” ชายหนุ่มที่เป็นลูกชายของหัวหลินตะโกนถาม
“อย่าเรียกฉันว่าป๊า” ซูเว่ยพูด
“ลิงเจีย ซิลซานมีความผิดจริงๆ ซิลซานขอโทษท่าน ทำให้ท่านผิดหวัง ซิลซานสมควรตายหมื่นครั้ง” ชายหนุ่มคุกเข่าลง
“ซิลซาน นี่มันสถานการณ์อะไร” หญิงชราถาม
“ป๊า คุณแก่จนเลอะเลือนแล้วหรือยัง ทำไมต้องตัวกับคนขายปลาเหม็นแบบนั้น คุณคือซานเย ซานเยที่มีอำนาจในจิ่งเฉิง ในจิ่งเชิง” ชายหนุ่มพูด
“ฉันบอกให้เงียบ ฟังไม่รู้เรื่องหรือไง” ซูเว่ยตวาด
“คุณถามว่าทำไม ดี ฉันจะบอกคุณเดี๋ยวนี้ ต่อหน้าหลิงเจีย จะมีสาญแยกอะไร หลิงเจียอะไร เธอก็แค่คนขายปลาเหม็น ลูกสาวเธอก็เป็น ลูกที่เกิดจากคนขายปลาเหม็น” หญิงชราพูดพลางหัวเราะ
“พูดให้มันดีๆ หน่อย คุณบ้าหรือเปล่า” ซูเว่ยถาม
“ฉันบ้าแล้ว ถ้าฉันไม่บ้า ก็คงไม่เลี้ยงดูลูกออกตันอยู่แบบนี้ คุณรู้ไหมว่าคุณทำอะไรลงไป อัปยศอะไร ทั้งตระกูลหัวก็ออกปิดเรื่องที่คุณก่อไม่ได้” หญิงชราพูดต่อ
“ป๊า สมองของคุณ มีปัญหาจริงหรือเปล่า ฉันก็เรื่องอะไร นี่ก็เรียกว่าเรื่องเหลวไหล ถ้าคุณเป็นโรคจิต บอกลูกชายได้ กลัวคุณขายปลาเหม็นแบบนี้ กลัวจนแทบตาย ฉันไม่เข้าใจจริงๆ คุณยังเป็นป๊าของฉันอยู่ไหม คุณยังเป็นผู้ชายที่ฉันเคารพไหม” ชายหนุ่มตะโกน
“หัวหยุนาสาร ในฐานะพ่อคนหนึ่ง คุณลงเหลวจริงๆ ลูกชายของคุณเติบโตมาอย่างผิดทาง ลิงเจสอนถูกแล้ว ฉันจะทำให้เขารู้ว่าตัวเองผิด และต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง ต้องจ่ายราคา” หญิงชราพูด
“หัวหิวนสาน คุณยังคิดว่าตีฉันไม่พออีกเหรอ ตั้งแต่เด็กจนโต คุณเข้มงวดกับฉันมาก บางครั้งฉันก็สงสัยว่าฉันเป็นลูกแท้ๆ ของคุณหรือเปล่า หลังจากที่ซูซุแต่งเข้ามา คุณยิ่งแย่ลงไปอีก โชคดีที่แม่กับตาใจดีกับฉัน ฉันอยากได้อะไรก็ได้ ถ้ารู้แต่แรกว่าแม่จะอยากกับคุณ ฉันคงไม่ค้าน” ชายหนุ่มพูด
“ดูเหมือนว่าพระยาและพ่อตาของคุณ ขัดขวางการสอนลูกของคุณ” หญิงชราพูด
“แม่กับตาของฉันด้วยเหรอ คุณเป็นใครกัน คิดว่าป๊าของฉันสุภาพกับคุณจริงๆ เหรอ ฉันกลัวเธอแล้ว คนที่ควรหุบปากคือเธอ เธอยังคิดว่าปัญหาที่ก่อไม่พออีกเหรอ คุกเขาให้ฉัน ขอโทษสู้อีกของเธอ คราบหัวขอโทษ” ชายหนุ่มตะโกน
“อย่าแตะต้องฉัน หัวหลิน ปืนนี้ใครให้เธอมา ไม่ใช่เรื่องของเธอ” หญิงชราพูด
“เธอ…วันนี้ฉันต้องฆ่าเธอให้ได้ แม้แต่สวรรค์ก็หยุดฉันไม่ได้ เธอยิ่งหยุดฉันไม่ได้ ฉันพูดแล้ว ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็ฆ่าฉันก่อนเถอะ อย่าบังคับฉัน” หญิงชราพูดพลางเล็งปืนไปที่ซูเว่ย
“กัง!” เสียงปืนดังขึ้น
“ลีกไป ลิงเจีย คุณ เด็กที่คุณควบคุมไม่ได้ ฉันจะจัดการแทนคุณเอง” หญิงชราพูด
“คุณอยากจัดการฉันยังไง” ซูเว่ยถาม
“เกลียดอันส์แฟนปลูกษ์ เมื่อกี้คุณไม่บอกว่าฉันเติบโตมาผิดทางเหรอ กล้าพูดอีกทีไหม พูดสิ คุณอยากทำอะไร” ซูเว่ยพูดพลางเดินเข้าไปหาหญิงชรา
“อืม…สภาพยังดีอยู่ กล็อก 17 บรรจุสัตว์ออสตริชกล็อก ผลิตปืนกึ่งอัตโนมัติ เส้นสายเรียบร้อย มุมเล็งชัดเจน ซี๊ป เป็นปืนที่อธิบายความเป็นสุดยอดของประโยชน์ใช้สอยได้ดี แต่ไม่ควรอยู่ในมือคุณ คุณและคนที่ให้ปืนนี้กับคุณ จะต้องจ่ายค่าตอบแทน” ซูเว่ยพูดพลางตรวจดูปืนในมือ
“ดังนั้น แกล้งทำให้ลึกลับ” หญิงชราพูด
“คุณกล้ายิงไหม” ซูเว่ยถาม
“ฉันจะมีปัญหา คุณมีสิบชีวิตก็ไม่พอตาย แล้วคุณกล้ายิงไหม” หญิงชราถามกลับ
“ฉันมีอะไรที่ไม่กล้า” ซูเว่ยตอบ
“ดี งั้นฉันจะให้โอกาสคุณ” หญิงชราพูด
“ฮ่าๆๆ สุดท้ายคุณก็ยังกลัวอยู่ดี ยิงเลย ยิงเลยสิ” ชายหนุ่มตะโกน
“รีบอะไร คุณคิดว่าฉันไม่กล้าหรือ งั้นคุณก็ลงมือสิ แค่กดไกปืน ชีวิตฉันก็เป็นของคุณแล้ว น่ารำคาญ ฉันจะส่งคุณไปสวรรค์เดี๋ยวนี้” หญิงชราพูด
“หัวหลิน ป๊าผิดเอง ฟังป๊าสักครั้งเถอะ อย่ายิงปืนเด็ดขาด ได้ไหม ป๊าขอร้องเถอะ ตอนนี้ตระกูลหัวยังมีทางรอด ถ้าปืนดังขึ้น ป๊าก็จะทะลึ่ง น่ารำคาญ ฉันบอกแล้ว คุณไม่ใช่ป๊าของฉันอีกต่อไป” ซูเว่ยพูด
“อืม อืมจินเนียง ที่นี่เลือกได้ดีนะ คางเป็นจุดที่กระโหลกบางที่สุด กระสุนสามารถทะลุผ่านได้ทันที ตรงนี้ คุณจะต้องตามคุณต้องต่อไป ฉันไม่มีทาง ให้เธอตายอย่างสบายแบบนั้น” หญิงชราพูด
“งั้นก็ยิงตรงนี้ เธอยิงหลอดลมฉันให้ทะลุ ฉันจะหายใจไม่ออก พูดไม่ได้ ฉันจะขาดออกซิเจน สุดท้ายจะตายในความเจ็บปวดและดิ้นรน ตรงกับที่เธอต้องการ ยิงเลยสิ” ซูเว่ยพูดพลางชี้ไปที่คอของตัวเอง
“อ่า…” หญิงชรากรีดร้องด้วยความโกรธและเล็งปืนไปที่ซูเว่ย
แต่ก่อนที่เธอจะเหนี่ยวไก ซูเว่ยกลับเคลื่อนไหวเร็วกว่า เขาใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาหลายปีปัดปืนออกจากมือของหญิงชรา แล้วบิดข้อมือของเธอไปด้านหลังจนเธอร้องด้วยความเจ็บปวด
“คุณคิดว่าผมยังเป็นคนขายปลาที่คุณดูถูกได้อีกเหรอ” ซูเว่ยกระซิบข้างหูของหญิงชรา “ผมอดทนมานานพอแล้ว”
“ปล่อยฉันนะ! ฉันเป็นแม่ของหัวหลิน! ฉันเป็นคนใหญ่คนโตในตระกูลหัว!” หญิงชรากรีดร้อง
“ตระกูลหัวของคุณกำลังจะล่มสลาย และคุณก็เป็นคนทำมันเอง” ซูเว่ยพูดพลางผลักหญิงชราไปที่โซฟา
“ซูเว่ย! พอได้แล้ว!” หัวหลินตะโกน “เธอเป็นแม่ของฉัน!”
“แม่ของคุณเกือบฆ่าภรรยาของผม และตอนนี้ลูกของผมกำลังนอนอยู่ในห้อง ICU คุณยังจะปกป้องเธออีกเหรอ” ซูเว่ยหันไปถาม
“ฉัน…ฉันจะจัดการทุกอย่างเอง ฉันจะรับผิดชอบทั้งหมด” หัวหลินพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“คุณรับผิดชอบไม่ได้หรอก” ซูเว่ยส่ายหน้า “คุณไม่เคยรับผิดชอบอะไรได้เลย”
“ซูเว่ย…” หัวหลินเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ฉันรู้ว่าฉันผิด ฉันรู้ว่าฉันทำร้ายเธอและครอบครัวของเธอ แต่ขอร้องล่ะ ให้โอกาสฉันแก้ตัวเถอะ”
ซูเว่ยมองพ่อของเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “โอกาส…คุณเคยให้โอกาสภรรยาของผมบ้างไหม คุณเคยฟังเธอบ้างไหม ตอนที่เธอคุกเข่าขอร้องคุณ ตอนที่เธอตั้งท้องลูกของคุณอยู่ คุณทำอะไร”
หัวหลินทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม “ฉันผิดเอง ฉันผิดเองทั้งหมด”
“ลุกขึ้น” ซูเว่ยพูด “อย่าทำให้ผมรังเกียจคุณมากไปกว่านี้”
“ซูเว่ย…” เสียงของหญิงชราดังขึ้นอีกครั้ง “แกคิดว่าแกจะทำอะไรตระกูลหัวได้เหรอ แกมันก็แค่…”
“เงียบ” ซูเว่ยหันไปตวาด “ผมไม่อยากได้ยินเสียงคุณอีก”
“กล้าดียังไง!” หญิงชราลุกขึ้นยืน “ฉันจะ…”
“จะอะไร” ซูเว่ยถาม “จะเรียกคนมาทำร้ายผมอีกเหรอ จะส่งคนไปทำร้ายภรรยาผมที่โรงพยาบาลอีกเหรอ คุณคิดว่าผมจะปล่อยให้คุณทำแบบนั้นอีกเหรอ”
“แก…” หญิงชราอ้าปากค้าง
“ผมได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดแล้ว หลักฐานการกลั่นแกล้ง การทำร้ายร่างกาย การข่มขู่ การพยายามฆ่า ทั้งหมดที่ตระกูลหัวทำกับภรรยาผมและครอบครัวของเธอ ผมจะยื่นฟ้องต่อศาล และจะแถลงข่าวให้สังคมรับรู้ว่าตระกูลหัวที่แสนดีของคุณทำอะไรไว้บ้าง” ซูเว่ยพูดพลางหยิบโทรศัพท์ออกมา
“แกทำแบบนั้นไม่ได้!” หญิงชรากรีดร้อง
“ผมทำได้ และผมจะทำ” ซูเว่ยตอบ
“ซูเว่ย ลูกฟังพ่อก่อน…” หัวหลินพยายามจะลุกขึ้น
“คุณไม่ใช่พ่อของผมอีกต่อไป” ซูเว่ยพูดโดยไม่หันไปมอง “คุณเลือกที่จะอยู่ข้างคนที่ทำร้ายครอบครัวของผม คุณเลือกที่จะปกป้องพวกเขาแทนที่จะปกป้องภรรยาและลูกของคุณเอง”
“ฉัน…” หัวหลินพูดไม่ออก
“ผมจะไปโรงพยาบาลแล้ว” ซูเว่ยพูด “ถ้าภรรยาหรือลูกของผมเป็นอะไรไป คุณและคนในตระกูลหัวทุกคนจะต้องรับผิดชอบ”
เขาหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
ที่โรงพยาบาล ซูเว่ยนั่งอยู่ข้างเตียงของภรรยา มองใบหน้าที่ซีดเซียวของเธออย่างเงียบๆ เขาจับมือของเธอไว้เบาๆ และกระซิบ “ผมขอโทษที่กลับมาช้าไป ผมขอโทษที่ปล่อยให้คุณต้องเจอเรื่องแบบนี้”
“คุณพ่อครับ” เสียงของพยาบาลดังมาจากหน้าห้อง “คุณหมออยากพบคุณค่ะ”
ซูเว่ยลุกขึ้นเดินออกไปพบหมอที่หน้าห้อง ICU “อาการของเด็กเป็นยังไงบ้างครับ”
“เด็กยังอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิดครับ น้ำหนักตัวต่ำมาก แต่สัญญาณชีพเริ่มคงที่ขึ้นเรื่อยๆ ต้องรอดูอีกสักระยะ” หมอตอบ
“ขอบคุณครับ” ซูเว่ยพยักหน้า “ผมขอเข้าไปดูลูกได้ไหมครับ”
“ได้ครับ แต่ต้องใส่ชุดปลอดเชื้อก่อน” หมอตอบ
ซูเว่ยยืนมองลูกน้อยในตู้อบผ่านกระจก ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาจะปกป้องลูกคนนี้และภรรยาของเขาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
“ซูเว่ย” เสียงของแม่ยายดังมาจากด้านหลัง “ลูกสาวของแม่…”
“หมอบอกว่าเธอพ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ยังไม่รู้ว่าจะฟื้นเมื่อไหร่” ซูเว่ยตอบ
“แม่ขอโทษ” หญิงชราพูดพลางร้องไห้ “แม่ไม่น่าเชื่อใจตระกูลหัวเลย แม่ไม่น่าปล่อยให้ลูกสาวแต่งงานเข้าไปในครอบครัวแบบนั้น”
“อย่าโทษตัวเองเลยครับ” ซูเว่ยหันไปปลอบ “คนที่ผิดคือคนที่ทำร้ายเธอ ไม่ใช่คุณ”
“แล้วเรื่องตระกูลหัว…” หญิงชราถาม
“ผมจะจัดการเองครับ” ซูเว่ยตอบ “ผมจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จบลงแบบเงียบๆ”
สามวันต่อมา ข่าวใหญ่สะเทือนวงการธุรกิจก็ถูกเผยแพร่ออกไป ตระกูลหัวถูกฟ้องร้องในข้อหาทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว และพยายามฆ่า หลักฐานที่ซูเว่ยรวบรวมไว้ถูกส่งให้กับทนายความและสื่อมวลชน
“ซูเว่ย แกทำแบบนี้ได้ยังไง!” หัวหลินโทรมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ “แกกำลังทำลายตระกูลของแกเอง!”
“ตระกูลของคุณต่างหากที่ทำลายตัวเอง” ซูเว่ยตอบอย่างใจเย็น “ผมแค่เปิดเผยความจริง”
“แกจะเสียใจ!” หัวหลินตะโกนก่อนจะวางสายไป
ซูเว่ยไม่สนใจ เขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะยาวนานและยากลำบาก แต่เขาพร้อมที่จะสู้เพื่อครอบครัวของเขา
“ซูเว่ย” เสียงเบาๆ ดังมาจากเตียง
ซูเว่ยหันไปมองด้วยความตกใจ ภรรยาของเขาลืมตาขึ้นแล้ว “คุณ…”
“ผมอยู่ที่นี่” เขารีบเดินไปจับมือเธอ
“ลูก…” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
“ลูกปลอดภัยครับ อยู่ในความดูแลของหมออย่างดี” ซูเว่ยตอบพลางยิ้มทั้งน้ำตา
“ขอบคุณ…” เธอกระซิบ
“อย่าพูดมาก พักผ่อนก่อนนะครับ” ซูเว่ยลูบผมของเธอเบาๆ
“ฉันฝันว่า…ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว” เธอพูดพลางน้ำตาไหล “ฉันกลัวมาก”
“ไม่ต้องกลัวแล้วครับ ผมจะอยู่ที่นี่กับคุณ จะไม่ไปไหนอีกแล้ว” ซูเว่ยพูด
“สัญญา…” เธอพูด
“สัญญาครับ” ซูเว่ยตอบ
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ซูเว่ยก็ใช้เวลาทุกวันอยู่ที่โรงพยาบาล ดูแลภรรยาและลูกน้อยของเขา เขาจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลภรรยา และคอยอัปเดตอาการของลูกจากหมอทุกวัน
“ซูเว่ย วันนี้ศาลนัดไต่สวนครั้งแรก” ทนายความโทรมาแจ้ง
“ผมจะไปครับ” ซูเว่ยตอบ
ที่ศาล ตระกูลหัวส่งทนายความชั้นนำมาสู้คดี พวกเขาพยายามจะบิดเบือนความจริงและกล่าวหาว่าซูเว่ยสร้างเรื่องขึ้นมา แต่หลักฐานที่ซูเว่ยรวบรวมไว้กลับแน่นหนาเกินกว่าจะปฏิเสธได้
“ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยว ศาลเห็นว่าคดีมีมูลและหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงผู้ต้องหาได้ชัดเจน จึงให้ประกันตัวในวงเงินสูง และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ” ผู้พิพากษาอ่านคำสั่ง
ซูเว่ยมองไปที่หญิงชราและลูกชายของหัวหลินที่ยืนอยู่ในคอกผู้ต้องหา ดวงตาของเขาไม่มีความเกลียดชัง มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะทำให้ความจริงปรากฏ
“ซูเว่ย แกจะต้องชดใช้!” หญิงชราตะโกนออกมาขณะถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวออกไป
“คนที่ต้องชดใช้คือพวกคุณต่างหาก” ซูเว่ยพูดเบาๆ
คดีดำเนินไปเป็นเวลาหลายเดือน ในระหว่างนั้น ซูเว่ยต้องเดินทางไปมาระหว่างโรงพยาบาลและศาล เขาเหนื่อยล้าแต่ไม่เคยย่อท้อ ภรรยาของเขาค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นทีละน้อย และลูกน้อยของเขาก็แข็งแรงขึ้นจนสามารถออกจากตู้อบได้
“วันนี้ลูกยิ้มให้ผมด้วย” ซูเว่ยพูดกับภรรยาขณะอุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขน
“เขารู้ว่าใครเป็นพ่อที่ดี” ภรรยาพูดพลางยิ้ม
“ผมจะทำให้ดีที่สุด เพื่อคุณและลูก” ซูเว่ยพูด
“ฉันเชื่อคุณ” เธอตอบ
ในที่สุด ศาลก็มีคำพิพากษา หญิงชราและลูกชายของหัวหลินถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ฐานทำร้ายร่างกายและพยายามฆ่า พวกเขาถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลาหลายปี ส่วนหัวหลินแม้จะไม่ถูกดำเนินคดีโดยตรง แต่ชื่อเสียงของเขาก็เสื่อมเสียอย่างหนัก ตระกูลหัวสูญเสียพันธมิตรทางธุรกิจและถูกสังคมประณาม
“ซูเว่ย ฉันขอโทษ” หัวหลินมาพบซูเว่ยที่หน้าบ้านหลังใหม่ของเขา “ฉันรู้ว่าฉันผิด ฉันไม่ควรปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น”
“คำขอโทษของคุณไม่ได้ทำให้แผลเป็นที่ภรรยาผมได้รับหายไป” ซูเว่ยตอบ
“ฉันรู้…ฉันแค่อยากให้ลูกรู้ว่าฉันเสียใจจริงๆ” หัวหลินพูด
“ผมไม่ใช่ลูกของคุณอีกต่อไปแล้ว” ซูเว่ยพูด “แต่ถ้าคุณอยากทำอะไรเพื่อครอบครัวของผม ก็ช่วยอยู่ห่างๆ ไว้เถอะครับ”
หัวหลินพยักหน้าอย่างเศร้าใจ “ฉันเข้าใจ…ฉันจะไม่มายุ่งกับชีวิตของแกอีก”
ซูเว่ยมองพ่อของเขาเดินจากไปอย่างเงียบๆ ก่อนจะปิดประตูบ้านและเดินเข้าไปหาภรรยาและลูกน้อยที่นั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่น
“ใครมาคะ” ภรรยาถาม
“ไม่มีใครสำคัญครับ” ซูเว่ยตอบพลางนั่งลงข้างๆ เธอ
“ขอบคุณนะคะ ที่สู้เพื่อฉันและลูก” เธอพูดพลางซบศีรษะลงบนไหล่ของเขา
“ผมจะสู้เพื่อครอบครัวของเราตลอดไป” ซูเว่ยพูดพลางโอบกอดเธอไว้
หนึ่งปีต่อมา ซูเว่ยเปิดร้านอาหารเล็กๆ ใกล้บ้าน เขาใช้เงินที่เก็บสะสมไว้จากการทำงานหนักหลายปีสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมาใหม่ ภรรยาของเขาช่วยดูแลร้าน และลูกน้อยก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง
“วันนี้มีลูกค้าเยอะมากเลยค่ะ” ภรรยาพูดพลางยิ้ม
“เพราะฝีมือคุณทำอาหารอร่อย” ซูเว่ยตอบ
“ฝีมือเรา” เธอแก้คำ
“ครับ ฝีมือเรา” ซูเว่ยหัวเราะ
ชีวิตของพวกเขาไม่ได้หรูหราเหมือนตระกูลหัว แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุขที่แท้จริง ซูเว่ยไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจเดินออกมาจากตระกูลหัว และไม่เคยเสียใจที่เลือกจะสู้เพื่อครอบครัวของเขา
“พ่อครับ” เสียงของลูกชายวัยสามขวบดังขึ้น “หนูอยากช่วยทำอาหาร”
“ได้สิ มาช่วยพ่อล้างผักก่อน” ซูเว่ยพูดพลางอุ้มลูกชายขึ้น
“หนูจะทำอาหารเก่งเหมือนพ่อและแม่” เด็กน้อยพูด
“แน่นอน ลูกทำได้อยู่แล้ว” ภรรยาพูดพลางยิ้ม
เย็นวันนั้น ครอบครัวเล็กๆ นั่งกินข้าวด้วยกันที่โต๊ะในร้าน ซูเว่ยมองภรรยาและลูกชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า แล้วรู้สึกว่าทุกอย่างที่เขาทำไปนั้นคุ้มค่า
“ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้” ภรรยาพูดขึ้น
“ผมจะไม่ยอมแพ้ตราบใดที่ยังมีคุณและลูกอยู่ข้างๆ” ซูเว่ยตอบ
“เราจะอยู่ข้างๆ คุณตลอดไป” เธอพูด
“ตลอดไป” เด็กน้อยพูดซ้ำ
ซูเว่ยยิ้มและจับมือของทั้งสองคนไว้ “ตลอดไปครับ”
ค่ำคืนนั้นเงียบสงบและอบอุ่น ไม่มีความกลัว ไม่มีการกดขี่ มีเพียงครอบครัวเล็กๆ ที่ผ่านพายุฝนมาได้ด้วยกัน และพร้อมจะเดินหน้าต่อไปด้วยกัน ไม่ว่าอนาคตจะนำพาอะไรมาให้ก็ตาม
ที่มุมหนึ่งของบ้าน มีรูปถ่ายใบหนึ่งวางอยู่บนชั้นไม้ รูปถ่ายของครอบครัวสามคนที่ถ่ายไว้เมื่อไม่นานมานี้ ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ และดวงตาของพวกเขามองไปยังอนาคตด้วยความหวัง
ซูเว่ยหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาดูอีกครั้งก่อนจะวางมันกลับที่เดิม เขารู้ดีว่าชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่เขาก็ไม่ต้องการให้มันเหมือนเดิม เขาต้องการเพียงแค่ช่วงเวลาที่เรียบง่ายและจริงใจแบบนี้เท่านั้น
“พ่อครับ หนูง่วงแล้ว” เสียงของลูกชายดังมาจากห้องนอน
“พ่อไปหาเดี๋ยวนี้” ซูเว่ยตอบพลางเดินไปที่ห้องนอน
เขานั่งลงข้างเตียงของลูกชายและเล่านิทานให้ฟังจนเด็กน้อยหลับไป ภรรยาของเขายืนพิงประตูมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม
“คุณเป็นพ่อที่ดีมาก” เธอกระซิบ
“ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำ” ซูเว่ยตอบพลางลุกขึ้นไปกอดเธอ
“ฉันรักคุณ” เธอพูด
“ผมก็รักคุณครับ” เขาตอบ
ทั้งสองยืนกอดกันเงียบๆ อยู่กลางห้องนอนที่แสงไฟสลัว ความอบอุ่นของกันและกันทำให้ความเจ็บปวดในอดีตค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความรักและความหวังที่พวกเขาจะสร้างอนาคตด้วยกันต่อไป
วันรุ่งขึ้น ซูเว่ยตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมร้านอาหาร เขาเปิดประตูร้านและพบว่ามีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ที่หน้าประตู จดหมายสีขาวมีตราสัญลักษณ์ของตระกูลหัวประทับอยู่ที่มุมซอง
เขาหยิบจดหมายขึ้นมาอ่านด้วยความสงสัย เนื้อความในจดหมายเขียนด้วยลายมือของหัวหลิน พ่อของเขา
“ซูเว่ย พ่อรู้ว่าแกคงไม่อยากได้ยินจากพ่ออีก แต่พ่อขอเขียนถึงแกเป็นครั้งสุดท้าย พ่อขอโทษจริงๆ สำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น พ่อไม่เคยเป็นพ่อที่ดี และพ่อไม่เคยปกป้องครอบครัวของแกเลย พ่อรู้ว่าแกคงไม่มีวันให้อภัยพ่อ แต่พ่ออยากให้แกรู้ว่าพ่อภูมิใจในตัวแกมาก แกเข้มแข็งและกล้าหาญกว่าที่พ่อเคยเป็น พ่อขอให้แกและครอบครัวมีความสุขตลอดไป อย่าห่วงเรื่องตระกูลหัวอีกเลย พ่อจะจัดการทุกอย่างเอง”
ซูเว่ยอ่านจดหมายจบแล้วพับเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ เขาไม่รู้สึกโกรธหรือเกลียดอีกต่อไป มีเพียงความรู้สึกว่างเปล่าและความสงบ
“จดหมายอะไรคะ” ภรรยาถามเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา
“ไม่มีอะไรสำคัญครับ” ซูเว่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “แค่เรื่องเก่าๆ ที่ควรปล่อยวาง”
“ดีแล้วค่ะ” เธอตอบ
“วันนี้เรามาเริ่มวันใหม่กันเถอะครับ” ซูเว่ยพูดพลางเปิดประตูร้านต้อนรับลูกค้าคนแรกของวัน
แสงแดดยามเช้าส่องเข้ามาในร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ อบอุ่นและเต็มไปด้วยความหวัง ซูเว่ยรู้ดีว่าชีวิตของเขาจะมีอุปสรรคอีกมากมาย แต่ตราบใดที่เขายังมีภรรยาและลูกชายอยู่เคียงข้าง เขาก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง
เพราะความรักของครอบครัวคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และมันคือสิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นผู้ชายที่เข้มแข็งในวันนี้
“พ่อครับ วันนี้หนูช่วยเสิร์ฟอาหารได้ไหมครับ” ลูกชายถาม
“ได้สิ แต่อย่าทำจานแตกนะ” ซูเว่ยตอบพลางหัวเราะ
“หนูจะระวังครับ” เด็กน้อยรับปาก
ครอบครัวเล็กๆ เริ่มต้นวันใหม่ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พวกเขาไม่ใช่ตระกูลที่ร่ำรวยหรือมีอำนาจ แต่พวกเขามีความรักที่มั่นคงและความสุขที่แท้จริง และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ซูเว่ยยืนมองภรรยาและลูกชายช่วยกันจัดโต๊ะในร้าน แล้วรู้สึกว่าเขาได้พบสิ่งที่ตามหามาตลอดชีวิตแล้ว นั่นคือบ้านที่แท้จริง