เสียงเหล็กกระแทกพื้นดังสนั่นจนผมสะดุ้งทั้งตัว มันดังมาจากชั้นบนของตึกที่กำลังก่อสร้างฝั่งตรงข้าม ผมเงยหน้าขึ้นเห็นท่อนเหล็กยาวหลายเมตรกำลังร่วงลงมา ปลายด้านหนึ่งพุ่งตรงไปยังผู้หญิงที่ยืนก้มหน้าก้มตาคุยโทรศัพท์อยู่ตรงหน้าผมไม่ถึงห้าก้าว
เธอไม่ทันรู้ตัวเลยสักนิด
ขาเจ็บยังไม่หายดี แต่ตอนนั้นร่างกายตัดสินใจเร็วกว่าความคิด ผมทิ้งถุงอาหารในมือ พุ่งตัวเข้าไปกระแทกเธอออกจากแนวอันตรายสุดแรงเกิด เธอล้มกลิ้งไปบนทางเท้า ส่วนผมกลับรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงกลางกะโหลก
ความมืดกลืนทุกอย่างไปในพริบตา
ตอนฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง กลิ่นยาฆ่าเชื้อกับเสียงเครื่องช่วยหายใจทำให้รู้ว่าตัวเองนอนอยู่ในโรงพยาบาล แขนขวาใส่เฝือกอ่อน หัวพันผ้าพันแผลหนา มึนงงเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้ายที่ยาวนาน
“คุณฟื้นแล้ว!” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นข้างเตียง น้ำเสียงทั้งตกใจและโล่งอก
ผมหันไปมอง เธอคือผู้หญิงคนนั้น ใบหน้าสะอาดหมดจด ดวงตากลมโตแดงก่ำเหมือนเพิ่งร้องไห้ เธอกุมมือผมไว้แน่น “คุณช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันชื่อลิลิน่า ฉันไม่รู้จะขอบคุณยังไง”
“ไม่เป็นไรครับ” ผมตอบตามมารยาท พยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่ความเจ็บที่หัวทำให้ต้องนอนลงเหมือนเดิม “ผมชื่ออุซวิน”
“อุซวิน…” เธอทวนชื่อเบาๆ เหมือนกำลังจดจำเอาไว้
ผมไม่รู้หรอกว่าชื่อของผมกำลังจะกลายเป็นกุญแจไปสู่เรื่องราวที่ใหญ่โตกว่าชีวิตเด็กกำพร้าอย่างผมจะจินตนาการได้
สามวันต่อมา ผมยังนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล ลิลิน่าแวะมาเยี่ยมทุกวัน บางวันเธอถือถุงผลไม้มาด้วย บางวันก็แค่นั่งเงียบๆ อยู่ข้างเตียง คอยถามว่าอยากกินอะไร อยากได้อะไรเพิ่มไหม
“คุณไม่ต้องดูแลผมขนาดนี้ก็ได้ครับ” ผมบอกเธอตรงๆ “ผมแค่เจ็บหัว มือไม่มีปัญหา”
“ไม่เป็นไรจริงๆ” เธอยิ้มบางๆ “คุณคือผู้ที่ช่วยชีวิตฉัน ถ้าฉันดูแลคุณไม่ดี ฉันคงรู้สึกแย่ไปตลอดชีวิต”
“แล้วคุณล่ะ ไม่ต้องทำงานเหรอครับ”
“ฉันลางานแล้ว” เธอตอบเร็วเกินไปนิด
ผมไม่ได้ซักต่อ แต่สังเกตว่าเธอมักจะคอยเหลือบมองนาฬิกาข้อมือราคาแพงเป็นระยะ เหมือนมีธุระสำคัญรออยู่ข้างนอก
วันที่สี่ เธอวางนามบัตรไว้บนโต๊ะข้างเตียง “เบอร์ฉันอยู่นี่ มีอะไรโทรหาฉันได้ตลอดนะ”
ผมหยิบขึ้นมาดู ชื่อบริษัทหรูหรา ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ผมเพิ่งรู้ว่าเธอไม่ใช่พนักงานธรรมดา
“ขอบคุณครับ” ผมเก็บนามบัตรไว้ในลิ้นชัก
วันนั้นเอง เรื่องที่ผมไม่อยากให้เกิดก็มาถึง
เสียงเคาะประตูห้องพักฟื้นดังขึ้นสองครั้งก่อนประตูจะเปิดออก ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าเรียวยาว ดวงตาคมกริบ สวมสูทเข้ารูปสีดำสนิท เธอมองผมด้วยสายตาที่ผมจำได้ดีเกินไป
“จางลี่ซู” ผมเอ่ยชื่อเธอเสียงเรียบ
“อุซวิน” เธอตอบเสียงเย็นชา “ฉันมาเอาเอกสาร”
“เอกสารอะไร”
“ข้อตกลงการหย่า” เธอวางแฟ้มเอกสารลงบนเตียงตรงหน้าผม “คุณน่าจะเซ็นเสียตั้งแต่วันนั้นแล้ว”
ผมจ้องหน้าเธอ นึกย้อนไปถึงวันแต่งงานเมื่อหลายปีก่อน เธอเคยเป็นเด็กสาวตาสดใสที่ทำงานอยู่แผนกเดียวกันกับผม เราเริ่มจากเพื่อนร่วมงาน สนิทกันเพราะช่วยกันแก้ปัญหางาน แล้วค่อยๆ พัฒนาเป็นความรัก
แต่ตอนนี้คนตรงหน้าไม่เหลือเค้าเดิมของคนที่ผมเคยรู้จัก
“ทำไมต้องรีบขนาดนั้น” ผมถาม
“รีบเหรอ” เธอหัวเราะเบาๆ “ฉันให้เวลาคุณมามากพอแล้ว อุซวิน เราไม่ได้อยู่ด้วยกันแบบสามีภรรยามานานแค่ไหนแล้ว คุณน่าจะรู้ตัวดี”
“ฉันรู้แค่ว่าคุณเปลี่ยนไป” ผมตอบตามตรง “จากคนที่เคยทำงานเคียงข้างกัน กลายเป็นคนที่มองผมเหมือนเป็นตัวถ่วง”
“ก็คุณมันตัวถ่วงจริงๆ นั่นแหละ” เธอพูดโดยไม่เกรงใจ “ตอนนี้ฉันเป็นผู้จัดการบริษัท ส่วนคุณยังเป็นแค่พนักงานเล็กๆ ที่ถูกไล่ออกได้ทุกเมื่อ ฉันแค่รู้สึกอับอายที่ต้องมีสามีแบบคุณ”
คำพูดเธอเหมือนมีดทื่อๆ ปักลงกลางอก แต่ผมไม่แสดงอะไรออกไป
“ข้อตกลงนี้ฉันไม่เซ็น” ผมตอบเสียงหนักแน่น
“ไม่เซ็น?” เธอเลิกคิ้วสูง “ทำไมล่ะ ทรัพย์สินทั้งหมดในข้อตกลงยกให้คุณหมดแล้ว ฉันใจดีพอแล้วนะ”
“ฉันไม่เห็นด้วย”
“คุณมีสิทธิ์อะไรไม่เห็นด้วย” เธอขึ้นเสียง “ฉันอยู่กับคุณมาหลายปี เวลาที่ดีที่สุดของชีวิตฉันเสียไปกับคุณหมด ทรัพย์สินพวกนั้นเป็นการชดเชยให้ฉันต่างหาก”
“คุณก็คือจางลี่ซู” ผมมองเธอตรงๆ “คุณไม่คิดเหรอว่าคุณโลกเกินไป”
“นี่ใคร” เสียงของลิลิน่าดังขึ้นจากหน้าประตู
เธอยืนอยู่ตรงนั้น ถุงผลไม้ในมือยังไม่ทันวางลง สายตามองสลับระหว่างผมกับจางลี่ซู
“คุณเป็นใคร” จางลี่ซูหันไปถามเสียงห้วน
“ฉันชื่อลิลิน่า” เธอตอบเสียงนิ่ง “อุซวินคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตฉัน”
“ลิลิน่า…” จางลี่ซูขมวดคิ้ว “ชื่อนี้เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน”
“อีกอย่างที่คุณพูด” ลิลิน่าก้าวเข้ามาในห้อง “ฉันขอเถียงเรื่องที่คุณบอกว่าเสียเวลา อุซวินก็เสียช่วงเวลาที่ดีไปเหมือนกัน”
“เขาไม่ได้เสียเวลาไปกับฉันหรอก” จางลี่ซูตอบกลับทันที “เขาจะสูญเสียอะไรล่ะ ฉันอยู่กับเขามาหลายปี เป็นภรรยาเขามาหลายปี ฉันต่างหากที่เสียเวลา”
“นั่นแหละ โชคดีที่เขามีสติในชาตินี้ แล้วก็…” ลิลิน่าหยุดพูด เหมือนกำลังข่มใจ
“นี่เป็นเรื่องของฉันกับอุซวิน เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ” จางลี่ซูถามเสียงกร้าว
“คุณพูดจาแบบนี้ได้ยังไง” ลิลิน่าขมวดคิ้ว “ฉันพูดผิดตรงไหน อุซวินเป็นแค่ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคุณเท่านั้น”
“ฉันจะหย่ากับเขา ไม่เกี่ยวกับพวกคุณ คุณก็ไม่ใช่ครอบครัวของเขา”
“คุณ…” ลิลิน่ากำมือแน่น
“ทำไม คุณอยากจะตบฉันเหรอ” จางลี่ซูยิ้มเยาะ “คุณกล้าตบฉันลองดูสิ”
“พอแล้ว” ผมตัดบทเสียงดัง “จางลี่ซู ฉันบอกคุณเลย ข้อตกลงการหย่าตอนนี้ฉันจะไม่เซ็น”
“ถ้าอยากให้ฉันเซ็น ก็ต้องร่างมันอีกครั้ง” ผมพูดต่อ “ถ้าคุณไม่เต็มใจ งั้นก็ทำตามขั้นตอน”
“อุซวิน อย่าทำตัวไม่รู้จักดีชั่ว” เธอจ้องผมเขม็ง “ตอนนี้รีบๆ เซ็นข้อตกลงการหย่าให้ฉัน ถ้าคุณไม่เซ็น เชื่อไหม ฉันจะไล่คุณออกจากบริษัททันที”
“ให้ฉันลาออก” ผมย้อนถาม “คุณเป็นแค่ผู้จัดการ ไม่มีสิทธิ์นั้นหรอก”
“ฉันไม่มีสิทธิ์เหรอ” เธอหัวเราะเสียงเย็น “ดีๆ คุณรอดูได้เลย ฉันจะให้คุณดู ว่าฉันมีสิทธิ์ไล่คุณออกไป”
เธอหมุนตัวเดินออกจากห้องไป เสียงส้นเท้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะ
“ขอโทษนะ” ลิลิน่าพูดเบาๆ “ฉันรู้สึกเหนื่อยหน่อย อยากพักสักครู่”
“โอเค งั้นคุณพักผ่อน” เธอวางถุงผลไม้ลงข้างเตียง “นี่คือบัตรของฉัน มีเบอร์โทรของฉันอยู่ มีอะไรโทรหาฉันได้ตลอด”
เธอพูดเหมือนเคยพูดทุกวัน แต่คราวนี้แววตาเธอมีบางอย่างแปลกไป
ที่ไหนสักแห่งบนตึกสูงใจกลางเมือง ผู้หญิงวัยกลางคนในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มนั่งอยู่บนโซฟาหนัง ตรงหน้าเธอคือแก้วไวน์แดงที่พร่องไปกว่าครึ่ง
“คุณลิ พวกเราหาแทบทุกประเทศแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเบาะแสของคุณชาย” ชายชุดดำวัยห้าสิบเศษยืนก้มหน้ารายงาน
“ฉันให้เวลาคุณ 20 ปี” น้ำเสียงเธอสั่นเครือ “20 ปีเต็มๆ คุณก็ยังหาเด็กของฉันไม่เจอ”
“กรุณาให้เวลาเราอีกสักหน่อย”
“งั้นฉันจะให้พวกคุณเวลาอีกหนึ่งเดือนสุดท้าย” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ “ถ้าคุณสามารถหาเด็กของฉันเจอ ฉันจะให้คุณหนึ่งพันล้าน แต่ถ้าหาไม่เจอ งั้นคุณก็ออกไปจากที่นี่”
“ค่ะคุณลิ”
ประตูห้องปิดลง ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ผู้หญิงคนนั้นยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มจนหมด น้ำตาไหลลงอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
“ลูกของแม่… ลูกอยู่ที่ไหนกันแน่” เธอกระซิบกับตัวเอง “แม่คิดถึงลูกมาก”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นผู้หญิงวัยไล่เลี่ยกันเดินเข้ามา ใบหน้าคมคายแต่แฝงความอ่อนโยน
“พี่ อย่าดื่มอีกเลย” เธอดึงแก้วไวน์ออกจากมือคนพี่
“ฉันมีข่าวดีจะบอก”
“ข่าวดี?” คนพี่หัวเราะทั้งน้ำตา “ตั้งแต่ลูกของฉันหายไป สำหรับฉันก็ไม่มีข่าวดีอีกแล้ว”
“เอาเถอะ บอกมาให้ฉันฟัง” เธอเช็ดน้ำตา “ลูกของฉัน ลูกอยู่ที่ไหนกันแน่”
“แม่คิดถึงลูกมาก”
“พี่ เจอลูกแล้ว”
“คุณ… คุณพูดว่าอะไรนะ”
“พี่ ลูกที่หายไป 25 ปีของพี่ เจอแล้ว”
“เขาทำงานอยู่ที่บริษัทสาขาเทียนหลง”
“ทำงานอยู่ในบริษัทของเรา”
“คุณพูดจริงเหรอ”
“จริงค่ะ ที่แขนของเขามีปานรูปหัวใจ อายุก็เท่ากัน ยังเป็นเด็กกำพร้า และหน้าตาเขาเหมือนพี่มาก ไม่มีทางผิดแน่”
“ลูกของฉันอยู่ที่ไหน” คนพี่ลุกขึ้นยืนทันที “บอกฉัน ฉันจะไปพบเขาตอนนี้”
“พี่ คุณใจเย็นก่อน เที่ยวบินวันนี้ไม่มีแล้ว พรุ่งนี้เราค่อยไป”
“งั้นเอาเครื่องบินส่วนตัวของฉัน จัดการมา”
“พี่ นี่คือเส้นผมของเด็กคนนั้น คุณไปตรวจ DNA ตอนนี้ ดูผลก่อน ฉันจะจัดการเครื่องบินพิเศษ”
“ดีแค่ไหน”
สองชั่วโมงต่อมา ผลตรวจ DNA ถูกวางลงบนโต๊ะ
“รายงานออกมาแล้วค่ะ”
“อุซวินคือลูกของคุณ”
ผมออกจากโรงพยาบาลวันที่หกหลังเกิดเหตุ แขนยังใส่เฝือกอ่อน เดินกะเผลกนิดๆ แต่พอไหว
ลิลิน่ามาส่งถึงหน้าประตู เธอจอดรถยนต์คันหรูไว้ริมถนน “คุณแน่ใจนะว่าจะกลับบ้านเองไหว”
“ไหวครับ” ผมยิ้มให้ “ขอบคุณมากที่ดูแลตลอด”
“โทรหาฉันนะ” เธอย้ำอีกครั้ง
ผมพยักหน้า แต่ในใจรู้ดีว่าคงไม่ได้โทร ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับผู้หญิงฐานะดีอย่างเธอควรจบลงแค่ตรงนี้
เช้าวันจันทร์ ผมไปทำงานตามปกติ บริษัทสาขาเทียนหลง อาคารห้าชั้นกลางย่านธุรกิจ ที่ที่ผมทำงานมาเกือบสิบปี ตั้งแต่เป็นพนักงานส่งเอกสาร จนได้เลื่อนเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ
แต่พอเดินถึงหน้าประตู รปภ.กลับกั้นไว้
“คุณอุซวินใช่ไหมครับ” เขาถามเสียงเก้อเขิน
“ครับ”
“ผู้จัดการหวังสั่งไว้ว่า… ถ้าคุณมา ให้ไปพบที่ห้องประชุมชั้นสาม”
ผมรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ แต่ก็เดินขึ้นไปตามคำสั่ง
ในห้องประชุม ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะ ใบหน้าเรียว ดวงตาคมกริบ นั่นคือหวังไป่ชวน ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจของสาขา เธอเป็นญาติห่างๆ ของจางลี่ซู และเป็นคนที่ได้ตำแหน่งผู้จัดการเพราะเส้นสาย
“อุซวิน” เธอเรียกชื่อผมเสียงเย็น “คุณถูกลาออกแล้ว ตอนนี้มาที่บริษัทเพื่อจัดการเอกสาร”
“ผู้จัดการหวัง ทำไมถึงไล่ผมออก” ผมถามเสียงนิ่ง
“ฉันแค่ขาดงานวันเดียวเอง แล้วฉันก็ลางานแล้วด้วย”
“ทำไมถึงไล่คุณออก” เธอหัวเราะ “คุณไม่รู้จริงๆ เหรอ ใครให้คุณไม่ยอมเซ็นชื่อในข้อตกลงการหย่า”
“จางลี่ซูเป็นคนสั่งคุณ” ผมถาม
“คุณตอบไม่ผิด” เธอยิ้มเยาะ “จางลี่ซูเป็นคนสั่งฉัน และฉันก็เป็นคนเซ็นให้เธอ”
“เป็นผู้จัดการ ลองดูอีกที” ผมมองหน้าเธอ “ทำไมฉันถึงให้เธอเป็นผู้จัดการ”
“ฮ่าๆ รีบกลับไปที่เบอร์นั้น เอาของของคุณไปด้วย” เธอไม่ตอบคำถามผม
“คุณใจร้ายจริงๆ” ผมพูดเบาๆ
“ฉันจะได้เจอเขาแล้ว เขาจะไม่ยอมรับฉันไหม” เสียงผู้หญิงดังมาจากหน้าประตู
ผมหันไปมอง เห็นผู้หญิงวัยกลางคนในชุดหรูหรายืนอยู่ตรงนั้น น้ำตานองหน้า มือสั่นเทา
“จะเกลียดฉันไหม ที่ทำให้เขาหายไป” เธอพูดเหมือนถามตัวเอง
“พี่ไม่ต้องกังวลนะ” ผู้หญิงอีกคนที่ยืนข้างๆ พูดปลอบ “เด็กคนนั้นใจดีมาก ไม่น่าจะเป็นไปได้”
“ลูก… แม่มาแล้ว”
ผมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า
“ลูกฉันอยู่ไหน” ผู้หญิงคนนั้นกวาดตามองไปทั่วห้อง แล้วหยุดที่ผม
“ฉันจะโทรถามดู” ผู้หญิงข้างๆ รีบพูด
“คุณลิ พวกคุณไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล” เสียงผู้ช่วยคนหนึ่งดังขึ้น
“ขาของเขายังไม่หายดี คุณให้เขาไปที่บริษัทตอนนี้”
“คุณลี ฉันห้ามเขาไม่ได้ ฉันเข้าใจแล้ว”
“พี่ อุซวินอยู่ที่สาขา จัดการเรื่องลาออก”
“ลาออก?” ผู้หญิงที่ชื่อคุณลิหันขวับไปมองหวังไป่ชวน ดวงตาแดงก่ำแต่แฝงความกร้าว
“ลูกของฉันในบริษัทของฉัน ถูกลาออก” เธอพูดเสียงเย็น “ฉันจะดูว่าเป็นใคร”
“คุณอุซวิน ฉันช่วยคุณ” ลิลิน่าก้าวเข้ามาในห้อง เธอมองผมด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้อง ฉันทำเองได้” ผมปฏิเสธ
“บริษัทสาขาหลง ชื่อเสียงหลง” คุณลิพูดเสียงดัง
“ฉันบอกแล้วว่าจะไล่คุณออกจากบริษัท ก็จะไล่ออกได้ ตอนนี้คุณเชื่อหรือยัง” หวังไป่ชวนยังไม่รู้ตัว
“ตอนนี้คุณดูเหมือน ทำให้ฉันรู้สึกแปลกหน้า” ผมมองหวังไป่ชวน
“แปลกหน้า” เธอหัวเราะ “นี่แสดงว่าคุณไม่เคยเข้าใจฉันเลย”
“อุซวินยังยืนอยู่ที่นี่ทำไม รีบไปที่ฝ่ายบุคคล จัดการเรื่องลาออก” เธอสั่งเสียงกร้าว
“เอาของคุณแล้วรีบไปซะ”
“พวกคุณเริ่มกันเมื่อไหร่” คุณลิถามเสียงเย็น
“เริ่มอะไรกัน คุณพูดอะไร ฉันฟังไม่เข้าใจเลย” หวังไป่ชวนหันไปตอบ
“ตอนนี้ยังแกล้งทำเป็นมีความหมายอยู่ไหม”
“มีความหมายแน่นอน” เธอยังยียวน “ฉันกับเธอ ตอนที่อยู่ด้วยกัน”
“นั่นยิ่งน่าสนใจ” คุณลิหัวเราะเย็น
“ฮ่าๆๆ ขับเร็วขึ้นหน่อย เป็นท่านประธาน” เสียงคนขับดังมาจากโทรศัพท์ในมือผู้ช่วย
“พี่ ฉันรู้ว่าพี่รีบ แต่พี่อย่าเพิ่งรีบ”
“ตอนนี้เด็กหาเจอแล้ว เจอกันเป็นแค่เรื่องของเวลา”
“ฉันรู้ แต่ฉันรอไม่ได้ ฉันตามหาเขามา 25 ปี” คุณลิพูดเสียงสั่น
“วันนี้ในที่สุดก็หาเจอแล้ว ฉันอยากเจอเขาทันที”
“ขับเร็วขึ้นอีกหน่อย”
“ได้ค่ะท่านประธาน”
“สิลอ!”
“พอแล้ว” คุณลิพูดเสียงดัง “ฉันให้โอกาสเธอครั้งหนึ่ง ตอนนี้เธอเซ็นข้อตกลงการหย่า ฉันจะให้เธออยู่ในบริษัทต่อไป”
“อุซวิน รีบเอา ข้อตกลงการหย่าเซ็นซะ” หวังไป่ชวนยื่นเอกสารให้ผม
“อย่าเพราะว่าศักดิ์ศรีของผู้ชายที่น่าสงสารของเธอ” เธอพูดต่อ “รู้สึกไม่ดี ตอนนี้หางานไม่ง่าย”
“ถ้าเสียงานนี้ไป ฉันอยากรู้ว่าเธอจะทำยังไง”
“ฉันจะไม่เซ็นข้อตกลงการหย่า” ผมตอบเสียงหนักแน่น “ฉันไม่ได้เสียดายเธอ”
“แต่ฉันต้องทำตามขั้นตอน เพื่อเอาสิ่งที่ฉันควรได้มา”
“แล้วก็เธอ ในเมื่อเธอไล่ฉันออกจากบริษัท ก็ต้องชดเชยให้ฉัน”
“ชดเชย” หวังไป่ชวนหัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆๆ เธอยังอยากได้ชดเชยอีกเหรอ”
“เธอกำลังฝันอยู่หรือไง ตอนนี้ฉันให้เธอโอกาสสุดท้ายแล้ว รีบไปจัดการเรื่องลาออกซะ”
“วิวิ ไม่งั้นตอนนี้ก็ออกไปจากบริษัท ฉันจะทำให้เธอไม่ได้เงินเดือนเดือนสุดท้าย”
“เธอกล้าหรือ”
“ดูสิว่าฉันกล้าหรือเปล่า จะนัดที่รักษาความปลอดภัย” เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“พาคนขาพิการคนนี้ออกไป”
“ค่ะคุณหวัง” รปภ.สองคนก้าวเข้ามา
“หยุดมือ” คุณลิพูดเสียงดัง “พวกคุณจบแล้ว”
“เหมือนมาก” เธอจ้องหน้าผม น้ำตาไหลอาบแก้ม
“เขาคือลูกของฉัน” เธอพูดเสียงสั่น “เขาคือลูกของฉัน ก็คือเด็กที่ฉันตามหา มากว่า 20 ปี”
ทุกคนในห้องนิ่งงัน
“คุณดึงฉันทำไม” คุณลิหันไปถามผู้หญิงข้างๆ
“พี่ คุณอย่าเพิ่งตื่นเต้น”
“อุซวินเป็นเด็กกำพร้ามากว่า 20 ปี เขาต้องผ่านความลำบากมามาก”
“เราไม่รู้ว่าเขาในใจจะกราดคุณไหม เดี๋ยวเราลองทดสอบดูก่อน”
“แต่ว่าช่วงเวลานี้ ฉันรอมากว่า 20 ปี”
“ฉันจะไม่สามารถแม้แต่จะพบลูกของตัวเองได้เลยหรือ?”
“พี่ ยังไงก็รอมานานขนาดนี้แล้ว ไม่ต่างกันกับเวลาสุดท้ายนี้”
“นิมพิส”
“พวกคุณเป็นใคร” หวังไป่ชวนถามเสียงสั่น
“ฉันคือ ลิลิน่า” ลิลิน่าก้าวออกมายืนข้างคุณลิ
“ตอนนี้ให้พวกคุณเรียกผู้จัดการทั่วไปมาที่นี่”
“ลิลิน่า ชื่อที่คุณเคยมา คุณลิ”
“เป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทใหญ่ที่หลง”
“ร่วม สำนักงานใหญ่” หวังไป่ชวนหน้าซีด
“ผู้จัดการทั่วไป”
“คุณบอกว่าเป็นผู้จัดการทั่วไป ก็เป็นผู้จัดการทั่วไปสิ” เธอยังแข็งใจถาม
“มีหลักฐานไหม ตอนนี้ให้หัวหน้าสาขา”
“เหลียวให้โทรมา วิให้เขามาที่นี่”
“ได้ครับผู้จัดการทั่วไป” ผู้ช่วยคนหนึ่งรับคำ
ไม่ถึงห้านาที ชายวัยสี่สิบเศษรีบวิ่งเข้ามาในห้องแทบไม่ทันหายใจ
“ประธานบริษัท ผู้จัดการทั่วไป” เขาก้มศีรษะคำนับ
“พวกคุณมาที่นี่ได้ยังไง ไม่กี่วันก่อนบริษัทบอกว่าบริษัทใหญ่จะส่งคนมาตรวจสอบสาขา ไม่นึกว่าทั้งสองท่านนี้จะเป็นผู้จัดการทั่วไปและประธานบริษัท”
“คุณชื่ออะไร” คุณลิถามเสียงเรียบ
“ประธานบริษัท ฉัน… ฉันชื่อหวังไป่ชวน”
“เป็นผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ ของบริษัทสาขาเทียนหลง”
“คุณสามารถลาออกได้แล้ว”
ห้องประชุมเงียบสนิท หวังไป่ชวนยืนตัวแข็ง ใบหน้าซีดขาวเหมือนกระดาษ
“ประธานบริษัท…” เธอพยายามพูด แต่เสียงสั่นจนแทบฟังไม่เป็นคำ
“ฉันพูดไม่ชัดหรือ” คุณลิถามเสียงเย็น “คุณไล่ลูกฉันออกจากบริษัท แล้วยังจะให้คนมาลากเขาออกไป ฉันให้คุณลาออกนี่นับว่าปราณีแล้ว”
“แต่… แต่ฉันไม่รู้ว่าคุณอุซวินเป็น…”
“ไม่รู้แล้วทำไมต้องรู้” คุณลิตัดบท “คุณไล่พนักงานออกโดยไม่มีเหตุผลอันควร ใช้อำนาจในทางที่ผิด แล้วยังข่มขู่คุกคาม เรื่องแค่นี้ก็มากพอแล้ว”
“แต่ฉัน…”
“พอ” คุณลิยกมือห้าม “ถ้าคุณยังอยากทำงานในวงการนี้ ฉันแนะนำให้คุณลาออกเอง ดีกว่าให้ฉันไล่ออกเป็นทางการ”
หวังไป่ชวนหันไปมองหน้าผม เหมือนขอความช่วยเหลือ แต่ผมไม่พูดอะไร
“เชิญออกไปได้” ลิลิน่าพูดเสียงนิ่ง
หวังไป่ชวนก้มหน้าเดินออกจากห้องไป เสียงประตูปิดลงเบาๆ
“แล้วเธอล่ะ” คุณลิหันไปมองผู้หญิงอีกคนที่ยืนอยู่มุมห้อง
“ฉัน… ฉันเป็นแค่พนักงานธุรการ” เธอตอบเสียงสั่น “ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
“ออกไป” คุณลิพูดสั้นๆ
เธอรีบวิ่งออกไปทันที
ตอนนี้ในห้องเหลือแค่ผม คุณลิ ลิลิน่า และผู้ช่วยอีกสองคน
“อุซวิน” คุณลิหันมามองผม น้ำตาเอ่อคลอเบ้าตา “แม่… แม่ตามหาลูกมา 25 ปี”
“เดี๋ยวก่อนครับ” ผมยกมือห้าม “ผมยังไม่เข้าใจอะไรเลย ผมเป็นเด็กกำพร้า โตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ไม่เคยมีแม่”
“นั่นแหละ” เธอก้าวเข้ามาใกล้ “ลูกหายไปตั้งแต่อายุสามขวบ แม่ตามหาลูกทุกที่ แต่ไม่เคยเจอ ลูกอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในเมืองเล็กๆ ใช่ไหม”
“ใช่” ผมพยักหน้า
“ที่แขนขวาของลูก มีปานรูปหัวใจ ใช่ไหม”
ผมชะงัก ปานรูปหัวใจเล็กๆ ที่แขนขวา… ไม่เคยมีใครรู้เรื่องนี้มาก่อน
“อายุ… ลูกอายุ 28 ปี ใช่ไหม”
“ครับ”
“ตรวจ DNA แล้ว” ผู้ช่วยหญิงยื่นเอกสารให้ “ผลออกมาว่าคุณอุซวินคือลูกชายของคุณลิ”
ผมรับเอกสารมาดู ตัวเลขและผลการตรวจยืนยันชัดเจน
“ผม…” ผมไม่รู้จะพูดอะไร
“ลูกไม่ต้องรีบ” คุณลิพูดเสียงอ่อนโยน “แม่ไม่รีบ แม่รอมา 25 ปีแล้ว แม่รอได้อีก”
“แต่…”
“แม่รู้ว่าลูกคงมีคำถามมากมาย” เธอเช็ดน้ำตา “แต่ตอนนี้ แม่ขอแค่ได้เจอหน้าลูก ได้รู้ว่าลูกปลอดภัย แค่นั้นก็พอแล้ว”
ลิลิน่ายืนเงียบๆ อยู่ข้างหลัง มองผมด้วยสายตาให้กำลังใจ
“ผมขอเวลาทำใจหน่อยครับ” ผมพูดในที่สุด
“ได้สิ” คุณลิยิ้มทั้งน้ำตา “แม่จะให้เวลาลูก ไม่ต้องรีบ”
หลังเหตุการณ์วันนั้น ชีวิตผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
คุณลิ หรือแม่ของผม ไม่ได้บังคับให้ผมย้ายไปอยู่ด้วยกันทันที เธอเช่าโรงแรมหรูใกล้บ้านผม และมาหาทุกวัน บางวันก็แค่นั่งคุยเรื่องทั่วไป บางวันก็ทำกับข้าวมาให้
“แม่จำได้ว่าลูกชอบกินไข่ตุ๋น” เธอบอกในวันหนึ่ง
“ผมไม่รู้หรอกครับ” ผมตอบตามตรง “แต่ที่สถานเลี้ยงเด็กฯ มักมีไข่ตุ๋นให้กินทุกวันอาทิตย์”
“งั้นก็เหมือนเดิม” เธอยิ้ม
ความสัมพันธ์ของเราค่อยๆ ดีขึ้นทีละน้อย ผมเริ่มเรียกเธอว่าแม่ แต่ยังไม่สนิทใจนัก
ส่วนเรื่องงาน ผมไม่ได้กลับไปทำงานที่สาขาเทียนหลงอีก แต่แม่ชวนให้ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่
“ลูกไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น” เธอบอก “แค่อยู่ใกล้ๆ แม่ก็พอ”
“ผมอยากทำงานครับ” ผมปฏิเสธ “ผมอยู่เฉยๆ ไม่ได้”
“งั้นลูกอยากทำอะไร”
“ผมขอทำงานด้านปฏิบัติการเหมือนเดิม แต่เป็นที่สำนักงานใหญ่”
“ได้” เธอยิ้มกว้าง “ลูกอยากทำอะไรก็ได้”
แต่เรื่องที่ยังค้างคาใจคือจางลี่ซู
เธอโทรมาหาผมวันหนึ่ง น้ำเสียงเปลี่ยนไปจากเดิมมาก
“อุซวิน ฉันได้ยินข่าวแล้ว” เธอพูดเสียงอ่อน “ฉันขอโทษที่ทำแบบนั้นไป”
“ไม่เป็นไร” ผมตอบสั้นๆ
“แล้วเรื่องข้อตกลงการหย่า…”
“ผมจะเซ็น” ผมตอบทันที “แต่ขอแก้เงื่อนไขนิดหน่อย”
“แก้ยังไง”
“ทรัพย์สินทั้งหมด ผมไม่เอา” ผมพูดชัดเจน “ผมแค่อยากจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด”
“แต่…”
“แล้วก็เรื่องที่คุณไล่ผมออกจากบริษัท” ผมพูดต่อ “ผมไม่ติดใจเอาความ แต่คุณควรรู้ไว้ว่าสิ่งที่คุณทำ มันไม่ถูกต้อง”
“ฉันรู้แล้ว” เธอตอบเสียงเบา “ฉันขอโทษจริงๆ”
“ผมให้อภัยคุณ” ผมพูดตามตรง “แต่เราคงกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้”
“ฉันเข้าใจ”
เราเซ็นเอกสารหย่ากันที่สำนักงานกฎหมายในสัปดาห์ถัดมา จางลี่ซูไม่เรียกร้องอะไรเพิ่ม ผมก็ไม่เรียกร้องอะไรเช่นกัน
“โชคดีนะ” เธอพูดก่อนเดินออกไป
“คุณก็เหมือนกัน” ผมตอบ
เธอเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
หลายเดือนต่อมา ผมทำงานที่สำนักงานใหญ่อย่างสงบ แม่ไม่บังคับให้ผมรับตำแหน่งสูงๆ แต่ค่อยๆ สอนงานบริหารให้ทีละน้อย
“ลูกไม่ต้องรีบ” เธอบอกเสมอ “แม่จะอยู่ข้างลูกไปอีกนาน”
ลิลิน่ากลายเป็นเพื่อนสนิทของผม เธอทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไป และคอยช่วยเหลือผมในเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ
“คุณไม่ต้องดูแลผมขนาดนี้ก็ได้” ผมบอกเธอในวันหนึ่ง
“ฉันไม่ได้ดูแล” เธอตอบยิ้มๆ “ฉันแค่อยากอยู่ใกล้ๆ”
ผมไม่โง่พอที่จะไม่รู้ว่าเธอรู้สึกอะไร แต่ผมยังไม่พร้อมเริ่มความสัมพันธ์ใหม่
“ให้เวลาผมหน่อย” ผมบอกเธอตรงๆ
“ฉันรอได้” เธอตอบ
และเธอก็รอจริงๆ
เช้าวันหนึ่งที่สำนักงานใหญ่ มีคนส่งจดหมายมาถึงผม ซองสีขาวไม่มีชื่อผู้ส่ง
ในซองมีรูปถ่ายใบหนึ่ง เป็นรูปเด็กผู้ชายอายุประมาณสามขวบ ยืนอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ แขนขวาเห็นปานรูปหัวใจชัดเจน
ด้านหลังรูปเขียนว่า “ลูกของแม่ ตอนอายุสามขวบ”
ผมพลิกรูปดูอยู่นาน น้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว
“นี่คือผม…”
ตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกได้เต็มอกว่า แม่รักผมมากแค่ไหน
“อุซวิน” เสียงแม่ดังมาจากหน้าประตู
“แม่ครับ” ผมเงยหน้าขึ้น
“ลูกเป็นอะไรไป” เธอรีบเข้ามาใกล้
“ไม่มีอะไรครับ” ผมยิ้ม “แค่คิดถึงตอนเด็กๆ”
แม่มองรูปในมือผม แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา
“แม่เก็บรูปนี้ไว้ตลอด 25 ปี” เธอพูดเสียงสั่น “แม่ดูมันทุกวัน”
“แม่ครับ” ผมลุกขึ้นไปกอดเธอ
“ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้”
“แม่ไม่มีวันยอมแพ้” เธอกอดตอบ “แม่รักลูกมาก”
สองแม่ลูกยืนกอดกันอยู่นาน น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งคู่
หนึ่งปีผ่านไป
ผมได้รับตำแหน่งรองประธานฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท จากการทำงานจริง ไม่ใช่เพราะเป็นลูกเจ้าของ
“ผมอยากพิสูจน์ตัวเอง” ผมบอกแม่ในวันแรกที่รับตำแหน่ง
“แม่รู้ว่าลูกทำได้” เธอยิ้มอย่างภูมิใจ
ส่วนลิลิน่าและผม เราค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์จากเพื่อนสนิทเป็นคนรัก โดยไม่มีใครเร่งรัด
“คุณแน่ใจนะ” เธอถามในวันที่ผมขอเธอเป็นแฟน
“ผมไม่เคยแน่ใจอะไรเท่านี้มาก่อน” ผมตอบ
เธอยิ้มกว้าง ก่อนจะโผเข้ากอดผม
“ฉันรอวันนี้มานานแล้ว”
ชีวิตของผมเปลี่ยนจากเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครต้องการ กลายเป็นคนที่มีครอบครัว มีคนรัก มีงานที่ภูมิใจ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติหรือตำแหน่ง
มันคือการได้รู้ว่าตัวเองมีค่า และมีคนที่รักผมอย่างแท้จริง
เย็นวันหนึ่ง ผมกับลิลิน่านั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านหลังใหม่ มองพระอาทิตย์ตกดิน
“คุณรู้ไหม” เธอพูดเบาๆ “วันนั้นที่คุณช่วยฉัน ฉันคิดว่าฉันจะตายแน่ๆ”
“แล้วคุณก็ไม่ตาย” ผมตอบยิ้มๆ
“เพราะมีคุณ” เธอหันมามองผม “คุณช่วยชีวิตฉันสองครั้ง ครั้งแรกจากท่อนเหล็ก ครั้งที่สองจากความเหงา”
“ผมไม่ได้ตั้งใจช่วยครั้งที่สอง” ผมพูดตามตรง
“ไม่เป็นไร” เธอหัวเราะ “แค่คุณอยู่ตรงนี้ก็พอ”
ผมหยิบรูปถ่ายใบนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อ รูปเด็กชายวัยสามขวบที่ยืนอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่
“ทำไมยังพกรูปนี้อยู่” เธอถาม
“เพื่อเตือนตัวเอง” ผมตอบ
“เตือนเรื่องอะไร”
“เตือนว่าชีวิตคนเรา ไม่มีอะไรแน่นอน” ผมมองพระอาทิตย์ตกดิน “เมื่อวานผมเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครต้องการ แต่วันนี้ผมมีแม่ มีคุณ มีครอบครัว”
“แล้วพรุ่งนี้ล่ะ” เธอถามยิ้มๆ
“พรุ่งนี้…” ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พรุ่งนี้ผมจะทำทุกวันให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้คนที่รักผมต้องเสียใจ”
ลิลิน่าโน้มตัวมาซบไหล่ผม
“ฉันเชื่อคุณ”
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปช้าๆ ทิ้งท้องฟ้าสีส้มทองไว้เบื้องหลัง
ผมเก็บรูปถ่ายกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ ไม่ใช่เพื่อยึดติดกับอดีต แต่เพื่อจดจำว่าทุกวันนี้มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินใดๆ
เพราะบางครั้ง การช่วยเหลือคนแปลกหน้าเพียงครั้งเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตของเราไปตลอดกาล