เสียงเบรกดังแหลมจนซูชิงเหอเกือบกระแทกศีรษะกับกระจกหน้ารถ เธอหันกลับไปมองผ่านกระจกหลัง และเห็นผู้ชายเสื้อเชิ้ตสีซีดเปื้อนโคลนกำลังวิ่งตามรถของเธอมาอย่างไม่ลดความเร็ว
“คุณซูครับ มีคนวิ่งตามเรามา” คนขับพูดพลางมองกระจกด้วยสีหน้าตกใจ “เราขับมาเกือบแปดสิบแล้วนะครับ”
ผู้ชายคนนั้นไม่ได้โบกมือขอความช่วยเหลือ เขาวิ่งด้วยท่าทางนิ่งผิดปกติ ราวกับกำลังไล่ตามบางสิ่งที่ไม่มีสิทธิ์หนีไปไหน เสื้อผ้าของเขาเปื้อนน้ำสกปรกตั้งแต่เอวจนถึงรองเท้า
ซูชิงเหอเพิ่งรอดจากการถูกลอบทำร้ายบนถนนริมแม่น้ำ เธอไม่ควรหยุดรถให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้ แต่มีบางอย่างในสายตาของเขาที่ทำให้เธอยกมือขึ้น
“จอด”
รถจอดเทียบข้างทาง ชายคนนั้นมาถึงหน้าประตูในไม่กี่วินาที เขาไม่ได้หอบแม้แต่นิดเดียว ซูชิงเหอลดกระจกลงเพียงครึ่งเดียว มือยังจับสเปรย์พริกไทยแน่น
“คุณวิ่งตามรถฉันทำไม”
“แอ่งน้ำเมื่อกี้” เขาตอบตรงๆ “รถคุณสาดใส่ผม”
เธอกะพริบตาอย่างไม่เข้าใจ
“ค่าเสื้อผ้ากับเวลาที่เสียไป รวมสามร้อยบาท”
คนขับหันมองเธออย่างเหลือเชื่อ ซูชิงเหอก็แทบคิดว่าตัวเองฟังผิด “คุณวิ่งตามรถมาตั้งสองกิโล เพื่อทวงสามร้อยบาท?”
“เงินจะน้อยก็ได้” เขาพูด “แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีความหมาย”
คำตอบนั้นทำให้เธอชะงัก ในชีวิตของซูชิงเหอ คนส่วนใหญ่ไม่เคยมองเห็นเงินจำนวนเล็กน้อย พวกเขาพูดถึงหลักร้อยล้านในห้องประชุม พูดถึงหุ้นของตระกูลซูเหมือนเป็นของเล่นบนกระดาน แต่ไม่มีใครพูดถึงเวลาของคนธรรมดา หรือเสื้อเชิ้ตตัวเดียวที่ต้องใส่ทำงานต่อทั้งวัน
เธอกำลังจะหยิบเงินให้ เสียงมอเตอร์ไซค์สองคันก็ดังขึ้นจากท้ายถนน ชายสี่คนในชุดดำจอดขวางด้านหน้า คนหนึ่งชักปืนออกมา
“คุณซู ส่งเอกสารฉบับจริงมา” ชายคนนั้นตะคอก “ถ้าได้ของ เราจะทำให้คุณเจ็บตัวน้อยหน่อย”
ซูชิงเหอหน้าเย็นเฉียบ เธอจำเสียงนั้นได้ มันคือคนที่ดักเธอหน้าคลังเอกสารเมื่อเช้า พวกเขาต้องการหนังสือมอบอำนาจของปู่ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าเธอมีสิทธิ์ใช้เสียงโหวตสิบหกเปอร์เซ็นต์ในบริษัทซูกรุ๊ป
คนขับเผลอเหยียบคันเร่ง แต่รถถูกมอเตอร์ไซค์ปิดทางไว้ ชายเสื้อเปื้อนโคลนถอยออกจากประตูรถช้าๆ ราวกับไม่ได้ยินเสียงปืน
“เดี๋ยวก่อน” เขาพูดกับคนร้าย “เขายังไม่ได้จ่ายเงินสามร้อยบาทให้ผม”
หนึ่งในนั้นหัวเราะลั่น “แกเป็นใครวะ จะเอาชีวิตมาทวงเงินสามร้อย?”
ชายคนนั้นมองหน้าพวกเขาอย่างสงบ “ทุกอย่างต้องมาก่อนหลัง เธอติดหนี้ผมก่อน พวกแกจะทำอะไร ก็ไปต่อแถวข้างหลัง”
ซูชิงเหออยากบอกให้เขาหนี แต่คำเตือนไม่ทันออกจากปาก ชายติดอาวุธก็พุ่งเข้ามา ชายแปลกหน้าขยับเพียงครั้งเดียว เขาบิดข้อมือคนถือปืนจนปืนหล่น ใช้ประตูรถเป็นที่กำบังให้เธอ แล้วผลักคนขับให้ก้มลง
เหตุการณ์หลังจากนั้นเร็วเกินกว่าที่เธอจะมองทัน เขาไม่สู้แบบคนชอบใช้กำลัง เขาหลบ มีจังหวะ และหยุดทุกคนให้หมดทางทำร้ายใครมากกว่า ชายสองคนล้มลงเพราะเสียหลัก อีกคนถูกเตะปืนกระเด็นไปใต้รถ ส่วนคนสุดท้ายหนีขึ้นมอเตอร์ไซค์เมื่อได้ยินเสียงไซเรนที่คนขับกดแจ้งตำรวจ
ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ ซูชิงเหอเห็นเลือดซึมตรงแขนเขา กระสุนเฉี่ยวผ่านผิวหนังไปเพียงนิดเดียว เธอยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่ให้
“นายช่วยชีวิตฉันไว้” เธอบอก
“ผมแค่ไม่ชอบให้คนแซงคิว”
เธอหยิบธนบัตรออกมาหลายใบ เขารับเพียงสามร้อยบาท แล้วคืนที่เหลือทั้งหมด
“ค่าเสื้อผ้า ผมรับไว้” เขาว่า “แต่ค่าช่วยชีวิต ไม่มีใครติดผมหรอก ผมก็ไม่คิดจะรับ”
ซูชิงเหอมองเขาอยู่นาน “นายชื่ออะไร”
“ลู่เทียนเหอ”
ชื่อนั้นทำให้เธอรู้สึกคุ้นอย่างประหลาด แต่ความคิดถูกขัดด้วยโทรศัพท์จากสำนักงานใหญ่ เธอจึงพูดไปตามสัญชาตญาณ “มาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวให้ฉัน เงินเดือนสามแสนบาท ที่พักและอาหารฉันดูแลเอง”
“ไม่ไป”
“น้อยไปหรือไง”
“ไม่ได้น้อย” ลู่เทียนเหอถอนหายใจ “แต่ผมต้องไปพบคู่หมั้นที่ไม่เคยเห็นหน้า เพื่อถอนหมั้น ผมไม่มีเวลามารับกระสุนแทนใคร”
“คู่หมั้นนายชื่ออะไร”
เขาหยิบซองเอกสารเก่าออกจากกระเป๋าด้านในที่ยังแห้งสนิท ราวกับปกป้องมันมากกว่าตัวเอง “ซูชิงเหอ”
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนหัวเราะสั้นๆ อย่างคนที่เจอเรื่องไร้สาระเกินรับไหว “งั้นก็ไม่ต้องไปหาแล้ว ฉันนี่แหละ ซูชิงเหอ”
ลู่เทียนเหอมองหน้าเธอ มองจากรอยแผลเล็กๆ ที่ข้อมือซ้ายขึ้นมาถึงดวงตา เขาไม่ได้ดูดีใจหรือประหลาดใจ เพียงพยักหน้าเหมือนเรื่องหนึ่งได้รับการยืนยัน
“ดี” เขาพูด “งั้นเซ็นให้จบวันนี้เลย”
สัญญาหมั้นของพวกเขาเกิดขึ้นเมื่อยี่สิบสองปีก่อน ตอนที่ปู่ของซูชิงเหอเคยได้รับความช่วยเหลือจากลู่เหวินคัง พ่อของลู่เทียนเหอในเหตุเพลิงไหม้โรงงานเก่า สองครอบครัวเคยร่วมมือกันสร้างธุรกิจ แต่หลังพ่อแม่ของลู่เทียนเหอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เขาถูกส่งไปอยู่กับญาติห่างๆ ในต่างจังหวัด ส่วนตระกูลซูก็แทบไม่เคยเอ่ยถึงเขาอีก
ซูชิงเหอไม่เคยสนใจสัญญานั้น เธอคิดว่ามันเป็นเพียงคำมั่นของผู้ใหญ่ที่หมดความหมายไปนานแล้ว จนกระทั่งปู่เสียชีวิตเมื่อสามเดือนก่อน และเลขานุการเก่าของปู่ส่งเอกสารฉบับหนึ่งมาให้เธอ
ในสัญญาระบุชัดว่า หุ้นสิบหกเปอร์เซ็นต์ของปู่ถูกวางไว้ในกองทุนทรัสต์ หากซูชิงเหอและลู่เทียนเหอยกเลิกการหมั้นก่อนผ่านไปเก้าสิบวัน หุ้นนั้นจะตกเป็นของซูหมิงชวน น้องชายต่างแม่ของเธอโดยอัตโนมัติ
หุ้นสิบหกเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่แค่ตัวเลข มันคือสิทธิ์ที่ทำให้ซูชิงเหอยับยั้งการขายโครงการเป่ยวาน โครงการที่แม่ของเธอทุ่มชีวิตสร้างขึ้น และเป็นสิ่งเดียวที่เหลือจากแม่หลังจากจากไปด้วยโรคหัวใจเมื่อห้าปีก่อน
วันรุ่งขึ้น ลู่เทียนเหอสวมเสื้อเชิ้ตสะอาดตัวใหม่มายืนอยู่หน้าอาคารซูกรุ๊ปพร้อมกระเป๋าใบเล็ก พนักงานรักษาความปลอดภัยมองเขาตั้งแต่รองเท้าจนถึงปลายผม ก่อนชี้ไปทางประตูหลัง
“รับส่งของเข้าทางนั้นครับ”
“ผมไม่ได้มาส่งของ” ลู่เทียนเหอตอบ “ผมมาถอนหมั้น”
คำตอบของเขาดังพอให้พนักงานแถวนั้นหันมอง ซูชิงเหอที่เพิ่งลงจากรถได้ยินเต็มประโยค เธอเกือบยิ้ม แต่ก็รู้ว่าภายในตึกนี้ ทุกสายตาอาจกลายเป็นข่าวภายในไม่กี่นาที
และข่าวนั้นไปถึงซูหมิงชวนเร็วเกินกว่าที่ควรจะเป็น
เขาปรากฏตัวพร้อมช่อดอกลิลลี่สีขาวและรอยยิ้มอบอุ่นแบบที่ใช้กับสื่อเสมอ “ชิงเหอ ได้ยินว่าเธอเกิดเรื่องระหว่างทาง ฉันรีบออกจากประชุมมาเลย”
“ข่าวไปถึงนายเร็วดี” เธอตอบ “เร็วพอๆ กับคนที่ส่งคนไปดักฉัน”
รอยยิ้มของหมิงชวนแข็งขึ้นเพียงเสี้ยววินาที “เธอจะสงสัยฉันก็ได้ แต่อย่าใช้ความกลัวเป็นหลักฐาน”
เขายื่นช่อดอกไม้ให้ “โครงการเป่ยวานกำลังขาดเงินทุน ถ้าเธอตกลงแต่งงานกับฉัน ฉันจะให้บริษัทของแม่ฉันโอนเงินสี่พันล้านบาทเข้ามาภายในวันนี้”
คำว่าแต่งงานทำให้คนรอบข้างเงียบลง ซูชิงเหอรู้ดีว่าเขาไม่เคยรักเธอ หมิงชวนต้องการรวบหุ้นเพื่อขายโครงการเป่ยวานให้กลุ่มทุนต่างชาติ และการแต่งงานคือวิธีทำให้คนภายนอกเชื่อว่าครอบครัวซูยังเป็นหนึ่งเดียว
ลู่เทียนเหอรับช่อดอกไม้จากมือหมิงชวนอย่างไม่มีใครคาดคิด เขาก้มมองน้ำในแจกันเล็กที่ติดมากับช่อ แล้วใช้นิ้วแตะขอบแก้ว
“ดอกไม้สวยดี” เขาพูด “แต่น้ำเลี้ยงผสมสารต้านการแข็งตัวของเลือด”
ซูชิงเหอหน้าซีด รอยแผลที่ข้อมือเธอยังไม่ปิดสนิท หากเธอจับดอกไม้แล้วเผลอสัมผัสน้ำหรือเช็ดแผล อาจมีอันตรายได้ไม่มากก็น้อย แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือคนที่รู้เรื่องแผลและรู้ว่าเธอกำลังใช้ยาบางชนิดอยู่ มีไม่กี่คน
หมิงชวนกระชากช่อดอกไม้ออกไป “แกเอาอะไรมาพูด”
“ส่งตรวจได้” ลู่เทียนเหอตอบ “หรือคุณกลัวผล?”
“คนอย่างแกคิดว่าตัวเองคู่ควรกับชิงเหอหรือไง” หมิงชวนหันไปมองเขาด้วยแววดูแคลน “มาจากไหนก็ไม่รู้ ยังกล้าเดินเข้าบริษัทซู”
“ผมไม่ได้อยากอยู่ที่นี่” ลู่เทียนเหอพูดเรียบๆ “แต่คุณซูติดหนี้ผมสามร้อยบาท และตอนนี้เธอจ้างผมแล้ว”
ซูชิงเหอมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ เขาเคยปฏิเสธงาน แต่กำลังยืนข้างเธออย่างชัดเจน
ช่วงบ่าย ทนายของกองทุนทรัสต์มาถึงสำนักงานใหญ่พร้อมคำอธิบายที่ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ การถอนหมั้นทำได้ แต่ต้องรอครบเก้าสิบวัน และตลอดเก้าสิบวันนั้น ทั้งคู่ต้องลงนามรับรองสถานะร่วมกันทุกสัปดาห์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงหรือการบีบบังคับจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“ผมอยู่เก้าสิบวัน” ลู่เทียนเหอบอกหลังทุกคนออกจากห้อง “ต่อหน้าคนอื่น ผมเป็นคู่หมั้นคุณ ลับหลังคนอื่น ผมดูแลความปลอดภัยให้ พอครบกำหนด เราเซ็นถอนหมั้นด้วยกัน”
“แล้วเงื่อนไขอื่น?”
“เงินเดือนสามแสน ที่พัก อาหารเช้าต้องร้อน ถ้าทำงานดึกต้องมีมื้อดึก”
ซูชิงเหอมองเขา “นายต่อรองจริงจังเรื่องนี้?”
“คุณจ้างผมเป็นบอดี้การ์ด ไม่ใช่เครื่องจักร”
เธอพยักหน้า “ตกลง”
ลู่เทียนเหอย้ายเข้าห้องรับรองชั้นล่างของบ้านซู ไม่ใช่เพราะเขาอยากอยู่ใกล้เธอ แต่เพราะเขาตรวจพบว่ากล้องวงจรปิดด้านนอกบ้านมีช่วงเวลาหายไปทุกคืนตอนตีสองสิบเจ็ดนาทีพอดี และคนที่เข้าถึงระบบได้คือฝ่ายรักษาความปลอดภัยของบริษัท
คืนแรก ซูชิงเหอเห็นเขานั่งอยู่ในครัวตอนเกือบเที่ยงคืน กำลังกินข้าวต้มเงียบๆ เขาวางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว หน้าจอเป็นภาพถ่ายเก่า ภาพเด็กชายอายุราวหกขวบยืนอยู่ข้างชายวัยกลางคนในชุดช่างโรงงาน
“พ่อนายเหรอ” เธอถาม
เขารีบคว่ำโทรศัพท์ แต่ไม่ได้ปฏิเสธ “ครับ”
“ปู่ฉันเคยบอกว่าพ่อนายเป็นคนดีมาก”
“คนดีไม่ได้แปลว่าจะได้รับการปกป้อง” เขาตอบ แล้วตักข้าวคำต่อไป “คุณแม่ของคุณรู้เรื่องสัญญาหมั้นไหม”
“รู้ แต่เธอไม่เคยบอกฉันรายละเอียด” ซูชิงเหอหยิบแก้วน้ำขึ้นมา “หลังแม่เสีย ฉันเจอรูปถ่ายเก่า รูปเดียวกับในโทรศัพท์นายเลย มีข้อความข้างหลังว่า ‘อย่าลืมว่าคนที่ช่วยเราไม่ได้เป็นหนี้เรา’ ฉันไม่เข้าใจจนวันนี้”
ลู่เทียนเหอมองเธอเป็นครั้งแรกอย่างไม่ระวังตัว “คุณมีรูปนั้นอยู่ไหน”
“ในตู้เอกสารแม่ แต่ตู้ถูกงัดเมื่อเดือนก่อน”
ความเงียบระหว่างทั้งคู่หนักขึ้นทันที ซูชิงเหอเริ่มเข้าใจว่าอุบัติเหตุบนถนน การโจมตี และการบีบให้เธอแต่งงาน อาจไม่ได้เกิดเพราะหุ้นสิบหกเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
สามวันถัดมา ลู่เทียนเหอตรวจช่อดอกไม้ผ่านห้องแล็บเอกชน ผลยืนยันว่ามีสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลงในระดับเข้มข้นพอจะเป็นอันตรายต่อคนมีบาดแผลหรือโรคประจำตัว ซูชิงเหอไม่แจ้งเรื่องนี้ต่อสาธารณะ เธอส่งหลักฐานให้ทนายและสั่งเปลี่ยนระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมด
หมิงชวนโกรธจนเดินเข้ามาหาเธอในห้องทำงานโดยไม่เคาะประตู “เธอจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นสงครามในครอบครัวจริงๆ?”
“คนที่ส่งของปนสารอันตรายมาให้ฉันต่างหากที่เริ่มสงคราม”
“ฉันไม่รู้เรื่องดอกไม้” เขากดเสียงต่ำ “แต่ถ้าเธอไม่ยอมขายเป่ยวาน บริษัทจะพัง คนงานหลายพันคนจะตกงาน เธอกำลังยึดติดกับสิ่งที่แม่เธอตายไปแล้ว”
“แม่ฉันไม่ได้ตายเพราะโครงการนี้”
“เธอตายเพราะทำงานหนักจนหัวใจล้มเหลว” หมิงชวนเผลอพูดเร็วเกินไป แล้วเม้มปากแน่น
ซูชิงเหอจำได้ว่าแพทย์เคยบอกเพียงว่าแม่เสียชีวิตจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ไม่มีใครนอกจากคนในบ้านและแพทย์รู้รายละเอียดวันนั้น แต่หมิงชวนพูดเหมือนเขาอยู่ในห้องโรงพยาบาลด้วย
หลังเขาออกไป เธอไม่ร้องไห้เหมือนแต่ก่อน เธอเปิดลิ้นชัก หยิบสมุดบันทึกของแม่ออกมา แล้วเริ่มอ่านใหม่ทีละหน้า
ลู่เทียนเหอไม่ถามว่าเธอกำลังหาอะไร เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คัดลอกข้อมูลจากกล้องวงจรปิดและรายการเข้าออกอาคารจนถึงเช้า ในคืนที่สี่ เขาพบว่าคนขับรถของหมิงชวนเข้ามาในบ้านซูสองคืนก่อนการโจมตี และมีภาพเขาถือกล่องดอกไม้เดียวกับที่ใช้ส่งมา
แต่ภาพนั้นยังไม่พอจะพิสูจน์ว่าใครสั่ง
สัปดาห์ต่อมา ซูชิงเหอตัดสินใจประกาศต่อคณะกรรมการว่าโครงการเป่ยวานจะถูกตรวจสอบใหม่ เธอไม่ขายที่ดิน ไม่อนุมัติเงินกู้เพิ่ม และไม่ลงนามในข้อตกลงใดจนกว่าจะตรวจบัญชีครบ
คณะกรรมการบางคนหัวเราะเยาะว่าเธอเป็นผู้หญิงที่กำลังใช้อารมณ์ตัดสินธุรกิจ บางคนตั้งคำถามว่าคู่หมั้นบ้านนอกของเธอกำลังชักใยอยู่เบื้องหลัง ซูชิงเหอฟังจนจบ แล้ววางเอกสารบนโต๊ะ
“ถ้าการไม่ยอมขายทรัพย์สินของบริษัทในราคาต่ำกว่าความจริงเรียกว่าใช้อารมณ์ งั้นฉันยอมรับ” เธอพูด “แต่ถ้าใครเคยรับผลประโยชน์จากผู้ซื้อรายนั้น กรุณายื่นหนังสือลาออกก่อนประชุมครั้งหน้า”
เธอไม่เคยพูดแบบนั้นมาก่อน แม้แต่ลู่เทียนเหอก็หันมอง
คืนนั้น รถของเธอถูกตัดสายเบรกระหว่างจอดอยู่ที่ลานใต้ดิน ลู่เทียนเหอเป็นคนสังเกตว่ารอยตัดใหม่เกินกว่าจะเป็นความเสียหายตามปกติ เขาไม่บอกเธอแค่ให้เปลี่ยนรถ แต่พาเธอไปดูด้วยตัวเอง
“คนพวกนี้ไม่ได้แค่ขู่” เขาพูด ขณะใช้ไฟฉายส่องสายเบรกที่ขาด “คุณควรถอย”
“ถ้าฉันถอย หุ้นจะไปอยู่กับหมิงชวน เขาจะขายเป่ยวาน แล้วคนที่พยายามฆ่าฉันก็จะได้ทุกอย่าง”
“ผมไม่ได้หมายถึงให้ยอมแพ้”
“แล้วหมายถึงอะไร”
ลู่เทียนเหอเงียบไป เขาเป็นคนแข็งแรงจนดูเหมือนไม่มีอะไรทำร้ายได้ แต่คืนนั้นไหล่ของเขาตึงจนเห็นชัด “ผมเคยคิดว่าถอนหมั้นเสร็จ แล้วก็จะไม่เกี่ยวกับตระกูลซูอีก แต่ตอนพ่อผมตาย ไม่มีใครสืบต่อ เพราะทุกคนบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ ผมไม่อยากเห็นคุณกลายเป็นอุบัติเหตุรายต่อไป”
“พ่อนายตายยังไง”
เขาหัวเราะอย่างขมขื่น “รถบรรทุกชนรถเขาตอนกำลังจะไปพบปู่คุณ พ่อบอกผมก่อนออกจากบ้านว่าเขาพบว่ามีคนยักยอกเงินจากโรงงาน แล้วจะเอาเอกสารไปให้ปู่คุณดู”
ซูชิงเหอรู้สึกหนาวเย็น เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเอกสารของตระกูลเลย
เธอเปิดสมุดบันทึกแม่อีกครั้ง และพบหน้าที่เคยติดกันเพราะความชื้น เมื่อค่อยๆ แยกออก ข้างในมีเลขบัญชี ชื่อบริษัทเปลือก และข้อความสั้นๆ ด้วยลายมือแม่ว่า ‘ว.ล. บอกว่าหมิงชวนไม่ใช่คนเดียวที่ควรกลัว’
ว.ล. คือเว่ยหลิน อดีตเลขานุการของปู่ ผู้ส่งสัญญาหมั้นมาให้เธอ เขาหายตัวไปตั้งแต่วันงานศพปู่
ลู่เทียนเหอพาเธอไปหาเว่ยหลินที่บ้านพักคนชราเล็กๆ นอกเมือง ชายชราผอมลงมากและเดินไม่สะดวก เขาเห็นลู่เทียนเหอแล้วหลับตานานราวกับกำลังขอโทษคนตาย
“ผมช้าเกินไป” เว่ยหลินพูด
เขาเล่าว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน พ่อของลู่เทียนเหอพบการยักยอกเงินผ่านบริษัทผู้รับเหมาหลายแห่ง เงินถูกส่งไปยังบัญชีที่เกี่ยวพันกับแม่ของซูหมิงชวน ซึ่งขณะนั้นเป็นภรรยาน้อยของพ่อซูชิงเหอ ปู่ของซูชิงเหอเริ่มตรวจสอบ แต่ก่อนเขาจะเปิดโปง ลู่เหวินคังก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน
ปู่รู้ว่าครอบครัวของลู่เหวินคังตกอยู่ในอันตราย จึงทำสัญญาหมั้นและตั้งกองทุนทรัสต์ไว้ ไม่ใช่เพื่อบังคับหลานสาวแต่งงาน แต่เพื่อให้ลู่เทียนเหอมีสิทธิ์กลับมาอยู่ในวงที่ความจริงถูกซ่อนไว้ และเพื่อป้องกันไม่ให้หุ้นก้อนนั้นตกไปอยู่ในมือฝ่ายเดิมง่ายๆ
“แล้วแม่ฉันล่ะ” ซูชิงเหอถาม เสียงแหบ
เว่ยหลินส่งแฟลชไดรฟ์เล็กๆ ให้ “แม่คุณพบหลักฐานใหม่เมื่อห้าปีก่อน เธอตั้งใจจะส่งให้ผู้ตรวจสอบภายนอก วันนั้นเธอไม่ได้หัวใจวายเอง ยาของเธอถูกสลับ”
ซูชิงเหอกำแฟลชไดรฟ์จนฝ่ามือเจ็บ เธออยากถามว่าใครทำ แต่เว่ยหลินส่ายหน้า
“หลักฐานชี้ไปที่คนหลายคน หมิงชวนอาจไม่ได้อยู่เบื้องหลังทุกอย่างในตอนแรก แต่เขาเลือกปกป้องแม่ตัวเอง และหลังจากนั้นเขาก็ใช้ความลับนี้คุมคนอื่น”
ความจริงไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดเรียบง่ายขึ้น มันทำให้หมิงชวนไม่ใช่เพียงน้องชายที่ริษยาเธอ เขาคือคนที่ยอมให้ความตายของแม่เธอถูกฝัง เพื่อรักษาครอบครัวและอำนาจของตัวเอง
ซูชิงเหอเก็บหลักฐานไว้กับทนายสองคนและผู้ตรวจสอบบัญชีอิสระ เธอไม่ได้บุกไปตบหน้าหมิงชวน ไม่ได้โพสต์กล่าวหาเขา เธอรู้ว่าคนที่มีอำนาจกำลังรอให้เธอทำผิดพลาดเพียงครั้งเดียว
แต่หมิงชวนเป็นฝ่ายเดินมาหาเธอเอง เขานัดพบที่บ้านเก่าของแม่ เธอให้ลู่เทียนเหอรออยู่ในรถด้านนอก พร้อมบันทึกเสียงตามที่ทนายแนะนำ
“นายรู้เรื่องยาของแม่ฉันไหม” เธอถามทันที
หมิงชวนยืนนิ่งอยู่หน้ารูปถ่ายครอบครัว “ฉันรู้ว่าแม่ฉันเปลี่ยนยา”
ซูชิงเหอแทบหยุดหายใจ
“ตอนนั้นฉันอายุยี่สิบสาม ฉันเห็นใบเสร็จยา เห็นแม่เอาขวดยาใหม่เข้าไปในห้องเธอ” เขาพูดโดยไม่หันมา “ฉันถาม แม่บอกว่าแค่ทำให้พี่สาวอ่อนแอลง จะได้เลิกยุ่งกับบัญชี ฉันเชื่อแม่”
“แล้วตอนแม่ฉันตาย?”
เขาหลับตา “ฉันกลัว ถ้าเรื่องแตก แม่ฉันติดคุก พ่อเสียชื่อ บริษัทพัง ฉันบอกตัวเองว่าไม่มีใครตั้งใจให้ถึงตาย แต่คำโกหกที่ฉันพูดซ้ำทุกวัน มันไม่เคยทำให้เรื่องนั้นจริงขึ้น”
“แล้วคนที่ส่งมาทำร้ายฉันล่ะ”
หมิงชวนหันมามอง “ไม่ใช่ฉัน”
“นายรู้ว่าเป็นใคร”
เขาไม่ตอบในทันที และความเงียบนั้นก็เพียงพอ “กรรมการเฉิน” เขาพูดเบามาก “เขาเป็นคนจัดการบัญชีให้แม่ฉันมาตลอด เขาจะไม่ยอมให้เธอเปิดโครงการเป่ยวาน เพราะเงินที่หายไปถูกซ่อนอยู่ในสัญญาที่ดิน เขาบอกว่าถ้าฉันไม่ทำให้เธอขาย เขาจะโยนทุกอย่างให้แม่ฉันกับฉัน”
ซูชิงเหอรู้แล้วว่าทำไมหมิงชวนถึงเร่งรัดให้เธอแต่งงานและขายโครงการ เขาไม่ได้แค่โลภ เขากำลังจนมุม แต่การจนมุมไม่ใช่ใบอนุญาตให้เขาใช้ชีวิตของเธอเป็นทางหนี
“นายเลือกปกปิดคนที่ฆ่าแม่ฉัน” เธอบอก “จากวันนี้ นายไม่มีสิทธิ์เรียกฉันว่าครอบครัวอีก”
ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่สามวัน กรรมการเฉินยื่นข้อเสนอสุดท้าย เขาจะถอนตัวจากการซื้อเป่ยวาน ถ้าซูชิงเหอลงนามสละสิทธิ์ตรวจสอบบัญชีเก่าและลาออกจากตำแหน่ง เขาส่งภาพคนขับรถของเธอถูกมัดอยู่ในโกดัง พร้อมข้อความว่าอย่าคิดเล่นเกมกับคนที่ทำเรื่องนี้มานานกว่ายี่สิบปี
ลู่เทียนเหอเห็นข้อความแล้วเตรียมออกไปทันที ซูชิงเหอดึงแขนเขาไว้
“นายจะไปคนเดียวไม่ได้”
“เขาต้องการล่อผมออกจากคุณ”
“งั้นเราจะไม่ให้เขาได้ทั้งสองอย่าง”
เธอโทรหาตำรวจ ส่งตำแหน่งที่มาจากโทรศัพท์คนขับให้ทนาย และยอมตอบกลับเฉินว่าเธอจะนำเอกสารไปแลกคน ขณะเดียวกัน ลู่เทียนเหอส่งข้อมูลเส้นทางและภาพวงจรปิดให้เจ้าหน้าที่โดยไม่ให้เฉินรู้
ในโกดังร้าง เฉินวางแฟ้มเอกสารบนโต๊ะเหล็ก เขาไม่ใช่ชายแก่คลุ้มคลั่งอย่างที่ซูชิงเหอจินตนาการ เขาดูเหมือนนักบัญชีธรรมดา เสื้อเชิ้ตเรียบกริบ แว่นตาขอบบาง และเสียงสุภาพ
“คุณแม่คุณทำงานเก่ง แต่เธอไม่เข้าใจว่าบริษัทใหญ่โตมาได้เพราะคนอย่างเรา” เขาว่า “ทุกคนเอาไปบ้าง แล้วมันก็เดินต่อได้”
“จนพ่อนายตาย จนแม่ฉันตาย จนวันนี้นายคิดจะฆ่าฉันด้วย”
เฉินยิ้ม “คำว่าฆ่าหนักไป ผมแค่อยากให้คุณเซ็น”
เขาผลักคนขับของเธอออกมา ชายคนนั้นบาดเจ็บแต่ยังมีสติ ซูชิงเหอยื่นแฟ้มที่เตรียมไว้ เฉินก้มเปิดดู ไม่รู้เลยว่าเอกสารข้างในเป็นสำเนาที่ทำเครื่องหมายไว้ และการสนทนาทั้งหมดกำลังถูกบันทึกผ่านปุ่มติดเสื้อของเธอ
“คุณคิดว่าผมจะเชื่อว่าคุณยอมง่ายๆ?” เฉินถาม
“ฉันไม่ยอม” เธอตอบ “ฉันเลือกให้เรื่องนี้จบ”
เสียงด้านนอกดังขึ้น เฉินคว้าปืน แต่ลู่เทียนเหอพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง เขาไม่ได้ฝ่าฝืนแผน เขาเข้ามาในวินาทีที่ตำรวจบุกถึงพอดี การต่อสู้สั้นและรุนแรง เฉินถูกควบคุมตัว คนขับได้รับการช่วยเหลือ และข้อมูลจากโทรศัพท์ของเฉินนำไปสู่บัญชีลับ สัญญาปลอม รวมถึงคำสั่งติดตามซูชิงเหอหลายครั้ง
คดีไม่ได้จบในคืนเดียว กรรมการเฉินต่อสู้ทางกฎหมายและพยายามโยนความผิดให้คนตาย แต่หลักฐานบัญชีเก่า บันทึกของเว่ยหลิน แฟลชไดรฟ์ของแม่ซูชิงเหอ และข้อมูลธุรกรรมใหม่เชื่อมกันมากพอให้การสอบสวนเดินต่อได้
ซูหมิงชวนยื่นลาออกจากตำแหน่งรองประธาน เขาส่งมอบเอกสารทุกอย่างที่มี รวมถึงหลักฐานว่ามารดาของเขาเป็นผู้สั่งเปลี่ยนยาของแม่ซูชิงเหอ เขาไม่ถูกยกโทษเพราะให้ข้อมูล เขายังต้องเผชิญการสอบสวนเรื่องการปกปิดและการใช้อำนาจเพื่อกดดันเธอ แต่ครั้งแรกในชีวิต เขาหยุดใช้คำว่าครอบครัวเป็นเกราะกำบังตัวเอง
ก่อนออกจากสำนักงานใหญ่ เขามาหาซูชิงเหอที่ห้องทำงาน “ฉันไม่ขอให้เธอให้อภัย” เขาพูด “ฉันแค่อยากบอกว่า ต่อให้วันหนึ่งเธอเกลียดฉันน้อยลง ฉันก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องมัน”
ซูชิงเหอมองน้องชายต่างแม่ที่เคยเดินตามเธอในสวนตอนเด็กๆ ภาพนั้นยังอยู่ แต่ไม่อาจลบภาพของแม่ที่นอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาลได้
“ฉันไม่รู้ว่าวันหนึ่งจะเกลียดนายน้อยลงไหม” เธอตอบ “แต่ฉันรู้ว่า ฉันจะไม่ช่วยนายหนีจากสิ่งที่นายทำ”
เก้าสิบวันมาถึงในเช้าวันเงียบๆ ไม่มีนักข่าว ไม่มีคณะกรรมการ ไม่มีช่อดอกไม้ ลู่เทียนเหอวางเอกสารถอนหมั้นไว้บนโต๊ะอาหาร ข้างกันมีข้าวต้มร้อนๆ สองชามตามเงื่อนไขที่เขาเคยต่อรอง
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เขาไม่เคยเรียกเธอว่าคุณซูต่อหน้าคนในบ้าน เขาเรียกชื่อเธอสั้นๆ ว่า “ชิงเหอ” แต่ในวันนั้น น้ำเสียงเขากลับห่างออกไปอย่างระวัง
“ครบกำหนดแล้ว” เขาบอก “คุณไม่ต้องรักษาสัญญานี้อีก”
ซูชิงเหอมองกระดาษอยู่พักหนึ่ง ก่อนหยิบปากกาขึ้นมา “นายยังอยากถอนหมั้นไหม”
ลู่เทียนเหอนิ่งไป “ตอนแรก ผมอยากถอน เพราะผมไม่อยากเป็นเศษซากของคำสัญญาที่ผู้ใหญ่ทิ้งไว้ให้ แต่ตอนนี้…” เขาหยุด แล้วมองตรงมาที่เธอ “ตอนนี้ผมไม่อยากให้คุณเซ็นเพราะคิดว่าติดบุญคุณผม”
“ฉันไม่เคยติดบุญคุณนาย” เธอพูด “และนายก็ไม่เคยติดหนี้ตระกูลฉัน”
เธอลงชื่อในเอกสารอย่างมั่นคง แล้วเลื่อนมันกลับไปให้เขา ลู่เทียนเหอมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนเซ็นตาม
เขาหัวเราะเบาๆ คล้ายผิดหวังในตัวเอง “งั้นผมคงต้องเริ่มหางานใหม่”
“ตำแหน่งบอดี้การ์ดส่วนตัวว่างอยู่” ซูชิงเหอตอบ “เงินเดือนเท่าเดิม อาหารเช้าร้อน มื้อดึกมีให้”
“แล้วต้องรับกระสุนแทนไหม”
“ไม่ต้อง” เธอยิ้ม “แต่ต้องอยู่ข้างฉัน ถ้านายเต็มใจ”
ลู่เทียนเหอไม่ได้ตอบทันที เขาหยิบธนบัตรสามร้อยบาทที่ใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์มาตลอด วางลงบนโต๊ะ แล้วเลื่อนกลับไปหาเธอ
“เงินค่าเสื้อ ผมคืนให้” เขาพูด “ตอนนี้เสื้อตัวนั้นซักสะอาดแล้ว”
ซูชิงเหอไม่รับเงิน เธอพับธนบัตรใส่ในสมุดบันทึกของแม่ หน้าถัดจากรูปถ่ายเก่าของเด็กชายกับพ่อของเขา
นอกหน้าต่าง แสงเช้าส่องลงบนสวนบ้านซูที่เธอเคยเกลียดเพราะเต็มไปด้วยความทรงจำของคนที่จากไป แต่วันนั้นเธอเดินออกไปพร้อมลู่เทียนเหอ โดยไม่ต้องมีสัญญา ไม่ต้องมีหุ้น หรือคำสั่งของใครผูกไว้เลย