ลูกสาวฝ่าทะเลแห่งความตายเพื่อตามหาพ่อ แต่กลับพบว่าพ่อนำหลักฐานของนักล่าสัตว์เถื่อนติดตัวไปด้วย

เสียงกระสุนเจาะกระจกหลังรถจนร้าวเป็นใยแมงมุมอยู่เหนือศีรษะของหลินเยว่ เธอกอดกระเป๋าผ้าใบเก่าของพ่อไว้แน่น ขณะที่รถออฟโรดของเจียงซวินพุ่งผ่านผืนทรายสีขาวซีดราวกับกำลังหนีจากทะเลที่ไร้คลื่น

“ก้มลง!” เจียงซวินตะโกน มือหนึ่งบังคับพวงมาลัย อีกมือดึงเธอให้หลบเศษกระจก “อย่าหันไปดูเด็ดขาด”

แต่หลินเยว่หันกลับไปแล้ว และสิ่งที่เห็นทำให้ลมหายใจของเธอหายไป รถกระบะสีดำสองคันกำลังไล่หลังมา ชายที่นั่งท้ายรถถือปืนยาว คนหนึ่งสวมผ้าพันคอสีแดงแบบเดียวกับที่เธอเคยเห็นในรูปถ่ายจากโทรศัพท์ของพ่อก่อนเขาหายตัวไป

“พวกมันรู้ว่าพ่อฉันอยู่ไหนใช่ไหม” เธอถาม เสียงสั่นจนแทบไม่ได้ยิน

เจียงซวินไม่ตอบทันที เขาหักรถหลบสันทรายที่ยุบตัว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเกินกว่าจะเรียกว่าปลอบใจได้

“ถ้าพวกมันยอมยิงเราเพื่อเอากระเป๋าใบนั้นกลับไป ก็แปลว่าพ่อคุณไม่ได้หายไปเพราะหลงทาง”

สามวันก่อน หลินเยว่ยังคิดว่าตัวเองกำลังตามหาพ่อที่โชคร้ายเพียงคนหนึ่ง

พ่อของเธอ หลินกั๋วเฉียง เป็นนักธรณีวิทยาที่ทำงานสำรวจเส้นทางน้ำใต้ดินบริเวณที่คนท้องถิ่นเรียกว่า ‘ทะเลแห่งความตาย’ พื้นที่กว้างใหญ่กลางทะเลทรายซึ่งกลางวันร้อนราวกับเผาผิวหนัง แต่กลางคืนหนาวจนลมหายใจกลายเป็นไอ ข้างใต้เนินทรายมีชั้นเกลือ โพรงดิน และแอ่งทรายดูดที่กลืนรถได้ทั้งคัน

เขาโทรหาเธอคืนสุดท้ายด้วยเสียงกระซิบ “เยว่ ถ้าพ่อไม่กลับตามกำหนด อย่าให้ใครเปิดกระเป๋าผ้าใบสีเขียว พ่อซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในซับใน”

เธอถามว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่สายก็ขาดไปก่อน

สองสัปดาห์ต่อมา หน่วยกู้ภัยพบเพียงรถสำรวจของเขาจมอยู่ครึ่งคันริมทะเลเกลือ ไม่มีศพ ไม่มีรอยเท้าต่อเนื่อง และไม่มีใครอธิบายได้ว่าทำไมอุปกรณ์สื่อสารฉุกเฉินถึงถูกถอดแบตเตอรี่ออกอย่างตั้งใจ

ตำรวจท้องที่ลงบันทึกว่าเขาน่าจะประสบอุบัติเหตุ ขณะที่บริษัทผู้รับเหมาที่จ้างเขารีบเสนอเงินชดเชยให้หลินเยว่สามแสนหยวน แลกกับการเซ็นเอกสารยอมรับว่าพ่อเสียชีวิตจากความประมาทของตัวเอง

เธอไม่เซ็น

คนเดียวที่พูดกับเธอว่า “อย่าเพิ่งเชื่อว่าพ่อคุณตาย” คือเจียงซวิน ชายหนุ่มที่ขับรถนำคณะสำรวจเข้าออกทะเลแห่งความตายมานานหลายปี เขาเคยเป็นนักมวยสมัครเล่นมาก่อน แล้วลาออกจากเมืองใหญ่หลังน้องชายของเขาเสียชีวิตระหว่างตามสืบขบวนการล่าสัตว์เถื่อนในเขตอนุรักษ์

หลินเยว่ไม่ไว้ใจเขาในตอนแรก เขาพูดน้อย หน้าตาเย็นชา และไม่เคยสัญญาอะไรที่ทำไม่ได้ แต่เมื่อเธอเอากระเป๋าผ้าใบสีเขียวให้เขาดู เขากลับพลิกมันไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนใช้นิ้วกดตรงรอยเย็บด้านใน

“ตรงนี้เคยถูกเลาะแล้วเย็บใหม่” เขาบอก “พ่อคุณรู้ว่ามีคนจะค้นของเขา”

ข้างในซับในนั้นมีการ์ดความจำเล็กจิ๋ว แผนที่เขียนมือ และรูปถ่ายเบลอหลายภาพ ภาพหนึ่งเป็นอูฐป่าที่ถูกยิงล้มอยู่ข้างบ่อน้ำ อีกภาพเป็นลังไม้ซึ่งมีตราบริษัทผู้รับเหมาของหลินกั๋วเฉียงติดอยู่ แต่ข้างในลังไม่ได้ใส่อุปกรณ์สำรวจ กลับเป็นเขากวางและถุงหนังสัตว์หายาก

แผนที่มีวงกลมสีแดงไว้ตรงร่องแม่น้ำโบราณ และมีลายมือพ่อเขียนว่า ‘พวกเขาใช้เส้นทางน้ำเก่า ขนของออกตอนพายุทราย ถ้าฉันออกไปไม่ได้ ให้ไปหาปาถู’

ปาถูคือผู้พิทักษ์เขตอนุรักษ์วัยหกสิบกว่า ผู้คนเรียกเขาว่าลุงปาถู เขาเคยเป็นเพื่อนร่วมงานของพ่อ และเป็นคนที่เธอตามหาไม่เจอ เพราะไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน

หลินเยว่กับเจียงซวินจึงออกเดินทางเข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่แจ้งบริษัท ไม่แจ้งหัวหน้าหน่วยกู้ภัย และไม่บอกแม้แต่แม่ของเธอ เพราะมีคนในหน่วยงานหลุดข้อมูลให้ฝ่ายตรงข้ามทุกครั้งที่เธอขอค้นหาใหม่

วันแรก พวกเขาเจอกลุ่มชายห้าคนยืนขวางทางอยู่กลางทะเลทราย รถของคนพวกนั้นไม่มีป้ายทะเบียน ชายที่ตัวใหญ่ที่สุดเคาะกระจกฝั่งคนขับ แล้วยิ้มอย่างคนที่รู้ว่าไม่มีใครมาช่วยเหยื่อของตนได้

“จอดรถสิ พวกพี่หิว” เขาพูด “เอาอาหารกับน้ำมาแบ่งกันหน่อย”

หลินเยว่กำลังจะเปิดกระเป๋าหยิบเสบียง แต่เจียงซวินจับข้อมือเธอไว้

“อย่าเปิดประตู”

ชายคนนั้นยังยิ้มอยู่ “แค่ขอน้ำ จะกลัวอะไรนักหนา”

“ถ้าต้องการน้ำจริง คุณคงไม่เอารถมาปิดทางสามคัน” เจียงซวินตอบ

รอยยิ้มของชายคนนั้นหายไป เขาชี้มาทางหลินเยว่ “ผู้หญิงลงมา คนขับทิ้งกุญแจไว้ แล้วพวกแกจะไปต่อได้”

หลินเยว่ตัวแข็ง เธอเคยได้ยินเรื่องคนหายกลางทะเลทราย แต่ไม่เคยคิดว่าจะอยู่ในรถที่กำลังถูกล้อมด้วยตัวเอง

เจียงซวินลดกระจกลงเพียงนิดเดียว “คนของคุณคงไม่ได้เล่าให้ฟังว่า ผมเคยทำงานกับใคร”

“กูไม่สนว่ามึงเป็นใคร” ชายคนนั้นแค่นหัวเราะ “ที่นี่ไม่มีตำรวจ”

“ถูกต้อง” เจียงซวินตอบ “เพราะงั้นถ้าจะเริ่ม ก็คิดให้ดีว่าจะเดินกลับไหวไหม”

การต่อสู้เกิดขึ้นเร็วเกินกว่าหลินเยว่จะร้องห้ามได้ ชายคนหนึ่งพยายามปีนขึ้นฝากระโปรง เจียงซวินเปิดประตูใส่จนเขาล้ม แล้วลงจากรถด้วยท่าทีแม่นยำและหนักแน่น เขาไม่ได้ชกอย่างคนอวดเก่ง เขาชกเพื่อเปิดทางหนี สกัดข้อมือที่ถือมีด เตะทรายใส่ตา ดึงอีกคนให้ชนประตูรถ

ไม่ถึงสองนาที กลุ่มนั้นก็ถอยไปพร้อมคำด่าทอและรถที่กันชนพังยับ

หลินเยว่เห็นเลือดซึมจากมุมปากเจียงซวิน “คุณเคยบอกว่าฝึกมวยไม่กี่ปี”

“ผมไม่ได้บอกว่าฝึกเพื่อแข่งอย่างเดียว” เขาตอบ พลางเช็ดเลือดด้วยหลังมือ “ขึ้นรถ”

“พวกนั้นจะตามมาไหม”

“แน่นอน”

คำตอบตรงเกินไปจนเธอเงียบ

คืนนั้นพวกเขาจอดพักใต้เนินหิน ไม่มีเต็นท์ เพราะลมแรงเกินจะกางได้ เจียงซวินให้หลินเยว่นอนเบาะหลัง ส่วนเขาพักบนเบาะคนขับที่ปรับเอนได้เพียงเล็กน้อย

อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว หลินเยว่หนาวจนฟันกระทบกัน แต่ยังฝืนไม่ยอมใช้ผ้าห่มฉุกเฉินของรถ เพราะรู้ว่าพวกเขามีเพียงผืนเดียว

“เอาไปคลุม” เจียงซวินยื่นผ้าห่มให้

“แล้วคุณล่ะ”

“ผมชิน”

“คุณไม่ได้ชิน คุณมือเย็นมาก”

เขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนพูดว่า “ตอนน้องชายผมหาย เขาก็พูดแบบนี้ เขาบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวก็กลับมา แต่ผมปล่อยให้เขาไปคนเดียว”

หลินเยว่มองเงาของเขาในความมืด เธอเพิ่งเข้าใจว่าทำไมชายคนนี้ถึงรับงานอันตรายเพื่อพาเธอเข้ามา ทั้งที่เขาแทบไม่รู้จักพ่อของเธอ

“พ่อฉันไม่ใช่คนทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เธอบอก “ถ้าเขายังอยู่ เขาคงกำลังหาทางกลับมา”

เจียงซวินพยักหน้า “งั้นเราจะหาทางไปถึงเขาก่อนที่คนอื่นจะไปถึง”

รุ่งเช้า เขาพาเธอลัดออกจากถนนหลักไปตามร่องแม่น้ำโบราณ หลินเยว่ตกใจเมื่อพื้นใต้รถเริ่มสั่นและยุบตัว ล้อหน้าค่อย ๆ จมลงในทรายดูดสีเทา

“อย่าเปิดประตู!” เจียงซวินสั่งทันที

เธอกำมือแน่น “ถ้าเปิดจะเกิดอะไรขึ้น”

“น้ำหนักจะเปลี่ยน ทรายจะไหลเข้ารถ แล้วเราจะจมเร็วขึ้น”

เขาสั่งให้เธอเข้าเกียร์ถอยหลังตามจังหวะที่เขานับ จากนั้นลงไปวางแผ่นตีนตะขาบใต้ล้อโดยใช้เชือกคาดเอวกับกันชน เธอเห็นทรายรอบรองเท้าเขาค่อย ๆ ดูดลงไปทีละน้อย และต้องกัดฟันไม่กรีดร้องจนเสียสมาธิ

เมื่อรถกระชากหลุดออกมาได้ เจียงซวินขึ้นรถด้วยใบหน้าซีดกว่าปกติ หลินเยว่พบว่าข้อเท้าของเขามีรอยถลอกลึก แต่เขาปฏิเสธจะพัก

“พ่อคุณเขียนไว้ในแผนที่ว่าเขาเห็นบ่อน้ำเก่าอยู่ใกล้ร่องนี้” เขาบอก “เราใกล้แล้ว”

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หลินเยว่เห็นร่างคนอยู่ข้างแนวพุ่มไม้แห้ง เธอรีบจะลงจากรถ แต่เจียงซวินห้ามไว้ก่อน เขาส่องกล้องตรวจดูรอบ ๆ แล้วจึงเข้าไปพยุงชายชราขึ้นมา

ชายคนนั้นคือปาถูจริง ๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยทราย ริมฝีปากซีดจนเกือบไม่มีสี และหายใจหอบเหมือนมีอะไรกดทับหน้าอก

“ลุงปาถู” เจียงซวินเรียก “ยาของลุงอยู่ไหน”

หลินเยว่ค้นลิ้นชักหน้ารถตามคำสั่ง หยิบยาพ่นออกมาให้ เมื่ออาการของชายชราดีขึ้น เขามองเธออยู่พักหนึ่งก่อนกำมือเธอ

“ลูกสาวของกั๋วเฉียงใช่ไหม”

หลินเยว่กลั้นน้ำตา “พ่อหนูอยู่ไหนคะ”

ปาถูไม่ตอบตรง ๆ เขาหันมองไปยังขอบฟ้า สีของท้องฟ้ากำลังเปลี่ยนเป็นเหลืองหม่น

“ก่อนเขาหาย เขาเจอทางลำเลียงใต้บ่อเกลือ พวกนั้นไม่ได้ล่าแค่อูฐป่าหรือกวาง พวกมันขุดเอาไข่สัตว์หายาก ขนสัตว์ และยาเถื่อนเข้ามาซ่อน แล้วใช้รถบริษัทขนออกไปตอนกลางคืน”

“ใครเป็นคนสั่ง” เจียงซวินถาม

ปาถูหลับตาเหมือนเจ็บกว่าที่หัวใจ “หานเว่ย ผู้จัดการบริษัทของพ่อเธอ เขามีคนในหน่วยพิทักษ์ป่าด้วย กั๋วเฉียงถ่ายรูปไว้ เขาคิดว่าจะส่งข้อมูลออกไปได้ แต่พวกนั้นตามทัน”

“พ่อยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า” หลินเยว่ถามซ้ำ คราวนี้เสียงเธอแข็งขึ้น

ปาถูมองหน้าเธอ “เมื่อคืนก่อน ฉันเห็นควันจากสถานีสูบน้ำร้าง พวกมันยังใช้ที่นั่นอยู่ ถ้าพ่อเธอรอด เขาน่าจะอยู่ที่นั่น”

ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์ดังมาจากหลังเนินทราย ปาถูหน้าซีด เขาพูดเพียงคำเดียว

“หนี”

รถกระบะสีดำพุ่งฝ่าหมอกทรายออกมา ชายคนเดิมที่ขวางทางพวกเขาเมื่อวานยกปืนขึ้นเหนือหัว แล้วยิงลงพื้นข้างรถเหมือนต้องการให้รู้ว่าคราวนี้เขาไม่คิดเจรจา

“พวกมันมีปืน” หลินเยว่กระซิบ

เจียงซวินสตาร์ตรถ “จับให้แน่น”

การไล่ล่าเริ่มขึ้นท่ามกลางพายุทรายที่ก่อตัวเร็วผิดปกติ ปาถูบอกทางจากเบาะหลัง แม้จะหอบจนทุกคำขาดห้วง เขาชี้ไปทางซ้าย บอกว่ามีป่าหินซึ่งรถใหญ่เข้าได้ลำบาก เจียงซวินไม่เร่งจนเสียการควบคุม เขาใช้แนวหินบังรถ สลับขับบนพื้นแข็งและพื้นทรายละเอียดจนรถของฝ่ายตรงข้ามต้องชะลอ

แต่เมื่อพวกเขาหลบเข้าไปในช่องแคบ รถอีกคันกลับโผล่มาปิดหน้าไว้แล้ว

เจียงซวินเบรกสุดแรง หลินเยว่กระแทกเบาะจนหายใจไม่ออก หานเว่ยก้าวลงจากรถคันหน้าในเสื้อกันลมสีดำสะอาดเกินกว่าจะเป็นคนทำงานกลางทะเลทราย เขาถอดแว่นกันฝุ่นออกช้า ๆ ราวกับกำลังมาพบลูกค้า

“คุณหลิน” เขาพูด “ผมบอกแม่คุณแล้วว่าอย่าส่งคุณเข้ามา”

หลินเยว่จ้องเขา “พ่อฉันอยู่ไหน”

“พ่อคุณดื้อ เขาไม่ยอมเข้าใจว่าบางเรื่องคนธรรมดาไม่ควรยุ่ง”

“คุณทำให้ทุกคนคิดว่าเขาตาย”

“ผมเสนอเงินชดเชยให้ครอบครัวคุณ เพราะสงสาร ไม่ใช่เพราะรู้สึกผิด” เขายิ้มบาง ๆ “ส่งกระเป๋ามา แล้วผมจะให้คุณกลับออกไปพร้อมลุงปาถู”

เจียงซวินขยับมายืนหน้าหลินเยว่ “ให้รถออกไปก่อน”

หานเว่ยหัวเราะ “คุณเจียง ผมจำคุณได้ น้องชายคุณก็ชอบทำตัวเป็นคนกล้าเหมือนกัน สุดท้ายเขาได้อะไรจากการยื่นจมูกเข้ามา”

ประโยคนั้นทำให้เจียงซวินนิ่งไปชั่ววินาที หลินเยว่เห็นนิ้วเขากำแน่นจนข้อนิ้วขาว แต่เขาไม่พุ่งเข้าใส่ ไม่ทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตรายเพราะโทสะ

หานเว่ยยื่นมือ “กระเป๋า”

หลินเยว่กอดมันไว้ “ถ้าคุณอยากได้การ์ดความจำ คุณคงรู้แล้วว่ามันอยู่ในนั้น ทำไมถึงยังกลัว”

รอยยิ้มของเขาหายไป

เธอพูดต่อ “เพราะหลักฐานไม่ได้มีแค่อันเดียวใช่ไหม พ่อฉันส่งอะไรออกไปแล้ว”

หานเว่ยก้าวเข้ามาใกล้ “เด็กฉลาดมักตายเพราะพูดมาก”

ปาถูไอแรงจากในรถ แล้วหัวเราะแหบ ๆ “แกไม่เคยรู้จักกั๋วเฉียงจริง ๆ เขาไม่ใช่คนที่เก็บของสำคัญไว้ที่เดียว”

หานเว่ยหันไปมองชายชราอย่างโกรธจัด และนั่นคือช่องว่างที่เจียงซวินรออยู่ เขาเตะทรายใส่หน้าอีกฝ่าย ดึงหลินเยว่หลบหลังรถ แล้วเหวี่ยงกระเป๋าผ้าใบไปทางเนินทรายด้านขวา คนของหานเว่ยสองคนวิ่งตามมันไปทันที

“ขับ!” เจียงซวินตะโกน

หลินเยว่ขึ้นเบาะคนขับโดยไม่ทันคิด เธอเคยขับรถในเมืองเท่านั้น มือสั่นจนแทบจับพวงมาลัยไม่อยู่ แต่เธอเหยียบคันเร่งตามที่เขาสั่ง เจียงซวินกระโดดขึ้นรถฝั่งข้างคนขับในจังหวะสุดท้าย ก่อนรถพุ่งทะลุช่องแคบออกไป

“กระเป๋าอยู่กับพวกมันแล้ว!” เธอร้อง

“ในนั้นมีแค่เสื้อพ่อคุณกับขวดน้ำ”

หลินเยว่หันมองเขาอย่างตกใจ

เจียงซวินหยิบการ์ดความจำออกมาจากปลอกนาฬิกาข้อมือ “ก่อนลงจากรถ ผมเอาออกแล้ว”

“แล้วแผนที่ล่ะ”

“คุณจำได้ไหม”

เธอมองเส้นขอบฟ้าที่แทบไม่เห็นจากพายุทราย แล้วนึกถึงคืนที่นั่งคัดลอกแผนที่ของพ่อ เธอไม่ได้จำทุกเส้นทาง แต่จำได้ว่ามีสัญลักษณ์รูปนกสามตัวเรียงกันอยู่ข้างสถานีสูบน้ำ และพ่อเคยสอนเธอตั้งแต่เด็กว่าร่องน้ำเก่าจะมีต้นกกขึ้นแม้ในที่แห้งแล้งที่สุด

“ฉันจำได้” เธอบอก “ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ จนเจอแนวกกแห้ง แล้วเลี้ยวตามรอยเสาไฟเก่า”

เจียงซวินมองเธอเพียงแวบเดียว “งั้นนำทางผม”

พายุทรายกินเวลานานกว่าสองชั่วโมง พวกเขาไม่เห็นรถตามหลังแล้ว แต่ก็ไม่กล้าคิดว่าปลอดภัย ปาถูหมดแรงและหลับไปเป็นพัก ๆ หลินเยว่คอยให้เขาจิบน้ำทีละน้อย ขณะเดียวกันก็ใช้เข็มทิศ กระดาษโน้ต และความทรงจำพาพวกเขาไปตามเส้นทางที่ไม่มีอยู่บนแผนที่ทั่วไป

ระหว่างที่รอพายุเบาลง เจียงซวินเปิดการ์ดความจำในแท็บเล็ตกันน้ำ ภายในมีไฟล์วิดีโอหลายชุด ไฟล์แรกเป็นภาพลังสินค้าถูกย้ายจากรถบริษัทไปยังสถานีสูบน้ำร้าง ไฟล์ถัดมาเป็นใบส่งของที่มีลายเซ็นของหานเว่ย และชื่อเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าสองคน

ไฟล์สุดท้ายไม่มีภาพ มีแต่เสียงพ่อของหลินเยว่

“ถ้าเยว่ได้ฟัง พ่อขอโทษที่ทำให้ลูกต้องกลัว พ่อไม่ได้หนี พ่อถูกขังอยู่ที่สถานีสูบน้ำเก่า พวกเขาบังคับให้พ่อบอกว่าหลักฐานอยู่ไหน แต่พ่อทำสำเนาไว้แล้ว ปาถูรู้วิธีส่งออกไป… ถ้าพ่อกลับไม่ได้ อย่าเอาความโกรธไปทำลายชีวิตตัวเอง ดูแลแม่ และอย่าเชื่อคนที่เสนอเงินเพื่อซื้อความเงียบ”

หลินเยว่นั่งนิ่ง น้ำตาไหลโดยไม่ส่งเสียง เจียงซวินไม่พูดว่าไม่เป็นไร เพราะมันไม่เป็นไรไม่ได้ เขาเพียงเอื้อมมือมาปิดแท็บเล็ต แล้วบอกว่า

“เราไปพาเขากลับบ้าน”

เมื่อพายุสงบลง พวกเขาเห็นสถานีสูบน้ำร้างอยู่ไกลออกไป อาคารคอนกรีตเตี้ย ๆ ถูกทรายกลบจนเหลือเพียงหลังคาและปล่องเหล็กเก่า รอบอาคารมีรถสองคันจอดอยู่ แสดงว่าหานเว่ยไปถึงก่อนพวกเขา

ปาถูฟื้นขึ้นมาพอดี เขามองสถานที่นั้นแล้วส่ายหน้า “ทางเข้าใหญ่มีคนเฝ้า แต่ด้านหลังมีท่อระบายน้ำเก่า พ่อเธอเคยสำรวจมันกับฉัน”

เจียงซวินหันมองหลินเยว่ “คุณอยู่กับลุงปาถู ผมจะเข้าไปดู”

“ไม่” เธอตอบทันที “นี่คือพ่อฉัน และฉันเป็นคนเดียวที่รู้ระบบบันทึกข้อมูลของเขา ถ้าพวกมันทำลายหลักฐาน เราต้องเอาไฟล์ออกไปให้ได้”

“ข้างในมีคนถือปืน”

“ฉันรู้”

เขาเงียบไป ก่อนยื่นวิทยุสื่อสารให้ “ถ้าผมบอกให้วิ่ง คุณวิ่ง ไม่ต้องย้อนกลับมา”

หลินเยว่รับวิทยุไว้ “ถ้าฉันบอกให้ช่วยพ่อ คุณก็อย่าทำเป็นไม่ฟัง”

ทั้งสองคลานผ่านแนวกกแห้งไปยังท่อระบายน้ำ ปาถูอยู่ในรถ เปิดสัญญาณขอความช่วยเหลือจากวิทยุเก่าของหน่วยพิทักษ์ป่า เขาบอกว่ามีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ยังไว้ใจได้ และจะส่งพิกัดกับไฟล์ทั้งหมดผ่านเครือข่ายดาวเทียมทันทีที่สัญญาณติด แม้การช่วยเหลือจะมาถึงไม่ทันตอนนี้ แต่อย่างน้อยหานเว่ยจะไม่สามารถปิดเรื่องนี้ได้อีก

ในท่อมืดและเหม็นสนิม หลินเยว่คลานตามเจียงซวินไปจนถึงช่องระบายอากาศ เธอมองเห็นด้านในสถานีสูบน้ำผ่านตะแกรงเหล็ก

พ่อของเธอนั่งถูกมัดอยู่กับเก้าอี้ข้างเครื่องปั๊มเก่า ใบหน้าซูบตอบ แขนมีรอยช้ำ แต่เขายังมีสติ หานเว่ยยืนอยู่ตรงหน้าเขา ถือโทรศัพท์ที่เปิดภาพแม่ของหลินเยว่กำลังนั่งร้องไห้อยู่ในบ้าน

“บอกผมมา” หานเว่ยพูด “สำเนาอยู่ที่ไหน”

พ่อยิ้มเหนื่อย ๆ “คุณเคยคิดไหมว่าคนที่ทำงานกับหิน ดิน และน้ำมาทั้งชีวิต จะไม่รู้จักทางออกของสถานที่นี้”

หานเว่ยตบหน้าเขา หลินเยว่เกือบร้องออกมา เจียงซวินจับไหล่เธอไว้แน่น เตือนให้เงียบ

แล้วพ่อของเธอก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาเขามองไปที่ตะแกรงพอดี ราวกับรู้ว่าลูกสาวอยู่ตรงนั้น

เขาไม่แสดงความตกใจ เขาเพียงขยับนิ้วชี้แตะข้อมือตัวเองสองครั้ง

หลินเยว่เข้าใจทันที นาฬิกาข้อมือของพ่อ

ก่อนออกเดินทาง เขาเคยบอกเธอว่า นาฬิกาเรือนเก่าของเขาไม่ได้มีค่าอะไร แต่เขาไม่เคยถอด เพราะเขาชอบให้เวลาติดอยู่กับตัว แม้ในวันที่โลกใต้เท้าเปลี่ยนไป

เธอหันไปกระซิบกับเจียงซวิน “มีอะไรอยู่ในนาฬิกาเขา”

เจียงซวินพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ไฟล์สำรอง”

พวกเขาออกจากท่อไปยังห้องเก็บเครื่องมือด้านหลัง เจียงซวินใช้เหล็กงัดประตูอย่างเงียบที่สุด แต่เสียงบานพับเก่าดังขึ้นเบา ๆ ชายเฝ้าทางเดินหันมาเห็นพวกเขา

ทุกอย่างหลังจากนั้นรวดเร็วและสับสน เจียงซวินเข้าจัดการชายคนนั้นก่อนที่เขาจะยกปืนได้ แต่เสียงต่อสู้ทำให้คนในห้องหลักรู้ตัว หานเว่ยลากพ่อของหลินเยว่ลุกขึ้น ใช้ปืนจ่อขมับเขา แล้วถอยไปทางประตูหน้า

“ออกมา!” เขาตะโกน “ไม่งั้นเขาตาย”

หลินเยว่ก้าวออกจากเงามืด เจียงซวินพยายามรั้งเธอ แต่เธอส่ายหน้า

“คุณต้องการอะไร” เธอถาม

“การ์ดความจำ”

“คุณทำลายชีวิตคนไปกี่คนเพราะกลัวไฟล์ไม่กี่ไฟล์”

“ผมไม่ได้ทำเพราะกลัว ผมทำเพราะคนอย่างพ่อคุณชอบคิดว่าความถูกต้องเลี้ยงครอบครัวได้” หานเว่ยแค่นเสียง “บริษัทกำลังจะล้ม หนี้สินกดคอทุกคน ผมแค่หาทางให้คนของผมอยู่รอด”

พ่อของหลินเยว่พูดทั้งที่ปากแตก “คนของคุณอยู่รอดด้วยการฆ่าสัตว์ ค้ามนุษย์ และทิ้งคนให้ตายกลางทะเลทรายหรือ”

หานเว่ยกระชับปืน “เงียบ”

หลินเยว่หยิบการ์ดความจำออกมา “ปล่อยพ่อฉัน แล้วฉันจะให้”

“โยนมา”

เธอทำเหมือนจะโยน แต่ชะงัก “ก่อนหน้านี้คุณพูดว่าที่นี่ไม่มีตำรวจ คุณคิดว่าคุณชนะเพราะไม่มีใครเห็นใช่ไหม”

หานเว่ยหรี่ตา

หลินเยว่ยกวิทยุสื่อสารขึ้น “ลุงปาถูส่งไฟล์ออกไปแล้ว ชื่อคุณ ลายเซ็นคุณ ทะเบียนรถ และพิกัดของที่นี่ ถูกส่งถึงหน่วยสอบสวนสิ่งแวดล้อมแล้ว ต่อให้คุณเผาสถานีนี้ คุณก็เผาโทรศัพท์ทุกเครื่องของคนคุณไม่ได้”

นอกอาคารมีเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น หานเว่ยชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที พ่อของหลินเยว่ใช้ข้อศอกกระแทกท้องเขาเต็มแรง ปืนหลุดจากมือ เจียงซวินพุ่งเข้ามาเตะมันไกลออกไป

หานเว่ยไม่ได้ยอมแพ้ เขาคว้าค้อนเหล็กจากพื้นและเหวี่ยงใส่เจียงซวิน การต่อสู้เกิดขึ้นกลางห้องปั๊ม เสียงเหล็กกระทบผนังคอนกรีตดังสะท้อน หลินเยว่ไม่ได้ยืนร้องไห้ เธอวิ่งไปตัดสายไฟที่ต่อกับเครื่องปั๊มตามที่พ่อบอก เพราะเครื่องนี้ใช้สูบน้ำเกลือออกจากโพรงใต้ดิน หากมันทำงานต่อ พื้นจะยุบและอาคารทั้งหลังอาจกลายเป็นหลุมฝังศพ

หานเว่ยเห็นเธอจึงพยายามพุ่งเข้าหา เจียงซวินขวางไว้ แต่ถูกเหวี่ยงจนชนเสา หลินเยว่ตัดสายเส้นสุดท้ายได้พอดี เครื่องปั๊มดับลง เสียงสั่นสะเทือนใต้พื้นค่อย ๆ หยุด

หานเว่ยวิ่งไปทางประตู หวังหนีด้วยรถ แต่ด้านนอกมีไฟหน้ารถหลายดวงส่องทะลุหมอกทราย เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าชุดแรกมาถึงพร้อมตำรวจท้องที่ที่ปาถูติดต่อได้ คนของหานเว่ยบางคนพยายามหนีเข้าทะเลทราย แต่เส้นทางถูกปิดไว้แล้วจากพิกัดที่หลินเยว่มอบให้

หานเว่ยไม่ได้ถูกตัดสินในวันนั้น ไม่มีใครยืนปรบมือ ไม่มีคำสารภาพยืดยาว มีเพียงเขาถูกใส่กุญแจมือ มองสถานีสูบน้ำที่เคยคิดว่าเป็นที่ซ่อนอันปลอดภัย แล้วก้มหน้าลงเมื่อเจ้าหน้าที่อ่านหลักฐานที่เชื่อมโยงเขากับการลักลอบล่าสัตว์ การขนส่งผิดกฎหมาย และการกักขังหลินกั๋วเฉียง

พ่อของหลินเยว่ถูกนำส่งโรงพยาบาล เขาขาดน้ำอย่างหนัก ซี่โครงร้าว และมีบาดแผลติดเชื้อ แต่แพทย์บอกว่าเขาพ้นอันตรายแล้ว คืนแรกที่โรงพยาบาล หลินเยว่ไม่ยอมหลับ เธอนั่งจับมือพ่อจนเขาฟื้น

“พ่อขอโทษ” เขาพูดเบามาก “พ่อไม่ควรให้ลูกต้องเข้ามาเสี่ยง”

เธอส่ายหน้า น้ำตาหยดลงบนหลังมือที่หยาบกร้านของเขา “พ่อไม่เคยสอนให้หนูทิ้งคนที่กำลังถูกทำร้าย”

พ่อยิ้มทั้งที่เจ็บ “พ่อสอนลูกมากเกินไปแล้ว”

“ไม่ค่ะ” เธอบีบมือเขา “พ่อสอนไว้พอดี”

หลายเดือนต่อมา การสอบสวนขยายไปถึงบริษัทผู้รับเหมาและเจ้าหน้าที่ที่รับสินบน หลักฐานจากการ์ดความจำ นาฬิกาของพ่อ บันทึกวิทยุของปาถู และภาพจากโทรศัพท์ลูกน้องหานเว่ย ทำให้คดีไม่อาจถูกกลบด้วยคำว่าอุบัติเหตุได้อีก บริษัทถูกยกเลิกสัญญา เจ้าหน้าที่ที่ร่วมขบวนการถูกพักงานและดำเนินคดีตามหลักฐาน ส่วนสถานีสูบน้ำร้างถูกปิดและตรวจสอบพื้นที่โดยรอบเพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำของสัตว์ป่า

ปาถูได้รับการรักษาโรคหอบจนดีขึ้น เขาไม่ยอมย้ายเข้าเมืองถาวร แต่ยอมรับบ้านพักเล็ก ๆ ใกล้สถานีพิทักษ์แห่งใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่รุ่นหนุ่มสาวที่เข้ามาช่วยงาน เขามักบ่นว่าคนพวกนั้นเดินเสียงดังจนสัตว์หนีหมด แต่ทุกเช้าเขายังทำชาร้อนเผื่อพวกเขาเสมอ

เจียงซวินใช้เวลาหลายสัปดาห์รักษาไหล่ที่บาดเจ็บจากค้อนเหล็ก หลินเยว่แวะไปหาเขาที่อู่รถบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยเร่งให้ความสัมพันธ์กลายเป็นอะไรที่ใหญ่กว่าความจริง ทั้งคู่ผ่านเรื่องหนักเกินกว่าจะใช้คำหวานกลบมันได้

วันหนึ่ง เขายื่นกุญแจรถให้เธอ “ขับเองไหม”

หลินเยว่เลิกคิ้ว “คุณเคยบอกว่าฉันเหยียบเบรกแรงเกินไป”

“ตอนนั้นคุณกำลังหนีคนถือปืน”

“แล้วตอนนี้ล่ะ”

เขามองเธอด้วยแววตาที่อ่อนลง “ตอนนี้คุณกำลังเลือกทางของตัวเอง”

หลินเยว่รับกุญแจมา เธอเริ่มทำงานกับทีมสำรวจอิสระที่ตรวจสอบเส้นทางน้ำและพื้นที่เสี่ยงในทะเลแห่งความตาย โดยมีพ่อเป็นที่ปรึกษาหลังพักฟื้น เธอไม่กลับไปเป็นคนเดิมที่รอให้คนอื่นบอกว่าควรเชื่ออะไร ควรเงียบเมื่อไร หรือควรรับเงินเพื่อแลกกับความสงบ

ในวันแรกที่เธอกลับไปยังขอบทะเลทราย พ่อยื่นกระเป๋าผ้าใบสีเขียวให้ กระเป๋าใบเดิมถูกซ่อมรอยขาดเรียบร้อยแล้ว แต่เธอไม่ได้เปิดดู

“เก็บไว้เถอะค่ะ” เธอบอก “คราวนี้เราไม่ต้องซ่อนอะไรในนั้นแล้ว”

ลมร้อนพัดผ่านแนวกกแห้ง เสียงของมันคล้ายคลื่นที่มองไม่เห็น หลินเยว่มองไปยังผืนทรายไกลสุดสายตา แล้ววางมือบนพวงมาลัย รถค่อย ๆ เคลื่อนออกไปตามเส้นทางที่พ่อเคยคิดว่าจะไม่มีวันได้กลับมาเห็นอีกครั้ง

Leave a Comment