เธอช่วยคุณย่าที่เป็นลม แต่เข็มกลัดเมื่อหกปีก่อนทำให้มหาเศรษฐีสงสัยว่าเด็กคนนั้นคือลูกสาวของเขา

ทันทีที่แท่งสำลีแตะกระพุ้งแก้มของถวนถวน หลินเสี่ยวหม่านก็จับมือเล็กของลูกสาวแน่นจนปลายนิ้วซีด เด็กหญิงเงยหน้ามองเธอด้วยแววตาใสซื่อ แล้วถามเบา ๆ ว่า “แม่คะ ถ้าผลออกมา หนูต้องไปอยู่กับคุณลุงคนนั้นไหม”

คำถามนั้นทำให้ทั้งห้องเก็บตัวอย่างเงียบกริบ กู้เหยียนเฉินยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าเขานิ่งจนแทบอ่านไม่ออก แต่ดวงตากลับจับอยู่ที่เสี่ยวหม่านราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปอีกครั้ง

“ไม่มีใครพาลูกไปไหนทั้งนั้น” เสี่ยวหม่านตอบก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปาก “แม่อยู่ตรงนี้”

“ผมก็รับปากแล้ว” เหยียนเฉินพูดเสียงต่ำ “ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร จะไม่มีใครบังคับพวกคุณ”

เสี่ยวหม่านไม่หันไปมองเขา เธอเห็นคำสัญญาจากคนมีอำนาจมามากเกินไปแล้ว และรู้ดีว่ากระดาษหนึ่งแผ่นไม่อาจกั้นคนที่มีทั้งเงิน บริษัท โรงพยาบาล และทนายไว้ได้

หกปีก่อน เธอเคยเชื่อคำพูดหนึ่งประโยคจนต้องหนีออกจากเมืองทั้งที่กำลังตั้งครรภ์

“ทำเสร็จแล้วค่ะ” เจ้าหน้าที่บอก พลางปิดผนึกหลอดตัวอย่างสามหลอดต่อหน้าทุกคน “กรุณาตรวจชื่อ เลขรหัส และลงลายมือชื่อค่ะ”

เสี่ยวหม่านตรวจทุกตัวอักษรช้า ๆ เธอเลือกสถาบันนี้เอง เลือกเจ้าหน้าที่เอง และให้เพื่อนเก่าสมัยเรียนกฎหมายช่วยตรวจขั้นตอนทั้งหมด แม้ชีวิตเธอจะไม่ได้มีเงินมาก แต่เธอจะไม่ยอมให้ใครเล่นกับความเป็นแม่ของเธออีก

ถวนถวนมองซองเอกสารด้วยความสงสัย “มันเหมือนจดหมายจากโรงเรียนหรือเปล่าคะ”

คุณย่ากู้ซึ่งนั่งอยู่ข้างเธอ ยิ้มอ่อนโยน “คล้ายกันจ้ะ แต่เป็นจดหมายที่ผู้ใหญ่ต้องอ่านให้ดี”

เด็กหญิงพยักหน้าแล้วหยิบลูกอมจากกระเป๋าเสื้อคุณย่าออกมาหนึ่งเม็ด “คุณย่าเอาไหมคะ แม่บอกว่าคนแก่หิวหรือเวียนหัวต้องกินหวาน ๆ”

คุณย่ากู้หัวเราะทั้งที่ดวงตาแดง “เอาสิจ๊ะ คุณย่าจะพกไว้ตลอดเลย”

เสี่ยวหม่านเห็นภาพนั้นแล้วใจอ่อนลงเพียงชั่ววูบ แต่เมื่อสายตาเธอไปหยุดที่เหยียนเฉิน ความทรงจำเก่าก็กลับมากรีดลึกกว่าเดิม

หกปีก่อน เธอเป็นพนักงานฝึกงานแผนกจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง งานหนัก ค่าแรงน้อย และเธอต้องส่งเงินไปรักษาแม่ที่ป่วยอยู่ต่างเมือง คืนนั้นโรงแรมจัดงานเลี้ยงวันเกิดของกู้เหยียนเฉิน ทายาทคนเดียวของตระกูลกู้ที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศ

เธอจำเขาได้แม่น เพราะเขาเป็นแขกคนเดียวที่เอ่ยขอบคุณพนักงานเสิร์ฟทุกครั้ง แม้ตอนนั้นใบหน้าของเขาจะเย็นชาและห่างเหินจนคนอื่นไม่กล้าเข้าใกล้

คืนนั้นเสี่ยวหม่านถูกผู้จัดการบังคับให้ขึ้นไปส่งยาแก้เมาให้แขกชั้นบน เธอเพิ่งรู้ทีหลังว่าเครื่องดื่มของเหยียนเฉินถูกใครบางคนใส่ยาไว้ และชื่อของเธอถูกใช้เพื่อปิดบังเรื่องนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกอย่างที่คนชอบเล่ากันในนิยาย มันคือคืนที่คนสองคนต่างไม่พร้อม ต่างสับสน และต่างถูกผลักเข้าไปในสถานการณ์ที่มีใครบางคนวางไว้แล้ว

รุ่งเช้า เหยียนเฉินหายไปจากห้องพักก่อนเธอตื่น เขาทิ้งเพียงเข็มกลัดเงินรูปดอกคามีเลียไว้บนพื้นข้างเตียง เสี่ยวหม่านเก็บมันขึ้นมาเพราะคิดว่าเขาคงกลับมาเอาคืน แต่คนที่มาหาเธอก่อนกลับเป็นกู้โจว ผู้ช่วยของตระกูลกู้ในเวลานั้น

เขาวางเช็คจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะแล้วพูดว่า “คุณกู้ไม่ต้องการให้เรื่องเมื่อคืนมีปัญหา ถ้าคุณฉลาด ก็รับเงินแล้วลืมมันไป”

เสี่ยวหม่านฉีกเช็คทิ้งต่อหน้าเขา

กู้โจวไม่ได้โกรธ เขาเพียงยิ้มอย่างคนที่รู้ว่าชีวิตอีกฝ่ายไม่มีทางเลือกมากนัก “งั้นก็อย่ามาปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีก ถ้าคุณคิดจะใช้เรื่องนี้เรียกร้องอะไร คุณกับครอบครัวจะลำบาก”

สองสัปดาห์ต่อมา แม่ของเสี่ยวหม่านเสียชีวิตก่อนเธอจะกลับไปถึงบ้าน และสามเดือนหลังจากนั้น เธอก็รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์

เธอเคยคิดจะบอกเหยียนเฉิน แต่ข่าวในหน้าสังคมทำให้เธอหยุดมือ มีภาพเขายืนเคียงข้างซูหว่านชิง ลูกสาวหุ้นส่วนธุรกิจใหญ่ พร้อมพาดหัวว่าเป็นคู่หมั้นที่เหมาะสมที่สุดของวงการ เสี่ยวหม่านรู้ทันทีว่าคนอย่างเธอจะถูกมองอย่างไร หากเดินเข้าไปบอกว่ากำลังท้องลูกของเขา

เธอจึงหนีไปเมืองเล็ก ๆ เปิดร้านเกี๊ยวหน้าสถานีรถไฟความเร็วสูง ตั้งใจเพียงเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างปลอดภัย และไม่ต้องเรียนรู้เร็วเกินไปว่าโลกของคนรวยสามารถเหยียบชีวิตคนธรรมดาให้หายไปได้ง่ายแค่ไหน

แต่แล้ววันหนึ่ง คุณย่ากู้เป็นลมอยู่หน้าอาคารผู้โดยสาร เสี่ยวหม่านเข้าไปช่วยประคอง พาถอดเสื้อคลุมรองศีรษะ โทรเรียกรถพยาบาล และยอมอยู่จนญาติของหญิงชรามาถึง

เธอไม่คิดว่าจะได้พบกู้เหยียนเฉินตรงนั้น

และไม่คิดว่าคุณย่าจะมองถวนถวนเพียงครั้งเดียวแล้วพูดว่า เด็กคนนี้เหมือนหลานชายของฉันตอนเด็กไม่มีผิด

ตอนแรกเสี่ยวหม่านพยายามหนี เพราะกลัวว่าเข็มกลัดที่เธอเก็บไว้ในกล่องของใช้สำคัญจะพาอดีตทั้งหมดกลับมา แต่ยิ่งเธอพยายามปกป้องลูก เหยียนเฉินก็ยิ่งแน่ใจว่ามีบางอย่างถูกซ่อนไว้

ทว่าในห้องเก็บตัวอย่างวันนั้น เขากลับทำในสิ่งที่เธอไม่คาดคิด เขาไม่ได้ใช้คนของตระกูลกู้กดดันเธอ ไม่ได้พยายามแย่งลูก และยอมลงนามในข้อตกลงที่ระบุชัดว่า ก่อนผลตรวจจะออก เขาและคนในครอบครัวห้ามเข้าใกล้ถวนถวนตามลำพัง ห้ามพูดเรื่องสายเลือดกับเด็ก และห้ามติดตามหรือบังคับให้เสี่ยวหม่านย้ายที่อยู่

“คำสัญญานี้อาจหยุดทั้งตระกูลกู้ไม่ได้” เขาบอกในวันนั้น “แต่ถ้ามันมีชื่อผมอยู่ มันหยุดผมได้”

เสี่ยวหม่านไม่ได้ตอบ เธอเก็บสำเนาสัญญาใส่กระเป๋า แล้วพาถวนถวนกลับบ้าน

คืนนั้นถวนถวนหลับกอดตุ๊กตากระต่ายตัวเก่าที่หูขาดข้างหนึ่ง เสี่ยวหม่านนั่งอยู่ริมหน้าต่างและเปิดกล่องเหล็กใบเล็ก ภายในมีเข็มกลัดดอกคามีเลีย รูปถ่ายอัลตราซาวนด์ใบแรก และจดหมายที่เธอเขียนถึงเหยียนเฉินแต่ไม่เคยส่ง

เธอหยิบจดหมายนั้นขึ้นมาอ่านเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

ในจดหมายไม่มีคำขอเงิน ไม่มีคำกล่าวหา มีเพียงประโยคหนึ่งว่า หากคุณเคยถูกบอกว่าฉันต้องการหลอกคุณ โปรดรู้ไว้ว่าฉันไม่เคยอยากให้ลูกของฉันเป็นภาระของใคร

เธอพับมันเก็บกลับไป แล้วน้ำตาที่อดกลั้นมานานก็หยดลงบนกล่องเหล็ก

สองวันต่อมา สถาบันส่งข้อความแจ้งว่ารายงานพร้อมรับในวันถัดไป ทั้งสองฝ่ายต้องไปรับพร้อมกันตามที่ตกลงไว้

เสี่ยวหม่านแทบไม่ได้นอน เธอไม่ได้กลัวผลตรวจเท่ากลัวว่า หลังจากความจริงถูกเปิดออก ชีวิตที่เธอสร้างขึ้นอย่างยากลำบากจะถูกคนอื่นนิยามใหม่ทั้งหมด

เช้าวันรับรายงาน ซูหว่านชิงมารออยู่หน้าร้านเกี๊ยวของเธอ

หญิงสาวแต่งตัวเรียบร้อย สวมแว่นกันแดดสีชา และมีคนขับรถยืนรออยู่ข้างรถหรู เธอดูเหมือนคนที่ไม่ควรยืนอยู่หน้าร้านเล็ก ๆ ซึ่งมีไอน้ำจากซึ้งเกี๊ยวลอยคลุ้งอยู่ตลอดเวลา

“คุณหลิน” หว่านชิงเอ่ย “ฉันขอคุยด้วยไม่กี่นาที”

เสี่ยวหม่านไม่เชิญเธอเข้าไป “ถ้าคุณจะมาพูดเรื่องผลตรวจ ฉันไม่มีอะไรจะคุย”

“ฉันไม่ได้มาขอให้คุณหายไป”

คำตอบนั้นทำให้เสี่ยวหม่านชะงัก

หว่านชิงถอดแว่นออก สีหน้าของเธอเหนื่อยล้ากว่าที่เห็นในข่าว “หกปีก่อน ฉันรู้เรื่องที่โรงแรม ฉันรู้ด้วยว่าคนของครอบครัวฉันกับคนของตระกูลกู้ช่วยกันปิดมัน เพราะถ้าข่าวหลุด การหมั้นของฉันกับเหยียนเฉินจะพัง”

“คุณรู้?”

“ตอนนั้นฉันอายุยี่สิบห้า และคิดว่าถ้าฉันได้แต่งงานกับเขา ทุกอย่างจะดีขึ้น ฉันปล่อยให้พ่อจัดการ ฉันไม่ได้ถามว่าพวกเขาทำอะไรกับคุณ”

เสี่ยวหม่านมองเธอนิ่ง ๆ “แล้วตอนนี้มาบอกฉันทำไม”

“เพราะเมื่อวานพ่อฉันสั่งให้คนตามคุณกับลูก เขากลัวว่าถ้าเด็กเป็นลูกของเหยียนเฉิน เรื่องเก่าจะถูกขุดขึ้นมา” หว่านชิงยื่นแฟลชไดรฟ์ให้ “นี่เป็นไฟล์จากโทรศัพท์เครื่องเก่าของเลขานุการพ่อฉัน เขาเก็บสำเนาไว้เพื่อป้องกันตัวเอง มีข้อความที่พูดถึงการใส่ยาในคืนนั้น และชื่อกู้โจวอยู่ในนั้น”

เสี่ยวหม่านไม่ยื่นมือไปรับทันที “ทำไมคุณไม่เอาไปให้เหยียนเฉิน”

“เพราะคุณควรเป็นคนตัดสินใจว่าจะใช้มันหรือไม่ เรื่องนี้ทำร้ายชีวิตคุณ ไม่ใช่ชีวิตฉันคนเดียว”

“คุณกลัวอะไร”

หว่านชิงนิ่งไปนาน “กลัวว่าถ้าฉันเงียบต่อไป ฉันจะเหมือนพ่อไปทุกวัน”

เธอวางแฟลชไดรฟ์บนโต๊ะพลาสติกหน้าร้านแล้วเดินกลับไป เสี่ยวหม่านยืนมองสิ่งเล็ก ๆ นั้นอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนหยิบมันเก็บไว้ในกระเป๋าผ้าของตัวเอง

ตอนบ่าย กู้เหยียนเฉินมาถึงสถาบันพร้อมคุณย่าและทนาย แต่เขาไม่ได้พาคนติดตามขึ้นไปชั้นรับรายงาน เขารออยู่หน้าห้อง จนเสี่ยวหม่านกับถวนถวนมาถึงพร้อมกับหลิวอาน เพื่อนที่ช่วยเธอตรวจสัญญา

“ถวนถวนอยู่กับฉันนะลูก” เสี่ยวหม่านบอก

เด็กหญิงพยักหน้า แต่ก่อนประตูจะปิด เธอหันไปหาคุณย่ากู้ “คุณย่าคะ วันนี้พกลูกอมไหม”

“พกจ้ะ” หญิงชรายิ้ม พลางตบกระเป๋าตัวเอง “สองเม็ดเลย”

ผลตรวจถูกเปิดต่อหน้าทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครพูดจนเจ้าหน้าที่อ่านคำสรุปด้วยน้ำเสียงเป็นกลาง

กู้เหยียนเฉินมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับเด็กหญิงหลินถวนถวนในฐานะบิดา ด้วยค่าความน่าจะเป็น 99.9999 เปอร์เซ็นต์

คุณย่ากู้หลับตา น้ำตาไหลลงมาตามร่องแก้มโดยไม่ส่งเสียง เหยียนเฉินไม่ได้ร้องไห้ เขาเพียงมองกระดาษอยู่ครู่หนึ่งราวกับอ่านไม่เข้าใจ แล้วค่อยเงยหน้าขึ้นมองถวนถวน

เด็กหญิงกอดแขนแม่แน่นกว่าเดิม “คุณลุงเป็นพ่อหนูจริงเหรอคะ”

เสี่ยวหม่านรู้สึกเหมือนถูกดึงหัวใจออกจากอก เธอเตรียมคำตอบไว้มากมาย แต่ไม่มีประโยคไหนเพียงพอสำหรับเด็กหกขวบที่เพิ่งรู้ว่าพ่อของตัวเองมีตัวตน

เหยียนเฉินคุกเข่าลงตรงหน้าถวนถวน ระยะห่างพอดีจนเด็กไม่ต้องถอยหนี “ใช่” เขาตอบ “แต่พ่อเพิ่งรู้วันนี้ และพ่อผิดที่ไม่รู้เร็วกว่านี้”

“แล้วพ่อจะพาหนูไปไหม”

“ไม่” เขาพูดทันที “บ้านของหนูอยู่กับแม่ หนูจะอยู่ที่ไหน เรียนที่ไหน หรืออยากเจอพ่อเมื่อไร หนูกับแม่เป็นคนตัดสินใจ”

เสี่ยวหม่านมองเขาเป็นครั้งแรกตั้งแต่รายงานถูกเปิด เธอไม่รู้ว่าเขาพูดเพราะสำนึกผิด หรือเพราะยังไม่เข้าใจว่าการเป็นพ่อหมายถึงอะไร แต่เธอเห็นชัดว่าเขากลัวจะทำให้ลูกกลัว

เรื่องไม่จบลงเพราะผลตรวจ

ในเย็นวันเดียวกัน ข่าวลือแพร่ไปถึงบริษัทกู้ มีคนปล่อยภาพเสี่ยวหม่านและถวนถวนออกสื่อ พร้อมข้อความกล่าวหาว่าแม่ลูกคู่นี้วางแผนจับทายาทพันล้านมาหลายปี นักข่าวเริ่มไปดักอยู่หน้าร้านเกี๊ยว ลูกค้าประจำบางคนมองเธอด้วยสายตาเปลี่ยนไป และมีชายแปลกหน้าสองคนวนเวียนอยู่ใกล้โรงเรียนอนุบาลของถวนถวน

เสี่ยวหม่านโกรธจนมือสั่น ไม่ใช่เพราะคนกล่าวหาเธอ แต่เพราะชื่อของลูกถูกลากเข้าไปในเรื่องสกปรกของผู้ใหญ่

เย็นนั้นเหยียนเฉินโทรมา เธอรับสายเพราะถวนถวนกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ

“ผมให้ฝ่ายกฎหมายตามต้นตอแล้ว” เขาพูด “คุณกับถวนถวนย้ายไปอยู่ที่ปลอดภัยก่อน”

“คุณกำลังจะให้ฉันหนีอีกแล้วหรือเปล่า”

ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ “ไม่ ผมแค่ไม่อยากให้เด็กต้องเจอคนพวกนั้น”

“เมื่อหกปีก่อน ฉันก็ไม่อยากหนี แต่คนของคุณทำให้ฉันไม่มีทางเลือก”

“ผมรู้” น้ำเสียงเขาหนักขึ้น “และผมเพิ่งรู้ว่าเรื่องนั้นเลวร้ายกว่าที่ผมคิด”

เสี่ยวหม่านกำแฟลชไดรฟ์ไว้ในมือ “คุณรู้ไหมว่ากู้โจวเคยเอาเช็คมาให้ฉัน เขาบอกว่าคุณไม่ต้องการให้เรื่องคืนนั้นมีปัญหา”

“อะไรนะ”

“เขาไม่ได้พูดในนามตัวเอง เขาพูดในนามคุณ”

“ผมไม่เคยสั่งเขา”

“แต่คุณไม่เคยตามหา ไม่เคยถาม ไม่เคยรู้ว่าผู้หญิงคนหนึ่งถูกบีบให้หายไปจากชีวิตคุณอย่างไร”

เหยียนเฉินไม่แก้ตัว เขาพูดเพียงว่า “ผมขอโทษที่ความไม่รู้ของผมทำให้คุณต้องรับผลแทนคนอื่น”

ประโยคนั้นไม่ได้ลบอดีต แต่ทำให้เสี่ยวหม่านเงียบลง เพราะมันไม่ใช่คำขอโทษแบบง่าย ๆ ที่ขอให้เธอให้อภัย เขายอมรับว่าเขามีส่วน แม้ไม่ได้เป็นคนลงมือ

วันรุ่งขึ้น เสี่ยวหม่านตัดสินใจไม่ย้ายหนี เธอปิดร้านเกี๊ยวหนึ่งวัน พาถวนถวนไปอยู่กับหลิวอาน แล้วนัดพบเหยียนเฉินที่สำนักงานทนายของเขา

เธอวางแฟลชไดรฟ์ เข็มกลัด และจดหมายเก่าลงบนโต๊ะ

“ฉันไม่ได้เอาของพวกนี้มาเพื่อให้คุณสงสาร” เธอบอก “ฉันเอามาเพราะคนที่ทำเรื่องนี้กำลังใช้ลูกฉันเป็นเครื่องมือ ถ้าคุณอยากเป็นพ่อของถวนถวนจริง คุณต้องช่วยให้เธอไม่ต้องโตมากับคำโกหก”

เหยียนเฉินหยิบเข็มกลัดขึ้นมาอย่างระวัง ด้านหลังของมันมีรอยขีดเป็นตัวอักษรเล็ก ๆ ซึ่งเสี่ยวหม่านไม่เคยสังเกตมาก่อน เป็นวันเดือนปีเดียวกับงานเลี้ยงคืนนั้น

“นี่เป็นของขวัญจากแม่ผม” เขาพูด “ผมทำหายคืนนั้น แล้วกู้โจวบอกว่าหาไม่เจอ”

ทนายเปิดไฟล์ในแฟลชไดรฟ์ ข้อความเสียงจากเลขานุการของพ่อซูหว่านชิงชัดพอจะยืนยันว่า มีการสั่งซื้อยาชนิดหนึ่ง ใช้กล้องวงจรปิดของโรงแรมบางตัวถูกลบ และกู้โจวเป็นคนพาเสี่ยวหม่านขึ้นไปยังชั้นห้องพักของเหยียนเฉิน

ยังมีข้อความอีกชุดจากกู้โจวถึงพ่อของหว่านชิง เรื่อง “จัดการเด็กฝึกงานเรียบร้อยแล้ว” และ “คุณกู้ไม่ต้องรู้รายละเอียด”

เสี่ยวหม่านฟังจนจบโดยไม่ร้องไห้ เธอเคยคิดว่าตัวเองถูกเหยียนเฉินทอดทิ้งเพราะเขาเลือกชื่อเสียงและคู่หมั้น แต่ความจริงโหดร้ายในอีกแบบหนึ่ง เขาไม่เคยรู้แม้กระทั่งว่ามีคนตัดสินชีวิตเธอแทนเขา

“ผมจะให้กู้โจวออกจากบริษัท แล้วส่งหลักฐานให้ตำรวจ” เหยียนเฉินพูด

“อย่าทำเพราะอยากแก้แค้นแทนฉัน”

“ผมทำเพราะเขาทำผิด และเพราะหกปีที่ผ่านมาเขาใช้ชื่อผมทำร้ายคุณ”

“ถ้าคุณทำให้เรื่องนี้กลายเป็นการล้างภาพลักษณ์ตระกูลกู้ ฉันจะหยุดทุกอย่าง”

“คุณมีสิทธิ์หยุด” เขาตอบ “และคุณมีสิทธิ์ให้ผมออกห่างจากถวนถวน ถ้าวันหนึ่งผมทำเหมือนคนพวกนั้น”

การจัดการไม่ง่ายอย่างที่เขาพูด กู้โจวไม่ได้ทำงานคนเดียว เขาเก็บเอกสารการเงินของบริษัทไว้เป็นหลักประกัน และอ้างว่าคำสั่งหลายอย่างมาจากพ่อของเหยียนเฉิน ผู้ล่วงลับไปแล้ว เขาใช้ความกลัวของคนในบริษัท ข่มขู่พนักงานเก่า และปล่อยข่าวเพิ่มว่าถวนถวนเป็นเด็กที่เสี่ยวหม่านรับมาเพื่อเรียกทรัพย์สิน

พ่อของซูหว่านชิงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เขากล่าวหาว่าเหยียนเฉินสร้างเรื่องเพื่อถอนหมั้น และกล่าวหาว่าเสี่ยวหม่านพยายามแบล็กเมล

หว่านชิงจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าเธอจะกล้าทำ เธอแถลงต่อคณะกรรมการบริษัทของครอบครัว ยอมรับว่าครอบครัวเธอเคยมีส่วนช่วยปิดเรื่องในโรงแรม แม้เธอจะไม่ได้ร่วมวางยา แต่เธอรู้และเลือกเงียบ จากนั้นเธอส่งมอบโทรศัพท์เก่า เอกสารบัญชี และชื่อพยานให้เจ้าหน้าที่

การกระทำของหว่านชิงไม่ได้ทำให้เธอกลายเป็นคนดีในสายตาเสี่ยวหม่านทันที แต่ทำให้ความจริงมีน้ำหนักมากพอจะไม่ถูกเงินกลบหาย

กู้โจวถูกพักงานระหว่างการสอบสวน บริษัทกู้ประกาศตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์เก่าและการรั่วไหลของข้อมูล เขาไม่ถูกจับในวันเดียวเหมือนในละคร แต่ต้องเผชิญการสอบปากคำ ข้อหาทางกฎหมายที่รอการพิสูจน์ และการที่คนซึ่งเคยเชื่อฟังเริ่มไม่กล้าปกป้องเขาอีก

ส่วนพ่อของหว่านชิงถูกถอดจากตำแหน่งในบริษัทของตนเอง หลังหลักฐานทางการเงินหลายรายการชี้ว่าเขาใช้โครงการร่วมทุนกับตระกูลกู้ปกปิดค่าใช้จ่ายผิดปกติ เขายังมีสิทธิ์ต่อสู้คดี แต่ไม่ได้มีอำนาจควบคุมเรื่องราวทั้งหมดอีกต่อไป

ข่าวค่อย ๆ เงียบลงเมื่อข้อเท็จจริงชัดขึ้น แต่แผลในใจของถวนถวนไม่ได้หายไปตามข่าว

คืนหนึ่ง เด็กหญิงถามแม่ขณะกำลังปั้นเกี๊ยว “แม่เคยหนีพ่อเพราะหนูหรือเปล่าคะ”

มือของเสี่ยวหม่านหยุดอยู่เหนือแป้ง “แม่หนีเพราะแม่กลัว”

“หนูทำให้แม่เหนื่อยไหม”

เสี่ยวหม่านรีบดึงลูกเข้ามากอด แป้งติดแก้มทั้งสองคน “ไม่เคยเลย ลูกคือเหตุผลที่แม่ไม่ยอมแพ้ต่างหาก”

“แล้วพ่อทำให้แม่ร้องไห้ไหม”

เธอมองไปที่เข็มกลัดซึ่งวางอยู่บนชั้น ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรจึงจะไม่โยนความเกลียดชังใส่หัวใจเล็ก ๆ ของลูก

“พ่อกับแม่เคยทำผิดพลาดในเรื่องที่ลูกไม่ควรต้องรับรู้เร็วขนาดนี้” เธอพูดช้า ๆ “แต่ตอนนี้ผู้ใหญ่กำลังเรียนรู้ว่าจะทำให้ดีกว่าเดิม”

วันต่อมา เหยียนเฉินมาที่ร้านตามเวลาที่นัดไว้ เขาไม่ได้พาคนขับรถหรือผู้ช่วยมา เขาถือถุงแป้งกับต้นหอมเต็มมือ เพราะถวนถวนบอกว่าถ้าอยากมากินเกี๊ยว ต้องช่วยทำด้วย

เขามองแผ่นแป้งกลม ๆ อย่างคนที่เจอเอกสารบริษัทง่ายกว่าการห่อเกี๊ยว

“รอยพับต้องเท่ากันค่ะ” ถวนถวนสอนอย่างจริงจัง “ถ้าขาด ไส้จะหลุด”

“พ่อจะลองใหม่” เขาตอบ แล้วเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าเรียกตัวเองอย่างไร เขาหันไปมองเสี่ยวหม่านอย่างระวัง

เธอไม่พูดอะไร แต่ก็ไม่ได้ห้าม

เกี๊ยวของเขาออกมาหน้าตาประหลาดจนถวนถวนหัวเราะลั่น เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้ร้านเล็ก ๆ ดูสว่างขึ้นอย่างประหลาด เหยียนเฉินมองลูกสาวหัวเราะแล้วเงียบไปนาน ราวกับพยายามจดจำทุกวินาทีที่เขาไม่เคยได้มีในหกปีแรกของเธอ

หลังจากนั้น เขาไม่ได้พยายามเร่งความสัมพันธ์ เขามาทุกสัปดาห์ตามที่เสี่ยวหม่านกำหนด บางครั้งพาถวนถวนไปสวนสาธารณะโดยมีแม่อยู่ด้วย บางครั้งแค่นั่งอ่านหนังสือภาพในร้านช่วงลูกค้าน้อย เขาเรียนรู้ว่าลูกแพ้กุ้ง ชอบวาดรูปบ้านสีเหลือง และกลัวเสียงฟ้าร้องเพราะเคยอยู่ห้องเช่าที่หลังคารั่ว

เสี่ยวหม่านก็เรียนรู้ว่าเขาไม่เคยแต่งงานกับหว่านชิง การหมั้นเป็นข้อตกลงทางธุรกิจที่เขายอมรับเพราะไม่อยากขัดพ่อ และเขาเลิกมันก่อนจะรู้เรื่องถวนถวนเสียอีก แต่เธอไม่ได้รีบเห็นใจเขา เพราะการอ่อนแอของเขาในอดีตไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องชดใช้

หลายเดือนหลังจากนั้น รายงานจากการสอบสวนภายในและพยานเก่าของโรงแรมทำให้คดีมีความคืบหน้า กู้โจวยอมรับเพียงบางส่วน เขาอ้างว่าทำเพื่อปกป้องชื่อเสียงตระกูลกู้และป้องกันการแต่งงานที่อาจกระทบธุรกิจ แต่หลักฐานชี้ว่าเขายังใช้สถานการณ์นั้นเรียกรับผลประโยชน์จากพ่อของหว่านชิงด้วย

ในวันที่เขาถูกเรียกให้ไปให้การอีกครั้ง เขาขอพบเหยียนเฉินเป็นการส่วนตัว

เสี่ยวหม่านไม่ได้อยู่ในห้องนั้น แต่เหยียนเฉินเล่าให้เธอฟังภายหลังว่า กู้โจวพูดว่า “ผมทำทุกอย่างเพื่อบริษัท ถ้าเรื่องคืนนั้นเปิดเผย หุ้นส่วนคงถอนตัว คุณคงเสียอนาคต”

เหยียนเฉินตอบเขาเพียงว่า “อนาคตที่สร้างจากการทำลายชีวิตคนอื่น ไม่ใช่อนาคตที่ผมอยากได้”

คดีดำเนินไปตามกระบวนการ ไม่มีคำตัดสินที่รวดเร็ว ไม่มีเสียงปรบมือจากใคร แต่กู้โจวไม่อาจกลับมาทำงานในบริษัทได้อีก และหลายคนที่เคยปิดปากเงียบต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนทำหรือสิ่งที่ตนเลือกไม่ทำ

เสี่ยวหม่านปฏิเสธเงินชดเชยก้อนใหญ่จากตระกูลกู้ในตอนแรก เธอไม่ต้องการให้ใครคิดว่าความเจ็บปวดของเธอมีราคาตายตัว แต่หลังปรึกษาหลิวอาน เธอยอมรับเงินกองทุนเพื่อการศึกษาของถวนถวน โดยให้ตั้งในชื่อเด็กและอยู่ภายใต้การดูแลร่วมกัน เงินส่วนนั้นไม่ใช่ค่าตอบแทนที่ทำให้เรื่องเก่าหายไป มันคือสิทธิของลูกที่ไม่ควรถูกพรากไปเพราะศักดิ์ศรีของแม่

เธอยังใช้เงินบางส่วนปรับปรุงร้านเกี๊ยว ย้ายออกจากห้องเช่าเก่าที่คับแคบไปอยู่บ้านหลังเล็กใกล้โรงเรียนของถวนถวน แต่เธอไม่ยอมย้ายเข้าไปอยู่คฤหาสน์ตระกูลกู้ แม้คุณย่าจะชวนด้วยความจริงใจ

“ฉันอยากให้ถวนถวนมีครอบครัว ไม่ใช่ถูกพาไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่มีคนดูแลเต็มบ้าน” เสี่ยวหม่านบอก

คุณย่ากู้จับมือเธอ “หนูพูดถูก บ้านที่ดีไม่ใช่บ้านที่ใหญ่ที่สุด”

คุณย่ามาหาถวนถวนบ่อยขึ้น แต่จะโทรถามทุกครั้งก่อนมา และมักถือถุงลูกอมติดมือเสมอ วันหนึ่งเด็กหญิงเปิดกระเป๋าคุณย่าแล้วพบลูกอมเต็มไปหมด จึงทำป้ายกระดาษเล็ก ๆ เขียนว่า “ห้ามเป็นลม” แล้วแปะไว้ข้างกระเป๋า

คุณย่าหัวเราะจนต้องเช็ดน้ำตา เธอบอกว่า นี่เป็นคำสั่งจากหลานสาวที่เธอยินดีเชื่อฟังที่สุด

ฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา โรงเรียนอนุบาลจัดการแสดงที่ถวนถวนเคยเกือบพลาดเพราะแม่คิดจะพาหนีไปเมืองอื่น วันนั้นเสี่ยวหม่านนั่งอยู่แถวหน้า คุณย่ากู้นั่งข้างกัน ส่วนเหยียนเฉินนั่งถัดออกไปหนึ่งที่ตามที่เสี่ยวหม่านจัดไว้ เขาไม่ได้พยายามนั่งใกล้เธอเกินควร แต่ก็ไม่เคยขาดจากวันที่สำคัญของลูก

บนเวที ถวนถวนสวมชุดผึ้งตัวน้อย เธอถือดอกไม้กระดาษที่ทำเอง แล้วมองหาคนดูอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นทั้งแม่ พ่อ และคุณย่า เด็กหญิงก็ยิ้มกว้างจนตาหยี

หลังการแสดง เธอวิ่งลงมาหาแม่ก่อนเหมือนทุกครั้ง แล้วจึงหันไปจับมือเหยียนเฉิน

“พ่อคะ หนูแสดงเก่งไหม”

เขาก้มลงตอบ “เก่งที่สุด”

“แล้วแม่ล่ะคะ”

เสี่ยวหม่านลูบผมลูก “เก่งมาก”

ถวนถวนมองหน้าทั้งสองคน แล้วพูดอย่างจริงจังตามประสาเด็ก “งั้นวันนี้พ่อกับแม่ต้องไม่ทะเลาะกันนะ หนูอยากกินเกี๊ยวฉลอง”

เหยียนเฉินยิ้มบาง ๆ “พ่อจะช่วยห่อ”

“คราวนี้ห้ามไส้หลุดนะคะ”

“พ่อฝึกมาแล้ว”

เสี่ยวหม่านมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่ยังมีรอยแผล เธอไม่ได้กลับไปเป็นผู้หญิงที่เชื่อใจใครง่าย ๆ และไม่ได้สัญญาว่าจะรักเขาเพียงเพราะเขาเป็นพ่อของลูก แต่เธอเลิกกลัวว่าชีวิตของตัวเองจะถูกเขียนโดยคนอื่น

ก่อนกลับบ้าน เหยียนเฉินยื่นกล่องกำมะหยี่เล็ก ๆ ให้เธอ ภายในคือเข็มกลัดดอกคามีเลียที่ช่างซ่อมรอยขีดข่วนให้แล้ว

“ของชิ้นนี้เป็นของคุณ” เสี่ยวหม่านพูด

“ไม่” เขาส่ายหน้า “มันอยู่กับคุณมาตลอดหกปี คุณเก็บมันไว้ในคืนที่คนอื่นพยายามทำให้ทุกอย่างหายไป ผมอยากให้คุณเก็บมันต่อ ถ้าคุณไม่อยากเห็นมัน ก็วางไว้ที่ไหนก็ได้ แต่ผมจะไม่เอามันไปใช้เป็นข้ออ้างให้คุณต้องอยู่กับผม”

เสี่ยวหม่านรับกล่องนั้นไว้ เธอไม่ได้กลัดมันบนเสื้อ แต่ก็ไม่ได้คืนให้เขา

คืนนั้น หลังถวนถวนหลับไปพร้อมรอยยิ้มและคราบแป้งบนแก้ม เสี่ยวหม่านเปิดหน้าต่างบ้านใหม่ ลมอ่อนพัดผ่านผ้าม่าน เธอวางเข็มกลัดดอกคามีเลียไว้ข้างป้ายกระดาษที่ลูกเขียนว่า “ห้ามเป็นลม”

ของชิ้นหนึ่งเคยพาอดีตกลับมาหาเธออย่างโหดร้าย แต่ในที่สุด มันไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของคืนที่เธอถูกพรากทุกอย่างไปอีกแล้ว

มันเป็นหลักฐานว่าเธอกับลูกไม่จำเป็นต้องหนีอีกต่อไป.

Leave a Comment