หยดเลือดจากหัวเข่าของเหลียนวาซึมผ่านถุงเท้าสีขาวเป็นวงแดง ขณะที่เด็กชายตัวอ้วนในชุดอนุบาลยืนกำชายเสื้อของตัวเองอยู่ข้างประตูโรงเรียน ไม่มีใครกล้าพูดอะไร จนชายสูงวัยในสูทสีเทาคุกเข่าลงตรงหน้าลูกสาวฉัน
“เจ็บไหมลูก” เขาถามเสียงสั่น “ลุงจะพาไปโรงพยาบาลนะ”
เหลียนวาไม่ตอบ เธอเอาแต่มองหน้าฉันที่วิ่งผ่านฝูงผู้ปกครองเข้ามา แล้วปล่อยโฮ “แม่ หนูไม่ได้แย่งขนมเขา หนูแค่บอกว่าแบ่งกันได้”
คำพูดนั้นทำให้ฉันชะงัก ไม่ใช่เพราะฉันไม่เชื่อลูก แต่เพราะเด็กชายคนนั้นคืออวี่โย่ว หลานชายของหัวจิ้นเฉิง ประธานกลุ่มบริษัทหัวซื่อ คนที่ฉันเคยรักจนคิดว่าจะใช้ชีวิตด้วยกัน และเป็นคนเดียวที่ไม่ควรได้ยินเสียงของเหลียนวา
ฉันกอดลูกไว้แน่น พยายามไม่ให้เขาเห็นมือของฉันที่สั่น “แม่อยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไรนะ”
หัวจิ้นเฉิงหันไปสั่งผู้ช่วยทันที “ติดต่อผู้ปกครองเด็ก พาเด็กไปโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ทางเรารับผิดชอบ”
ผู้ช่วยพยักหน้า แต่ฉันตอบก่อน “ไม่ต้องค่ะ ฉันพาลูกไปเอง”
เขาเงยหน้ามองฉันเต็มตา สีหน้าที่เคยเด็ดขาดเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนจากใบหน้าฉันไปที่เหลียนวา แล้วหยุดนิ่งนานเกินควร
“คุณชื่ออะไร” เขาถาม
“ซูอวี้หลาน”
ริมฝีปากของเขาขยับเหมือนจะเรียกชื่อเก่าที่ฝังอยู่ในความทรงจำ แต่สุดท้ายเขาเพียงพยักหน้า “ผมขอโทษแทนหลานชายผม”
ฉันไม่ตอบ ฉันอุ้มเหลียนวาขึ้น รถพยาบาลของโรงเรียนมาถึงพอดี และก่อนประตูรถจะปิด ฉันได้ยินอวี่โย่วพูดกับพี่เลี้ยงด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่รู้สึกผิดเลย
“เด็กไม่มีพ่อจะเรียนโรงเรียนนี้ทำไม เสื้อก็เก่า แม่เขาต้องอยากจับคนรวยแน่ๆ”
ฉันหันกลับไป แต่หัวจิ้นเฉิงตบโต๊ะลงข้างตัวหลานชายก่อน เสียงดังจนผู้ใหญ่ทุกคนเงียบกริบ
“ใครสอนให้พูดแบบนั้น”
อวี่โย่วหน้าซีด เขาหันไปมองแม่ของตัวเอง หลินอวี้ถงรีบก้าวมาขวาง “เด็กก็แค่พูดตามที่เห็นค่ะ คุณพ่อจะทำให้เรื่องใหญ่ทำไม เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก”
เหลียนวาซุกหน้าลงกับไหล่ฉัน ฉันไม่รอให้ใครพูดอีกแม้แต่คำเดียว
ห้าปีก่อน ฉันคงยืนสั่นอยู่ตรงนั้น และยอมให้ครอบครัวหัวตัดสินว่าฉันเป็นผู้หญิงแบบไหน แต่ฉันไม่ใช่คนเดิมแล้ว ฉันอาจไม่ได้มีเงิน มีอำนาจ หรือมีนามสกุลใหญ่คอยคุ้มกัน แต่ฉันมีลูก และฉันจะไม่ยอมให้ใครทำให้เธออับอายเพราะความจริงที่ผู้ใหญ่บางคนเคยพรากไปจากเรา
ที่โรงพยาบาล แพทย์บอกว่าแผลที่เข่าไม่ลึก กระดูกไม่ร้าว แต่ข้อมือขวาแพลงจากตอนล้ม ต้องใส่เฝือกอ่อนและพักการใช้มือหลายวัน เหลียนวาพยายามกลั้นน้ำตาตอนพยาบาลล้างแผล เธอไม่ร้องจนกระทั่งได้ยินคำว่า “อาจจะต้องเย็บหนึ่งเข็ม”
“แม่ หนูจะวาดรูปไม่ได้หรือเปล่า” เธอกระซิบ
ฉันลูบผมเธอ “วาดได้สิ แค่พักมือก่อน แล้วแม่จะช่วยจับพู่กัน”
เด็กคนนี้ชอบวาดภาพมาตั้งแต่จำความได้ เธอชอบวาดบ้านหลังเล็ก มีแม่ มีตัวเอง และมีผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่มีใบหน้า ทุกครั้งฉันถามว่าเขาเป็นใคร เธอจะตอบว่า “พ่อไง แม่บอกว่าพ่ออยู่ไกล”
ฉันไม่เคยโกหกว่าหัวเหวินเซินตายไปแล้ว เพราะในวันที่ฉันจากมา เขายังมีชีวิตอยู่ เขาเพียงเลือกเชื่อคำโกหกของคนอื่นมากกว่าผู้หญิงที่เขาเคยสัญญาว่าจะปกป้อง
ประตูห้องตรวจเปิดออก หัวจิ้นเฉิงเดินเข้ามาพร้อมผู้ช่วยและถุงผลไม้ราคาแพง เขาดูไม่เหมือนชายที่ฉันจำได้จากภาพข่าวอีกแล้ว ผมขาวขึ้นมาก และแววตาที่เคยเย็นชามีความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่
“ค่ารักษา…” เขาเริ่ม
“โรงเรียนมีประกัน ฉันจัดการเองได้” ฉันตัดบท
“คุณซู นี่เป็นความรับผิดชอบของครอบครัวผม”
“ความรับผิดชอบไม่ใช่การจ่ายเงินแล้วคิดว่าทุกอย่างจบค่ะ”
ผู้ช่วยของเขาก้มหน้าลงทันที ส่วนหัวจิ้นเฉิงนิ่งไป ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆ “คุณพูดถูก แล้วคุณอยากให้ผมทำอะไร”
ฉันมองเหลียนวาที่นอนหลับเพราะยาแก้ปวด “สอนหลานคุณว่าเสื้อผ้าคนอื่นราคาถูก ไม่ได้แปลว่าศักดิ์ศรีเขาถูกด้วย สอนเขาว่าการมีพ่อหรือไม่มีพ่อไม่ใช่สิ่งที่เด็กคนไหนเลือกได้ และอย่าให้เขาแตะต้องลูกฉันอีก”
หัวจิ้นเฉิงมองเด็กน้อยนานกว่าที่ควรจะเป็น แล้วถามเบาๆ “ดวงตาของเธอ…เหมือนคุณยายเหรอ”
ลมหายใจฉันสะดุด เขาเห็นสิ่งเดียวกับที่ฉันกลัวมาตลอด เหลียนวามีดวงตาลึกสีน้ำตาลอมทองเหมือนแม่ของหัวเหวินเซิน หญิงชราคนนั้นเคยจับมือฉันวันแรกที่พบ และพูดว่า ถ้าอวี้หลานกับเหวินเซินมีลูก เด็กคนนั้นต้องมีแววตาแบบนี้แน่นอน
“เป็นพันธุกรรมจากยายของฉันค่ะ” ฉันตอบโดยไม่มองเขา
หัวจิ้นเฉิงไม่ได้ซักต่อ แต่ก่อนออกจากห้อง เขาหันกลับมามองสร้อยเงินเส้นบางที่คอเหลียนวา จี้รูปดาวครึ่งดวงโผล่ออกมาจากคอเสื้อผู้ป่วย
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที
ฉันรีบเก็บจี้เข้าไปใต้เสื้อของลูก มันเป็นของชิ้นเดียวที่ฉันยังเก็บจากอดีตไว้ จี้ดาวอีกครึ่งหนึ่งอยู่กับหัวเหวินเซิน เขาซื้อให้ฉันในคืนที่ขอแต่งงาน และบอกว่าต่อให้เราหลงทาง คนละซีกของดาวจะพาเรากลับมาหากัน
วันต่อมา หัวเหวินเซินมาที่โรงพยาบาล
ฉันเห็นเขาผ่านกระจกหน้าห้องพักเด็กก่อนที่เขาจะเห็นฉัน เขายังตัวสูงเหมือนเดิม แต่ใบหน้าคมนั้นเคร่งเครียดกว่าคนในวัยเดียวกันมาก เขาถือกล่องดินสอสีขนาดใหญ่ไว้ในมือ ราวกับไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรให้เด็กที่เขาไม่เคยพบ
เหลียนวานั่งวาดรูปด้วยมือซ้ายบนโต๊ะเล็ก เธอเงยหน้าขึ้นและถามฉันอย่างไร้เดียงสา “แม่ ลุงคนนี้เป็นเพื่อนแม่เหรอ”
หัวเหวินเซินชะงักตรงประตู
“ไม่ใช่” ฉันตอบ
คำตอบนั้นทำให้ดวงตาเขาวูบลง แต่ฉันไม่ใจอ่อน เพราะห้าปีก่อน ฉันเคยเห็นเขามองฉันด้วยสายตาแบบนี้ ขณะที่หลินอวี้ถงยืนอยู่ข้างๆ พร้อมผลตรวจปลอมและข้อความที่ถูกตัดต่อ เธอบอกว่าเด็กในท้องฉันไม่ใช่ลูกเขา บอกว่าฉันแอบคบชายต่างชาติ บอกว่าฉันตั้งใจจับลูกชายตระกูลหัว
ตอนนั้นฉันตั้งครรภ์ได้สามเดือน ฉันขอให้หัวเหวินเซินตรวจสอบก่อนตัดสิน แต่เขาเพียงถามด้วยเสียงเย็นว่า “อวี้หลาน เธอยังจะโกหกผมอีกนานแค่ไหน”
คำถามนั้นทำลายทุกอย่างที่ฉันเคยเชื่อ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลินอวี้ถงแอบเปลี่ยนแฟ้มตรวจในคลินิกของครอบครัวเธอ เขาไม่รู้ว่าคืนก่อนหน้าเธอส่งคนมาขโมยโทรศัพท์ฉัน และลบเสียงบันทึกที่ฉันตั้งใจจะให้เขาฟัง เขาไม่รู้ หรืออาจไม่อยากรู้ เพราะพี่สะใภ้ของเขาเป็นคนที่ครอบครัวไว้ใจ ส่วนฉันเป็นเพียงนักวาดภาพประกอบจากครอบครัวธรรมดา
ฉันเดินออกไปจากบ้านตระกูลหัวในคืนนั้นพร้อมกระเป๋าใบเดียว ฉันไม่ได้เรียกร้องเงิน ไม่ได้ขอคำอธิบาย ฉันแค่ส่งข้อความหาเขาว่า ถ้าวันหนึ่งคุณอยากรู้ความจริง อย่ามาตามหาเราเพราะความสงสาร
เขาไม่เคยตามมา
“ผมมาขอโทษเรื่องอวี่โย่ว” หัวเหวินเซินพูดในที่สุด “ผมให้โรงเรียนลงโทษเขาตามระเบียบแล้ว เขาต้องขอโทษเหลียนวาต่อหน้าครู และจะเข้าพบครูแนะแนวเรื่องพฤติกรรม”
“ดีค่ะ”
“ผมเอาดินสอสีมาให้เธอ”
“เราไม่รับของจากคนแปลกหน้า” ฉันพูด
เหลียนวาเงยหน้ามองฉัน แล้วมองเขา “แต่ลุงไม่ใช่คนแปลกหน้านะ ลุงมาหาหนูสองวันแล้ว”
หัวเหวินเซินยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ฉันเจ็บอย่างน่ารำคาญ “ลุงชื่อเหวินเซิน”
“หนูชื่อเหลียนวา”
มือที่ถือกล่องดินสอของเขากระตุกเพียงนิดเดียว ชื่อนั้นฉันตั้งเอง เหลียนจากนามสกุลเดิมของแม่ฉัน วาจากคำว่าแสงสว่าง แต่ฉันรู้ว่ามันคล้ายคำที่เขาเคยเรียกฉันในช่วงที่เรารักกัน—อวี้หลาน ดอกกล้วยไม้หยก
“ชื่อเพราะมาก” เขาพูด
“แม่ตั้งให้ค่ะ” เด็กน้อยตอบอย่างภูมิใจ “แม่วาดรูปสวยที่สุดในโลก”
หัวเหวินเซินหันมามองฉัน “คุณยังวาดภาพอยู่เหรอ”
ฉันจึงรู้ว่าเขาจำได้ เขาจำได้ว่าฉันเคยรับงานวาดภาพปกหนังสือ วาดทั้งคืนเพื่อเก็บเงินแต่งงาน และเขาเคยนั่งข้างๆ คอยชงกาแฟให้ฉัน เขาแค่ไม่รู้ว่าหลังจากจากเขามา ฉันต้องวาดภาพในห้องเช่าแคบๆ ตอนท้องแก่ ต้องรับงานราคาถูกทุกชิ้น และต้องนอนหลับเพียงไม่กี่ชั่วโมงเพราะลูกตื่นร้องไห้
“ยังค่ะ” ฉันตอบ “เพราะมีคนต้องจ่ายค่าเช่า”
ก่อนเขาจะพูดอะไรต่อ เสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังมาจากทางเดิน หลินอวี้ถงเข้ามาพร้อมอวี่โย่ว เด็กชายหลบอยู่หลังแม่ ส่วนเธอมองฉันตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยรอยยิ้มที่แทบปิดความไม่พอใจไม่มิด
“อ้าว คุณซูนี่เอง” เธอพูดเหมือนเพิ่งนึกได้ “ฉันว่าหน้าคุ้นๆ ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
ฉันไม่ตอบ
เธอดันอวี่โย่วมาข้างหน้า “ขอโทษน้องสิ”
เด็กชายเม้มปาก “ขอโทษ”
“มองหน้าน้องแล้วพูด” หลินอวี้ถงกำชับ
อวี่โย่วมองเหลียนวาอย่างฝืนใจ “ขอโทษที่ผลัก”
เหลียนวาพยักหน้า “หนูยกโทษให้ แต่คราวหน้าอย่าผลักใครนะ เจ็บมาก”
ประโยคธรรมดาของเด็กทำให้หัวเหวินเซินหลุบตา หลินอวี้ถงกลับยิ้มแข็ง “เห็นไหมคะ เด็กๆ ก็คืนดีกันได้ง่าย ผู้ใหญ่ไม่ควรเก็บเรื่องเล็กมาคิดมาก”
“สำหรับคุณอาจเป็นเรื่องเล็ก” ฉันพูดช้าๆ “แต่สำหรับเด็กที่ถูกผลัก ถูกดูถูก และถูกหัวเราะใส่ มันไม่เล็ก”
รอยยิ้มเธอหายไป “คุณยังพูดเก่งเหมือนเดิม”
หัวเหวินเซินหันขวับ “คุณสองคนเคยรู้จักกัน?”
ฉันตั้งใจจะบอกว่าคำตอบนั้นไม่มีประโยชน์แล้ว แต่เหลียนวากลับขยับตัว ทำให้จี้ดาวหลุดออกมานอกเสื้ออีกครั้ง หลินอวี้ถงเห็นมันก่อนใคร สีหน้าเธอซีดเผือดจนแทบควบคุมไม่อยู่
ฉันเห็นปฏิกิริยานั้นชัดเจน และความสงสัยที่ฉันพยายามฝังมาห้าปีก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
คืนนั้น หลังเหลียนวาหลับ ฉันเปิดกล่องไม้เก่าที่ซ่อนไว้หลังตู้เสื้อผ้า ข้างในมีสำเนาใบตรวจครรภ์ ใบเสร็จจากคลินิกของหลินอวี้ถง โทรศัพท์เครื่องเก่าที่พัง และจดหมายฉบับหนึ่งจากแม่ของหัวเหวินเซิน
แม่เขาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อสี่ปีก่อน ก่อนจากไปเธอส่งจดหมายมาถึงฉัน ผ่านคนขับรถเก่าของบ้าน ในจดหมายมีเพียงไม่กี่บรรทัด
“อวี้หลาน แม่เชื่อว่าเด็กในท้องเป็นหลานของแม่ แม่ขอโทษที่วันที่เธอต้องการคนยืนข้างๆ แม่กลับอ่อนแอเกินไป หากวันหนึ่งเหวินเซินพบความจริง ขอให้เธออย่าปล่อยให้ความเกลียดชังของเขาทำร้ายลูกอีกคน”
ฉันไม่เคยตอบจดหมาย เพราะตอนนั้นเหลียนวาเพิ่งคลอดและต้องเข้าโรงพยาบาลจากปอดติดเชื้อ ฉันไม่มีแรงจะกลับไปต่อสู้กับครอบครัวที่เคยผลักฉันออกมา แต่ฉันเก็บซองจดหมายไว้เสมอ พร้อมสิ่งหนึ่งที่แม่เขาส่งมาให้—แฟลชไดรฟ์เล็กๆ ที่ฉันไม่เคยเปิด เพราะโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์เก่าของฉันเสียหมด
วันรุ่งขึ้น ฉันนำแฟลชไดรฟ์ไปให้หลิวเสี่ยวเยว่ เพื่อนเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องอดีตทั้งหมด เธอทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับศิลป์และมีคอมพิวเตอร์ดีๆ อยู่ที่สตูดิโอ
ไฟล์ข้างในเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดในโถงคลินิกเมื่อห้าปีก่อน ภาพไม่ชัดมาก แต่เห็นหลินอวี้ถงเดินออกจากห้องเอกสารพร้อมแฟ้มสีฟ้าที่ฉันจำได้ดี เธอส่งมันให้พนักงานคนหนึ่ง แล้วรับซองเงินจากชายแปลกหน้า หลังจากนั้นสองวัน ผลตรวจที่หัวเหวินเซินเห็นก็เปลี่ยนไป
มีไฟล์เสียงอีกหนึ่งไฟล์ เป็นเสียงแม่ของเขาพูดกับคนขับรถ “อวี้ถงบอกว่าแค่ช่วยทำให้สองคนนั้นเลิกกันชั่วคราว แต่ฉันเห็นสีหน้าเธอแล้ว ฉันไม่ไว้ใจ ฉันจะเก็บหลักฐานไว้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้ส่งให้อวี้หลาน”
ฉันนั่งฟังจนจบโดยไม่ร้องไห้ ความเจ็บที่ค้างอยู่ไม่ได้หายไปเพราะมีหลักฐาน มันกลับชัดเจนขึ้นว่า ในเวลาที่ฉันอุ้มท้องและถูกใส่ร้าย มีคนรู้ว่าฉันอาจบริสุทธิ์ แต่ไม่มีใครพยายามช่วยให้ทัน
เสี่ยวเยว่จับมือฉัน “เธอจะทำยังไง”
ฉันมองภาพหยุดนิ่งบนจอ หลินอวี้ถงหันหน้ามาทางกล้อง ดวงตาเต็มไปด้วยความมั่นใจแบบคนที่คิดว่าตัวเองลบทุกอย่างได้
“ฉันจะไม่ไปขอให้ใครเชื่อฉันอีก” ฉันตอบ “ฉันจะให้เขาดูหลักฐาน แล้วฉันจะตัดสินใจเองว่าจะให้คนพวกนั้นอยู่ใกล้ลูกหรือไม่”
แต่หลินอวี้ถงเคลื่อนไหวก่อน
เย็นวันนั้น โรงเรียนโทรมาบอกว่ามีผู้ปกครองร้องเรียนว่าฉันใช้บัญชีรายได้ไม่โปร่งใสเพื่อขอทุนค่าเล่าเรียนให้เหลียนวา ข้อกล่าวหานั้นไร้สาระ ฉันส่งเอกสารรายได้ทุกปี และทุนที่ลูกได้รับเป็นทุนช่วยเหลือเด็กจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวจริงๆ แต่ข่าวลือแพร่เร็วกว่าเอกสาร ผู้ปกครองบางคนเริ่มมองฉันเหมือนเป็นคนหลอกลวง
ฉันรู้ทันทีว่าใครอยู่เบื้องหลัง เพราะคนเดียวที่รู้ว่าฉันยื่นทุนคือฝ่ายการเงินของโรงเรียน และหลินอวี้ถงเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของสมาคมผู้ปกครอง
หัวเหวินเซินโทรหาฉันหลายครั้ง ฉันไม่รับ จนกระทั่งเขามายืนรอหน้าสตูดิโอของเสี่ยวเยว่ในคืนฝนตก เขาไม่ได้ถือร่ม มีเพียงซองเอกสารกันน้ำในมือ
“ผมตรวจสอบเรื่องทุนแล้ว” เขาพูด “โรงเรียนยืนยันว่าเอกสารถูกต้อง มีคนปล่อยข้อมูลเท็จ”
“แล้วไงคะ”
“ผมให้ฝ่ายกฎหมายบริษัทช่วย—”
“ไม่ต้อง” ฉันตัดบท “เรื่องของลูกฉัน ฉันจัดการเอง”
เขานิ่งไป ก่อนยื่นซองมา “นี่คือบันทึกจากกล้องโรงเรียนวันเกิดเหตุ อวี่โย่วไม่ได้แค่ผลักเหลียนวา เขาแย่งสมุดวาดรูปของเธอแล้วฉีกมัน ครูพยายามห้าม แต่กล้องในมุมหลักถูกปิดไปสิบนาที มีคนสั่งให้ลบภาพ ผมขอสำเนาที่ระบบสำรองได้แล้ว”
ฉันรับซองมาอย่างลังเล “คุณทำไมต้องช่วย”
เขาไม่ตอบทันที เสียงฝนกระทบกันสาดดังเป็นจังหวะ “เพราะผมเคยปล่อยให้คนอื่นบอกผมว่าอะไรคือความจริง โดยไม่ยอมมองมันด้วยตัวเอง ผมจะไม่ทำแบบนั้นอีก”
“คุณพูดเหมือนกำลังชดใช้ให้ฉัน”
“ผมชดใช้ไม่ได้” เขามองฉันตรงๆ “ผมรู้”
ฉันอยากเกลียดเขาให้ง่ายกว่านี้ อยากให้เขาเป็นผู้ชายใจร้ายที่ไม่เคยรักฉันจริง แต่ความจริงคือเขาเคยรัก และเขาเคยขี้ขลาดพอจะปล่อยให้ความหยิ่งของตัวเองทำลายชีวิตเรา ความรักที่ไม่มีความเชื่อใจ ไม่ได้เจ็บน้อยกว่าการไม่รักเลย
ฉันบอกเขาเรื่องแฟลชไดรฟ์ในคืนนั้น ไม่ใช่เพื่อให้เขากลับมาหาฉัน แต่เพราะหลักฐานควรอยู่ในมือคนที่มีส่วนรับผิดชอบด้วย เขานั่งดูภาพจากกล้องด้วยใบหน้าขาวซีด เมื่อเสียงแม่ของเขาดังขึ้น เขาหลับตาแน่น
“แม่รู้…” เขาพูดเหมือนหายใจไม่ออก “แม่รู้ตั้งแต่ตอนนั้น”
“แม่คุณไม่มีเวลาพอจะพิสูจน์ทุกอย่าง” ฉันตอบ “แต่คุณมี คุณแค่ไม่เลือกทำ”
เขาไม่เถียง น้ำตาเอ่ออยู่ในดวงตาของผู้ชายที่ไม่เคยยอมอ่อนแอต่อหน้าใคร “ผมขอโทษ”
“อย่าขอโทษเพราะคุณเพิ่งรู้ว่าเหลียนวาอาจเป็นลูกคุณ” ฉันพูด “ถ้าวันนั้นฉันไม่ได้ท้อง คุณจะเคยสงสัยไหมว่าฉันพูดความจริงหรือเปล่า”
เขาเงียบอยู่นาน “ไม่รู้ครับ แต่ผมอยากเชื่อว่าผมจะทำได้ดีกว่านั้น”
“ฉันไม่อยากฟังว่าคุณอยากเป็นคนแบบไหน ฉันเห็นแล้วว่าคุณเคยเป็นคนแบบไหน”
การตรวจสอบดำเนินไปเงียบๆ หัวจิ้นเฉิงให้ทนายอิสระรวบรวมข้อมูลจากคลินิกเก่า พนักงานที่รับเงินจากหลินอวี้ถงลาออกไปนานแล้ว แต่ยังมีรายการโอนเงินและอีเมลที่เธอลืมลบ เรื่องทุนของเหลียนวาถูกพิสูจน์ว่ามีการปลอมแชตโดยผู้ช่วยส่วนตัวของหลินอวี้ถง เธออ้างว่าทำไปเพื่อปกป้องลูกชายจากแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ “มีเจตนาไม่ดี”
เมื่อหัวจิ้นเฉิงเรียกประชุมครอบครัว หลินอวี้ถงยังพยายามรักษาความสงบ เธอนั่งหลังตรงในห้องรับแขกใหญ่ที่ครั้งหนึ่งฉันเคยถูกไล่ออกจากที่นี่
“เรื่องเมื่อห้าปีก่อนก็แค่ความเข้าใจผิด” เธอบอก “ตอนนั้นทุกคนตกใจ อวี้หลานเองก็ไม่ยอมอธิบายดีๆ แล้วตอนนี้เธอกลับมาพร้อมเด็กคนนี้ ใครจะรู้ว่าไม่ได้ตั้งใจ…”
“พอ” หัวจิ้นเฉิงพูด
เสียงเขาไม่ได้ดัง แต่ทำให้ห้องทั้งห้องแข็งตัว เขาวางรายงานการตรวจความเป็นบิดาลงบนโต๊ะ ฉันไม่ได้ยื่นคำร้องนี้ หัวเหวินเซินเป็นคนขอ และฉันยอมเพียงเพราะเหลียนวามีสิทธิ์รู้ความจริงในวันที่เธอโตพอจะรับมันได้
ผลตรวจยืนยันว่าเหวินเซินเป็นพ่อของเหลียนวา
หลินอวี้ถงมองกระดาษแผ่นนั้นเหมือนมันกำลังจะกัดเธอ อวี่โย่วที่นั่งเงียบข้างพี่เลี้ยงเริ่มร้องไห้ เขาไม่เข้าใจเรื่องเอกสาร เขาแค่เห็นว่าผู้ใหญ่ทุกคนกำลังโกรธแม่ของเขา
หัวจิ้นเฉิงหันไปหาลูกสะใภ้ “คุณทำลายครอบครัวของน้องชายสามี ทำร้ายผู้หญิงท้องคนหนึ่ง และยังใช้ลูกตัวเองเหยียดหยามเด็กอีกคน เพราะกลัวว่าวันหนึ่งความจริงจะกลับมาหาคุณ”
“ฉันทำเพราะครอบครัวนี้!” หลินอวี้ถงตะโกนเป็นครั้งแรก “อวี้หลานไม่มีอะไรเลย เธอจะทำให้เหวินเซินทิ้งหน้าที่ ทิ้งบริษัทไปวาดรูปกับเธอ ตอนนั้นพี่ชายเขาป่วย อวี่โย่วยังเล็ก ถ้าเหวินเซินไม่อยู่ใครจะช่วยพวกเรา”
“คุณไม่ได้ปกป้องครอบครัว” เหวินเซินพูด เสียงเขาแหบต่ำ “คุณปกป้องอำนาจที่คุณคิดว่าควรเป็นของคุณ”
เธอหันมามองฉัน “แล้วเธอล่ะ พอใจหรือยัง กลับมาทำให้ทุกคนเห็นว่าเธอชนะ?”
ฉันลุกขึ้นยืน “ฉันไม่ได้กลับมาเพื่อชนะคุณ ฉันพาลูกไปโรงเรียน เพราะฉันอยากให้เธอเรียนที่ดีๆ คุณต่างหากที่เลือกทำร้ายเธอ เพราะกลัวความจริงของตัวเอง”
ฉันหันไปหาอวี่โย่ว เด็กชายกำมือแน่นและร้องไห้เงียบๆ “เขาไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างอีก เด็กไม่ได้เกิดมาเพื่อรับนิสัยแย่ๆ ของผู้ใหญ่”
หัวจิ้นเฉิงสั่งให้หลินอวี้ถงย้ายออกจากบ้านใหญ่ และตัดเธอออกจากตำแหน่งบริหารมูลนิธิครอบครัว หลักฐานการปลอมเอกสารและใส่ร้ายถูกส่งให้ทนายดำเนินการตามกฎหมาย เธอไม่ถูกจับในคืนนั้น ไม่มีใครถูกลากออกไปต่อหน้ากล้อง แต่การสอบสวนใช้เวลาหลายเดือน และชื่อเสียงที่เธอสร้างจากภาพลักษณ์ภรรยาสะใภ้ผู้เสียสละก็พังลงจากเอกสารที่เธอเคยคิดว่าไม่มีวันถูกเปิด
หัวจิ้นเฉิงขอโทษฉันต่อหน้าทุกคน เขาไม่ได้ขอให้ฉันเรียกเขาว่าพ่อ ไม่ได้เสนอเงินก้อนโตเพื่อซื้อการให้อภัย เขาเพียงยื่นกล่องกำมะหยี่เล็กๆ มาให้
ข้างในคือจี้รูปดาวอีกครึ่งหนึ่ง
“แม่ของเหวินเซินเก็บมันไว้หลังคุณจากไป” เขาพูด “เธอบอกว่าถ้าวันหนึ่งคุณยอมรับมัน ไม่ใช่เพราะต้องกลับมาหาเรา แต่เพราะมันควรเป็นของคุณ”
ฉันไม่รับทันที ฉันมองจี้สองชิ้นที่ประกบกันได้พอดี แล้วนึกถึงคืนที่เหวินเซินเคยสัญญาว่ามันจะพาเรากลับมาหากัน
คำสัญญาไม่ใช่แผนที่ และของสองชิ้นที่ต่อกันได้ ไม่ได้หมายความว่าคนสองคนต้องอยู่ด้วยกันเสมอ
“ฉันจะเก็บมันไว้ให้เหลียนวา” ฉันพูดในที่สุด “เธอควรได้รู้ว่าตัวเองมาจากไหน แต่เธอจะเป็นคนเลือกเองว่าอยากเดินไปทางไหน”
หลังจากนั้น เหวินเซินไม่เคยบีบบังคับให้ฉันกลับไป เขายื่นคำร้องรับรองบุตรตามขั้นตอน รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเหลียนวาตามที่เราตกลงกัน และมาทำหน้าที่พ่อในเวลาที่ลูกยอมให้เขาเข้ามา วันแรกเหลียนวาไม่ยอมเรียกเขาว่าพ่อ เธอเรียกเขาว่า “ลุงเหวินเซิน” เขารับคำเรียกนั้นโดยไม่แสดงความผิดหวัง
เขาเริ่มจากการมารับเธอไปพบแพทย์ มานั่งเงียบๆ ตอนเธอวาดรูป และฝึกขอโทษอย่างจริงใจกับอวี่โย่วก่อนให้เด็กทั้งสองเล่นด้วยกัน หัวจิ้นเฉิงส่งอวี่โย่วไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็ก และให้เขาช่วยงานอาสาในกิจกรรมของโรงเรียนแทนการซื้อของเล่นแพงๆ กลบความผิด
หลายเดือนต่อมา อวี่โย่วนำสมุดวาดรูปเล่มใหม่มาให้เหลียนวา หน้าปกเป็นสีฟ้า เขายืนบิดชายเสื้ออยู่หน้าห้องเรียนก่อนพูดว่า “คราวก่อนผมฉีกของเธอ ผมไม่รู้ว่ามันสำคัญมาก ขอโทษนะ”
เหลียนวารับสมุดไปพลิกดู แล้วตอบตามแบบของเธอ “ถ้าอยากเป็นเพื่อนกัน ก็อย่าพูดว่าใครไม่มีพ่ออีก”
“อืม” เขาพยักหน้า “ผมจะไม่พูดแล้ว”
ฉันไม่ได้ย้ายเหลียนวาออกจากโรงเรียน เพราะเธอเป็นคนเลือกอยู่ต่อ ครูและโรงเรียนปรับระบบรับเรื่องร้องเรียนของผู้ปกครองให้รัดกุมขึ้น ไม่ใช่เพราะชื่อของตระกูลหัว แต่เพราะฉันยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการพร้อมหลักฐาน และผู้ปกครองคนอื่นสนับสนุน สิ่งที่เกิดกับลูกฉันไม่ควรเกิดกับเด็กคนไหนอีก
ฉันเองรับงานวาดภาพชุดใหม่จากสำนักพิมพ์เล็กๆ เป็นนิทานเด็กเกี่ยวกับดาวสองซีกที่เคยเชื่อว่าต้องกลับมารวมกัน จนวันหนึ่งมันพบว่า ต่อให้ส่องแสงอยู่คนละฟ้า ก็ยังนำทางเด็กคนหนึ่งได้
คืนที่หนังสือเล่มแรกวางขาย เหลียนวานั่งบนพื้นห้องนั่งเล่น วางจี้ดาวสองชิ้นลงบนหน้าหนังสือที่มีภาพวาดของฉัน เหวินเซินนั่งอยู่ปลายโซฟา ไม่ล้ำเส้นเข้ามาใกล้เกินไป
“แม่” เหลียนวาถาม “ดาวสองดวงนี้ต้องอยู่ติดกันตลอดไหม”
ฉันมองลูก แล้วมองผู้ชายที่กำลังเรียนรู้จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาเคยทำพัง
“ไม่จำเป็นหรอกลูก” ฉันตอบ “แค่ต่างคนต่างส่องแสงให้ถูกทางก็พอ”
เหลียนวายิ้ม ก่อนหยิบดินสอสีขึ้นมาวาดดาวดวงใหม่กลางหน้ากระดาษ ดวงนั้นไม่ขาดเป็นสองซีก และไม่มีใครต้องคอยต่อมันให้สมบูรณ์อีกต่อไป