“อย่าเพิ่งไป! ฉันอยู่ตรงนี้…ได้ยินฉันไหม!”
ซินซินกอดท้องตัวเองแน่น ขณะยืนโซเซอยู่บนชั้นเหล็กที่สั่นไหวของหอส่งสัญญาณโทรทัศน์ร้าง เบื้องล่างเป็นความมืดลึกจนมองไม่เห็นพื้น รอบตัวมีเพียงลมแรง สนิม และเสียงโลหะกระทบกันเป็นจังหวะเหมือนเสียงคร่ำครวญ
เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินผ่านยอดหอไปช้า ๆ แสงค้นหากวาดไปตามป่า แต่ไม่เคยหยุดตรงที่เธอยืนอยู่ ซินซินถอดเสื้อคลุมสีอ่อนออก โบกมันสุดแรงแล้วตะโกนจนลำคอแสบ
“ฉันอยู่ที่นี่! ช่วยฉันด้วย!”
เฮลิคอปเตอร์ค่อย ๆ ห่างออกไป หญิงสาวทรุดลงกับพื้นเหล็ก โทรศัพท์ในมือกะพริบเตือนแบตเตอรี่ใกล้หมด ภายในท้อง ลูกของเธอขยับเบา ๆ ราวกับกำลังถามว่าแม่จะพาพวกเขารอดไปได้หรือไม่
อีกไม่กี่ชั่วโมง แบตเตอรี่จะหมด น้ำที่เหลืออยู่มีเพียงครึ่งขวด และขาของเธอเริ่มบวมจนแทบยืนไม่ไหว ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เธอไม่รู้ว่าคนที่พาเธอมาที่นี่ตั้งใจจะกลับมาช่วยจริงหรือไม่
ซินซินหลับตา พยายามไม่คิดถึงภาพเมื่อสองวันก่อน—มือของผู้ชายที่เธอรักผลักประตูรถออก ขณะที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาเพียงประโยคเดียว
“รออยู่ที่นี่ก่อน เดี๋ยวผมกลับมา”
แต่รถคันนั้นไม่เคยกลับมาอีกเลย
สองวันก่อน ซินซินยังทำงานเป็นผู้ช่วยฝ่ายการเงินของบริษัทฉางหยวน บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ในเมือง เธอแต่งงานกับหลี่เจ๋อหย่วนมาได้เกือบสามปี และกำลังตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือน
การแต่งงานของพวกเขาไม่เคยได้รับการยอมรับจากแม่ของเขา เพราะซินซินมาจากครอบครัวธรรมดา พ่อเป็นช่างซ่อมเครื่องส่งสัญญาณเกษียณแล้ว ส่วนแม่เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก หลี่เจ๋อหย่วนเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลร่ำรวย ผู้สืบทอดบริษัทและโรงแรมหลายแห่ง
ตอนแรกเขาเคยบอกว่าไม่สนใจเงินของครอบครัว
“ผมเลือกคุณ ไม่ใช่บ้านของคุณ” เขาเคยพูดพร้อมสวมแหวนให้เธอในร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
ซินซินเชื่อคำพูดนั้นอย่างหมดใจ เธอยอมลาออกจากงานที่มั่นคงเพื่อช่วยดูแลธุรกิจของเขา ยอมถูกแม่สามีดูถูก ยอมให้สามีเลื่อนการจดทะเบียนสมรสครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเขาอ้างว่าต้องรอจัดการเอกสารภายในบริษัท
สิ่งเดียวที่เธอขอคือความซื่อสัตย์
จนกระทั่งหนึ่งเดือนก่อน เธอพบเงินก้อนใหญ่ถูกโอนออกจากบัญชีโครงการของบริษัทหลายครั้ง ยอดรวมเกือบห้าสิบล้านบาท หากเป็นเพียงการจ่ายเงินให้ผู้รับเหมา ก็ไม่ควรมีชื่อบริษัทปลายทางที่ไม่เคยปรากฏในเอกสารมาก่อน
ชื่อบริษัทนั้นคือ “หย่งอัน เทรดดิ้ง”
ซินซินตรวจสอบต่อจนพบว่า ผู้ถือหุ้นของหย่งอันคือแม่ของเจ๋อหย่วน และอีกคนหนึ่งคือหญิงสาวชื่อหลินเยว่—อดีตแฟนของเขา
เธอถามเขาในคืนนั้น เจ๋อหย่วนไม่ตอบคำถาม แต่กลับถามว่าเธอแอบเปิดแฟ้มงานของเขาทำไม
“ฉันเป็นคนดูบัญชีโครงการนี้ ฉันมีสิทธิ์รู้ว่าเงินหายไปไหน”
“คุณกำลังตั้งท้อง อย่าเอาเรื่องงานมาทำให้ตัวเองเครียด”
“ถ้าไม่มีอะไรผิด คุณจะกลัวอะไร?”
เจ๋อหย่วนเงียบไปนาน ก่อนพูดเบา ๆ ว่า “บางเรื่องคุณไม่ควรยุ่ง”
ประโยคนั้นทำให้ซินซินรู้ว่าเธอไม่ได้กำลังเข้าใจผิด
วันต่อมา เธอสำรองเอกสารสำคัญลงในโทรศัพท์และส่งสำเนาไปยังอีเมลของตัวเอง ทั้งรายการโอนเงิน รายงานการก่อสร้าง และสัญญาซื้อที่ดินผืนหนึ่งซึ่งบริษัทกำลังจะพัฒนาเป็นรีสอร์ต
ในเอกสารนั้นมีลายเซ็นของเจ๋อหย่วน แต่วันที่ลงนามกลับเป็นวันที่เขายังอยู่ต่างประเทศ ซินซินจำได้ดี เพราะวันนั้นเขาโทรหาเธอจากสนามบิน และบอกว่ายังไม่ได้รับเอกสารใด ๆ จากบริษัท
เธอจึงตั้งใจจะนำเอกสารทั้งหมดไปให้พ่อช่วยดู พ่อของเธอชื่อซินกวง แม้เกษียณแล้ว แต่เขาเคยทำงานตรวจสอบระบบส่งสัญญาณและรู้จักเส้นทางบนภูเขารอบเมืองเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม คืนนั้นเจ๋อหย่วนกลับมาหาเธอพร้อมท่าทีอ่อนโยนผิดปกติ เขานำผลตรวจครรภ์ชุดใหม่มาให้และบอกว่าอยากพาเธอไปพักผ่อนนอกเมือง
“ผมรู้ว่าช่วงนี้คุณเหนื่อย” เขาพูดพลางลูบท้องเธอ “ไปสูดอากาศสักสองสามวัน แล้วเราค่อยคุยกัน”
ซินซินเกือบเชื่อเขาอีกครั้ง หากไม่ใช่เพราะเธอสังเกตเห็นรอยขีดข่วนบนขอบโทรศัพท์ของตัวเอง โทรศัพท์ที่เธอเก็บเอกสารสำคัญไว้ถูกเปิดใช้งานเมื่อเธอไม่อยู่บ้าน
เธอไม่ได้ถามอะไร แต่แอบถ่ายภาพหน้าจอทั้งหมดส่งให้พ่อทันที
“พ่อ ถ้าหนูโทรไม่ติด ให้เปิดไฟล์ในอีเมล หนูคิดว่าเจ๋อหย่วนกำลังปิดบังเรื่องเงินของบริษัท”
ซินกวงตอบกลับมาสั้น ๆ
“อย่าไปไหนกับเขาตามลำพัง”
แต่คำเตือนนั้นมาช้าเกินไป
เช้าวันถัดมา เจ๋อหย่วนขับรถพาซินซินออกจากเมือง เขาบอกว่าจะพาเธอไปดูที่ดินของโครงการใหม่ ระหว่างทางเขาพูดถึงลูก พูดถึงบ้านหลังใหญ่ และพูดถึงอนาคตจนเธอเริ่มสงสัยว่าตัวเองกำลังหวาดระแวงเกินไป
เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่พื้นที่ภูเขา สัญญาณโทรศัพท์เริ่มขาดหาย เจ๋อหย่วนจอดรถหน้าหอส่งสัญญาณเก่าที่ถูกทิ้งร้างมานาน ด้านล่างมีรถบรรทุกคันหนึ่งจอดอยู่ แต่ไม่มีคนอยู่บริเวณนั้น
“ทำไมต้องมาที่นี่?” ซินซินถาม
“ในห้องควบคุมมีเอกสารเก่าของโครงการ ผมต้องตรวจดูให้แน่ใจ”
เธอไม่อยากลงจากรถ แต่เขากลับเปิดประตูให้และบอกว่าใช้เวลาไม่นาน ซินซินเดินตามเข้าไปด้วยความระมัดระวัง หอส่งสัญญาณมีบันไดเหล็กวนขึ้นไปหลายชั้น ผนังด้านในเต็มไปด้วยฝุ่นและรอยน้ำรั่ว
เจ๋อหย่วนเดินนำไปอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์จากด้านล่างก็ดังขึ้น รถบรรทุกคันนั้นเคลื่อนออกไป ซินซินหันกลับไปมองด้วยความตกใจ แต่เจ๋อหย่วนกลับยืนอยู่ตรงประตูทางขึ้นชั้นบน
“เรากลับกันเถอะ” เธอพูด
“คุณเอาเอกสารไปไว้ที่ไหน?”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปแล้ว
ซินซินถอยหลัง “เอกสารอะไร?”
เจ๋อหย่วนเดินเข้ามา ใบหน้าที่เธอเคยคุ้นกลับดูเย็นชาและห่างไกล เขาไม่ตะโกน ไม่ทำร้ายเธอ เพียงแค่ยื่นมือออกมา
“โทรศัพท์”
ซินซินกำมันไว้แน่นและวิ่งขึ้นบันได เธอรู้ว่าตัวเองไม่มีทางสู้ผู้ชายที่แข็งแรงกว่า แต่ความกลัวทำให้เธอปีนต่อไปโดยไม่หันกลับ มดลูกเริ่มบีบเกร็ง ทว่าความเจ็บยังไม่รุนแรงพอจะหยุดเธอ
เจ๋อหย่วนตามมาไม่ไกล
“ซินซิน อย่าบังคับให้ผมทำร้ายคุณ”
“คุณทิ้งฉันไว้ที่นี่ไม่ได้!”
“ผมจะกลับมา”
“โกหก!”
เธอคว้าราวเหล็กแล้วตะโกนเรียกคน แต่ไม่มีใครตอบ ซินซินปีนขึ้นจนถึงแท่นด้านบนและขังตัวเองไว้ในห้องส่งสัญญาณเล็ก ๆ ประตูถูกล็อกจากด้านนอกในเวลาต่อมา
ก่อนเดินจากไป เจ๋อหย่วนพูดผ่านช่องประตู
“ถ้าคุณมอบโทรศัพท์ให้ ผมจะเรียกคนมารับ”
ซินซินก้มมองโทรศัพท์ในมือ เธอรู้ทันทีว่าเขาไม่ได้ต้องการช่วยเธอ เขาต้องการลบหลักฐาน
“ถ้าคุณคิดจะฆ่าฉัน ก็อย่าลืมว่าลูกของคุณอยู่ในท้องฉันด้วย!”
ไม่มีคำตอบ
ไม่นานเสียงรถก็หายไป เหลือเพียงความเงียบและลมที่พัดลอดรอยแตกของหน้าต่าง
ซินซินพยายามโทรหาพ่อหลายครั้ง สัญญาณติดเพียงชั่วครู่ แต่เสียงของเธอขาด ๆ หาย ๆ จนแทบสื่อสารไม่ได้
“พ่อ…หนูอยู่ที่หอส่งสัญญาณ…น่าจะเป็นของบริษัทฉางหยวน…อยู่บนภูเขา…ช่วยหนูเร็ว…”
“ซิน พูดช้า ๆ ตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน?”
“มีป้ายเก่า…ห้องส่งสัญญาณ…ข้างในมีถังน้ำ…พ่อจำ—”
สายตัดไปเสียก่อน
ซินกวงพยายามโทรกลับ แต่ไม่มีสัญญาณอีกเลย เขารีบออกจากบ้านไปยังสถานีตำรวจพร้อมภาพถ่ายที่ลูกสาวส่งไว้ ทว่าภาพเหล่านั้นเป็นเพียงเอกสารบางส่วน และไม่มีพิกัดชัดเจน เจ้าหน้าที่จึงต้องประสานทีมค้นหา รวมทั้งบริษัทโทรคมนาคมเพื่อระบุตำแหน่งจากสัญญาณโทรศัพท์ครั้งสุดท้าย
ขณะเดียวกัน ซินซินเริ่มหมดแรง เธอไม่ได้กินอาหารมาเกือบสองวัน บนหอมีเพียงขนมแห้งที่พบในตู้เก่า เธอแบ่งมันเป็นชิ้นเล็ก ๆ กินทีละน้อยและดื่มน้ำอย่างประหยัด
ช่วงบ่าย เธอพบเชือกยาวประมาณสามสิบเมตรแขวนอยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์ ปลายเชือกมีตะขอโลหะและรอยขาดเก่า ๆ นั่นอาจเป็นทางเดียวที่จะลงไปยังชั้นล่าง หากบันไดพังลงอีก
ซินซินผูกเชือกเข้ากับเสาเหล็กที่ยังแข็งแรง แล้วทดสอบน้ำหนักด้วยการดึงซ้ำหลายครั้ง ในอดีตเธอเคยเห็นพ่อใช้วิธีผูกปมแบบเดียวกันเวลาออกไปซ่อมเสาสัญญาณ
“อย่าพึ่งพาอุปกรณ์ชิ้นเดียว” พ่อเคยสอน “ต้องมีทางสำรองเสมอ”
เธอจึงฉีกเสื้อเป็นเส้นยาว พันรอบเอวและผูกไว้กับเชือกอีกชั้นหนึ่ง ก่อนค่อย ๆ หย่อนตัวลงจากช่องหน้าต่าง
ทุกครั้งที่เท้าแตะขั้นบันได ความเจ็บจากท้องจะแล่นขึ้นจนเธอต้องหยุดหายใจ แต่เธอยังปีนต่อไป ชั้นแล้วชั้นเล่า เสียงเหล็กครางอยู่ใต้ร่างเหมือนกำลังจะพังลงได้ทุกเมื่อ
เมื่อใกล้ถึงพื้น ซินซินเห็นแสงบางอย่างลอดผ่านพุ่มไม้ เธอคิดว่าเป็นไฟฉายของทีมช่วยเหลือ จึงตะโกนเรียก แต่แสงนั้นกลับเคลื่อนไหวเร็วขึ้นและหายไปด้านหลังอาคาร
เธอเพิ่งรู้ภายหลังว่าเป็นไฟจากรถของเจ๋อหย่วน
เขากลับมาแล้ว แต่ไม่ได้กลับมาเพื่อช่วย
ซินซินรีบปีนกลับขึ้นไปหลบในห้องควบคุม เธอเห็นเจ๋อหย่วนเดินเข้าไปในอาคารพร้อมหลินเยว่ หญิงสาวคนนั้นถือกล่องเอกสารและถุงมือสีดำ ทั้งสองคนไม่รู้ว่าซินซินมองพวกเขาผ่านช่องระบายอากาศ
“เธอยังอยู่ข้างบนหรือเปล่า?” หลินเยว่ถาม
“อยู่” เจ๋อหย่วนตอบ “แต่ถ้าไม่มีน้ำ อีกไม่นานก็จะลงมาเอง”
“ถ้าเธอตาย เด็กในท้องก็—”
“อย่าพูดคำนี้” เขาตัดบท “เราต้องทำให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ เธอขึ้นไปที่นี่เอง ไม่มีใครรู้ว่าเราพามา”
ซินซินเอามือปิดปากตัวเองเพื่อไม่ให้เสียงร้องหลุดออกมา
หลินเยว่เปิดกล่องเอกสาร “แม่คุณบอกว่าถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดโปง ทุกคนจะติดคุก เงินจากโครงการถูกโอนไปแล้ว ถ้าไม่มีลายเซ็นของเธอ เราจะโยนความผิดให้ผู้จัดการบัญชีได้ยาก”
“ผมจะจัดการเอง”
“คุณเคยบอกว่าจะหย่ากับเธอ แล้วแต่งงานกับฉัน”
เจ๋อหย่วนเงียบไปครู่หนึ่ง “รอให้เรื่องนี้จบก่อน”
คำพูดนั้นทำให้ซินซินรู้ว่าเธอไม่ได้ถูกทรยศเพราะความรักเพียงอย่างเดียว เธอถูกใช้เป็นเครื่องมือมาตลอด เอกสารบางฉบับมีลายเซ็นของเธอจากวันที่เธอช่วยตรวจบัญชี หากเธอหายตัวไป คนร้ายก็สามารถแก้ไขเอกสารและกล่าวหาว่าเธอยักยอกเงินได้
หลินเยว่เดินไปยังบันไดแล้วตะโกนขึ้นมา
“ซินซิน เรารู้ว่าคุณอยู่บนนั้น ลงมาเถอะ เราจะคุยกันดี ๆ”
ซินซินไม่ตอบ เธอหยิบโทรศัพท์ออกมา แม้แบตเตอรี่เหลือไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เธอกดบันทึกเสียงทันที
เจ๋อหย่วนเดินขึ้นบันไดสองสามขั้นแล้วหยุด
“คุณยังมีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตปกติ” เขาพูด “ส่งโทรศัพท์มา แล้วผมจะโอนเงินให้คุณไปเริ่มต้นใหม่”
“เงินที่คุณขโมยมาใช่ไหม?”
เขานิ่งไป
“คุณคิดว่าถ้าฉันตาย เรื่องจะจบหรือ?”
“ผมไม่ได้อยากให้คุณตาย”
“แต่คุณล็อกฉันไว้บนหอร้างโดยไม่มีอาหารและน้ำ”
“ผมแค่ต้องการเวลา”
“เวลาให้ฉันตายช้าลงหรือเวลาให้คุณลบหลักฐาน?”
เจ๋อหย่วนกำหมัด หลินเยว่พยายามห้ามเขาไม่ให้ขึ้นต่อ แต่เขากลับเดินไปยังห้องส่งสัญญาณ เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
ซินซินมองไปรอบห้อง พบแผงวงจรเก่า สายไฟ และเครื่องส่งสัญญาณสำรอง เธอเคยเรียนรู้จากพ่อว่าอุปกรณ์บางชนิดยังสามารถส่งสัญญาณฉุกเฉินได้ หากต่อเข้ากับเสาอากาศด้านนอก
เธอใช้มีดพกเล็ก ๆ ตัดสายไฟที่ไม่จำเป็น แล้วต่อแบตเตอรี่สำรองเข้ากับเครื่องส่งสัญญาณ เสียงประกายไฟดังเปรี๊ยะ เธอสะดุ้งจนเกือบทำอุปกรณ์ตก แต่ในที่สุดไฟสีแดงก็สว่างขึ้น
เจ๋อหย่วนกระแทกประตู
“ซินซิน เปิดประตู!”
เธอไม่ตอบ ก้มลงบันทึกเสียงต่อ
“ถ้าพ่อได้ยิน หนูอยู่ที่หอส่งสัญญาณเก่า ข้างห้องควบคุมมีเสาอากาศสีขาว และด้านล่างมีต้นสนสามต้น หนูไม่รู้ว่าพิกัดอยู่ที่ไหน แต่หนูจะพยายามส่งสัญญาณ”
เธอกดปุ่มส่งซ้ำ ๆ เสียงหวีดแหลมจากเครื่องดังไปทั่วป่า
เจ๋อหย่วนเตะประตูจนกลอนสั่น
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ซินซินหยิบโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพเขาผ่านช่องกระจกแตก เธอรู้ว่าแบตเตอรี่เหลือไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ จึงส่งไฟล์เสียงและภาพทั้งหมดไปยังอีเมลของพ่อ พร้อมข้อความสั้น ๆ
“ถ้าหนูไม่รอด ให้เปิดไฟล์นี้”
ทันทีที่ส่งสำเร็จ โทรศัพท์ก็ดับลง
ประตูเปิดออก เจ๋อหย่วนพุ่งเข้ามา เขาคว้าแขนเธอไว้ แต่ซินซินใช้แรงทั้งหมดผลักเขาออกจากตัวและถอยไปชิดขอบแท่นเหล็ก
“อย่าเข้ามา!”
“คุณกำลังทำให้ลูกตกอยู่ในอันตราย”
“คนที่ทำให้ลูกตกอยู่ในอันตรายคือคุณ”
เสียงไซเรนลอยมาไกล ๆ เจ๋อหย่วนชะงัก เขาหันไปมองหน้าต่าง แต่ยังมองไม่เห็นรถของเจ้าหน้าที่
หลินเยว่เริ่มร้องไห้ “มีคนตามมาแล้ว เราต้องไป”
เจ๋อหย่วนกลับมามองซินซิน แววตาของเขาไม่เหลือความอ่อนโยนอีกต่อไป
“ถ้าคุณส่งไฟล์ไปแล้ว ผมก็ไม่มีทางเลือก”
เขาก้าวเข้ามา ซินซินถอยหลังจนส้นเท้าเหยียบแผ่นเหล็กที่ผุกร่อน แผ่นนั้นยุบตัวลงทันที ร่างของเธอเสียหลักและตกลงไปครึ่งตัว
เจ๋อหย่วนคว้าแขนเธอไว้โดยสัญชาตญาณ แต่แท่นเหล็กเริ่มแยกออกจากกัน น้ำหนักของทั้งสองคนทำให้ราวจับสั่นอย่างรุนแรง
“ดึงฉันขึ้น!” ซินซินร้อง
เขาพยายามดึง แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นโทรศัพท์ที่ดับอยู่ข้างตัวเธอ เขาเอื้อมมือไปคว้ามันก่อน
“คุณจะเลือกโทรศัพท์หรือเลือกฉัน?” เธอถามทั้งน้ำตา
เจ๋อหย่วนไม่ตอบ
เสียงหวีดจากเครื่องส่งสัญญาณยังดังต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ด้านล่างได้ยินแล้ว ซินกวงมาถึงบริเวณหอพร้อมทีมกู้ภัย เขาเงยหน้ามองขึ้นไปและเห็นเงาของลูกสาว
“ซิน! จับเชือกไว้ พ่ออยู่ตรงนี้!”
ซินซินหันไปตามเสียงนั้น แต่เจ๋อหย่วนยังจับแขนเธออยู่ เขาดึงตัวเองขึ้นก่อน ทำให้แขนของเธอหลุดออกจากมือ
เธอตกลงไปบนตาข่ายนิรภัยเก่าที่ทีมกู้ภัยกางไว้ได้ทันเวลา ตาข่ายขาดไปหนึ่งส่วน แต่ช่วยลดแรงกระแทกจนเธอรอดชีวิต ซินกวงฝ่าควันฝุ่นเข้าไปกอดลูกสาวทันที
“พ่อมาแล้ว ลูกไม่ต้องกลัวแล้ว”
ซินซินจับเสื้อพ่อไว้แน่น “ลูก…ลูกยังอยู่ไหม?”
“ยังอยู่ รถพยาบาลรออยู่ด้านล่าง เราจะไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
เหนือศีรษะ เจ๋อหย่วนยืนค้างอยู่บนชั้นเหล็ก เจ้าหน้าที่กู้ภัยขึ้นไปควบคุมตัวเขา หลินเยว่ถูกพบอยู่ในรถพร้อมกล่องเอกสารและอุปกรณ์ที่ใช้ตัดสายไฟ
แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะพาเขาลงมา เจ๋อหย่วนมองซินซินแล้วตะโกน
“ผมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้!”
ซินซินเงยหน้ามองเขา
“คุณตั้งใจทิ้งฉันไว้ที่นี่”
เขาอ้าปากจะพูดต่อ แต่ไม่มีคำใดหลุดออกมา
ที่โรงพยาบาล แพทย์ตรวจพบว่าซินซินมีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดและกระดูกข้อเท้าร้าว เธอต้องนอนพักและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โชคดีที่เด็กยังปลอดภัย
ซินกวงนั่งอยู่ข้างเตียงทั้งคืน มือของเขายังคงกำผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมที่เคยใช้ผูกผมให้เธอตอนเด็ก
“พ่อขอโทษ” เขาพูดขึ้นในที่สุด
ซินซินหันไปมอง “พ่อขอโทษเรื่องอะไร?”
“พ่อเคยคิดว่าเจ๋อหย่วนจะดูแลลูกได้ พ่อเห็นว่าเขามีเงิน มีบ้าน มีอนาคต แล้วคิดว่าถ้าลูกแต่งงานกับเขา ลูกจะไม่ต้องลำบากเหมือนตอนเด็ก”
ซินซินนิ่งเงียบ
ตอนเธออายุแปดขวบ บ้านของพวกเขาเคยถูกน้ำป่าพัดเสียหาย พ่อพาเธอขึ้นไปหลบในหอส่งสัญญาณเก่าขณะรอทีมช่วยเหลือ ตอนนั้นซินซินร้องเรียกพ่ออยู่หลายชั่วโมง แต่พ่อจำเป็นต้องลงไปช่วยผู้ประสบภัยคนอื่นก่อน
เธอจำได้เพียงภาพหลังของพ่อที่เดินห่างออกไป และความรู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้ง
แม้พ่อจะกลับมาช่วยเธอในคืนนั้น แต่ความกลัวไม่เคยหายไป เมื่อเจ๋อหย่วนทิ้งเธอบนหอร้าง ความทรงจำเก่าก็กลับมาอีกครั้ง
“พ่อไม่ได้ทิ้งหนู” ซินกวงพูดเสียงสั่น “วันนั้นสายส่งสัญญาณขาด คนข้างล่างติดอยู่หลายคน พ่อคิดว่าจะกลับมาในไม่กี่นาที แต่ฝนตกหนักกว่าที่คาด พ่อไม่เคยรู้ว่าลูกคิดแบบนั้นมาตลอด”
ซินซินหลับตา น้ำตาไหลลงข้างแก้ม
“หนูรู้แล้วค่ะ แต่ตอนนั้นหนูกลัวมาก”
“พ่อรู้”
เขาจับมือเธอ “ครั้งนี้พ่อจะไม่ไปไหนจนกว่าลูกจะบอกให้ไป”
อีกด้านหนึ่ง ตำรวจตรวจสอบไฟล์ที่ซินซินส่งไว้ พบเสียงสนทนาของเจ๋อหย่วนและหลินเยว่ รวมทั้งภาพเอกสารบางส่วน ฝ่ายบัญชีของบริษัทให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีการปลอมใบรับรองการจ่ายเงินและใช้ชื่อซินซินเป็นผู้อนุมัติรายการบางรายการ
แม่ของเจ๋อหย่วนพยายามอ้างว่าเธอไม่รู้เรื่องการโอนเงิน แต่เส้นทางการเงินแสดงให้เห็นว่าเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปชำระหนี้ส่วนตัวและซื้อที่ดินในชื่อหย่งอัน เทรดดิ้ง
คดีไม่ได้จบลงในวันเดียว เจ๋อหย่วนถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนและถูกพักการบริหารบริษัท หลินเยว่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว แต่ต้องส่งมอบเอกสารและโทรศัพท์ทั้งหมด ส่วนแม่ของเขาถูกเรียกสอบสวนหลายครั้ง
ซินซินยื่นฟ้องหย่าและขอคุ้มครองทรัพย์สินของตัวเอง เธอไม่ยอมให้ครอบครัวของเจ๋อหย่วนใช้เงินปิดเรื่อง และไม่ยอมเซ็นเอกสารใด ๆ ที่ทนายของเขานำมาให้โดยไม่ตรวจสอบ
หลายคนบอกว่าเธอควรให้อภัยเพราะกำลังจะมีลูกด้วยกัน
ซินซินตอบเพียงว่า “การให้อภัยไม่ใช่การยอมให้คนเดิมทำร้ายเราอีก”
หลังออกจากโรงพยาบาล เธอย้ายไปอยู่บ้านพ่อ แม้บ้านจะเล็กและหลังคายังรั่วในวันที่ฝนตก แต่ที่นั่นไม่มีใครล็อกประตูขังเธอไว้ ไม่มีใครถามว่าเธอจะนำเงินกลับมาได้เท่าไร และไม่มีใครทำให้เธอต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีคุณค่า
เธอเริ่มทำงานตรวจสอบบัญชีจากที่บ้าน โดยรับงานเล็ก ๆ จากธุรกิจในชุมชน พ่อซ่อมโต๊ะเก่าให้เธอริมหน้าต่าง และติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณฉุกเฉินตัวใหม่ไว้บนหลังคา ทั้งที่เธอบอกว่าไม่จำเป็น
“มันไม่ได้มีไว้เพราะเราจะเกิดเรื่องอีก” เขาอธิบาย “มีไว้ให้รู้ว่า ถ้าเกิดเรื่องขึ้น เราจะติดต่อกันได้”
หลายเดือนต่อมา ซินซินคลอดลูกชายก่อนกำหนดเล็กน้อย เด็กมีน้ำหนักไม่มาก แต่แข็งแรงพอที่จะร้องเสียงดังจนพยาบาลยิ้ม
เธอตั้งชื่อเขาว่าอันอัน ชื่อที่หมายถึงความปลอดภัย
เจ๋อหย่วนไม่ได้รับอนุญาตให้พบเด็กในช่วงแรก เพราะศาลมีคำสั่งคุ้มครองซินซินและลูก เขาส่งจดหมายมาหลายฉบับ เนื้อหาในช่วงแรกเต็มไปด้วยคำอธิบายว่าเขาถูกแม่กดดัน ถูกหนี้สินบีบบังคับ และไม่เคยคิดว่าเรื่องจะไปไกลถึงขั้นนี้
ซินซินอ่านทุกฉบับ แต่ไม่เคยตอบ
ในจดหมายฉบับสุดท้าย เขาเขียนว่า
“ผมรู้แล้วว่าความกลัวของคุณไม่ใช่สิ่งที่ผมมีสิทธิ์ขอให้คุณลืม”
ซินซินวางจดหมายลง เธอไม่รู้ว่าเขาสำนึกจริงหรือเพียงต้องการลดความผิดของตัวเอง แต่เธอรู้ว่าความรับผิดชอบของเขาไม่ควรตกอยู่บนไหล่เธออีก
คดีดำเนินต่อเกือบหนึ่งปี หลักฐานจากไฟล์เสียงประกอบกับเส้นทางเงิน รายงานผู้เชี่ยวชาญด้านเอกสาร และคำให้การของพนักงาน ทำให้ข้อกล่าวหาต่อซินซินถูกยกเลิก บริษัทต้องชำระหนี้และขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อคืนเงินโครงการ
เจ๋อหย่วนยอมรับว่าตนมีส่วนปลอมแปลงเอกสารและกักขังเธอ แม้เขาพยายามอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่ศาลพิจารณาจากการทิ้งหญิงตั้งครรภ์ไว้ในพื้นที่อันตรายโดยไม่มีอาหาร น้ำ และการติดต่อช่วยเหลือ เขาจึงต้องรับโทษตามสมควร
หลินเยว่ได้รับโทษจากการร่วมปลอมแปลงเอกสารและช่วยปกปิดเส้นทางเงิน เธอไม่ได้สูญเสียทุกอย่างในทันที แต่ต้องขายทรัพย์สินเพื่อชดใช้ความเสียหาย และถูกห้ามดำรงตำแหน่งบริหารบริษัทเป็นระยะเวลาหนึ่ง
แม่ของเจ๋อหย่วนไม่ยอมรับผิดทั้งหมด เธออ้างว่าทำเพื่อรักษาบริษัทของครอบครัว แต่ไม่มีใครในครอบครัวเหลือเชื่อคำพูดนั้นอีกแล้ว
หลังการหย่า ซินซินไม่ได้เรียกร้องบ้านหลังใหญ่หรือเงินจำนวนมหาศาล เธอขอเพียงเงินที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์สินของเธอ สิทธิในการดูแลอันอัน และค่าเลี้ยงดูที่เจ๋อหย่วนต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
ส่วนเอกสารทั้งหมด เธอมอบให้บริษัทนำไปใช้แก้ไขบัญชีและป้องกันไม่ให้พนักงานคนอื่นถูกกล่าวหาแทนคนผิด
เมื่ออันอันอายุได้หนึ่งขวบ ซินซินกลับไปที่หอส่งสัญญาณเก่าอีกครั้ง คราวนี้มีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเข้ามารื้อถอนโครงสร้างที่ผุพัง พ่อเดินอยู่ข้างเธอและจับมือหลานชายไว้
หอสูงนั้นถูกปล่อยร้างมานานจนสนิมกินไปเกือบทั้งตัว แต่บนชั้นบนสุดยังมีเครื่องส่งสัญญาณตัวเก่าที่เธอเคยใช้ขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่อนุญาตให้เธอเก็บนกหวีดอันหนึ่งออกมา มันเป็นนกหวีดที่เธอพบในห้องควบคุม และใช้เป่าในวันที่คิดว่าจะไม่มีใครได้ยิน
ซินซินยื่นมันให้อันอัน เด็กชายกำไว้ในมือเล็ก ๆ แล้วหัวเราะ
“อย่าเป่าใกล้หูพ่อ” ซินกวงแกล้งทำหน้าตกใจ
ซินซินมองยอดหอที่กำลังถูกถอดลงทีละชิ้น ความทรงจำยังเจ็บอยู่ แต่ไม่ใช่ความเจ็บแบบเดิมอีกแล้ว เธอเคยคิดว่าการรอดชีวิตหมายถึงการอดทนรอให้ใครสักคนกลับมา ทว่าตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่า บางครั้งการรอดชีวิตคือการตัดสินใจลงจากที่สูงด้วยตัวเอง แม้ขาจะสั่นและไม่มีใครรับรองว่าพื้นด้านล่างจะปลอดภัย
เธอเก็บนกหวีดใส่กระเป๋า แล้วอุ้มลูกขึ้นมา
“กลับบ้านกันเถอะ”
ครั้งนี้ไม่มีใครต้องหันกลับไปมองคนที่จากไป เพราะคนที่เธอรอคอยมาตลอดไม่ได้อยู่บนถนนเส้นนั้นอีกแล้ว เขาอยู่ในอ้อมแขนของเธอ และเธอก็อยู่ตรงนั้นด้วย—ไม่ถูกซ่อน ไม่ถูกทิ้ง และไม่ต้องตะโกนเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่