คืนที่สามีของฉันหายไป ฉันคิดว่าเขาคงกลับมาไม่เกินสองวันเหมือนทุกครั้ง แต่เมื่อประตูห้องปิดลงเบา ๆ กลับมีบางอย่างในใจบอกว่า คราวนี้เขาอาจไม่ได้ออกไปเพราะอยากให้ฉันตามหา และคนที่เขาทิ้งไว้ข้างหลังอาจไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาเคยรักอีกแล้ว
ก่อนออกจากบ้าน เขาเก็บเสื้อเก่า ๆ ใส่กระเป๋าเดินทางสีเทาใบเดิม เสื้อยืดสองสามตัว กางเกงยีนส์หนึ่งตัว และถุงเท้าที่บางจนฉันเคยบอกให้ทิ้ง เขายังหยิบแจ็กเก็ตตัวหนึ่งไปด้วย เป็นแจ็กเก็ตที่ฉันซื้อให้เขาในปีแรกที่เราคบกัน สีซีดจนแทบจำไม่ได้ว่าเดิมเคยเป็นสีอะไร
ฉันเห็นทุกอย่างจากหางตาขณะนั่งอยู่บนโซฟา นิ้วเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ไม่ได้อ่านอะไรสักคำ
“จะไปอีกแล้วเหรอ” ฉันถามโดยไม่เงยหน้า
เขาไม่ตอบ เพียงรูดซิปกระเป๋าแล้วเปลี่ยนรองเท้า
เราแต่งงานกันมาเจ็ดปี และเขาเคยหนีออกจากบ้านมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกหายไปสามวัน ครั้งที่สองหายไปสองวัน ทุกครั้งเขากลับมาพร้อมถุงวัตถุดิบสด ๆ เดินเข้าครัว ทำอาหารที่ฉันชอบ แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉันเคยคิดว่านั่นคือวิธีงอนของคนขี้ขลาด ฉันเคยพูดกับเพื่อนว่า ถ้าอยากไปก็ไป อย่ากลับมาให้รกบ้าน
แต่ครั้งนี้เขาไม่รอให้ฉันพูดประโยคนั้น
ตอนเดินผ่านประตู เขาหยุดชั่วครู่แล้วหันมามองฉัน สายตาของเขาไม่มีความน้อยใจ ไม่มีความโกรธ และไม่มีคำถามว่าฉันจะรั้งเขาไว้หรือไม่ มันว่างเปล่าและสงบเกินไป เหมือนคนที่ร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตา
ฉันควรจะลุกขึ้น ควรจะถามว่าเขาจะไปไหน ควรคว้ามือเขาไว้ หรืออย่างน้อยควรพูดคำว่าอย่าไป แต่ความเคยชินทำให้ฉันนั่งนิ่ง
เขาเปิดประตูออกไป ปิดมันเบามาก เสียงบานประตูคล้ายกับคืนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ฉันเคยบอกเขาว่าอย่าทำเสียงดังเหมือนคนไม่มีมารยาท
บ้านกลับมาเงียบสนิท
ไม่กี่นาทีต่อมา ฉันตะโกนเรียกเขาตามความเคยชิน
“สามี รินน้ำให้ฉันหน่อย”
ไม่มีเสียงตอบ
ฉันเพิ่มเสียงขึ้นอีกครั้ง แล้วก็ต้องลุกไปเทน้ำเอง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ พรุ่งนี้เย็นเขาก็คงกลับมา เขาคงซื้อปลาที่ฉันชอบกินมาด้วย และคงเดินเข้าครัวทำต้มปลาเหมือนทุกครั้ง
วันรุ่งขึ้นฉันยุ่งอยู่กับงานจนเกือบค่ำ เมื่อเปิดประตูเข้าบ้าน ความเย็นว่างเปล่าก็พุ่งเข้ามาปะทะใบหน้า บ้านไม่ได้เย็นเพราะเครื่องปรับอากาศ แต่เย็นเพราะไม่มีคนที่คอยเปิดไฟรอฉันอยู่
โทรศัพท์ของเขาปิดเครื่อง ไม่มีข้อความ ไม่มีสายที่ไม่ได้รับ ฉันเปิดตู้เสื้อผ้า และเพิ่งสังเกตว่าเสื้อเชิ้ตตัวที่เขาใส่ไปทำงานบ่อย ๆ หายไปหลายตัว แม้แต่เสื้อกันหนาวราคาแพงที่เขาเคยบอกว่าไม่อยากเอาไปเพราะกลัวเปื้อน ก็หายไปด้วย
วันที่สาม ฉันไปที่ฝ่ายบุคคลของบริษัทเขา
พนักงานสาวเงยหน้าขึ้นมองฉันอย่างลังเล ก่อนบอกว่าเขาลาออกแล้ว เขายื่นใบลาออกตั้งแต่สัปดาห์ก่อน และไม่ขอรับเงินชดเชยใด ๆ
“เขาไปไหนคะ” ฉันถาม
“ไม่ทราบค่ะ เขาบอกแค่ว่าอยากเปลี่ยนที่อยู่”
ฉันยืนอยู่หน้าบริษัทท่ามกลางลมเย็น เสื้อโค้ตราคาแปดพันบาทที่เขาเคยซื้อให้คลุมไหล่ฉันอยู่ แต่กลับไม่มีความอบอุ่นเหลืออยู่เลย
ระหว่างทางกลับ ฉันแวะตลาดและซื้อปลาที่เขาชอบที่สุด ตั้งใจว่าถ้าเขากลับมาจะต้มให้กิน แม้จะรู้ดีว่าคนที่ฉันกำลังเตรียมอาหารรออาจไม่ได้กลับมาแล้ว
ฉันล้างปลา เก็บมันไว้ในตู้เย็น แล้วนั่งบนโซฟาจนถึงตีหนึ่ง ประตูยังคงเงียบ โทรศัพท์ยังคงมืด และความมั่นใจที่เคยมีว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของฉันเริ่มแตกร้าวทีละน้อย
เพื่อไม่ให้ตัวเองคิดมาก ฉันค้นของในห้องหนังสือเก่า ที่มุมล่างสุดของตู้มีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งตกอยู่ หน้าปกเป็นสีดำและเต็มไปด้วยฝุ่น เมื่อเปิดหน้าแรก ฉันเห็นชื่อตัวเองเขียนอยู่
มือของฉันเริ่มสั่น
บันทึกหน้าแรกเขียนไว้ว่า วันนี้เขาทำงานล่วงเวลาถึงห้าทุ่ม ฉันทำซี่โครงหมูผัดหวานให้เขา เขากินไปสองคำแล้วบอกว่าหวานเกินไป ไม่กินอีก ฉันกินที่เหลือทั้งหมด จริง ๆ แล้วฉันก็ไม่ชอบของหวาน
ฉันพลิกไปอีกหลายหน้า
วันนี้เขาทำแก้วตกอีกแล้ว ฉันซื้อชาสมุนไพรให้ เขาบอกว่ากลิ่นเหมือนยา ฉันไม่รู้ว่าจะช่วยเขาอย่างไร จึงทำได้แค่เก็บเศษแก้ว แล้วเปิดไฟรอจนเขากลับบ้าน
หน้าต่อ ๆ มาเต็มไปด้วยเรื่องเล็ก ๆ ที่ฉันลืมไปหมดแล้ว เขาจำได้ว่าวันไหนฉันปวดหัว จำได้ว่าฉันไม่ชอบผักชนิดใด จำได้ว่าฉันเคยพูดว่าอยากกินสตรอว์เบอร์รี แต่ไม่เคยซื้อ เพราะคิดว่าผลไม้ราคาแพงไม่จำเป็น
เขาจดรายรับรายจ่ายของตัวเองอย่างละเอียด เงินเดือนปีแรกของเขาไม่ถึงห้าแสนบาท เขาเขียนว่าต้องประหยัดเพื่อเก็บเงินซื้อแหวนทองให้ฉัน แต่ทุกครั้งที่มีเงินก้อน เขากลับนำไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลของแม่ หรือจ่ายหนี้บัตรเครดิตของฉันที่ฉันใช้ซื้อของโดยไม่เคยถามว่าเงินมาจากไหน
ฉันหยุดอยู่ที่หน้าหนึ่งซึ่งกระดาษมีรอยยับและคราบน้ำ
วันที่ฉันทำบะหมี่ในวันเกิด เขาพูดต่อหน้าเพื่อนร่วมงานว่า “ช่วยทำอะไรที่ดูดีหน่อยได้ไหม” แล้วเทบะหมี่ทั้งชามลงถังขยะ ฉันไม่ได้โกรธ เพราะเขาอาจไม่รู้ว่าฉันใช้เวลาทำมันนานแค่ไหน แต่คืนนี้ฉันร้องไห้ในห้องน้ำ และไม่อยากให้เขาเห็น
ฉันจำวันนั้นได้ดี ฉันจัดงานวันเกิดเล็ก ๆ ที่บ้าน เชิญเพื่อนร่วมงานของเขามาสองคน ตั้งใจทำบะหมี่สูตรที่แม่เคยสอนมา แม้จะทำไม่เก่งนัก แต่ฉันอยากให้เขาดีใจ
เขามองชามบะหมี่แล้วหัวเราะ เพื่อนคนหนึ่งบอกว่ากลิ่นน่ากิน เขากลับพูดว่ามันดูบ้านเกินไป จากนั้นเททุกอย่างลงถังขยะต่อหน้าคนอื่น
ฉันยอมรับว่าตอนนั้นฉันอายมาก แต่ไม่ใช่เพราะบะหมี่ ฉันอายที่ตัวเองพยายามเอาใจคนที่ไม่เคยเห็นความพยายามของฉันเป็นเรื่องสำคัญ
หลังจากเขาเทอาหารทิ้ง เขาไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงหยิบผ้าเช็ดโต๊ะ ล้างสตรอว์เบอร์รีใส่จาน แล้วนำมาวางข้างฉัน ฉันจำได้ว่าตัวเองกินไปสองลูกโดยไม่มองหน้าเขา
ในสมุด เขาเขียนต่อว่า ฉันจะซื้อสตรอว์เบอร์รีให้เธอทุกสัปดาห์ ถ้าเธอยังยอมกินข้าวกับฉัน
ฉันปิดสมุด แต่เปิดมันขึ้นมาใหม่หลายครั้ง ราวกับหวังว่าตัวอักษรจะเปลี่ยนไปเป็นคำตำหนิ เพื่อที่ฉันจะได้โกรธเขาและไม่ต้องรู้สึกผิด
คืนนั้นฉันคิดจะโทรหาแม่ของเขา แต่กดเบอร์แล้วก็วางโทรศัพท์ลง ฉันยังไม่พร้อมได้ยินเสียงคนที่อาจเกลียดฉันมาตลอดเจ็ดปี
เช้าวันถัดมา ฉันค้นเสื้อแจ็กเก็ตตัวเก่าที่เขาใส่ในวันครบรอบแต่งงานปีที่แล้ว ในกระเป๋าด้านในมีแผ่นกระดาษยับ ๆ แผ่นหนึ่ง เป็นข้อความวันเกิดที่เขาเขียนไว้แต่ไม่เคยส่งให้ฉัน
สุขสันต์วันเกิดภรรยาของผม ขอให้คุณมีอายุยืนและแข็งแรง ผมทำบะหมี่ให้คุณ แม้คุณจะบอกว่ามันเค็มเกินไปและเททิ้ง จริง ๆ แล้วผมชิมแล้ว มันไม่เค็มเลย ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่าผมยังอยากทำอะไรให้คุณอยู่
ฉันกำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนขอบกระดาษบาดฝ่ามือ
ความทรงจำที่ฉันคิดว่าเขาไม่เคยสนใจ กลับมีรายละเอียดของเขาซ่อนอยู่ในทุกมุม เขาไม่ได้ลืมวันเกิด ไม่ได้ลืมอาหารที่ฉันชอบ และไม่ได้ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้ เพียงแต่เขาเลิกเชื่อไปแล้วว่าฉันอยากรับสิ่งเหล่านั้นจากเขา
ฉันขับรถไปบ้านเกิดของเขา ระยะทางเกือบสองร้อยกิโลเมตร ฉันเคยไปที่นั่นเพียงสามครั้ง ทุกครั้งฉันบ่นว่าห่างไกล ไม่มีร้านอาหารดี ๆ และถนนลำบาก ครั้งหนึ่งฉันยังบอกเขาว่าฉันอยู่ที่นั่นไม่ได้ ต่อให้เขาขอร้องแค่ไหนก็ตาม
คราวนี้ฉันขับเลยทางด่วนออกไปอีกเกือบสี่สิบกิโลเมตร จนถึงถนนลูกรังหน้าหมู่บ้าน รถเข้าไปต่อไม่ได้ ฉันสวมรองเท้าส้นสูง เดินลุยโคลนจนรองเท้าติดอยู่สองครั้ง ต้องก้มดึงมันออกมาอย่างทุลักทุเล
แม่ของเขาเปิดประตูและเห็นฉันยืนอยู่หน้าบ้าน
“คุณมาทำอะไร” เธอถาม
“เขากลับมาที่นี่หรือยังคะ”
แม่ของเขาหัวเราะเบา ๆ แต่แววตาไม่มีความขบขัน
“คุณสนใจด้วยหรือว่าเขาจะกลับมาหรือไม่ ตลอดเจ็ดปีคุณทำเหมือนเขาไม่มีค่า เขายังส่งเงินมาให้ฉันทุกเดือน แต่ไม่เคยเล่าเรื่องคุณสักคำ”
ฉันก้มหน้า น้ำตาหยดลงบนเสื้อโค้ตที่เขาเป็นคนซื้อให้
“หนูรู้ว่าหนูทำร้ายเขา”
“รู้ตอนเขาไม่อยู่แล้วหรือ”
ฉันไม่มีคำตอบ
แม่ของเขาไม่ได้เชิญฉันเข้าไปในบ้าน แต่ก็ไม่ได้ปิดประตู เธอเดินกลับเข้าไปแล้วนำกล่องเหล็กเก่า ๆ ออกมา ฝุ่นบนฝากล่องหนาจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม
“เขาเขียนไว้ตั้งแต่ปีแรกที่แต่งงาน บอกว่าจะให้คุณอ่านสักวัน แต่ไม่เคยกล้า”
ฉันเช็ดฝุ่นด้วยแขนเสื้อแล้วเปิดฝากล่อง ข้างในมีแผ่นกระดาษพับเป็นระเบียบหลายสิบแผ่น กระดาษบางแผ่นเหลืองจนขอบกรอบ ทุกแผ่นเป็นลายมือของเขา เขียนอย่างตั้งใจจนด้านหลังมีรอยกดลึกจากปลายปากกา
ภรรยา เงินที่ผมหาได้ยังไม่มาก แต่ผมสัญญาว่าทุกเช้าจะทำอาหารให้คุณ ตอนกลางคืนจะเปิดไฟรอคุณ หน้าหนาวจะช่วยอุ่นเท้าให้คุณ หน้าร้อนจะทำซุปถั่วเขียวให้คุณ ผมไม่รู้ว่าจะให้อะไรคุณได้บ้าง แต่สิ่งที่ผมให้ได้ ผมจะให้คุณทั้งหมด
ลงชื่อ สามีของคุณ เมื่อเจ็ดปีก่อน
ฉันจำวันนั้นได้ ห้องเช่าเล็ก ๆ ของเราไม่มีแหวนแต่งงาน เขาใช้เชือกสีแดงผูกกับห่วงเหล็กแทนแหวน แล้วสวมให้ฉันด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ฉันหัวเราะจนแทบยืนไม่ไหวและพูดว่า “คุณจนเกินไปแล้วนะ”
เขาหัวเราะตาม บอกว่าเมื่อมีเงินจะซื้อแหวนทองให้
ต่อมาเงินเดือนเขาเพิ่มขึ้นมาก เขาได้เลื่อนตำแหน่งและมีรายได้เกือบแปดแสนบาทต่อปี แต่แหวนทองที่เขาสัญญาก็ไม่เคยมาถึงมือฉัน ฉันไม่เคยถาม เขาเองก็ไม่เคยพูดถึงอีก
ฉันเคยคิดว่าเขาลืม แต่ในกล่องเหล็กมีใบเสร็จร้านทองหลายใบ บางใบถูกยกเลิก บางใบมีรอยขีดฆ่า เขาเคยตั้งใจซื้อจริง ๆ เพียงแต่ทุกครั้งมีเหตุให้ต้องนำเงินไปใช้ก่อน
แม่ของเขามองฉันนั่งร้องไห้อยู่บนพื้น แต่ไม่ได้เข้ามาปลอบ
“เขาไม่ได้มาที่นี่” เธอบอกในที่สุด “เขาโทรมาหาฉันก่อนลาออก เขาบอกว่าจะไปทำงานกับเพื่อนที่ต่างจังหวัดสักพัก ที่นั่นมีห้องพักให้ และเขาจะไม่กลับมาจนกว่าคุณจะเซ็นเอกสารบางอย่าง”
“เอกสารอะไรคะ”
“เอกสารหย่า”
คำสองคำตกลงมาหนักกว่าทางโคลนที่ฉันเดินผ่านมา
แม่ของเขายื่นซองสีขาวให้ฉัน ด้านในเป็นสำเนาเอกสารที่ทนายจัดเตรียมไว้ เขาไม่ได้เรียกร้องบ้าน ไม่ได้ขอรถ และไม่ได้ขอเงินก้อนใหญ่ ทั้งที่บ้านกับรถส่วนใหญ่ซื้อมาจากเงินของเขา
สิ่งที่เขาขอมีเพียงส่วนแบ่งเงินเก็บที่เป็นชื่อร่วมกัน และขอให้ฉันคืนเงินที่เขาเคยกู้มาใช้ชำระหนี้ของฉันตามกำลัง โดยไม่คิดดอกเบี้ย
เขาไม่ได้ต้องการทำลายฉัน เขาเพียงต้องการหยุดใช้ชีวิตในบ้านที่ทำให้เขารู้สึกไร้ค่า
ระหว่างทางกลับ ฉันผ่านร้านทองเล็ก ๆ ริมถนน ร้านเดียวกับที่เขาเคยชี้ให้ดูเมื่อหลายปีก่อนแล้วบอกว่าจะซื้อแหวนให้ฉันเมื่อมีเงินพอ
ฉันจอดรถและเดินเข้าไป
เจ้าของร้านจำเขาได้ เธอเปิดสมุดบันทึกการสั่งซื้อ แล้วบอกว่าเมื่อสองเดือนก่อนสามีของฉันเคยมาที่นี่ เขาเลือกแหวนคู่ราคาสามพันแปดร้อยบาท แต่ยังไม่ได้รับของ เพราะขอให้ร้านเก็บไว้ก่อน
“เขาบอกว่าจะมารับวันที่กลับจากการเดินทาง” เจ้าของร้านว่า “แต่เมื่อวานเขามาเอาไปแล้วค่ะ”
ฉันยืนนิ่ง
เขาไม่ได้ทิ้งแหวน เขาเอามันไปด้วย
“เขาซื้อให้ใครคะ” ฉันถาม ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
เจ้าของร้านมองฉันอย่างเกรงใจ “เขาไม่ได้บอกค่ะ แต่สั่งให้สลักคำว่า ‘ยังรออยู่’ ไว้ด้านในวงหนึ่ง”
ฉันกลับถึงบ้านตอนค่ำ เปิดตู้เย็นและพบกระดาษโน้ตติดอยู่ด้านใน
นมหมดอายุแล้ว ฉันซื้อสตรอว์เบอร์รีใหม่และล้างไว้ให้ อยู่ชั้นที่สอง ถ้าหิวก็กินนะ
วันที่บนกระดาษคือสองวันก่อน วันที่เขาออกไป
ฉันหยิบกล่องสตรอว์เบอร์รีมานั่งบนพื้น กินไปลูกหนึ่ง ลูกที่สอง และลูกที่สาม พอถึงลูกที่สี่ ลำคอก็แน่นจนกลืนไม่ลง ฉันต้องวางมันลงแล้วกอดเข่าตัวเองอยู่หน้าโซฟา
ในคืนนั้นฉันส่งข้อความไปยังเบอร์ที่ปิดเครื่อง
เมื่อก่อนฉันคิดว่าคุณไม่คู่ควรกับฉัน ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าคนที่ไม่คู่ควรกับคุณคือฉัน ฉันยังซื้อแหวนรอคุณกลับมา
ฉันไม่ได้กดลบ แม้ข้อความจะส่งไม่ออก มันค้างอยู่ในช่องพิมพ์เหมือนคำขอโทษที่มาช้าเกินไป
หลายวันผ่านไป ฉันยังคงเปิดไฟหน้าบ้านทุกคืน ตอนแรกฉันเปิดเพราะหวังว่าเขาจะเห็นเมื่อกลับมา ต่อมาฉันเปิดเพราะเพิ่งเข้าใจว่า ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา คนที่เปิดไฟไม่เคยเป็นฉันเลย
เขาเปิดไฟรอฉันกลับบ้าน แม้ฉันจะกลับดึก แม้ฉันจะไม่เคยถามว่าเขานอนหรือยัง เขาซักและรีดเสื้อผ้าที่ฉันใส่ไปทำงาน แขวนไว้ที่มือจับตู้เสื้อผ้า เขาเตรียมน้ำอุ่นไว้ในคืนที่ฉันปวดเท้า และแอบวางยาแก้ปวดไว้ข้างแก้วน้ำเมื่อฉันบ่นว่าปวดหัว
เงินซื้อบ้าน ซื้อรถ และซื้ออาหารราคาแพงได้ แต่ซื้อคนที่ยอมนั่งข้างเตียงตอนฉันป่วยไม่ได้
ฉันจึงเริ่มทำสิ่งที่เขาเคยทำ ไม่ใช่เพื่อให้เขากลับมาในทันที แต่เพื่อให้ตัวเองเลิกเป็นคนเดิม ฉันเรียนทำโจ๊กจากวิดีโอสอนทำอาหาร ทำแล้วทิ้งไปสามหม้อกว่าจะได้รสชาติที่กินได้ ฉันซักเสื้อของเขาเอง แม้จะไม่รู้ว่าเสื้อสีไหนควรซักรวมกับสีไหน และฉันโทรหาแม่ของเขาทุกสัปดาห์ แม้ในช่วงแรกเธอจะรับสายเพียงไม่กี่คำ
หนึ่งเดือนหลังจากเขาไป ฉันได้รับอีเมลจากทนายของเขา เป็นจดหมายสั้น ๆ ขอให้ฉันเซ็นเอกสารและนัดพูดคุยกันที่ร้านกาแฟกลางเมือง
ฉันไปถึงก่อนเวลา เขานั่งอยู่มุมในสุดของร้าน ผอมลงเล็กน้อยและไว้หนวดบาง ๆ ดวงตายังคงเหมือนเดิม แต่ท่าทางของเขาไม่เหมือนคนที่พร้อมจะกลับบ้านอีกแล้ว
ฉันวางซองเอกสารลงบนโต๊ะ
“ฉันจะเซ็น” ฉันบอก
เขามองฉันนานก่อนถาม “คุณไม่ถามหรือว่าผมอยู่ที่ไหน”
“ถ้าคุณอยากให้ฉันรู้ คุณคงบอกเอง”
เขาก้มหน้าลง นิ้วลูบขอบแก้วกาแฟไปมา
“ผมไม่ได้มีคนอื่น” เขาพูด “ผมไม่ได้หนีไปแต่งงานใหม่ และไม่ได้ต้องการให้คุณตามหา ผมแค่ไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่ของตัวเองเป็นภาระของใครอีก”
ฉันรับฟังโดยไม่ขัด
“วันที่คุณเตะผมกลางดึก” เขาพูดต่อ “ผมไม่ได้เจ็บมากที่สุดตรงกระดูก ผมเจ็บตอนที่คุณละเมอพูดว่าอย่ามายุ่งกับฉัน ผมคิดว่าคุณอาจไม่ได้พูดกับผม แต่เจ็ดปีมานี้ ทุกครั้งที่ผมพยายามเข้าใกล้ คุณก็พูดแบบเดียวกันในตอนตื่น”
ฉันก้มมองมือของตัวเอง รอยบาดจากกระดาษยังเหลือเป็นเส้นจาง ๆ
“ฉันจำไม่ได้ว่าตัวเองทำให้คุณโดดเดี่ยวขนาดนั้น”
“นั่นแหละครับ” เขาตอบเบา ๆ “คุณไม่จำเป็นต้องจำ เพราะคุณไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง ๆ”
ประโยคนั้นไม่มีความโกรธ แต่ทำให้ฉันเจ็บกว่าเสียงตะโกน
ฉันบอกเขาเรื่องสมุด เรื่องกล่องเหล็ก และเรื่องแหวน เขานิ่งไปเมื่อรู้ว่าแม่ส่งกล่องให้ฉัน
“ผมไม่อยากให้คุณอ่าน”
“ฉันรู้”
“ผมเขียนเพราะกลัวลืมว่าครั้งหนึ่งผมเคยมีความหวัง”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง “ตอนนี้ผมอยากจำไว้ว่าผมก็มีสิทธิ์ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องรอให้ใครเห็นค่าผม”
ฉันเซ็นเอกสารหย่า แต่ไม่ได้เซ็นทุกอย่างในวันเดียว เราตกลงแบ่งทรัพย์สินอย่างเป็นธรรม รถยังเป็นชื่อเขา บ้านเป็นชื่อร่วม และเงินก้อนที่เขาใช้ชำระหนี้ให้ฉัน ฉันจะทยอยคืนทุกเดือน เขาไม่รับเงินที่ฉันเสนอเพิ่ม เพราะเขาบอกว่าเขาไม่ได้ต้องการซื้ออิสรภาพจากฉัน
การหย่าของเราใช้เวลาหลายเดือน ไม่ใช่ฉากทะเลาะในศาล ไม่มีใครตบหน้าใคร และไม่มีคนรวยลึกลับเข้ามาช่วย ทั้งฉันและเขาต้องตอบคำถามเดิม ๆ ต่อหน้าทนาย ต้องจัดการบัญชี ต้องขายของที่ไม่จำเป็น และต้องยอมรับว่าชีวิตคู่ของเราจบไปนานแล้ว เพียงแต่ฉันเพิ่งรู้ในวันที่เขาเดินออกจากบ้าน
ระหว่างนั้นเราพบกันเดือนละครั้งเพื่อจัดการเรื่องเอกสาร บางครั้งเขาถามว่าฉันกินข้าวหรือยัง บางครั้งฉันถามว่าแม่เขาเป็นอย่างไร เราไม่ได้กลับไปเป็นสามีภรรยา แต่ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะพูดกับกันโดยไม่ใช้ความเงียบเป็นอาวุธ
วันหนึ่งเขาบอกว่าเขาได้งานใหม่ในเมืองเล็ก ๆ ทางเหนือ เป็นงานดูแลครัวของศูนย์ฝึกเยาวชน เงินเดือนน้อยกว่างานเดิมมาก แต่เขาบอกว่าเด็ก ๆ ที่นั่นกินอาหารฝีมือเขาแล้วขอเพิ่มทุกวัน
ฉันยิ้มให้เขา “คุณยังทำอาหารให้คนอื่นอยู่”
“ผมยังชอบทำอาหาร” เขาตอบ “ผมแค่ไม่อยากทำเพื่อแลกกับการถูกมองข้ามอีกแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ฉันเข้าใจว่า การขอโทษไม่ใช่การขอให้เขากลับมา และการสำนึกผิดไม่ใช่สิทธิ์ที่จะได้รับโอกาสจากคนที่เราเคยทำร้าย
หนึ่งปีหลังจากคืนที่เขาออกไป การหย่าของเราเสร็จสิ้น ฉันย้ายออกจากบ้านหลังเดิมและเช่าห้องเล็ก ๆ ใกล้ที่ทำงาน บ้านหลังนั้นขายได้ในราคาพอสมควร ส่วนแบ่งของเขาถูกโอนเข้าบัญชีเรียบร้อย และหนี้ที่ฉันต้องคืนเขาก็ยังเหลืออีกหลายปี
ฉันไม่เสียดายบ้านเท่ากับเสียดายไฟหน้าประตู แต่ก็รู้ว่าไฟดวงนั้นไม่ควรเป็นเครื่องมือเรียกใครกลับมา
ฉันยังทำโจ๊กอยู่ แม้รสชาติจะไม่เหมือนที่เขาทำ บางครั้งฉันส่งรูปให้เขาดู เขาตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า “ขิงเยอะไป” หรือ “อย่าใส่ต้นหอมตอนเดือดนานเกิน” บทสนทนาของเราไม่มีคำหวาน แต่ไม่มีความฝืนเหมือนเมื่อก่อน
หลายเดือนต่อมา แม่ของเขาโทรมาบอกว่าเขาจะกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ฉันลังเลอยู่นานก่อนขออนุญาตไปพบเขา
เรานั่งอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้านเก่า ลมจากภูเขาพัดผมของเขาปรกหน้าเหมือนวันที่ฉันเคยมายืนร้องไห้อยู่หน้าประตู แม่ของเขาไม่ได้ไล่ฉันกลับ คราวนี้เธอยกชาออกมาให้สองถ้วย แล้วปล่อยให้เราคุยกันตามลำพัง
ฉันยื่นกล่องเล็ก ๆ ให้เขา ข้างในเป็นแหวนคู่ที่ฉันซื้อใหม่ ไม่ใช่แหวนทอง ไม่ใช่ของราคาแพง เป็นแหวนเงินเรียบ ๆ สองวง
“ฉันไม่ได้เอามาให้คุณสวม” ฉันบอก “ถ้าคุณไม่อยากรับก็ไม่เป็นไร ฉันแค่อยากคืนคำสัญญาที่ฉันเคยหัวเราะใส่”
เขาเปิดกล่องและเห็นข้อความที่สลักไว้ด้านในวงหนึ่งว่า ฉันจะไม่ทำเหมือนไม่เห็นคุณอีก
เขาเงียบอยู่นาน ก่อนหยิบแหวนอีกวงส่งคืนให้ฉัน
“เก็บไว้เตือนตัวเองก็แล้วกัน” เขาพูด
ฉันรับมันมา เราไม่ได้กอดกัน ไม่ได้สัญญาว่าจะเริ่มต้นใหม่ และไม่ได้หลอกตัวเองว่าความรักเจ็ดปีสามารถซ่อมได้ด้วยคำขอโทษไม่กี่คำ
แต่ก่อนกลับ เขาถามว่า “คุณยังเปิดไฟอยู่ไหม”
“เปิด” ฉันตอบ “แต่ตอนนี้เปิดให้ตัวเองกลับบ้าน”
เขาพยักหน้า แล้วเดินเข้าไปในบ้านของแม่
คืนนั้นฉันกลับถึงห้องเช่า วางแหวนไว้ข้างแก้วน้ำและเปิดไฟหน้าประตูเหมือนเดิม ไฟเซ็นเซอร์สว่างขึ้นเมื่อมีคนเดินผ่าน แล้วดับลงในไม่กี่วินาที
ทางเดินยังว่างเปล่า ไม่มีใครรอฉันกลับบ้านอีกแล้ว แต่เป็นครั้งแรกที่ความเงียบนั้นไม่ได้ทำให้ฉันกลัว
บนโต๊ะมีโจ๊กหม้อเล็ก ๆ ที่ฉันเพิ่งหัดทำ และข้าง ๆ กันนั้นมีสตรอว์เบอร์รีสี่ลูกที่ฉันล้างไว้ให้ตัวเอง ฉันกินมันช้า ๆ ทีละลูก โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบอกว่าฉันสมควรได้รับความใส่ใจหรือไม่
ส่วนไฟดวงเล็กหน้าประตูยังคงส่องอยู่ ไม่ได้ส่องไปหาเขาอีกต่อไป แต่มันส่องให้ฉันเห็นทางกลับมาหาตัวเอง